๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๓ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด หยุดทำไม ทำไมถึงต้องหยุด...?

จุดมุ่งหมายของการหยุด หยุดเพื่อให้พัฒนาใจ

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานก็ต้องพัฒนาจิตใจและพัฒนาวัตถุที่อาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

มนุษย์เราที่เกิดมาต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะได้เอาธรรมจำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต จะได้พัฒนาวัตถุกับพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน  เอาความสงบและปัญญานำชีวิต เอาวิทยาศาสตร์พร้อมทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นทางสายกลาง เป็นโครงสร้างสีขาว เป็นอริยมรรคในการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ เพื่อจะได้มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ มนุษย์เราต้องมีความสุขในการทำงานกับการพัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นมรรคคือทางสายกลาง เป็นอริยมรรคห่างไกลจากกิเลส เป็นหนทางในการดำเนินชีวิตของหมู่มวลมนุษย์ทุก ๆ คนที่อยู่ในโลกนี้ มนุษย์เราอยู่ในโลกนี้ปัจจุบันมีแปดพันกว่าล้านคน มีประเทศน้อยใหญ่ทั้งหมด ๑๙๕ ประเทศ ใช้หลักการเดียวกันนี้ทั้งหมด เป็นหลักการสากล วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์นี้เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ เพื่อพัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจอย่างเดียว ๒ วันติดต่อกัน ได้แก่วันเสาร์วันอาทิตย์ ไม่ต้องทำงานอะไร พากันไปถือเนกขัมมะบารมีด้วยการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพื่อให้สติสัมปชัญญะนั้นสมบูรณ์จะได้ก้าวไปด้วยปิติด้วยความสุขด้วยเอกัคคตาที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ที่ยกเลิกตัวตน เรียกว่าปัจจุบันธรรม ไม่ใช่ปัจจุบันเป็นตัวเป็นตน เป็นการหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ ประพฤติปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันนี้จึงเป็นวาระสำคัญแห่งชีวิต ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ นี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยปัญญาที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่สมาธิสมาบัติแบบหินทับหญ้า เป็นสัมมาสมาธิ เป็นปัญญาที่ก้าวไปเสมอกันพร้อมกับความสงบ

 

มนุษย์เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ อยู่ที่การประพฤติการปฏิบัติเพื่อเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ชีวิตนี้คือความสมดุลของชีวิต ความสงบและปัญญานี้เป็นความสมดุล ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

มันเป็นรายรับรายจ่ายที่พอดีที่ลงตัว ไม่มากไม่น้อยเป็นความพอดีเป็นความลงตัว เป็นความพอเพียงเพียงพอ เหมือนดั่งคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านตรัสว่า เราต้องรู้เข้าใจ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้เป็นรายรับรายจ่ายของชีวิต  เพื่อรายรับรายจ่ายจะได้สมบูรณ์ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ที่เป็นสาระ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่เป็นความพอเพียงเพียงพอ เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจก้าวไปพร้อม ๆ กัน ทางวิทยาศาสตร์ก็ก้าวไปในปัจจุบัน ทางจิตใจก็ก้าวไปในปัจจุบัน ทางวัตถุก็ก้าวหน้า ทางจิตใจก็ก้าวไปพร้อม ๆ กัน ไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่ากันที่ต้องเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นการทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ ไม่มีทุกข์ในปัจจุบัน

 

ไม่ต้องมีคำถามว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ เพราะเหตุผลว่าทุกอย่างมันหยุดลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ปัจจุบัน ปัจจุบันก็ไม่มีความทุกข์ อนาคตมันจะมีความทุกข์ได้อย่างไร เพราะปัจจุบันเป็นฐานของอนาคต สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นสิ่งที่ดีมาก เป็นสิ่งที่มีคุณมาก เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ให้ปล่อยให้วางเพราะมันผ่านไปแล้วมันเกษียณแล้ว มันเอากลับคืนมาไม่ได้ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อสติสัมปชัญญะจะได้ทำงาน ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เพื่อเป็นทางสายกลาง เป็นความพอเพียงเพียงพอ เพื่อเป็นความสงบและปัญญา เป็นอนัตตา ไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน

 

เราทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มาเน้นที่ตัวเรานี้แหละ เราไม่ต้องไปเน้นคนอื่น เราอย่าไปจัดการคนอื่น เราเน้นที่เรา จัดการที่ตัวเรา พากันมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติที่ตัวเรานี้แหละ ที่ตัวของเราเอง

 

เราต้องหยุดทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย ตามความชอบหรือไม่ชอบ ความชอบไม่ชอบนั้นไม่ใช่ธรรมนูญไม่ใช่รัฐธรรนูญมันเป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เอาสติสัมปชัญญะนำชีวิต เอาสติและปัญญาควบคู่กันไป เพื่อให้ความสมดุลที่เป็นรายรับและรายจ่ายในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เราต้องเข้าใจในเรื่องกายวาจากิริยามารยาทเกิดจากอาชีพ เราต้องรู้เข้าใจ เพราะเหตุผลว่ากายวาจากิริยามารยาทคือรายรับรายจ่ายแห่งชีวิต มันเป็นธนาคารแห่งชีวิตนะ เพื่อความสมดุล เพื่อความพอเพียงเพียงพอ เพื่อความพอดี ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน ไม่ขาดดุลไม่ขาดทุน จะได้เป็นความพอเพียงเพียงพอ

 

 สติคือความสงบ ทุก ๆ คนต้องเอาความสงบนำชีวิต ไม่เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต ผู้มีปัญญามากก็ต้องให้สงบมาก ๆ เพื่อความสมดุลของธนาคารแห่งชีวิต ผู้มีความสงบ ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อจะไม่ได้ติดอยู่ในตัวอยู่ในตัว เพื่อจะไม่ได้เป็นเพียงสมาธิสมาบัติที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เพื่อสมถะจะได้ก้าวไปด้วยปัญญาเป็นปัญญาวิปัสสนา เพื่อเป็นอนัตตา ไม่ใช่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนต้องรู้เข้าใจนะ เพราะอันนี้มันคือกรรมคือกฎแห่งกรรมมันคือผลของกรรม รายรับรายจ่ายที่เกิดจากกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมันเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรม มันเป็นรายรับรายจ่ายของชีวิต มันเป็นเรื่องใหญ่นะ ไม่ใช่เรื่องน้อยนะ ต้องรู้เข้าใจ

 

เราต้องรู้เข้าใจเราจะได้เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในความผิด เห็นภัยในความทุจริต ตัวตนนั้นแหละคือความคิดคือทุจริต ตัวตนนั้นแหละมันเสียหายมันพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย เราคิดดูดี ๆ สิ ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พังทลายทั้งที่ใหญ่กว่าสูงกว่ามีอยู่มากมาย มันไปพังตึกเดียวเฉพาะตึก สตง. เพราะเราไปแก้แต่ปลายเหตุ เราไปจัดการแต่คนอื่นไปจัดการแต่เรื่องคนอื่น เรามีปัญญามากแต่เราไม่มีความสงบ เรามีความสงบเราไม่เสียสละมันถึงเป็นอย่างนี้ มันจะไม่เป็นอย่างอื่น เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะ

 

ความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ ให้เรารู้ให้เข้าใจ นี้เป็นรายรับรายจ่ายที่เป็นธนาคารแห่งชีวิตของเราทุกคน ให้เรารู้เข้าใจเรื่องรายรับรายจ่าย ทุกคนต้องรับผิดชอบในกายวาจากิริยามารยาทอาชีพของตัวเอง มันคือรายรับรายจ่าย จะได้เกิดความสมบูรณ์ จะไม่ได้ขาดดุลระหว่างรายรับรายจ่าย สิ่งเหล่านี้เราต้องเอาความดีและปัญญามาใช้มาปฏิบัติอันนี้เป็นความดีเป็นปัญญา เป็นธนาคารที่ดีที่สุดที่ประกอบด้วยปัญญาแห่งการดำเนินชีวิต

 

เราต้องรู้เข้าใจในโครงสร้างแห่งชีวิตที่มันจะเป็นโปรแกรมเมอร์แห่งชีวิต ความสงบและปัญญานี้แหละเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ความไม่รู้ไม่เข้าใจมันจะเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกที่ทำให้ทุกคนนั้นมีปัญหา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา

 

เราทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เห็นภัยในความผิด เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในเรื่องการทุจริต ถ้าเรามีตัวมีตนเราจะเป็นบุคคลที่ทุจริต เราไม่ต้องไปหาทุจริตจากบุคคลภายนอก เราต้องเน้นเรื่องทุจริตภายในตัวของเราเอง

 

ถ้าเราเอาตัวเอาตนนำชีวิต นี้แหละคือบุคคลที่ทุจริต มันเป็นคนทุจริตทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ นี้มันเป็นโปรแกมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก มันต้องเกิดความเสียหาย มันต้องเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย   

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสาระแห่งชีวิต มนุษย์สำคัญอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ ที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ การเรียนการศึกษาจุดมุ่งหมายสาระของการเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ ศาสตร์ เรามีการเรียนการศึกษาตั้งแต่โบราณผ่านมาแล้วหลายร้อยหลายพันปี มีการเรียนการศึกษาทั้งหมด ๑๘ ศาสตร์ เพื่อเป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม สาระอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจเพื่อให้เกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

 ศาสตร์ทั้งหลายทั้งปวงที่เราเรียนกันนั้นมีอยู่ถึง ๑๘ ศาสตร์ หลักการเรียนการศึกษานั้นสาระสำคัญอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะได้เอามาใช้เอามาปฏิบัติดำเนินชีวิต เป็นทางสายกลาง เป็นการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และพัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ความเข้าใจเราจะได้เอาไปใช้เป็นทางสายกลาง มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มนุษย์เราถ้าทำอะไรเพื่อตัวเพื่อตนนั้นแหละคือการทุจริต นั่นแหละคือโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อสาระในการเรียนการศึกษาจะได้ก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ศาสตร์หลัก ๆ มีอยู่ ๑๘ ศาตร์ ถ้าเราไม่รู้เข้าใจ เราจะเอาไปใช้เอาไปทำความผิด เอาไปใช้เอาไปทุจริต เอาไปทำความผิด ความผิดนั้นให้เรารู้เข้าใจ ความผิดนั้นมันเป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ผ่านสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะเสมอกัน เราถึงจะผ่านสัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตน ตัวตนนั้นแหละคือความยึดมั่นถือมั่นที่มันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสู มีทั้งกูมีทั้งสู สติสัมปชัญญะนั้นให้เรารู้เข้าใจ สติสัมปชัญญะนั้นมันจะหยุดตัวกูตัวสู ของกูของสู  เราจะเอาตัวกูของกู เอาตัวสูของสูนำชีวิตนี้ไม่ได้ เดี๋ยวมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย มันจะเป็นความไม่สมดุลม มันจะเป็นความขาดทุนของธนาคารแห่งชีวิต เพราะมันเป็นความผิดเป็นความเสียหาย เป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจในสาระแห่งชีวิต

 

 เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต เค้าถึงมีศัพท์เรียกกันว่าความเป็นนิติบุคคลตัวตน สิ่งเหล่านี้ที่เราเรียนเราศึกษา ๑๘ ศาสตร์มันก็จะกลายเป็น ๑๘ มงกุฏ มันจะกลายเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีรกรุงรัง เป็นความเน่าความเสียความเสียหาย ที่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านชอบพูดเสมอว่า ตัวตนนั้นแหละมันคือความเน่าความเหม็นความเสีย มันเหม็นไม่ใช่ธรรมดา มันเหม็นตั้งสามแดนโลกธาตุโน่นนะ ตัวตนนั้นถึงเป็น ๑๘ มงกุฏ ตัวตนนั้นคือความทุจริต ตัวตนนั้นเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก มันเป็นการขาดดุลของธนาคารแห่งชีวิต มันเป็นความผิดพลาด มันเป็นความเสียหาย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อจะเห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เรามาเอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ  เราทั้งหลายต้องรับผิดชอบต้องใส่ใจ ต้องเอาใจใส่มาก ๆ ในปัจจุบัน เพื่อรับผิดชอบ เพื่อความสมดุลของธนาคารแห่งชีวิต

 

เราทุกคนอย่าพากันขี้เกียจขี้คร้าน เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตน สัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตนมันจะขี้เกียจขี้คร้าน มันจะไม่มีความสุขในการเอาธรรมนำชีวิต ไม่มีความสุขในการมีสติสัมปชัญญะ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องมีมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ในการทำงานในการทำหน้าที่ ในการประพฤติในการปฏิบัติธรรม

 

ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวตนทุกคนนั้นย่อมไม่มีปัญหา เพราะปัญหานั้นมันคือตัวคือตน มันถึงมีปัญหา มันถึงไม่มีปัญญา ตัวตนนั้นคือเจ้าปัญหา ถ้าเรายกเลิกตัวตนแล้วนั้นถึงจะเป็นคนมีปัญญา เป็นผู้ที่หมดปัญหาไม่สร้างปัญหา สร้างแต่ปัญญาด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้มันเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยปัญญา ที่ยกเลิกนิติบุคคลที่เป็นอัตตาตัวตน ให้ทุกคนรู้เข้าใจ

 

เราต้องเข้าใจด้วยปัญญา ผู้ที่เข้าใจด้วยปัญญาถึงต้องมีความสงบมาก ๆ หยุดความฟุ้งซ่าน ไม่เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต เอาสติสัมปชัญญะเอาปัญญาและความสงบนำชีวิตที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม  ทางวัตถุกับทางจิตใจก็ต้องไปพร้อม ๆ กันอย่างนี้จะแยกกันไม่ได้ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ถึงเป็นวันทำงานกับการปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราจะไปแยกวัตถุออกจากใจไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็ต้องเอาใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้ที่บำเพ็ญทางจิตก็ต้องพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันนี้ถึงจะใช้ได้ถึงจะถูกต้อง ถึงจะเป็นอริยมรรคนำทางชีวิต ชีวิตของเราถึงจะสมดุลเป็นรายรับรายจ่ายแห่งชีวิต เป็นธนาคารแห่งชีวิต

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน ไปพัฒนาใจ ไปถือเนกขัมมะบารมีเอาความดีและปัญญาควบคู่กันไป วันเสาร์วันอาทิตย์นั้นไม่ใช่หยุดให้เราไปท่องเที่ยวทั้งในประเทศต่างประเทศนะ เพราะเวลานี้เป็นของมีค่า ลมปราณนี้เป็นของมีค่า เราต้องพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันในวันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์น่ะ

 

สำหรับวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นการพัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจเป็นการพัฒนาสติสัมปชัญญะ ใครถือศาสนาอะไรก็ให้ไปในศาสนานั้น ๆ ศาสนาทุกศาสนามีความหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่เป็นทางสายกลาง ใจที่พัฒนาระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ความหมายของศาสนานี้เป็นอย่างนี้ เพื่อศาสนาคือสติคือสัมปชัญญะ คือเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เราทั้งหลายอย่าเอาพระศาสนาเป็นนิติบุคคลตัวตน ศาสนาต้องเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ศาสนาต้องยกเลิกตัวตนถึงเรียกว่าพระศาสนา ถ้ามีตัวมีตนจะเรียกพระศาสนาได้อย่างไร เพราะพระศาสนาคือโปรแกรมเมอร์สีขาวทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ยกเลิกตัวตน ที่ยกเลิกโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก ต้องยกเลิกหมด

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ทุก ๆ คนนั้นรู้เข้าใจ ทุกคนถึงมีพระศาสนา นี้เป็นสาระแห่งความรู้ความเข้าใจนะ พระศาสนาน่ะมันขลังมันศักดิ์มันสิทธิ์ ทำไมถึงขลังศักดิ์สิทธิ์ เพราะเรายกเลิกตัวตนมันก็ขลังศักดิ์สิทธิ์ เพราะตัวตนคือความไม่รู้ไม่เข้าใจ มันเป็นกฎแห่งกรรมของการเวียนว่ายตายเกิด ตัวตนมันคือความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากคือการจากไป ให้เรารู้เข้าใจในเรื่องวัตถุ เพราะวัตถุก็ส่วนหนึ่งใจก็ส่วนหนึ่ง วัตถุก็แก่เจ็บตายพลัดพรากตามกฎของธรรม แต่ใจของเราคือตัวรู้ผู้เข้าใจ

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบันจบลงที่ผัสสะ นี้คือสาระของพระศาสนา พระศาสนาถึงเป็นสิ่งที่ขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นความรู้ความเข้าใจ เราจะได้ยกเลิกแก่เจ็บตายพลัดพราก เราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ เราจะได้มีพระศาสนา

 

มีคนไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า มรรคผลนิพพานมีอยู่เฉพาะเจาะจงอยู่เฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือไม่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่ทุกชาติทุกศาสนาที่เรารู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจยกเลิกนิติบุคคลตัวตน เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เรารู้เข้าใจทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพยกเลิกตัวตน มีสติมีสัมปชัญญะ ทุกคนก็จะมีพระนิพพานได้ในปัจจุบันทุก ๆ คนไม่มีใครยกเว้น มีได้เป็นได้ทุกชาติทุกศาสนา

 

ให้เรารู้เข้าใจ ชาติศาสน์กษัตริย์เป็นชื่อเป็นสมมติสัจจะ เราต้องรู้เข้าใจสมมติสัจจะทั้งหลายมันมีหลายล้านสมมติ เราจะได้เอาสมมตินั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติอย่างมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาเพื่อมาทำหน้าที่ สมมติสัจจะก็ต้องเป็นสมมติสัจจะ เราต้องปฏิบัติต่อสมมติสัจจะนั้นให้ถูกต้อง เพราะนี้เป็นรายรับรายจ่ายมันเป็นความสงบและปัญญาแห่งชีวิต

 

เราจะไม่ได้มองข้ามสมมติสัจจะ ผู้มีปัญญาทั้งหลายก็ต้องเข้าใจสมมติสัจจะ เพื่อจะได้เอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องปฏิบัติมาก ๆถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ อย่าเห็นแก่ตัวอย่ามีโลกส่วนตัว เพื่อความสงบและปัญญาจะต้องก้าวไปพร้อม ๆ กันเพื่อเป็นรายรับรายจ่ายเป็นธนาคารแห่งชีวิต เพื่อกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา มีแต่ปิติสุขเอกัคคตา ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔

 

เรามีสติมีสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการเจริญสติสัมปชัญญะ เราถึงจะไม่เป็นคนสมาธิสั้นไปตามผัสสะ ไปตามสิ่งแวดล้อม เราต้องมีสติเป็นพื้นฐาน มีสัมปชัญญะเป็นพื้นฐาน เพื่อเป็นหลักการเป็นอุดมการณ์อุดมธรรม เพื่อเป็นธรรมโอสถ เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ถ้าเรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในปัจจุบันติดต่อต่อเนื่อง ใจของเราถึงจะมีพลัง พลังใจของเรานั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะนะ เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็ไปตามผัสสะ ไปตามสิ่งแวดล้อม ความสมดุลมันก็ย่อมไม่เกิด มันก็ขาดดุลของธนาคารแห่งชีวิต เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตา เราอย่าเป็นคนสมาธิสั้น ให้เอาปัจจุบันให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ

 

เรามาระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นทั้งคำสั่งเป็นทั้งคำสอนเพื่อความสมดุลแห่งชีวิต เพื่อเป็นธนาคารแห่งชีวิต

 

เรามาระลึกถึงพระโอวาทของพระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทที่มีใจความสำคัญมากอย่างหาที่สุดหาประมาณมิได้ ท่านได้ประทานปัจฉิมโอวาทไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

--------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 106,664