๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๒ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
เราทุกคนพากันประพฤติพากันปฏิบัติธรรม เน้นการประพฤติการปฏิบัติที่ตัวของเราเอง มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เอาสมาธิและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กันเสมอกัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ อย่างนี้เรียกว่าสมาธิกับปัญญานั้นเสมอกัน
เราทุกคนต้องไม่ทำอะไรตามใจตัวเอง ทำตามอารมณ์ของตัวเอง ทำตามความรู้สึกของตัวเอง ต้องเอาสมมติสัจจะทั้งหลายมาใช้ให้ถูกต้องตามสมมตินั้น ๆ
กายวาจากิริยามารยาทอาชีพให้เรารู้ให้เราเข้าใจ นั้นเป็นเพียงอุปกรณ์เป็นสมมติสัจจะ ที่เราจะต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อมาทำหน้าที่ เพราะธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ
เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ต้องว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ก้าวไปในปัจจุบัน เพื่อเป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันต้องมีอยู่ เราต้องว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เมื่อเรามีตาก็ต้องมีรูป มีหูก็ต้องมีเสียง มีจมูกก็ต้องมีกลิ่น มีลิ้นก็ต้องมีรส มีกายก็ต้องมีสัมผัส มีใจที่เป็นส่วนกลาง ๆ เมื่อมีผัสสะทั้งหลายมาก็ย่อมมีความรู้สึกนึกคิด เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นสมมติสัจจะ
ให้ทำหน้าที่ให้เราปฏิบัติให้ถูกต้อง เราทั้งหลายอย่าไปซบเซาอยู่กับธาตุกับขันธ์อยู่กับอายตนะ ให้ใจของเรามีความสุข ให้ใจของเรามีความสบาย อย่าไปทุกข์กับร่างกาย อย่าไปทุกข์กับรูปเวทนาสัญญาสังขาร ใจของเราต้องสบาย ใจของเราต้องมีความสุข ใจของเราต้องมีปัญญา ใจของเราต้องไม่มีความทุกข์อะไร เพราะเรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
เราทุกคนให้ตั้งอกตั้งใจ อย่าไปขี้เกียจขี้คร้าน อย่าไปมีโลกส่วนตัว เราต้องไม่มีโลกส่วนตัว ไม่ต้องมีโลกตัวกูของกู โลกตัวสูของสู ความสุขใจสบายใจ ไม่ต้องมีทุกข์อะไร รู้แจ้งทุก ๆ อย่างตามความเป็นจริงนี้เป็นธรรมะโอสถ มีความสดชื่นเบิกบาน รู้แจ้งโลกรู้แจ้งธรรม เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม
เราพากันมาเจริญสติเจริญสัมปชัญญะให้มีความสุขในการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะความทุกข์นั้นมันเกิดแก่เราไม่ได้ สติสัมปชัญญะนั้นคือตัวไม่มีทุกข์ เราจะหยุดมีความทุกข์ก็เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย ในสมมติสัจจะ ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา นี้มันคือการยกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวตน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะนั้นจะเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ การยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยอย่างนี้ไม่ใช่สีลัพพตปรามาส นี้เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย
ให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะเดินทางเราก็ต้องอาศัยรถอาศัยเครื่องบินทางบกทางอากาศ ถ้าทางน้ำก็ต้องอาศัยเรือ ถ้าเป็นทะเลมหาสมุทรก็ต้องใช้เรือใหญ่เรือขนานยนต์ พระธรรมพระวินัยให้เรารู้ให้เข้าใจ มันเป็นการยกเลิกตัวตน เราทั้งหลายนั้นถึงพากันยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร เพื่อยกเลิกนิติบุคคลตัวตน ด้วยการมีปิติมีความสุขเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เพื่อการประพฤติการปฏิบัติธรรมของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องกันในปัจจุบัน เมื่อมันผ่านไปแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ให้เราปล่อยให้เราวางเพราะมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้ว มันไม่ใช่ธรรมไม่ใช่ปัจจุบันธรรมเดี๋ยวมันจะเป็นตัวเป็นตนมันไม่เป็นสติไม่เป็นสัมปชัญญะ มันจะเป็นอัตตาตัวตน มันจะเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ
สมาธิก็มีอยู่ ๒ อย่าง อันหนึ่งเป็นไปเพื่อตัวเพื่อตน อันหนึ่งก็เป็นไปยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ถ้าเรามีปิติมีความสุขในพระธรรมในข้อวัตรข้อปฏิบัติ เราก็จะได้ก้าวไปด้วยสัมมาสมาธิ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสาระสำคัญของชีวิต มันต่างจากความจำ ความจำนั้นมันมีการลืม ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้จะไม่มีลืม ด้วยเหตุผลนี้เราถึงมีทั้งสติมีทั้งสัมปชัญญะ เพื่อสองสิ่งนี้มารวมกันเป็นหนึ่งที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่เป็นสาระสำคัญของชีวิต
ความสงบกับความฉลาดต้องไปพร้อมกัน เพื่อให้เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ส่วนใหญ่คนสงบมันจะไม่ฉลาด เพราะเอาความสงบนั้นเป็นตัวเป็นตน ตัวตนนั้นคือความไม่ฉลาด ด้วยเหตุผลนี้แหละ ผู้มีความสงบถึงต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อใจของเราจะมีความสงบแล้วก็มีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเพื่อพัฒนาปัญญา เพื่อเอาความสงบอบรมปัญญา ผู้มีปัญญาทั้งหลายถึงต้องมีความสงบ ผู้มีปัญญาทั้งหลายต้องมีความสงบควบคู่กับปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาความสงบและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน
ให้เข้าใจว่าความสงบนั้นคือความเคารพ ความเคารพคือความสงบ เพื่อสมถะกับวิปัสสนาจะได้ควบคู่กันไป อันหนึ่งก็เป็นสมถะ เป็นขณิกสมาธิในปัจจุบัน อันหนึ่งก็อุปจารสมาธิ สมาธิที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อเอาสมมติสัจจะมาใช้เอามาทำงานให้มีความสุข เพื่อให้ปัญญากับความสงบก้าวไปพร้อม ๆ กัน เป็นการพัฒนาอริยมรรค อริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพด้วยการพัฒนาสติพัฒนาสัมปชัญญะ ธรรมะถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่ถึงเป็นธรรมะ หน้าที่ของเราเราต้องมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพื่อทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัตินี้คือความยึดมั่นถือที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ
เราทุกคนต้องเข้าใจ จะไม่ได้ลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติให้เสียเวลา เราจะไปคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป ความคิดอย่างนั้นมันไม่ได้มันใช้ไม่ได้ มันเป็นการลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติอันนั้นไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ ทำให้เราทุกคนเสียเวลา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า เธอทั้งหลายอย่าไปเพลิดเพลินอย่าไปประมาท ให้ประพฤติให้ปฏิบัติให้ทำหน้าที่ให้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติต่อหน้าที่
ทุกคนพากันมาทำหน้าที่ในปัจจุบันอย่างมีความสุข อย่างใจดีใจสบายใจมีความสุข ก้าวไปด้วยสมถะและวิปัสสนา เราทุกคนไม่ต้องลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติ ยกเลิกตัวยกเลิกตนให้หมดอย่าให้มีตัวมีตนหลงเหลืออยู่ ไม่ต้องอาศัยใคร เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ของอย่างนี้แหละมันอาศัยใครไม่ได้ มันประพฤติมันปฏิบัติแทนกันไม่ได้ เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในตัวของเราเอง
เรามาคิดดี ๆ เพื่อยกเลิกตัวตน เรามาพูดดี ๆ ยกเลิกตัวตน เรามามีกิริยามารยาทดี ๆ ยกเลิกตัวตน เรามามีอาชีพดี ๆ ยกเลิกตัวตน เพราะตัวตนนั้นให้เรารู้ให้เข้าใจนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าตัวตนนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ มันบกพร่องอยู่เป็นนิจ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันกบพร่องอยู่เป็นนิจ มันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจมันจะเสียหายมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทยตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พัง มันพังเฉพาะเจาะจงแต่ตึก สตง. ทำไมมันถึงพัง เพราะมันไม่ถูกต้อง มันเอาความผิดนำชีวิต เอาทุจริตนำชีวิต ชีวิตนี้ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
เราทั้งหลายพากันตั้งอกตั้งใจ เราได้ทรัพยากรที่ประเสริฐที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ทรัพยากรที่เราได้รับนั้น อายุขัยของทรัพยากรนั้นอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี เราพัฒนาใจพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้มีความสุขไปพร้อม ๆ กันมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้วเพราะเราใจดีใจสบายใจที่มีความสุขใจที่สดชื่นเบิกบานใจที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ใจที่ยกเลิกตัวตน ยกเลิกตัวกูของกู ยกเลิกตัวสูของสู ยกเลิกเป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้า ยกเลิกจากบักผีบ้าอีผีบ้า มีสติสัมปชัญญะด้วยความรู้ความเข้าใจ
เราทั้งหลาย เราได้รับทรัพยากรที่ประเสริฐอย่างนี้แหละ เพื่อเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญแห่งชีวิต เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อความสีขาว เพื่อความแวววาว ว้าว ว้าวทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งใจที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรมที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนที่เป็นความสุขเป็นความดับทุกข์ของเราทุก ๆ คนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นให้เรารู้เข้าใจว่าเป็นอริยมรรค เป็นมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ การปฏิบัติกับการทำงานมันแยกกันไม่ได้เพราะมันเป็นของสิ่งเดียวกันเพราะมันเป็นกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นสติสัมปชัญญะมันแยกกันไม่ได้
หลักการของมนุษย์ถึงมีวันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติธรรม ๒ อย่างต้องไปพร้อม ๆ กัน จะแยกกันไม่ได้ ๒ อย่างต้องไปพร้อมกัน เราจะได้ทั้งงานได้ทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานภายนอก มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจเพื่อมาเจริญสติสัมปชัญญะถือเนกขัมมะในหลักการของพระศาสนา เพื่อไปเอาความสุขความดับทุกข์กับการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพื่อจะให้การเจริญสติสัมปชัญญะนั้นติดต่อต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา ๒ วัน ๒ คืน ทุก ๆ ชาติทุกศาสนาก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ ใช้อริยมรรคมีองค์ ๘
มนุษย์ทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ มนุษย์ทั้งหลายนั้นที่อยู่ในโลกนี้ โลกที่เป็นวงกลมหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ มีประชากรของโลกอยู่แปดพันกว่าล้านคน ใช้หลักการเดียวกันนี้หมด ไม่มีใครยกเว้น มนุษย์นี้คือสภาวอันเดียวกัน มนุษย์คือผู้รู้ผู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสารเอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกตัวตน เป็นผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เทวดาก็เหมือนกัน พระพรหมก็เหมือนกัน พระอริยเจ้าก็เหมือนกัน เราใช้มนุษย์ใช้สวรรค์ใช้พรหมใช้ความเป็นพระอริยเจ้าก็เหมือนกันนี้แหละไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เรามายกเลิกตัวตน เราก็จะยกเลิกชาติชั้นวรรณะยกเลิกนิติบุคคลตัวตนมันเป็นสติสัมปชัญญะเป็นสากล เช่นความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมันเป็นสากลไม่มีใครยกเว้น ด้วยเหตุนี้การพัฒนาวัตถุก็ต้องพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้พัฒนาใจมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเอาใจเอาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันเพื่อเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจที่เจตนาเพื่อมีปิติเพื่อความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ เพื่อเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ
เราทุกคนถ้าเรารู้เข้าใจ ทุกคนก็ปฏิบัติได้ทุก ๆ คน ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสาระที่สำคัญ การฟังธรรมการนั่งฟังธรรมเค้าถึงไม่ให้นั่งหลับ ผู้บรรยายธรรมแสดงธรรมก็ต้องเอาธรรมมาบรรยายไม่หวังผลประโยชน์อะไรตอบแทน เพื่อบอกอริยสัจสี่
ให้ทุกคนรู้เข้าใจ เหมือนครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์สาวกออกไปเผยแผ่ให้ไปทางละรูปเดียวองค์เดียวไม่ให้ไปหลายรูป เพราะเราทุกคนถ้ายกเลิกตัวตนแล้ว มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะภัยต่าง ๆ นั้นเกิดกับผู้มีสติสัมปชัญญะนั้นไม่มี เพราะการยกเลิกตัวตนมันเป็นนิโรธเป็นความดับทุกข์ ไม่มีใครที่จะทำอะไรได้ ไม่มีใครทำอะไรให้ผู้มีสติสัมปชัญญะนั้นเสียหายได้ เพราะท่านยกเลิกตัวยกเลิกตน ว่างจากตัวจากตนมีแต่สติสัมปชัญญะ การยกเลิกตัวยกเลิกตนนี้คือยกเลิกทุจริต ผู้ที่ยกเลิกตัวตนไปอยู่ที่ไหนทุกคนก็รัก ทุกคนก็นับถือ ทุกคนก็โอเค มันเป็นความสงบและปัญญา ถึงหยุดปัญหาไม่มีปัญหา
ให้ทุกคนรู้เข้าใจอย่าไปท้อใจ ถ้าเรายกเลิกตัวตน ความท้อใจก็จะไม่มี เพราะความท้อใจนั้นมันคือตัวตน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะความท้อใจก็จะไม่มี เราจะมีสติสัมปชัญญะ มีแต่ความอิ่มอกอิ่มใจ มีแต่ความเบิกความบานมีแต่ความสบายใจ ไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ มาปล่อยมาวาง ที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม มันเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน มันเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เพอร์เฟคมากที่ประกอบด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ
พระรัตนตรัยเป็นสิ่งที่ขลังศักดิ์สิทธิ์
ทำไมพระรัตนตรัยถึงเป็นสิ่งที่ขลังศักดิ์สิทธิ์..? ก็เพราะสาเหตุว่ายกเลิกตัวตน ถ้ายกเลิกตัวตนมันจะขลังศักดิ์สิทธิ์ ถ้ายกเลิกตัวตนแล้วจะมีศีลสมาธิปัญญา มันจะเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน มันจะเป็นสติสัมปชัญญะ ด้วยเหตุนี้พระรัตนตรัยถึงขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นความไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่พลัดพรากเป็นประภัสสร เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ไม่ต้องไปหาความสงบหาความดับทุกข์หาความวิเวกจากทุ่งใหญ่นเรศวร จากห้วยขาแข้ง เขาใหญ่ ภูสอยเดือนสอยดาวหรือสอยดวงอาทิตย์ต่าง ๆ เป็นความสงบเป็นความว่างจากความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่นี้แหละ เป็นความว่างจากที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เรามีปัญญามากเราก็ต้องสงบมาก ๆ เรามีความสงบมาก ๆ เราก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อสติสัมปชัญญะเพื่ออบรมบ่มอินทรีย์เพื่อให้ความสงบและปัญญาก้าวไปด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องเป็นกระบวนการเป็นกระแสของปฏิจจสมุปบาท เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมีเป็นการเข้าถึงธรรมถึงปัจจุบันธรรม ไม่ต้องรอพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญมันไกลเหลือเกินมันไม่ใช่ความดับทุกข์ไม่ใช่ธรรมใช่ปัจจุบันธรรม
มีผู้มีไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่าไปถามไกลเกิน เอาปัจจุบันนี้แหละ เอาปัจจุบันเอาเรื่องปัจจุบัน ปัจจุบันมันอย่างไรอนาคตก็อย่างนั้นเพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตทั้งหลายก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถ้ามีสติสัมปชัญญะเอาความดีและปัญญาก้าวไปมันก็จะหมดปัญหาไม่มีปัญหา ปัญหานั้นก็จะกลายเป็นปัญญา ปัญญาก็จะเป็นความสงบ ความสงบนั้นก็จะเป็นความเสียสละเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นสมมติสัจจะที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรมเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญให้ทุกคนพากันเข้าใจอย่างนี้
หลักการให้ทุกคนทำงานให้มีความสุข ให้เราพูดจากิริยามารยาทยกเลิกตัวตนให้มีความสุข ให้เรามีความสุขในการทำหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรู้ต้องเข้าใจอย่างนี้ ต้องทำหน้าที่ที่ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา ยกเลิกความหลง ยกเลิกความโง่ที่เป็นอวิชชาที่เป็นตัวเป็นตน ตัวตนนั้นไม่ขลังไม่ศักดิ์ไม่สิทธิ์มันหลงงมงาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตัวตน การยกเลิกตัวตเป็นการยกเลิกตัวกูของกู ตัวสูของสู ยกเลิกชาติชั้นวรรณะ ยกเลิกตระกูล เราทุกคนต้องรู้เข้าใจเราจะได้คืนอธิปไตยให้กับปวงชนให้กับมหาชนด้วยมีปิติด้วยความสุขด้วยเอกัคคตาอย่างนี้
อานาปานสติเป็นหลักการเป็นหลักวิชาการได้อย่างดี ลมหายใจของเราเพื่อใจของเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ทุกคนสามัญชนก็ต้องใช้หลักการเดียวกันนี้หมดคือมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมหายใจเข้าก็ให้สบายหายใจออกก็ให้สบาย มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างนี้ หายใจเข้าหายใจออกก็ให้มีความสุข หายใจเข้าเอาอากาศดี ๆ ที่เป็นออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงร่างกาย หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียเอาสิ่งปฏิกูลออกไป เป็นหลักการง่าย ๆ อย่างนี้ ให้เรารู้เข้าใจ หายใจเข้ามันก็ไม่แน่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนมันไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน หายใจออกมันก็ไม่แน่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนมันไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน มันอยู่พร้อมอายุขัยของเราทุก ๆ คนเท่านั้นเอง
เราต้องรู้หัวใจของเรา เราทั้งหลายจะได้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาเราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ว่างจากสิ่งที่ไม่มีจะมีประโยชขน์อะไร เราต้องรู้ต้องเข้าใน ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นความสงบความวิเวก เราต้องรู้เข้าใจสิ่งที่สัญจรไปชั่วครู่ชั่วยามทางตาหูจมูกลิ้นกายใจมันเป็นอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วคราว ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นเอง ทุกอย่างมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป เราต้องมีสติสัมปชัญญะรู้เรื่องจิตเรื่องใจตามความเป็นจริง ใจของเราจะได้เป็นประภัสสร วัตถุก็อย่างหนึ่งใจของเราก็อย่างหนึ่งจะได้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ความดีและปัญญามันก้าวไปด้วยปฏิปทาอย่างนี้แหละ ให้เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อันนี้มันไกลเหลือเกินมันไม่ใช่ปัจจุบัน เราเอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิตเดี๋ยวชีวิตนี้จะเสียหายชีวิตนี้จะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินนะ
เราทุกคนต้องจับหลักจับประเด็นในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อจะได้มีหลักการมีจุดยืน มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะการยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้มันเป็นการยกเลิกตัวตนให้ทุกคนรู้เข้าใจ เมื่อมันผ่านไปเป็นอดีตแล้วเราถึงปล่อยถึงวางเพราะมันเป็นอดีตแล้วมันเกษียณไปแล้ว
การประพฤติการปฏิบัติของเราที่มันเนิ่นช้า เนื่องมาจากความเอร็ดอร่อยทางตาหูจมูกลิ้นกายใจมันเอร็ดอร่อย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้เข้าใจ ต้องเห็นภัยในความเอร็ดอร่อย เพื่อทุกอย่างนั้นจะได้เป็นคุณจะไม่ได้มีโทษ จะได้เป็นพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณด้วยความรู้ความเข้าใจ
เรามาระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนที่มารวมลงในสติในสัมปชัญญะในความไม่ประมาท ที่องค์พระบรมศาสดาได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายของการจากไปแห่งสรีระสังขารร่างกายของพระตถาคตเจ้า แต่พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นอมตะ เป็นสิ่งที่ไม่ตาย เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ให้เรามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
------------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา