๗ ธันวาคม (คุณแม่อุดม ทองพูล)
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๗ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ให้หมู่มวลมนุษย์เราทั้งหลาย ให้เราเข้าใจร่วม ๆ กันสมัครสมานสามัคคี ประพฤติปฏิบัติไปในทางเดียวกัน เพื่อเอาความดีและปัญญามาใช้มาปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ ให้มีประสิทธิผล เราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยปัญญา ความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยปัญญานั้นมันเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มันไม่ใช่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อจะหยุดนิติบุคคลตัวตนด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความยึดมั่นถือมั่นที่ยกเลิกความไม่ถูกต้อง ยกเลิกสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคล ที่มันเป็นตัวเป็นตน ที่มันเป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ ที่มันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น
เรามองเห็นด้วยปัญญา เพราะอดีตที่ผ่านมานั้นถือว่าความตั้งใจตั้งเจตนาของเรานั้นมันยังไม่พอ ยังไม่เพียงพอ เรายังพอกันลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติ การปฏิบัติของเรานั้นยังไม่เต็มที่ ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เรายังลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติ เราทุกคนต้องพากันมาคิดใหม่ มาตั้งใจใหม่ เน้นที่ใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ให้เราทุกคนเข้าใจว่ากายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นเพียงอุปกรณ์ของใจ ใจของเราต้องตั้งใจตั้งเจตนามากกว่านี้ การรักษาศีล การทำสมาธิ การเจริญปัญญา ต้องเน้นลงที่ใจ ใจที่บริสุทธิคุณที่เรายกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ สตินั้นคือความระลึกได้ ระลึกได้ว่าอันนี้มันดีมันชั่ว มันผิดมันถูก มันไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก เป็นสมมติสัจจะที่เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ประพฤติปฏิบัติต่อสมมตินั้น ๆ ให้ถูกต้อง
เราทุกคนต้องทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เพื่อให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพของเรานั้นก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
เราพากันนอนพากันพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ ไม่เซ่อไม่เบลอไม่งง พร้อมทั้งกายพร้อมทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน
นอนเท่าไหร่เพียงพอ พักผ่อนเท่าไหร่เพียงพอ นอนที่เพียงพอพักผ่อนที่เพียงพอของสรีระร่างกายของเราทุกคน ต้องพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง ในชีวิตประจำวันของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราทั้งหลายเข้าใจอย่างนี้ในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะทุกคนนั้นคือธรรมะคือธรรมชาติ ต้องพากันนอนพากันพักผ่อนให้พอเพียงเพียงพอ เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม มันคือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม ให้พวกเราทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจ ทุกคนนั้นไม่มีใครอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม ต้องได้รับผลของกรรมทุก ๆ คน ไม่มีใครยกเว้น ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง
ให้เราเอาความรู้ความเข้าใจเพื่อเอาไปใช้เอาไปประพฤติปฏิบัติไปทำหน้าที่ เพราะธรรมะนั้นมันคือหน้าที่ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ หน้าที่นั้นคือธรรมะ ต้องตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนาเพื่อบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่สะอาดบริสุทธิ์
ตั้งใจกันทำหน้าที่ ทำหน้าที่ของตัวเราให้สมบูรณ์ ด้วยปิติด้วยความสุขด้วยเอกัคคตาที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ อย่าให้ขาดตกบกพร่องด่างพร้อยและเศร้าหมอง
ทุกคนนั้นต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ต้องรู้ต้องเข้าใจเห็นภัยในความประมาท เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ต้องมีสติมีสัมปชัญญะกันทุก ๆ คนด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา ธรรมะนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิพร้อมทั้งมีการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบันไปพร้อม ๆ กัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน
ความรู้ความเข้าใจ เป็นความยึดมั่นถือมั่นในพระรัตนตรัยได้แก่ พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณ ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่เจตนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคล ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่พระธรรมพระวินัย สิกขาบทน้อยใหญ่ที่เป็นพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ มารวมลงกันเป็นพระรัตนตรัย ไม่ใช่นิติบุคคล มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
คำว่าพุทธะ ธัมมะ สังฆะนั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน นั้นคือพระธรรมคือพระวินัย เป็นพระธรรมคำสั่งสอน เป็นทั้งคำสั่งและคำสอน สั่งให้หยุดในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ต้องให้เวียนว่ายตายเกิด สั่งให้ประพฤติให้ปฏิบัติเพื่อหยุดเวียนว่ายตายเกิด สั่งให้หยุดในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สั่งให้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง ก้าวไปด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มนุษย์เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ให้เรารู้ให้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นรวมอยู่ที่สติสัมปชัญญะ
สติสัมปชัญญะเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อยกเลิกตัวตน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราก็ไม่มีตัวไม่มีตน ผู้ที่มีตัวมีตนนั้นถึงไม่มีสติสัมปชัญญะนะ ตัวตนที่เป็นบริสุทธิคุณถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยเป็นอุปกรณ์ที่ยกเลิกตัวตน ได้แก่สติและสัมปชัญญะ พระธรรมพระวินัยนั้นมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายพากันมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ มีความยึดมั่นถือมั่นในพระรัตนตรัยคือพระธรรมคือพระวินัย เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนต้องพากันมารักพระธรรมรักพระวินัย รักข้อวัตรกิจวัตรที่เป็นสมมติสัจจะทั้งหลาย เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา
เราทุกคนต้องเน้นลงที่ใจเน้นลงที่เจตนา ให้เราทั้งหลายรู้ว่ากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นเพียงอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติของใจ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องตั้งใจตั้งเจตนา เราทุกคนต้องพากันมาตั้งใจในการเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็จะไม่มีสติ ไม่มีสัมปชัญญะ เราจะเป็นคนที่ไม่มีศีล เป็นคนที่ไม่มีสมาธิ เป็นคนที่ไม่มีปัญญา เราจะไม่ได้ทำหน้าที่ เราจะไม่มีการประพฤติไม่มีการปฏิบัติ ให้เรารู้เข้าใจ ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อทำหน้าที่
จิตใจของเราต้องเป็นจิตใจสีขาว ต้องสะอาดสว่างไสว ต้องก้าวไปว้าว ว้าว ว้าว ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ไม่ขาดตกบกพร่องไม่ด่างไม่พร้อยไม่เศร้าหมอง ความสงบต้องสงบจากปัญญา ไม่ใช่สงบจากอัตตาตัวตน ไม่ใช่สงบที่เป็นตัวเป็นตน เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ ต้องเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ
มีสัมมาสมาธิ ปัญญากับสมาธิต้องไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะสมบูรณ์ในปัจจุบัน ชีวิตของเราต้องตั้งอยู่ในปัจจุบันธรรม เป็นขณิกสมาธิ สมาธิที่ประกอบด้วยปัญญา มีทั้งสมาธิมีทั้งปัญญาไปพร้อม ๆ กัน ผู้มีความสงบมาก ๆ ถึงต้องเสียสละมาก ๆ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ
เราทุกคนต้องมาเน้นมาปฏิบัติที่ตัวของเรานี้เอง ให้ตัวของเรามันชัดเจนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ถึงคนอื่นจะอยู่ร่วมกับเราก็ให้เป็นเรื่องของคนอื่น เรื่องของเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ
ในโลกนี้ปัจจุบันมีหมู่มวลมนุษย์อยู่ร่วมกันประมาณแปดพันกว่าล้านคน อันนั้นก็เรารู้เข้าใจ คนอื่นก็ย่อมเป็นคนอื่น คนอื่นก็ต้องทำหน้าที่ของคนอื่น เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันได้
เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราอย่ามีตัวมีตน มีโลกส่วนตัว มีโลกเป็นตัวเป็นตน เป็นตัวกูของกู เราจะหยุดโลกส่วนตัว โลกตัวกูของกูได้ เราก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรมที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกตัวกูของกู ตัวกูของกูจะได้จบลงด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
โลกที่เป็นตัวเป็นตนนั้นไม่มีอยู่ในสติไม่มีอยู่ในสัมปชัญญะ
เราต้องมาหยุดสัญชาตญาณ ที่มันเป็นอัตตาตัวตนด้วยการประพฤติด้วยการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องในปัจจุบัน สมถะและวิปัสสนานั้นได้แก่สติได้แก่สัมปชัญญะ เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราจะได้ก้าวไปด้วยสมถะด้วยวิปัสสนา แต่ก่อนนั้นเรายังไม่เข้าใจ เราไปคิดว่าความยึดมั่นถือมั่นมันเป็นตัวเป็นตน ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาทิฏฐิ เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตนเป็นตัวกูของกู แต่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นบริสุทธิคุณ ให้เราทุกคนเข้าใจในความยึดมั่นถือมั่นที่ถูกต้อง ให้เข้าใจในความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้จับหลักจับประเด็น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เพื่อไม่ให้ใจของเราทั้งหลายนั้นเกิดความปรุงแต่ง
ปัญญาสัมมาทิฏฐิมันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นอริยมรรค เป็นสมถะ เป็นวิปัสสนา เป็นสัมมาทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่เจตนา เป็นวิปัสสนา เป็นความยึดมั่นถือมั่นในพระรัตนตรัยด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ เราพากันตั้งใจตั้งเจตนา ทุกคนนั้นพากันประพฤติพากันปฏิบัติได้เหมือนกันหมดทุก ๆ คนไม่มีใครยกเว้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้ เราทั้งหลายจะได้ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์
เรานอนเราพักผ่อนให้เพียงพอ ให้ใจของเรามีปิติมีความสุข ให้เรารู้ให้เข้าใจ กายกับใจนั้นมันคนละอย่างกันนะ กายนั้นเป็นวัตถุ เกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ขึ้นอยู่กับเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัย ใจของเรานั้นเป็นความว่าง คำว่าว่างนั้นเราต้องเข้าใจ ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี เราต้องรู้เข้าใจ เมื่อมีตาก็ย่อมมีรูป มีหูก็ย่อมมีเสียง มีจมูกก็ย่อมมีกลิ่น มีลิ้นก็ย่อมมีรส มีกายก็ย่อมมีผัสสะทางกาย เรามีใจก็ย่อมมีเรื่องจิตเรื่องใจ มีความรู้สึกนึกคิด
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราทั้งหลายจะได้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นให้มันจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เพื่อไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราทั้งหลายนั้นจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่อย่างนี้ ใจของเราถึงต้องให้สบาย เรื่องความแก่เจ็บตายพลัดพรากนั้นมันเป็นเรื่องของกาย ไม่ใช่เรื่องของใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ใจของเราให้รู้ให้เข้าใจอย่างนี้ เราจะไม่ได้แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่พลัดพรากด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการมีสติสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็จะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ
เรามองดูทุกสิ่งทุกอย่างด้วยปัญญา ว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นมันเป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม ชั่วครั้งชั่วคราว มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรมากน้อยกว่าเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เราถึงไม่ไปทุกข์ไปสุขกับสิ่งต่าง ๆ ให้เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ให้เรารู้จักข้อสอบแล้วก็ตอบด้วยความรู้ความเข้าใจ ชีวิตของเราเราต้องก้าวไปด้วยปัญญาที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาที่รู้อริยสัจสี่ ปัญญาที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ที่ไม่ไปตามผัสสะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ใจของเราต้องขาวต้องสะอาดสว่างสงบ มีสติมีสัมปชัญญะด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่พลัดพราก มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ
การประพฤติการปฏิบัติต้องอาศัยการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทั้งหลายต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง อย่าไปขี้เกียจขี้คร้าน ต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง อย่าไปทิ้งสติ อย่าไปทิ้งสัมปชัญญะ อย่าไปประมาท อย่าไปเพลิดเพลิน เพราะความประมาทความเพลิดเพลินมันจะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ในกลางใจเมืองกรุงเทพมหานคร ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พังทั้งที่ใหญ่กว่าสูงกว่า มันไปพังตึกเดียวเฉพาะเจาะจง เฉพาะตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพราะเอาความผิดนำชีวิต เอาทุจริตนำชีวิต มันก็ย่อมพังทลายเพราะมันไม่ถูกต้อง
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อเราทั้งหลายจะได้มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เราจะไม่ได้มีคำถามว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นปฏิบัติถึงไหนถึงจะได้หยุด การปฏิบัตินั้นไม่ใช่หยุดไม่ใช่ไปไม่ใช่มา มันเป็นหน้าที่ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะในการทำหน้าที่ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะก็ย่อมแต่ปิติมีแต่สุขมีแต่เอกัคคตาที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม จะเป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต มันจะเข้าถึงความเต็มเต็มเต็ม เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่ใช่หยุดไม่ใช่ไป ไม่ใช่เอามาเพิ่มและตัดออก สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
เราทุกคนตั้งใจทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์เพื่อไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เราทุกคนจะได้เป็นมนุษย์ผู้รู้ผู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เป็นเทวดาผู้รู้ผู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร จะได้เป็นพระพรหมผู้รู้ผู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร จะได้เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชผู้รู้ผู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เพื่อประโยชน์ของเราเอง เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของมหาชน เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
เราทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ เราทุกคนไม่ต้องอาศัยใคร อาศัยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ทุกคนทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้แหละถึงจะดับทุกข์ได้ เพราะความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ อยู่ที่เราทำหน้าที่ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ถูกต้อง ไม่ได้อยู่ที่ความร่ำรวย ไม่ได้อยู่ที่มีอำนาจวาสนา อยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราปฏิบัติ อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะถึงจะดับทุกข์ได้ เพราะสติสัมปชัญญะนั้นเป็นตัวที่หยุดความปรุงแต่ง เป็นตัวที่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ไม่มากเกินไม่หย่อนเกิน
หลักการในการเจริญสติสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาอิริยาบถทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอนอิริยาบถหลัก ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ให้มีปิติมีสุขมีเอกัคคตาในการมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วให้มีสติสัมปชัญญะรู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก รู้ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก เราทั้งหลายต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะเราจะแก้ไม่ได้ เราทุกคนจะแก้ปัญหาได้ด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นตัวดับทุกข์ จะเป็นตัวที่หยุดเรื่องราวต่าง ๆ ในปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาหลักการอานาปานสติ อานาปานสติได้แก่ลมหายใจ เราที่มีอายุขัยเราก็ต้องมีลมปราณ เพราะลมปราณคือชีวิต ชีวิตของเราคือลมปราณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราอาศัยหลักการหายใจเข้าหายใจออกเพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ เราจะได้อยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะอยู่กับลมปราณ หายใจเข้าก็ให้เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้สบาย หายใจออกก็ให้เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้สบาย หายใจเข้าเราก็รู้ให้สบาย หายใจออกก็รู้ให้สบายเพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ เราทั้งหลายจะไม่ได้ไปตามผัสสะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมที่มาเกี่ยวข้องกับเราทางตาหูจมูกลิ้นกายใจมันมีมากมาย เรามีหลักการเราหายใจเข้าก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจออกก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมหายใจเข้าก็สบายหายใจออกก็สบายอานาปานสตินี้ใช้ได้ทุกอิริยาบถ ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงตอนเรานั่งสมาธินะ เรามีหน้าที่ให้มีสติสัมปชัญญะอย่างนี้แหละ มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเรื่องความสงบและปัญญามันมีเหตุมีปัจจัย มันก็ย่อมไปตามเหตุตามปัจจัยให้เรารู้ให้เข้าใจ เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เรามีหน้าที่ที่มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติเท่านั้น ถ้าหายใจเข้าหายใจออกในการเจริญลมปราณมันยังไม่สงบ ก็ให้เราใช้หลักการในการหยุดหายใจ เมื่อใจของเราจะขาดถึงค่อยหายใจ ทำอย่างนี้หลาย ๆ ครั้งเดี๋ยวใจของเราก็จะสงบ
เวลาเราทำงานอริยมรรคมีองค์แปดของเรานี้เกี่ยวข้องกับอะไรเราต้องทำหน้าที่นั้น ๆ ให้เต็มที่ เพราะความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตมันอยู่ที่ปัจจุบัน เราทั้งหลายต้องดับทุกข์ได้ไม่มีทุกข์ได้ในปัจจุบัน ไม่ใช่คิดเหมือนแต่ก่อนนะ แต่ก่อนคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อันนั้นมันไม่ใช่นะ พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบัน
มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกว่าให้เอาที่ปัจจุบัน อย่าไปเอาอนาคต ต้องเอาปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ ยกเลิกตัวตนด้วยมีสติมีสัมปชัญญะให้เอาปัจจุบันที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญาที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ เราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ อันนี้เป็นบุญเป็นกุศล เราต้องรู้เข้าใจ มันจะมีประโยชน์อะไรถึงเราจะมีอายุยืนนานหลายร้อยหลายพันปีหลายหมื่นปีหลายแสนปีหลายล้านปี เพราะมันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มี เราต้องรู้เข้าใจว่าสติสัมปชัญญะเป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์ มีคุณมีอุปการคุณกับเราทุก ๆ คน
เราทุกคนต้องมาระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราทั้งหลายให้ถือโอกาสปัจจุบันนี้เป็นการประพฤติการปฏิบัติ ให้เราทั้งหลายระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
“วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจง (ยังประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น) ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด”
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
--------------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในค่ำวันที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ในงานสวดพระอภิธรรมและงานบำเพ็ญกุศลพิเศษคุณแม่อุดม ทองพูล
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา