๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

 

ธรรมนูญรัฐธรรมนูญเป็นหลักการของการดำเนินชีวิต เป็นธรรมะที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ

 

เป็นหลักการของมนุษย์ เป็นความตั้งมั่น เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยปัญญาที่บริสุทธิคุณ ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ เป็นความสงบและปัญญา 

 

เราทั้งหลายต้องตั้งมั่นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ประพฤติปฏิบัติให้เป็นปฏิปทาในปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นสติสัมปชัญญะ เป็นธรรมเป็นรัฐธรรมนูญแห่งชีวิต

 

ธรรมนูญนั้นให้เรารู้เข้าใจ ธรรมนูญนั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน ธรรมนูญนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความสงบและปัญญา เป็นอนัตตาไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน ให้เราทุกคนรู้จักธรรมนูญรัฐธรรมนูญในลักษณะอย่างนี้เช่นนี้

 

เราทั้งหลายอย่าพาไปทิ้งธรรมนูญ เราอย่าไปทิ้งรัฐธรรมนูญ เราอย่าไปทิ้งพระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี ที่จะทำให้เกิดบารมีเบื้องต้น ท่ามกลาง และสูงสุด ที่ประกอบด้วยสติประกอบด้วยสัมปชัญญะคือตัวปัญญาที่เป็นอนัตตา ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน

 

เราทุกคนต้องเข้าใจให้ดี ๆ จะได้ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ให้ด่างไม่ให้พร้อยไม่ให้เศร้าหมอง เราทุกคนมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติของเราเอง ต้องปรับเข้าหาธรรมะปรับเข้าหาพระวินัยปรับเข้าหาเวลา ให้เอาปัจจุบันเป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ นี้คือความพอเพียงเพียงพอ นี้คือความพอดี ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่นในความดีที่ประกอบด้วยปัญญาที่เป็นบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวตน ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีตัวกูของกู ไม่มีตัวสูของสู ยกเลิกความไม่มีตัวไม่มีตน ยกเลิกความไม่ถูกต้อง ยกเลิกจากความเป็นบ้า เป็นคนผีบ้า จากบักผีบ้าอีผีบ้า ที่มันมีอัตตาตัวตนจนเป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้า ยกเลิกการที่มีอัตตาตัวตน เพราะตัวตนนั้นมันคือความทุกข์ มีแต่ทุกข์เกิดขึ้นทุกข์ตั้งอยู่ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มีเลย

 

เราจะได้เป็นอิสรภาพด้วยการมายกเลิกทาส ยกเลิกชั้นวรรณะ ด้วยการคืนอธิปไตยให้กับปวงชน ให้กับมหาชน เราทุกคนจะได้ใจดีใจสบายใจมีความสุข

 

สุขใดก็ไม่สบายเท่ากับสุขใจที่เราทั้งหลายได้ยกเลิกตัวตน

 

ไม่มีอะไรสบายยิ่งกว่าใจดีใจสบาย เราจะใจสบายได้เราก็เพราะเหตุที่เรายกเลิกตัวตนนะ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวตน เราทุกคนนั้นย่อมไม่มีความสบาย เราต้องเอาธรรมนูญนำชีวิตเพื่ออิสรภาพเพื่อเสรีภาพ เพื่อเราจะได้ยกเลิกตัวตน

 

หลักการ... องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมีสติมีสัมปชัญญะ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ต้องเห็นภัยในความทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์ที่ตั้งอยู่ ทุกข์ที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย เพราะตัวตนมันมีทุกข์อย่างนี้แหละ เราต้องคอนโทรลตัวเองด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ หลักการคอนโทรลตัวเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอนให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ให้รู้จักดีรู้จักชั่วรู้จักผิดรู้จักถูก ให้เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม

 

เราทั้งหลายอย่าไปตามผัสสะ อย่าไปตามสิ่งแวดล้อม เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเราจะได้จบลงที่ปัจจุบัน หลักการนั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเห็นภัย เพราะความเคยชินของเรามันมีกำลังมาก มันกดดันเราทุก ๆ คน ลมหายใจเข้าออกเป็นหลักการที่เจริญสติสัมปชัญญะ ที่ควบคุมตัวเอง ไม่ให้ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจ เห็นภัยในผัสสะที่เกิดขึ้นทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ให้เราอาศัยลมปราณ เพื่อมาเจริญสติมาเจริญสัมปชัญญะ เราทั้งหลายจะไม่ได้ไปตามผัสสะ ไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม ลมหายใจเข้าออกนี้ใช้เป็นหลักการเพื่อสัมมาสมาธิ เพื่อฝึกตัวเองไม่ให้ไปตามผัสสะ ไม่ให้ไปตามสิ่งแวดล้อม ถ้าเราฝึกสติสัมปชัญญะกับลมหายใจอย่างนี้บ่อย ๆ เบรกเราก็จะเริ่มดี เซฟตี้เราก็จะเริ่มดีนะ อานาปานสตินี้ถึงใช้ได้กับทุกอิริยาบถ ไม่ใช่เฉพาะตอนนั่งสมาธินะ เราเกี่ยวข้องกับอะไรทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราใช้หลักการอานาปานสติเพื่อเราจะไม่ได้ไปตามผัสสะไปตามสิ่งแวดล้อม เมื่อผัสสะเกิดขึ้นเราก็ใช้หลักอานาปานสตินี้แหละ หายใจเข้าก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจออกก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม

 

ให้เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการเจริญอานาปานสติ เพื่อใจของเราจะได้มีพลัง เราทั้งหลายต้องควบคุมตัวเองด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยลมหายใจนี้แหละ ถ้าหายใจเข้าหายใจออกยังไม่หยุดยังไม่อยู่ ก็ให้เราใช้หลักการหยุดลมหายใจมันเสียเลย กลั้นลมหายใจมันไปเลย ถ้าใจมันจะขาดเดี๋ยวมันก็กลับมา

 

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราทำอะไรอยู่เราต้องอยู่กับสิ่งนั้น ๆ อย่างมีความสุขให้มีความสุข เพราะใจมีความสุขนี้สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

 

ปัจจุบันคือวาระของการประพฤติการปฏิบัติ

ให้เรารู้ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นคือการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ ต้องมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบันในการทำหน้าที่ เราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ใจของเราก็จะมีกำลัง จะได้มีพลัง เพราะสติสัมปชัญญะเราสมบูรณ์ เราก็จะมีกำลัง เราก็จะมีพลัง ผู้มีความสงบมาก ๆ ผู้ที่มีพลังมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ถ้าเราไม่เสียสละพลังของความสงบมันก็จะเป็นตัวเป็นตน มิจฉาสมาธิถ้ามันมีพลัง ถ้ามันมีตัวมีตนมากมันจะเอาพลังงานไปใช้ในทางที่เป็นตัวเป็นตน ด้วยเหตุผลนี้ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกตัวกูของกู ยกเลิกตัวสูของสู ไม่มีกูไม่มีสู ผู้มีความสงบมาก ๆ ต้องเสียสละมาก ๆ เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความสงบและปัญญามันต้องก้าวไปที่ปัจจุบัน ที่เป็นความสงบและปัญญา ที่เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นบริสุทธิคุณ เมื่อผ่านไปแล้วก็ให้ปล่อยให้วางเพราะมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้วมันเอากลับคืนมาไม่ได้

 

ถึงมีศัพท์มีอยู่ในพระบาลีว่า มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตามีความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ปล่อยก็วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น เบื้องต้นให้มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา บั้นปลายเมื่อมันผ่านไปแล้วเกษียณไปแล้วก็ให้ปล่อยให้วาง เพื่อเราจะได้เอาความสงบและปัญญาก้าวไปด้วยกันที่เป็ฯธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม

 

เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ให้เอาปัญหาต่าง ๆ ให้เป็นปัญญา ให้ยกเลิกอัตตาที่เป็นตัวเป็นตน ที่เป็นตัวกูของกู ที่เป็นตัวสูของสู เพื่อชีวิตของเราจะก้าวไปด้วยปัญญาที่เป็นอนัตตา ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน

 

เราทุกคนต้องเข้าสติถึงสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ สติสัมปชัญญะนั้นมันจะระเบิดนิติบุคคลตัวตน ความดับทุกข์ของมนุษย์นั้นถึงอยู่ที่มีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะนั้นความทุกข์ของเราจะไม่มีเลย เราเป็นคนรวยเป็นผู้มีอำนาจ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เราก็ต้องมีความฟุ้งซ่านไม่สงบ ความไม่สงบนั้นมันคือความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ควมทุกข์ดับไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามีแต่ทุกข์ทั้งนั้น มันไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอ มันไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ มันมีแต่ความบกพร่องอยู่เป็นนิจ ความรวยความมีอำนาจมันแก้ปัญหาไม่ได้ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมะที่มีคุณที่มีประโยชน์เป็นสิ่งที่มีอุปการะมากกับเราทุก ๆ คน

 

เราเป็นคนจนทางวัตถุ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราก็ดับทุกข์ได้ไม่มีทุกข์ได้ เพราะเรารู้เข้าใจ เราแก้ไขภายนอกไม่ได้ เราก็ต้องมาแก้ไขที่ใจของเรา เป็นผู้ที่รู้จักพอ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องคิดดูดี ๆ นะ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม

 

เราต้องคืนอธิปไตยคืนความถูกต้องให้กับปวงชนให้กับมหาชนด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ เราทุกคนมาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมีความสุข อย่างมีปิติสุขเอกัคคตา เราอย่าไปคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป ความคิดอย่างนี้มันใช้ไม่ได้นะ มันเป็นความอาลัยอาวรณ์ ลูบคลำในความดีในปัญญา ในข้อวัตรข้อปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเอาปัจจุบัน เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราต้องควบคุมเราด้วยลมปราณเพื่อสติสัมปชัญญะ เรามาใช้หลักการหายใจเข้าหายใจออกก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน เราจะไม่ได้ไปตามผัสสะ ไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม เรามาภาวนาให้เกิดปัญญา เรามีตาก็ต้องย่อมมีรูป มีหูก็ย่อมมีเสียง มีจมูกก็ย่อมมีกลิ่น มีลิ้นก็ย่อมมีรส มีกายก็ย่อมมีสัมผัส มีใจก็ย่อมมีความรู้สึกนึกคิด เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันคือเหตุคือปัจจัย เราทั้งหลายจะไปตามผัสสะไปตามสิ่งแวดล้อมไม่ได้

 

หลักการในการภาวนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้เราภาวนาว่าทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับทุกข์ล้วนแต่ไม่แน่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เราต้องกลับมาหาสติสัมปชัญญะ ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์ เราต้องรู้เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันไม่จบหรอก

 

เราต้องรู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสารที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาหลักการอานาปานสตินี้แหละ เมื่อเรารู้ลมเข้าลมออกชัดจนกว่ารู้สิ่งภายนอก สิ่งภายนอกมันก็ตัดไปมันก็เลิกไปโดยหลักการ เหมือนการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่เจริญกายเวทนาจิตธรรม เมื่อตัวผู้รู้นั้นมีสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นสมบูรณ์ ความปรุงแต่งนั้นย่อมไม่มี

 

เราทุกคนต้องรู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อสิ่งภายนอกก็ให้เป็นสิ่งภายนอกไป สิ่งภายในก็ให้เป็นสิ่งภายในไป ให้เรารู้ให้เข้าใจ ใจเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ เราต้องฝึกสติสัมปชัญญะ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราให้สมบูรณ์ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะความสงบจะมีอยู่กับเราทุกหนทุกแห่ง เป็นความสงบที่ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะแล้ว สิ่งภายนอกจะไม่มีปัญหาอะไร สิ่งภายในก็จะไม่มีปัญหาอะไร เพราะอันนี้มันคือสติคือสัมปชัญญะ มันคือความสงบและปัญญาที่รวมกันเป็นหนึ่ง

 

เราทุกคนต้องมามีความสุขใจสบายใจอย่างนี้ด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะที่เป็นสติปัฏฐานของการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่มันจะมีประโยชน์อะไร ว่างจากสิ่งไม่มีอยู่เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เลย เป็นการเสียเวลา

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ เป็นใจสีขาว เป็นใจว้าวว้าว เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรมเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ เป็นความสุขความดับทุกข์อยู่ในท่ามกลางความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก นี้เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี

 

เราพากันรู้หลักการรู้อุดมการณ์อุดมธรรม รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ทุกคนมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรมเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ เราเอาใจของเรามาบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล เพราะปัจจุบันนี้มันมีคุณมีประโยชน์มีค่ามีสาระมาก สติสัมปชัญญะนี้มีคุณค่ามีประโยชน์มีสาระมาก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์สาวกออกไปเผยแผ่เพื่อให้ประชาชนมหาชนได้เข้าใจในธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ เพื่อหมู่มวลมนุษย์จะได้รู้เข้าใจ จะได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าอื่นใด ที่เป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

------------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 106,668