๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๙ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

 

เราทุกคนต้องก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นจะยกเลิกนิติบุคคลตัวตน จะเป็นการพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง

 

ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ การประพฤติการปฏิบัติของเรา เราต้องมีหลักในการประพฤติการปฏิบัติ ปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องเพื่อให้เป็นปฏิปทา เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ยกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวตน เราไม่ต้องมีตัวมีตนต่อไปอีกแล้ว ปฏิปทาที่เรารู้เข้าใจ ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องที่เป็นพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน เบื้องต้นท่ามกลางที่สุด

 

เราทุกคนต้องตั้งมั่นยึดมั่นถือมั่นในพระรัตนตรัยในพระธรรมในพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะ ด้วยปิติสุขเอกัคคตาที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ใจของเราเป็นตัวผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน รู้เข้าใจไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความยึดมั่นถือมั่นตั้งมั่นที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดียิ่ง ไม่เพลิดเพลินไม่หลงไม่ตั้งอยู่ในความประมาท มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เพื่อความดีและบารมีเบื้องต้นท่ามกลางที่สุดในปัจจุบัน ใจของเรานั้นมีสติมีสัมปชัญญะสมบูรณ์ เป็นใจสีขาว เป็นใจว้าวว้าว ไม่ฝ้าไม่ฟาง ไม่เศร้าหมองด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ การประพฤติการปฏิบัติถึงเน้นที่ใจ เน้นที่เจตนา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในปัจจุบัน ไม่ลูบคลำในการประพฤติในการปฏิบัติ

 

ปัจจุบันเราต้องว้าวว้าวด้วยความรู้ความเข้าใจ มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอน มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ คำว่ายกเลิกนี้ก็หมายถึงรู้เข้าใจ เมื่อรู้เข้าใจแล้วจบลงที่ปัจจุบัน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ไม่มีความคิดว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นค่อยเป็นค่อยไป ความคิดอย่างนี้ต้องไม่มีในหัวในใจ ให้การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นมันเนิ่นช้าให้มันเสียเวลาในการลูบคลำในศีลในข้อวัตรปฏิบัติ นี้ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะนี้มันคือความปรุงแต่ง

 

เราทั้งหลายต้องเข้าถึงความดับทุกข์ ไม่มีทุกข์ตั้งแต่ในปัจจุบัน พระนิพพานความดับทุกข์ต้องมีอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่มีอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้มันอยู่ไกลเหลือเกิน มันไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่ธรรมไม่ใช่ปัจจุบันธรรม เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ ไม่ต้องไปลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติ เราหยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาท เพื่อเข้าถึงบริสุทธิคุณที่ใจ ใจที่บริสุทธิคุณ ใจที่ตรึกในกามตรึกในพยาบาท เป็นหัวใจที่มีครอบครัว เป็นหัวใจที่มีลูกมีผัวมีเมีย ไม่ใช่ความสงบและปัญญา นั้นมันคืออัตตา นั้นมันคือตัวคือตน ปัจจุบันเราถึงมีสติมีสัมปชัญญะ รู้กายรู้วาจารู้กิริยามารยาทรู้อาชีพ มารวมลงที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราต้องไม่ตรึกในกาม ไม่ตรึกในพยาบาท

 

พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์เป็นอุปกรณ์ทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ รวมลงที่เจตนา เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในการตรึกในกามการตรึกในพยาบาท เพื่อเอาอุปกรณ์คือพระธรรมพระวินัยเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติในปัจจุบัน เพื่อเราจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจะได้บวชทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาทบวชทั้งใจรวมลงที่ใจที่เจตนา ด้วยมีสติด้วยมีสัมปชัญญะ ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราต้องคืนอธิปไตยให้กับปวงชนให้กับมหาชนด้วยการไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท ด้วยการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นคือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ ต้องตั้งใจตั้งเจตนาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เราไปแก้ปลายเหตุนั้นมันแก้ไม่ได้ เราต้องแก้ที่ต้นเหตุ แก้ที่ต้นเหตุอย่างไร แก้ที่ต้นเหตุเรารู้เราเข้าใจแล้วเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ ถ้าเรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว มันเป็นความสุขความดับทุกข์ที่ปัจจุบัน มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์หาโทษมิได้เลย

 

เรามาใช้ทรัพยากรที่ประเสริฐให้คุ้มค่า ทรัพยากรที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ เราต้องเอาทรัพยากรที่ประเสริฐมาใช้ให้คุ้มค่าด้วยปิติด้วยความสุขด้วยเอกัคคตาในปัจจุบัน เราไม่ต้องเอาความหลงนำชีวิต ไม่ต้องเอาความผิดนำชีวิต เดี๋ยวชีวิตนี้มันจะพังทลายล้มละลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พังทั้งที่เค้าใหญ่กว่าสูงกว่ามันไปพังเฉพาะเจาจะจงตึกเดียวเฉพาะตึก สตง. เพราะความเห็นผิดความทุจริต เพราะมันไปแก้ปัญหาแต่ภายนอก

 

เราต้องรู้เข้าใจ ปัญหานั้นมันอยู่ที่ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่ปลายเหตุ เราเป็นคนผีบ้าเป็นคนบ้าไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แก้อย่างไรล่ะแก้ที่ต้นเหตุ แก้อยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เรามีสติสัมปชัญญะเมื่อไหร่นั้นคือการแก้ปัญหา เพราะเป็นผู้มีปัญญามากก็ต้องแก้ด้วยมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ

 

เราทุกคนต้องมาประพฤติมาปฏิบัติที่ตัวเอง แก้ปัญหาทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจที่เจตนา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ เราไม่ต้องไปเอาความสุขความดับทุกข์ที่ปลายเหตุ ต้องเอาความสุขความดับทุกข์อยู่ที่ต้นเหตุ อยู่ที่เรารู้เราเข้าใจที่เรามีสติสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ มันจะเป็นความบานปลายที่เป็นความเสียหายที่เป็นการพังทลาย เราทุกคนอย่าเอาตัวเอาตนนำชีวิต ต้องเอาความรู้ความเข้าใจ เอาสติเอาสัมปชัญญะนำชีวิต ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเราทุกคนนั้นแก้ปัญหานี้ไม่ได้เพราะว่ามันปลายเหตุมันเป็นบั้นปลายแล้ว อย่างพระโมคคัลลา ผู้ที่มีอิทธิปาฏิหารย์มาก พยายามที่จะหนีกรรมหนีกฎแห่งกรรมหนีผลของกรรมด้วยอิทธิปาฏิหารย์ แต่ท่านมาทบทวนด้วยความสงบและปัญญาแล้วมันแก้ปัญหาไม่ได้ ท่านจึงใช้วิธีเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ (ให้ผู้แสดงธรรมเล่าประวัติพระโมคคัลลา)

 

ให้พวกเราทั้งหลายมารู้เรื่องกรรม รู้กฎแห่งกรรมเรื่องผลของกรรม ว่าเรามีความแก่มีความเจ็บมีความตายมีความพลัดพรากนี้เป็นเรื่องธรรมดา ให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ ความทุกข์ทั้งหลายของเรานั้นจะได้จบลงที่มีสติมีสัมปชัญญะ เพราะการที่มีสติสัมปชัญญะนั้นเป็นความเต็ม ๆ ๆ เป็นความพอเพียงเพียงพอ

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราทั้งหลายตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

“วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจง (ยังประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น) ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

--------------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 106,664