๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๘ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ให้ทุกท่านทุกคนพากันทำใจให้สบาย ทำใจของเราให้มีความสุข ให้เป็นอิสระ ให้มีสติมีสัมปชัญญะ ยืนเดินนั่งนอนให้สบายอยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องทำใจของเราให้สบาย เป็นอิสระด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ
ความสบายนั้นให้อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องทำใจให้ใจสบาย ให้ใจของเรามีความสุขมีอิสระ เป็นประภัสสร ให้เรารู้ให้เข้าใจ สิ่งที่สัญจรไปมาต่าง ๆ นั้นไม่ใช่ใจ เป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม เป็นเพียงผัสสะมากระทบ เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป
เราต้องรู้เราต้องเข้าใจในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้มันเป็นเพียงผัสสะ
เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราทุกคนต้องทำใจให้สบาย ใจของเราสบาย ๆ สบายที่ใจเรา ให้ปฏิปทาที่ใจดีใจสบายนี้ได้ติดต่อต่อเนื่องด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
สมมติสัจจะทั้งหลายนั้นให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อเราทั้งหลายจะได้เอาสมมติสัจจะมาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ ให้เราเข้าใจว่าธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคตตาในการประพฤติการปฏิบัติในหน้าที่ของเราในปัจจุบัน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติในการปฏิบัติ
เราทุกคนอย่าพากันขี้เกียจขี้คร้าน ความขี้เกียจขี้คร้านนั้นเป็นอาการของตัวของตน ให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจ เราทั้งหลายอย่าพากันขี้เกียจขี้คร้าน เราทุกคนต้องผ่านด่านขี้เกียจขี้คร้านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ให้เอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติเพื่อผ่านด่านขี้เกียจขี้คร้าน ให้เรามีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเราต้องผ่านด่านขี้เกียจขี้คร้านไป ต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการผ่านด่านขี้เกียจขี้คร้าน เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการผ่านด่านขี้เกียจขี้คร้าน เราจะผ่านด่านขี้เกียจขี้คร้านได้เราก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เรามีสติมีสัมปชัญญะนั้นแหละเราจะผ่านด่านขี้เกียจขี้คร้าน
เอาสมมติสัจจะที่เป็นสติสัมปชัญญะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อมาทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นคือธรรมะ ธรรมะนั้นคือหน้าที่ ถ้าใจของเราสบายใจของเรามีความสุข ใจของเรามีสติสัมปชัญญะนั้นทุกอย่างนั้นย่อมไม่มีปัญหา เราทุกคนพากันรู้อริยสัจ ๔ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีสติเป็นผู้มีสัมปชัญญะ เป็นผู้มีความเคร่งครัดในข้อวัตรข้อปฏิบัติทั้งภาคปฏิบัติภาคบำบัด ไม่เป็นบุคคลที่เคร่งเครียด เป็นผู้ที่ทำหน้าที่อย่างมีความสุข เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ
เรามีความสุขใจสบายใจ ร่างกายของเราก็พลอยสบายไปด้วย ถ้าใจของเราดีใจของเราสบาย ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็พลอยสบายไปตามกันหมด มันจะเป็นความพอเพียงเพียงพอ เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เหมือนพระราชคติธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านตรัสให้พสกนิกรชาวไทยและชาวโลกให้พวกเราทั้งหลายจะได้มีความสุขในปัจจุบัน เพื่อเข้าถึงความถูกต้อง เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจ อยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม อยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราจะไปทุกข์ใจไปทำไม ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ปัจจุบันใจของเราต้องสบาย ใจของเราต้องมีความสุข ใจของเราต้องไม่เคร่งเครียด ใจของเราต้องไม่มีได้ไม่มีเสีย ไม่มีแพ้ไม่มีชนะ ใจของเราต้องอยู่ที่ความพอดีคือความเพียงพอพอเพียง ความสุขที่ใจถึงเป็นสิ่งที่สำคัญในปัจจุบัน
ปัจจุบันถ้าใจของเราสบาย การนอนการพักผ่อนก็สบาย การทานอาหารก็อร่อยเพราะธาตุขันธ์นั้นดี การทำอาหารนี้ก็อร่อยนะ การพูดจากิริยามารยาทอะไรก็ดีไปหมด เพราะใจของเราดี ใจของเราสบาย ทางใจของเราก็สบาย ทางกายของเราก็สบาย สบายทั้งกายทั้งใจ มีแต่ปิติมีแต่ความสุขมีแต่เอกัคคตาที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้หลักการในการประพฤติในการปฏิบัติอย่างนี้แหละ ให้เราเข้าใจง่าย ๆ ปฏิบัติให้สบาย ๆ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป
เราทั้งหลายอย่าไปมีโลกส่วนตัว อย่ามีโลกเป็นตัวกูของกู อย่ามีโลกเป็นตัวเป็นตน โลกตัวโลกตนนั้นมันเป็นโลกคนบ้านะ โลกคนบ้าโลกคนผีบ้า มันเป็นบักผีบ้า อีผีบ้า มันหาเรื่องหาราวให้ตัวเองเป็นทุกข์เปล่า ๆ เป็นทุกข์ทั้งตัวเราเอง เป็นทุกข์ให้กับคนอื่น มันไม่มีเรื่องก็หาเรื่อง ไม่มีราวก็หาราว มันสร้างแต่เรื่องแต่ราว สร้างแต่ปัญหา ไม่ใช่ผู้มีปัญญานะ มันเป็นผู้ที่มีอัตตาตัวตน
เราเป็นผู้มีปัญญามาก เราก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ถึงจะเป็นผู้ใจดีใจสบาย ใจไม่มีความทุกข์ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ถึงจะเป็นผู้ใจดีใจสบาย มันสบายเสียจริง ๆ นะ ทำไมถึงสบายอย่างนี้ มันก็ต้องสบายอย่างนี้ เพราะเราต้องรู้เข้าใจ การทำใจสบายนี้มันดีจริง ๆ เพราะมันเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความยึดมั่นถือมั่น ที่ปัญญาบริสุทธิคุณ มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน นี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาที่ยึดมั่นถือมั่นที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
เราทุกคนจะไปทุกข์ใจมันไปทำไม เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร มันเป็นทุกข์เปล่า ๆ เป็นทุกข์ฟรี ๆ มันเสียหาย มันพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สต. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
เราเกิดมาเพื่อไม่มีความทุกข์ เพื่อมาทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ไม่มีทุกข์
เรามีความสุขใจสบายใจในการทำหน้าที่ด้วยใจดีใจสบาย ปฏิบัติอย่างนี้แหละใจของเราจะสบาย อย่างนี้แหละใจของเราถึงจะมีความสุข สิ่งต่าง ๆ ที่ประสิทธิผลออกมาทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมันก็ดีหมดน่ะ มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ หาโทษมิได้เลย มันเป็นพุทธคุณ เป็นธัมมคุณ เป็นสังฆคุณ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ปฏิบัติสมควร เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี เข้าถึงใจดีใจสบาย
อริยมรรคที่ก้าวไปเป็นการงานที่ดีออกจากปัญญาบริสุทธิคุณ
ปัญญาบริสุทธิคุณนำทางด้วยความดี เป็นผู้ใจดีใจสบาย ใจเป็นบุญใจเป็นกุศล
ความดีนั้นเป็นคนใจดี เป็นคนใจที่มีปัญญา เพราะใจของเรามีปัญญาที่รู้จักหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ
อริยมรรคมีองค์แปดเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความดับทุกข์ไม่มีความทุกข์ มีแต่ปิติมีแต่ความสุขมีแต่เอกัคคตา ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจดีใจสบาย
เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเรื่องจิตเรื่องใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ว่าเราทุกคนต้องทำใจให้ดีทำใจให้สบาย อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับทำใจดีใจสบาย ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม เราทุกคนต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง ให้การประพฤติการปฏิบัติมันติดต่อต่อเนื่องในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้
ชาติ ศาสน์ กษัตริย์เป็นโครงสร้างที่ดี เป็นโครงสร้างสีขาว เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ที่เป็นโปรแกรมทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มีความรู้ต้องมีการประพฤติการปฏิบัติควบคู่กันไป ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้งมีความสงบมาก ๆ อย่างนี่ เราคิดดูดี ๆ นะ อย่างพระโปฐิละ
พระโปฐิลเถระ ซึ่งเรารู้จักกันในนามของพระใบลานเปล่า ท่านเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกในศาสนาของพระพุทธเจ้ามาถึง ๗ พระองค์ ครั้นออกบวชก็ตั้งใจศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน และยังสอนธรรมะให้กับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป นอกจากนี้ ท่านยังเป็นเจ้าคณะใหญ่ถึง ๑๘ คณะ ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของภิกษุสามเณรเป็นอย่างดี
พระบรมศาสดาปรารถนาจะให้พระโปฐิละเป็นผู้มีความรู้ทั้งทางด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และเทศนา คือได้ทั้งคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ สมกับที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์ แต่เนื่องจากพระโปฐิละมัวแต่สอนคนอื่นจนไม่มีเวลาสอนตนเอง ไม่ยอมปลีกวิเวกไปบำเพ็ญสมณธรรมตามลำพังบ้าง วันๆ ได้แต่เตรียมสอนธรรมะ และตอบปัญหาข้อสงสัยให้กับลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านจึงไม่มีความคิดที่จะสลัดออกจากกองทุกข์เพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน
เพราะฉะนั้น เวลาท่านไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา จึงถูกพระพุทธองค์ทักทายว่า “ท่านใบลานเปล่ามาแล้วเหรอ เชิญนั่งเถิดท่านใบลานเปล่า” ครั้นท่านกราบนมัสการลา ก็ถูกทักอีกว่า “ท่านใบลานเปล่าไปแล้วหรือ” ทำให้ท่านกลับไปคิดตริตรองว่า “เราเป็นผู้ทรงไว้ทั้งพระไตรปิฎก แต่พระบรมศาสดาก็ยังตรัสเรียกเราว่าใบลานเปล่า อาจเป็นเพราะเราเป็นผู้ไม่มีคุณวิเศษภายใน”
เนื่องจากท่านมีปัญญามาก จึงรู้ถึงนัยของพุทธองค์ กล่าวคือ ผู้รู้ เขาแค่เตือนแบบสะกิดกันนิดเดียว ก็สามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง พระเถระรู้ตัวเช่นนี้เกิดความสลดสังเวชใจว่า ที่ผ่านมาตนเองเปรียบเหมือนคนเลี้ยงโค แต่ไม่เคยดื่มกินปัญจโครสเลย คือรู้ธรรมะด้วยสุตมยปัญญา เพราะอ่านมามาก ได้ยินได้ฟังมามาก แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติให้เข้าถึงเลย
ท่านตัดสินใจเพื่อเข้าสู่การประพฤติการปฏิบัติ เน้นที่ตัวของท่าน ออกปลีกวิเวกตามลำพังในป่า แต่เมื่อจะลงมือปฏิบัติ ก็กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย คือ มีความรู้มากก็ยิ่งยากนาน ครั้นจะไปถามพระถามเณรในวัดก็เขินอาย เพราะพระเณรเกือบทุกรูปที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพนั้นล้วนเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านเอง
ท่านจึงออกเดินทางไปไกลถึงสองพันโยชน์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้จำท่านได้ ตั้งแต่พระสังฆเถระ ไล่เรื่อยลงมาจนถึงพระนวกะ ต่างก็ปฏิเสธที่จะแนะนำธรรมะให้ท่าน เพราะรู้ว่าท่านเป็นผู้รู้มาก มีปัญญามาก เป็นพระธรรมกถึกผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเวลานั้นขณะนั้น ผู้ที่ท่านเคยบอกเคยสอนส่วนใหญ่ก็เป็นพระอรหันต์ขีณาสพกัน
และที่ท่านเหล่านั้นได้บรรลุธรรมาภิสมัย ก็เพราะอาศัยพระเถระเป็นผู้บอกผู้สอนเป็นครูบาอาจารย์ ดังนั้น ต่างเกรงว่าสิ่งที่แนะนำไปจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน
เมื่อไม่มีใครแนะนำ สุดท้ายท่านต้องยอมตนไปขอความรู้ภาคปฏิบัติกับสามเณรน้อยซึ่งอายุเพียง ๗ ขวบ แต่เป็นสามเณรอรหันต์ พระเถระเป็นผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมมาก แต่ท่านยอมทำตัวเหมือนเด็กอนุบาล เป็นนักศึกษาที่ดีมาก แม้สามเณรจะทดสอบให้ท่านเดินลงไปในสระน้ำ ท่านก็ไม่ได้ลังเลใจ ยอมทำตามที่สามเณรบอกทันที
สามเณรเห็นว่า พระโปฐิละได้ลดมานะละทิฏฐิ เพื่อแก้ไขตนเอง เพราะมีมานทิฏฐินั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะมานะทิฏฐิมันเป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นความปรุงแต่งที่สำคัญมั่นหมายที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่น ผู้ที่ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่นถึงจะมีความสงบมีปัญญา มีปัญญามีความสงบ
เมื่อละเราละเขาถึงเป็นความสงบเป็นผู้มีปัญญาถึงเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ไม่เป็นผู้ว่ายากสอนยาก เพราะตัวตนนั้นคือผู้ว่ายากสอนยาก
ยอมอยู่ในโอวาทของสามเณร แม้สามเณรจะให้ทำอะไรก็ทำ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเลิกตัวยกเลิกตนยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อจะได้เอาความดีเอาความถูกต้องให้เกิดความสงบเกิดปัญญา แม้จะให้ไปกระโจนลงเหว หรือกระโดดเข้ากองเพลิง ท่านก็ยอมทำตามทุกสิ่งทุกอย่าง สามเณรจึงให้ท่านกลับขึ้นมายืนที่ริมฝั่ง แล้วกล่าวให้นัยว่า “ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง มีช่องอยู่ ๖ ช่อง เหี้ยได้เข้าไปในจอมปลวกช่องหนึ่ง ผู้หวังจะจับเหี้ย จึงอุดช่องทั้ง ๕ ไว้ คอยจับเหี้ยออกทางช่องที่ ๖ บรรดาทวารทั้งหก แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ แล้วเปิดมโนทวาร กำหนดใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ที่ตรงนั้น”
เนื่องจากพระเถระเป็นพหูสูต ทรงพระไตรปิฎกมาหลายภพหลายชาติ นัยที่สามเณรให้จึงเป็นประดุจการลุกโพลงขึ้นของดวงประทีป ท่านเริ่มประคองใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน มีสติตั้งมั่นเป็นสมาธิ แม้พระบรมศาสดาประทับนั่งในที่ไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ ทรงเห็นความแก่รอบแห่งญาณของพระโปฐิละ จึงเปล่งรัศมีออกไปดุจปรากฏต่อหน้าพระเถระ แล้วตรัสว่า “ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบความเพียร ท่านพึงตั้งตนไว้โดยประการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้เถิด” พระเถระตั้งใจทำภาวนาจนเกิดภาวนามยปัญญา และในที่สุดก็แทงตลอดในคำสอนของพระบรมศาสดา บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในท่ายืนนั่นเอง
ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเราถึงต้องมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก อดีตทั้งหมดก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าถึงมารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เราทุกคนมาเน้นมาประพฤติมาปฏิบัติในตัวของเราเอง คนอื่นก็ให้เป็นเรื่องของคนอื่น เราอยู่เป็นหมู่เป็นคณะ ต่างคนก็ต่างประพฤติ ต่างคนก็ต่างปฏิบัติ ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติแทนกันได้
เราพากันนอนพากันพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนการพักผ่อนเท่าล่ะเพียงพอ..?
การนอนการพักผ่อนต้องนอนพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง ถ้าเรานอนเราพักผ่อน ๖ ชั่วโมงคือการนอนพักผ่อนที่พอเพียงเพียงพอ ปัจจุบันถ้าเราใจดีใจสบายใจของเรามีความสุขนั้นแหละคือการพักผ่อน คือการยกเลิกตัวยกเลิกตน การยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นแหละคือการพักผ่อน คือการเอาความทุกข์ออกจากใจ มนุษย์เราถ้าใจดีใจสบายทุกอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา เพราะปัญหานั้นอยู่ที่เราใจไม่ดีใจไม่สบาย
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ไม่ต้องเอาความหลงนำชีวิต ไม่ต้องเอาความผิดนำชีวิต เราทั้งหลายต้องพากันมายกเลิกทาสรับใช้อวิชชา รับใช้ความยกเลิก เราทั้งหลายต้องคืนอธิปไตยให้กับปวงชน เราทั้งหลายต้องมายกเลิกตัวกูของกู ตัวเราของเรา เราต้องมาคืนอธิปไตยให้กับปวงชน ให้กับมหาชน เราต้องเป็นอิสรภาพจากตัวจากตน ไม่ต้องเป็นทาสของอวิชชาความหลง ไม่เอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะมาเป็นตัวเป็นตน เรามารู้แจ้งโลกมารู้แจ้งธรรม เป็นพุทธะ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นผู้ใจดีใจสบายที่ยกเลิกทาสยกเลิกตัวยกเลิกตน เราทุกคนต้องคืนอธิปไตยให้กับปวงชนอย่างนี้ เราเป็นผู้มีศีลเป็นผู้มีสมาธิเป็นผู้มีปัญญา มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวกูของกู ตัวสูของสู ใจของเราจะได้ว่างจากตัวกูตัวสู ไม่ต้องมีกูไม่ต้องมีสู มาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ เป็นผู้ที่มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ มีแต่ปิติมีแต่ความสุขมีแต่เอกัคคตา เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยธรรมด้วยปัจจุบันธรรม
วันหนึ่งคืนหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบรรทมพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกายนั้นวันละ ๔ ชั่วโมง ท่านเป็นผู้ให้ผู้เสียสละให้กับปวงชนวันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วก็เป็น ๒๔ ชั่วโมง มีแต่การเสียสละ เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เกิดมาเพื่อมาเสียสละ เพื่อมาเป็นผู้ให้ผู้เสียสละ ผู้เสียสละเท่านั้นถึงจะไม่มีความทุกข์ ความดับทุกข์ของหมู่มวลมนุษย์อยู่ที่เราเสียสละอยู่ที่มีสติสัมปชัญญะ ความดับทุกข์ทั้งหลายนั้นถึงดับทุกข์ได้อยู่ที่เราเสียสละอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ อยู่ที่เราใจดีใจสบาย ใจเบิกใจบาน เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
เราได้รับทรัพยากรที่ประเสริฐที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราทุกคนต้องมาบำเพ็ญความดีเพื่อบารมีเบื้องต้นท่ามกลางในที่สุด ให้ถือเอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ให้เราตั้งไว้ในความไม่ประมาท ท่านถึงให้คติธรรมให้โอวาทในการจากไปครั้งสุดท้ายเป็นปัจฉิมโอวาทที่เป็นโอวาทที่สำคัญในการดำเนินชีวิตที่สำคัญ เพื่อให้เป็นความดีและปัญญา ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
“วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจง (ยังประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น) ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด”
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
--------------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา