๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๑๐ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นวันรัฐธรรมนูญ

 

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

 

 

ธรรมนูญเป็นธรรมะ เป็นหลักการของหมู่มวลมนุษย์ หมู่มวลมนุษย์ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญคือธรรมะ ทุก ๆ คนที่เกิดมาต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต เพื่อเป็นหลักการในการประพฤติในการปฏิบัติ ไม่ให้ใครทำอะไรตามใจ ทุกคนต้องทำตามธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญเป็นทางดำเนินชีวิตของเราทุก ๆ คน ธรรมนูญนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งมีการประพฤติมีการปฏิบัติควบคู่กันไป เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ทุกคนที่เกิดมาต้องมาปฏิบัติตามธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ให้ใครทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย ต้องทำตามธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาวทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ เป็นใจสีขาว

 

การปฏิบัติในธรรมนูญรัฐธรรมนูญ เอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เราจะไปทำอะไรตามใจตามความรู้สึกนึกคิดของเรานั้นไม่ได้ ให้เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติในการปฏิบัติไปตามธรรมนูญ เราทุกคนต้องยกเลิกนิติบุคคลตัวตน ไม่มีตัวไม่มีตน ต้องก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติคือความสงบ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา สติสัมปชัญญะก้าวไปพร้อม ๆ กันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้มีปัญญามากก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อสติสัมปชัญญะจะได้เดินทางควบคู่กันไป เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยธรรมนูญ การปกครองตัวเรา ปกครองคนอื่น ปกครองประเทศ ก็ต้องปกครองด้วยธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ

 

มนุษย์ในโลกนี้มีแปดพันกว่าล้านคนก็ใช้หลักการปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ ใช้หลักการเดียวกันหมด มีการปกครองระบบข้าราชการนักการเมืองและพระศาสนาด้วยอาศัยการเก็บภาษีอากรจากประชาชนทุกคนอยู่ในประเทศนั้น ๆ ผู้ที่มาจากประเทศอื่นก็ต้องมาเสียภาษีอากรเพื่อมาใช้ในการทำงานในการบริหารของข้าราชการนักการเมืองและทางพระศาสนา เพื่อให้โปรแกรมเมอร์สีขาวได้ก้าวไปด้วยดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อให้เป็นธรรมนูญเพื่อให้เป็นหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นคือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่นั้นเพื่อจะได้ก้าวไปด้วยธรรมนูญและรัฐธรรมนูญ

 

มนุษย์เราน่ะ ความดับทุกข์อยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ อยู่ที่เราใช้ธรรมนูญนำชีวิต เพราะธรรมนูญชีวิตนั้นมันเป็นการดำเนินชีวิตที่เป็นทางสายกลาง มันเป็นการพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุที่เป็นวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ทันโลกทันสมัย ทันกาลทันเวลา เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรมเป็นธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของเราทุก ๆ คน เราอาศัยหลักการทางหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อเอามาใช้เอามาพัฒนาเป็นการต่อยอดในการพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

 การพัฒนานั้นเป็นการพัฒนาเพื่อให้เป็นการพัฒนาที่เป็นบริสุทธิคุณ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะจะได้สมบูรณ์ เน้นที่ใจที่บริสุทธิคุณ ให้เรารู้ให้เข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นอุปกรณ์ของใจ เป็นอุปกรณ์หรือว่าเป็นกรรมกรของใจ ใจของเรานั้นต้องสะอาดบริสุทธิ์ ต้องเป็นโปรแกรเมอร์ชีวิตสีขาว ไม่ให้สีเทาสีดำสีสกปรก ชีวิตของเราทุกคนต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ เราเน้นที่ใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยมีสติมีสัมปชัญญะ ใจจะสะอาดใจจะบริสุทธิ์ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราทุกคนต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ถึงจะมีสติถึงจะมีสัมปชัญญะ ถึงจะเป็นผู้มีศีลเป็นผู้มีสมาธิเป็นผู้ที่มีปัญญา

 

เราทุกคนต้องมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็จะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เราก็จะไม่มีธรรมนูญรัฐธรรมนูญ เราทุกคนมาเน้นมาประพฤติมาปฏิบัติที่ตัวของเราเอง มาทำหน้าที่ของเราเอง เราพากันมาให้ทานเสียสละ ให้ทานทั้งวัตถุ ให้ทานทั้งความคิด คำพูด การกระทำ กิริยามารยาท อาชีพ ที่มันเป็นตัวเป็นตนต้องยกเลิกหมด ให้เรารู้ให้เข้าใจ ตัวตนนั้นแหละมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย มันมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบให้ฟังว่า เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันบกพร่องอยู่อย่างนี้เป็นนิจ ไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอเพียงเพียพอ ไม่เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ มันมีความทุกข์อยู่ตลอดกาลตลอดเวลา เราทั้งหลายถึงพากันมารู้ในทุกข์ในเหตุเกิดทุกข์ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เราพากันมามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ทุกคนนั้นย่อมไม่เกียจคร้าน ไม่ติดในความสุขในความสะดวกในความสบาย ธรรมะนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นสิ่งที่ทวนโลกทวนกระแส เป็นการหยุดกระแส ไม่ไปตามกระแส ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม

 

รู้เข้าใจ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ จะให้ไม่มีนั้นไม่ได้ เราทั้งหลายจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เราต้องผ่านทุก ๆ ด่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เราผ่านด่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราจะผ่านด่านไปได้อย่างไร ผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจที่มีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะถึงจะผ่านด่านทั้งหลายนี้ไปได้

 

เราทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมะที่มีคุณมีอุปการะมาก เราทั้งหลายถึงต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เราต้องให้ทานเสียสละสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ถึงสิ่งต่าง ๆ นั้นจะแซบจะลำจะนัวจะหรอยก็ช่างหัวมัน ช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เหมือนดังคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ท่านตรัสว่าอะไรก็ช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เราต้องผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

ปัจจุบันเราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจต้องมีสติสัมปชัญญะ สตินั้นคือความสงบที่เป็นสมถะ สัมชัญญะนั้นคือตัวปัญญาคือวิปัสสนา จิตใจของเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อให้ความดีที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ที่เป็นตัวสมถะวิปัสสนาควบคู่กันไป ใจของเราจะได้มีขณิกสมาธิมีอุปจารสมาธิควบคู่กันไป สลับกันไป ใจของเราจะได้ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ ที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราทำไปอย่างนี้ในปัจจุบัน ด้วยปิติด้วยความสุขด้วยเอกัคคตา เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่นตัวนี้จะเป็นการยกเลิกนิติบุคคลตัวตน ไม่ใช่การเวียนว่ายตายเกิด นี้มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

ให้เราทุกคนรู้เข้าใจนะ ว่าพระธรรมพระวินัยที่เรารู้เข้าใจ เพื่อเราเอามาใช้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ นี้คือการยกเลิกตัวยกเลิกตน นี้คือพระธรรมคือพระวินัย นี้คือสมถะคือวิปัสสนา นี้คือขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ความยึดมั่นถือมั่นตัวนี้แหละไม่ใช่อัตตาตัวตน มันเป็นการยกเลิกตัวตนด้วยการให้ทานรักษาศีล เจริญปัญญา เป็นบารมีความดีในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดที่ประกอบด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ นี้เป็นธรรมนูญชีวิต

 

เมื่อเรามีสติมีสัมปชัญญะ เราทั้งหลายถึงจะเป็นผู้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ รูปเสียงกลิ่นรสลาภยศสรรเสริญนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่เมื่อเรามีสติมีสัมปชัญญะ สิ่งต่าง ๆ ก็มีอยู่โดยธรรมชาติที่เป็นบริสุทธิคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็จะมีแต่คุณไม่มีโทษ เรียกว่าความสุขที่เป็นคุณเรียกว่ากามคุณ ลาภยศสรรเสริญก็จะเป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตนเป็นบริสุทธิคุณ เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว

 

ให้เรารู้เข้าใจ ทุกคนนั้นจะดับทุกข์ได้ไม่มีทุกข์ได้เหมือน ๆ กันทุก ๆ คน ไม่มีใครยกเว้น มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นหน้าที่ของหน้าที่ มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สมมติสัจจะทั้งหลายนี้เป็นความจริงของสมมติที่เค้าได้แต่งตั้งไว้ เราต้องเอาสมมตินั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามสมมตินั้น ๆ เพื่อจะได้ไม่มีความบกพร่องทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่จะต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน สมมติสัจจะนั้นแหละให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะได้ประพฤติปฏิบัติต่อสมมตินั้นให้ถูกต้อง

 

ผู้มีความรู้ความเข้าใจต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง ผู้มีปัญญาถึงต้องมีความสงบ ความสงบกับความเคารพมันคืออันเดียวกัน มันเป็นความพอเพียงเพียงพอ มันเป็นความพอดี ไม่มีความฟุ้งซ่าน ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สมถะกับวิปัสสนาถึงก้าวไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งขณิกสมาธิ อันหนึ่งอุปจารสมาธิสลับกันไป เพราะสองอย่างนี้จะเกิดพร้อมกันไม่ได้ เพราะทุกอย่างนั้นเป็นวาระ ๆ ไป วาระกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นวาระเป็นวาระไป การบริหารประเทศเค้าถึงให้มีวาระ ๔ ปีของการบริหารของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง ระดับผู้นำ เพื่อให้ความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กันเป็นเวลา ๔ ปี  เมื่อครบ ๔ ปีแล้วให้เลือกตั้งคัดสรรเอาคนที่มีปัญญา ผู้ที่สมองดีแล้วก็เป็นคนดี เพื่อความดีและปัญญาจะได้ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อธรรมนูญรัฐธรรมนูญจะได้ก้าวไปในปัจจุบัน เพื่อการพัฒนาธรรมนูญรัฐธรรมนูญ

 

พูดถึงเรื่องธรรมนูญเราก็ต้องมองมาที่ตัวของเราเอง เราทุกคนต้องมาแก้ไขที่ตัวเอง ไม่ต้องไปแก้ไขที่คนอื่น แก้ไขที่ตัวเอง กายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาแก้ไขที่ตัวเอง เพื่อให้ชีวิตของเราก้าวไปด้วยธรรมนูญ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อทำหน้าที่ของตัวของเราเอง

 

เราดูตัวอย่างแบบอย่าง อย่างพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ก็ทำหน้าที่ของพระอรหันต์ เราเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชเราก็ทำหน้าที่ของเรา เพื่อเราจะก้าวไปด้วยธรรมนูญ ปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านมามันไม่ถูกต้อง มันไปแก้คนอื่น มันไม่ได้แก้ตัวเอง ชีวิตนี้มันเลยต้องเสียหาย มันเลยพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ ที่ใหญ่กว่าสูงกว่าเค้าก็ไม่พังทลายเสียหายเหมือนตึก สตง.

 

การที่เราไปแก้ที่คนอื่นนั้นคือความไม่ถูกต้อง เราทุกคนต้องมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในกาประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราทั้งหลายได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวช เราก็ต้องพากันมาเน้นที่ตัวเรา ถ้าเราทำอย่างนี้แหละ ตามหลักการโครงการสีขาวโปรแกรมเมอร์สีขาว ใช้เวลาอย่างนานก็ไม่เกิน ๔ ปี ประเทศเราก็จะดีขึ้น เพราะปัญหาต่าง ๆ นั้นมันเนื่องมาจากทุจริต ข้าราชการนักการเมืองนักบวช ๓ ที่กล่าวมานี้แหละ คือเจ้าเสือร้ายคือเจ้าอันตรายคือเจ้าทุจริต ในความรู้สึกของเราทุก ๆ คนที่มีความรู้สึกด้วยสัญชาตญาณ เรามองเห็นหน้าข้าราชการมันเลยมีความรู้สึกเป็นหน้าโจรลอยขึ้นมาทันที เห็นหน้านักการเมืองก็ยิ่งเป็นโจรใหญ่ระดับมหาโจรอภิมหาโจร เรามองดูหน้านักบวชก็เช่นเดียวกัน มันไม่ใช่พระธรรมไม่ใช่พระวินัย มันเป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นโจรเป็นมหาโจร คำว่าโจรกับยากจนมันก็คืออันเดียวกัน มันเป็นความไม่อิ่มความไม่เต็มความไม่พอไม่เพียงพอ

 

เราทุกคนมาระลึกถึงสิ่งที่ดี ๆ คือธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพราะเราทั้งหลายจะได้ทำหน้าที่ที่ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา เราพากันมาพัฒนาธรรมนูญรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกอัตตาตัวตน ยกเลิกตัวกูของกู ตัวสูงของสู ยกเลิกระบบพี่น้องพวกพ้องบริวาร เพื่อจะได้มาเป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นพระศาสนา

 

เราทั้งหลายต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะได้ผ่านด่านที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ด้วยความรู้ความเข้าใจ การที่เราจะไปแก้ไขคนอื่นมันแก้ไขไม่ได้ เราจะพากันท้ออกท้อใจว่าเราจะไปแก้ไขคนทั้งโลกนี้ได้อย่างไร เราต้องคิดดูดีๆ นะ เราจะไปแก้ไขคนทั้งโลกนี้ไม่ได้ เราต้องมาแก้ไขตัวของเรานี้เองด้วยความรู้ความเข้าใจ ความสมัครสมานสามัคคีกัน ทำความดีและปัญญาที่เป็นธรรมนูญรัฐธรรมนูญก้าวไปในปัจจุบันถึงจะแก้ปัญหาได้

 

พูดถึงความทุกข์ความไม่มีทุกข์ ถ้าเราทุกคนรู้เข้าใจ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะทุกคนก็ไม่มีความทุกข์แล้ว เราคิดดูดี ๆ นะ เราเป็นคนรวย ถ้าเราใจของเราไม่สงบเราก็ย่อมมีความทุกข์ เราเป็นคนจน ถ้าใจของเราไม่สงบเราก็ย่อมมีความทุกข์ ความดับทุกข์นั้นถึงอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ผู้มีสติมีสัมปชัญญะนั้นถึงไม่มีความทุกข์ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องคืนอธิปไตยให้กับความถูกต้อง คืนอธิปไตยให้แก่ปวงชนให้แก่ประชาชนให้แก่มหาชน การบริหารที่จะเกิดความยั่งยืนนั้น เค้าต้องยกเลิกตัวตน คืนอำนานคืนอธิปไตยให้กับปวงชน ด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ

 

เราทั้งหลายต้องยกเลิกความเป็นคนบ้าคนผีบ้า ต้องคืนนิติบุคคลตัวตนที่มันเป็นบักผีบ้า อีผีบ้า ทีมันมีเชื้อบ้า เราทุกคนต้องพากันมามีปิติมีความสุข มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในปัจจุบัน อิริยาบถทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอนนี้เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอต้องรู้จักความพอเพียงเพียงพอ มีปิติมีความสุขที่เรามาปฏิบัติต่อสมมติสัจจะที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ให้มีความสุขเราไม่ต้องมีความทุกข์อะไร เราจะได้ใจดีใจสบาย เราจะไม่ได้หาเรื่องหาราวให้กับตัวเอง จะไม่ได้หาเรื่องหาราวให้กับคนอื่น

 

ให้เรามีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการพูดจากิริยามารยาทอาชีพที่ยกเลิกตัวตน ความสุขความดับทุกข์มันมีอยู่ในปัจจุบันอย่างนี้ เราต้องทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ถ้าเรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาติดต่อต่อเนื่องกันน่ะ ที่เราเป็นโรคจิตโรคประสาทโรคซึมเศร้า ที่เราเป็นโรคอัลไซเมอร์ หลง ๆ ลืม ๆ มันจะได้ดีขึ้น เพราะความดีที่เราใจดีใจสบาย มันจะเป็นธรรมะโอสถไปในตัว ที่เราแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ได้ไปแก้ที่ปลายเหตุ เราจะไปหาหมอรักษาทางกายเท่าที่จำเป็น เราจะรักษาด้วยความร็ความเข้าใจที่เป็นธรรมะโอสถที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เพื่อไม่ให้หมอเค้าเดือดร้อน โรคความไม่สงบโรคนอนไม่หลับนี้มันเป็นโรคทุกข์ทรมาน หลักการถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขในการทำหน้าที่ก็ย่อมเป็นธรรมะโอสถไปในตัวอยู่แล้ว  วันหนึ่งคืนหนึ่งเราต้องทำหน้าที่เอาความดีและปัญญาไปพร้อม ๆ กัน

 

เรานอนเราพักผ่อนให้เพียงพอ วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพากันพักผ่อน ๕-๖ ชั่วโมง วันละ ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ เวลาเราตื่นขึ้นนี้แหละให้เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะเรายกเลิกตัวยกเลิกตนมีปิติมีความสุขในการเสียสละในกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ เราเสียสละตัวตนอย่างนี้ก็คือการพักผ่อน ให้เรารู้เข้าใจ เรามามีตัวมีตนเราทำงานก็เพื่อตัวเพื่อตน มันเป็นผู้แบกความหลงพาไป แบกหน้าที่พาไป ประเทศที่เจริญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ถ้ามีตัวมีตนมันก็แก้ปัญหาไม่ได้เพราะมันมีตัวมีตน นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเอาเรื่องจิตเรื่องใจไปพร้อม ๆ กัน นักจิตวิทยาก็ต้องพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันถึงจะแก้ปัญหาได้ ถึงจะไม่มีทุกข์ ถึงจะเป็นธรรมนูญถึงจะเป็นรัฐธรรมนูญ

 

วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ เรามาระลึกถึงความถูกต้อง เพราะเราต้องเอาความถูกต้องนำชีวิต หยุดเอาความผิดนำชีวิต ถึงจะแก้ปัญหาได้ เราทุกคนถึงต้องมารู้จักปัญหา ให้เราเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ให้เราเอาปัญญานั้นมายกเลิกอัตตามายกเลิกตัวตน เราต้องขอบใจปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้เราเกิดปัญญา เราทั้งหลายจะได้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี เราต้องขอบใจปัญหา เราต้องขอบใจความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก ที่เป็นข้อสอบเราจะได้ตอบด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราทั้งหลายต้องมามีปัญญาด้วยความรู้ความเข้าใจ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเรายกเลิกตัวตนปัญหาของเราทุกคนก็จะไม่มีอยู่แล้ว ปัญหาต่าง ๆ ก็จะกลายเป็นธรรมนูญรัฐธรรมนูญมันจะเป็นความสงบและปัญญาเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่ปัจจุบันธรรมไม่ใช่ธรรมนูญมันเป็นนิติบุคคลเป็นตัวตน

 

ให้ทุกคนพากันเข้าใจนะ อย่าพากันทำอะไรตามใจ ต้องยกเลิกทำอะไรตามใจ เราจะตามใจไม่ได้ ต้องไม่เอาความปรุงแต่งนำชีวิต ต้องไม่ตามใจตัวเอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมาทบทวนดู ที่เรามีการเวียนว่ายตายเกิดก็เพราะเราตามใจตัวเองตามความรู้สึกของตัวเอง เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ

 

หลักการอานาปานสติเป็นการฝึกสติฝึกสัมปชัญญะ ลมหายใจเข้าหายใจออกของเราทุกคนคือชีวิตคือลมปราณ เป็นคู่กับเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาหลักการเพื่อฝึกสติฝึกสัมปชัญญะ เพื่อเราจะไม่ได้ไปตามผัสสะ จะไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม เพื่อเราทุกคนจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ

 

เราพากันเจริญสติสัมปชัญญะด้วยการหายใจเข้า เพื่อหายใจเข้าให้สบาย หายใจออกก็หายใจออกให้สบาย หายใจเข้าก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจออกก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็ไม่แน่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หายใจออกก็ไม่แน่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันเป็นธรรมะที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปตามเหตุตามปัจจัยอย่างนี้ การใช้หลักการอานาปานสตินี้ดีมากจะทำให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ

 

การเจริญอาปานสติใช้เป็นหลักการฝึกตัวเอง ต้องใช้ฝึกทุก ๆ อิริยาบถไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธิ ให้เรารู้เข้าใจ เราจะไม่ได้ไปตามผัสสะไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม เราจะไม่ได้อยู่กับฟุ้งซ่านอยู่กับความหลง เราจะไม่ได้อยู่กับโปรแกรเมอร์สีเทาสีสกปรก เพื่อเบรกตนเอง เพื่อเซฟตี้ตนเอง รถเค้าก็ยังมีเบรก เครื่องบินก็มีเบรก เรือก็มีเบรก อานาปานสตินี้จะเป็นเบรกเป็นเซฟตี้อย่างดี ให้เราเอาหลักการนี้ไปใช้ไปฝึก เพื่อไปทำหน้าที่เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

เราทุกคนมาระลึกถึงนึกถึงธรรมนูญรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักการที่เป็นอุดมการณ์อุดมธรรมของหมู่มวลมนุษย์แล้วตั้งอยู่ในสติสัมปชัญญะ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

“วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจง (ยังประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น) ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

--------------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 106,664