๑๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๔ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานราชการ หยุดทำไม ทำไมถึงต้องหยุดวันเสาร์วันอาทิตย์ จุดมุ่งหมายของการหยุดวันเสาร์วันอาทิตย์ หยุดเพื่อให้พัฒนาจิตใจให้จิตให้ใจได้รับการพัฒนา หยุดทำงานภายนอกไว้ก่อน มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ ใช้เวลา ๒ วัน เพื่อใจจะได้ก้าวหน้าไปพร้อมวัตถุที่เราพัฒนาวิทยาศาสตร์
เรามีหลักการในการพัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า พร้อมทั้งพัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นทางสายกลางแห่งชีวิต จิตกับวัตถุให้ไปพร้อม ๆ กัน
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงาน การทำงานกับการพัฒนาใจ ๒ อย่างนี้ทำไปพร้อม ๆ กันปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางวัตถุที่เอาวิทยาศาสตร์มาพัฒนา และปฏิบัติใจไปพร้อม ๆ กัน ใจของเราจะได้มีสติมีปัญญา ใจของเราจะได้ไม่หลงวัตถุ เพื่อความสมดุลของชีวิต เพื่อให้เป็นโครงสร้างที่สีขาว เป็นโปรแกรเมอร์สีขาว
ต้องพัฒนาจิตใจและพัฒนาวัตถุเพื่อเป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม ที่อาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ให้วิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้า อาศัยการพัฒนาจิตใจให้จิตใจมีสติมีปัญญา ให้จิตใจของเราได้ก้าวหน้า เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างเรื่องจิตเรื่องใจกับเรื่องวัตถุต้องเดินทางควบคู่ไปพร้อม ๆ กันเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ยกเลิกความไม่ถูกต้อง คือยกเลิกตัวตน
เราทุกคนให้พากันรู้พากันเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบันอดีตทั้งหลายก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมอยู่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าทุกอย่างนั้นมันคือกรรมคือกฎแห่งกรรมแล้วก็จะเป็นผลของกรรม เป็นกรรมทั้งทางกายทางวาจาทางกิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจของเราต้องมีความสงบและปัญญา ใจของเราจะก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ
ใจของเราต้องพากันรู้เข้าใจ ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้เป็นความรู้ความเข้าใจทั้งทางเรื่องวัตถุทั้งเรื่องจิตใจ ถึงได้มีหลักการ วันเสาร์วันอาทิตย์ถึงเป็นวันที่หยุดราชการ เพื่อมุ่งเป้าในเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อให้ใจได้มีสติมีสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ เป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอนตลอดจนถึงอิริยาบถบ่อย มารู้เรื่องจิตเรื่องใจ เรื่องกายวาจากิริยามารยาท มารวมลงที่ใจ ใจที่มีสติมีสัมปชัญญะ จะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะนี้ เราต้องรู้เข้าใจ จะไม่ปล่อยทุกอย่างนั้นผ่านไปด้วยไม่มีการการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ต้องเป็นคู่กับการการประพฤติการปฏิบัติ
ธุรกิจหน้าที่การงานที่เป็นธุรกิจทางวัตถุให้หยุดไว้ก่อน เพื่อไปถือเนกขัมมะ เจริญสติสัมปชัญญะ
เรามาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจเพื่อเจริญสติสัมปชัญญะจะได้สมบูรณ์ เราต้องรู้เข้าใจ ทำไมมนุษย์เราถึงมีความทุกข์ ก็เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ มนุษย์เราถ้ามีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์แล้วความทุกข์ก็จะไม่มี การเจริญสติเจริญสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สำคัญมาก ๆ สำคัญทีเดียว เราจะปล่อยไปตามความเคยชินไม่ได้
เราทั้งหลายต้องจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เพื่อเอาความรู้มาคู่กับการการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ความรับผิดชอบของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องสูง ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้านนั้นย่อมไม่มีกับเราทุก ๆ คน ให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราเอาความรู้สึกนำชีวิต เอาสัญชาตญาณนำชีวิต เราทั้งหลายก็ย่อมมีความขี้เกียจขี้คร้านย่อมมีความนัวเนีย เซ่อ ๆ เบลอ ๆ งง ๆ ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ความรับผิดชอบของเราต้องมากกว่านี้ต้องมีมากกว่านี้ ต้องเป็นผู้ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในความทุจริต เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร
ต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจชีวิตนี้ก็ย่อมพังทลายล้มละลายอย่างเดียวกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พังทั้งที่ใหญ่กว่าสูงกว่า เพราะเขาได้มาตรฐานมากกว่า มี มอก.มากกว่า
ให้รู้เข้าใจ ให้พวกเราทั้งหลายมีความรับผิดชอบมากกว่านี้อีก ความยึดมั่นถือมั่นในความดีที่ประกอบด้วยปัญญานี้คือสติสัมปชัญญะ นี้ไม่ใช่อัตตาไม่ใช่ตัวตนนะ นี้คือปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราทั้งหลายถึงไม่ลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติ อย่าไปคิดเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป เอาสัญชาตญาณนำชีวิต ไม่ได้ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้
เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจความตั้งใจตั้งเจตนา เน้นที่ใจที่เจตนา
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะกายวาจากิริยามารยาทอาชีพให้เรารู้ไว้ นี้เป็นเพียงอุปกรณ์ของทางใจเท่านั้น ใจเราต้องตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเราต้องสีขาว ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว การปฏิบัติธรรมนี้ถึงเป็นการเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เน้นที่ใจที่เจตนา มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ
เราต้องเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ใจของเราต้องเข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ใช่คิดเหมือนแต่ก่อนนะ แต่ก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ที่พระที่พาเราถวายสังฆทานว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อันนี้ไม่ถูกต้องไม่ใช่ปัจจุบันธรรมมันไกลเหลือเกินมันอยู่เบื้องหน้าโน้นไม่ใช่ปัจจุบันธรรม เราต้องเอาที่ปัจจุบันไม่ใช่เอาที่อนาคต
เราไม่ต้องลังเลสงสัยในเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ ให้เอาเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีเมตตาบอกเราว่าให้เอาปัจจุบัน ปัจจุบันให้เป็นหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติไปเลย เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ นี้ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตนนะ นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นการยกเลิกทิฏฐิมาอัตตาตัวตน ไม่มีตัวเราของเรา ตัวกูของกู ตัวสูของสู ให้รู้เข้าใจ มีแต่สติสัมปชัญญะ การเข้าใจพระศาสนาต้องเข้าใจอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมที่ใจ เพราะความตั้งใจตั้งเจตนา ใจมีสติมีสัมปชัญญะ ใจมีความรู้มีความเข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสาระสำคัญในการประพฤติการปฏิบัติ
เพื่อให้ความสงบและปัญญาได้ก้าวหน้าไปด้วยการถือเนกขัมมะบารมี เราต้องเห็นคุณเห็นประโยชน์ในพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ คิดดูแล้วหาโทษมิได้เลย คิดจนหัวจะระเบิดหัวจะแตกก็ไม่เห็นจะมีโทษเกิดความวิบัติได้อย่าง เพราะพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นความดีเป็นบารมีทั้งเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด
ความดับทุกข์ของเรามันดับได้ ๒ ส่วนนะ ส่วนหนึ่งทางวัตถุส่วนหนึ่งทางจิตใจ
ให้เรารู้ให้เข้าใจ วัตถุนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ของใจ เพื่ออำนวยความสะดวกความสบายให้ทางจิตทางใจได้ชั่วครู่ชั่วยาม เมื่อมันแก้ปัญหาไม่ได้เราก็แก้ที่จิตที่ใจของเรา ให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ เรามาแก้ที่ใจของเรา ให้ใจของเราเกิดปัญญา ใจของเราต้องมีปัญญา ต้องรู้ต้องเข้าใจ
ความเกิดความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก เป็นธรรมชาติที่เป็นความจริงเป็นความประภัสสร ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้มีปัญญา เราจะเอาสิ่งที่เป็นปัญหานั้นให้เกิดปัญญา กายมันแก่เจ็บตายพลัดพราก ให้เรารู้เข้าใจ ว่าอันนี้มันเป็นธรรมเป็นสภาวธรรมเป็นประภัสสร เราจะไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมะนั้นไม่ได้ มันเป็นการก้าวก่ายลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องคืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติ คืนอธิปไตยให้กับปวงชนมหาชนด้วยความรู้ความเข้าใจที่มีสติมีสัมปชัญญะ ถึงมีการพัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาวัตถุ
มีวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานภายนอกเพื่อมาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ ไม่ใช่หยุดวันเสาร์วันอาทิตย์ให้ไปเที่ยวไปหลงไปเพลิดเพลิน เราต้องรู้เข้าใจ รูปสวย ๆ เสียงเพราะ ๆ กลิ่นที่หอม ๆ รสที่อร่อย ๆ สัมผัสที่ดี ๆ นิ่มนวลนั้นมันไม่จบ มันจะมีอยู่อย่างนี้ เพราะอันนี้เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มันเป็นอย่างนี้มันไม่เป็นอย่างอื่นมันเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป
เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้รู้หลักการว่าชีวิตของเรานี้น้อยนัก อายุขัยของเราหมู่มวลมนุษย์ ถ้าเราพัฒนาวัตถุให้ทันโลกทันสมัย พัฒนาใจไม่ให้มีความทุกข์ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ได้ไม่เกินร้อยปีหรือหนึ่งศตวรรษ ชีวิตของเรามันจะจำกัดมันชั่วครู่ชั่วยาม ชั่วครั้งชั่วคราวให้เราทุกคนเข้าใจ จะได้ไม่หลงไม่เพลิดเพลินไม่ประมาท วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เราก็มีความสุขในการทำหน้าที่ในการทำงานและการปฏิบัติใจไปพร้อม ๆ กัน ความสุขก็ย่อมมีอยู่แล้วสำหรับผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ เพราะความสุขนั้นอยู่ที่ธรรมที่ปัจจุบันธรรม อยู่ที่เราเสียสละที่ยกเลิกตัวตน การยกเลิกตัวตนต้องยกเลิกตัวตนด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญาที่เป็นอุปกรณ์ของการประพฤติการปฏิบัติ
วันเสาร์วันอาทิตย์ให้หยุดเพื่อพัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจ ไม่ใช่เพื่อให้เราไปเที่ยวไปหลงไปเพลิดเพลิน อย่าไปคิดว่าความสุขความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เราได้บริโภครูปสวย ๆ เสียงเพราะ ๆ กลิ่นหอม ๆ รสอร่อย ๆ สัมผัสดี ๆ อย่าไปคิดอย่างนี้ นี้ความสุขมีอยู่หลายระดับนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสให้เราเข้าใจ เบื้องต้นเราต้องมีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการดำเนินชีวิตที่มีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการคิดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ วาจาดี ๆ อาชีพดี ๆ ที่ยกเลิกตัวตนนี้เป็นความสุขระดับหนึ่ง มันเป็นความสุขที่เป็นปัจจุบันธรรม แต่ความสุขนั้นมันยังเป็นตัวเป็นตนยังเป็นสมาธิเป็นสมาบัติอยู่ ยังไม่ใช่สมถะวิปัสสนา มันยังเป็นอัตตาตัวตน มันยังเป็นสัญชาตญาณอยู่ยังเป็นตัวตนอยู่
เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ข้ามสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เพราะสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเราต้องรู้เข้าใจ มันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นไม่จีรังยั่งยืน เราไม่จากเค้าไป เค้าก็จากเราไป เพราะสิ่งทุกอย่างนั้นไม่แน่ไม่เที่ยงเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปไม่จีรังยั่งยืน ด้วยเหตุผลนี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพัฒนาใจของเราให้มีสติมีสัมปชัญญะให้มีทั้งสมถะมีทั้งวิปัสสนาควบคู่กันไป เราต้องรู้เข้าใจ จะเอาความหลงนำชีวิตไม่ได้ เราต้องหยุดความฟุ้งซ่านของตัวเอง เราเป็นคนฉลาดมากเป็นคนรู้มาก เราก็ต้องสงบมาก ๆ สงบอย่างไรสงบมาก ๆ น่ะ ก็เพราะเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม
หลักการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราใช้หลักการอาปานสติเพราะอานาปานสตินั้นคือลมหายใจคือคู่ชีวิตของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราใช้อานาปานสติเป็นเครื่องฝึกสติสัมปชัญญะ หายใจเข้าก็ให้มีความสุขมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อเอาออกซิเจนดี ๆ เข้าสู่ร่างกาย หายใจออกก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปเอาของเสียออกไปเอาของปฏิกูลออกไปให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างนี้ หายใจเข้าหามยใจออกก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมาหลักการนี้แหละดีมาก ใช้ได้กับทุก ๆ คน พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ สามัญชนก็ใช้หลักการเดียวกันนี้แหละ ผู้มีปัญญามาก ๆ รู้มาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ การเสียสละนี้แหละคือเนกขัมมะ เนกขัมมะคือเป็นการยกเลิกความสุขความสะดวกความสบายทางวัตถุ มาเอาความดับทุกข์อยู่กับการเจริญสติสัมปชัญญะ ถึงเป็นสภาวธรรมที่เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดีที่หยุดความปรุงแต่ง สติสัมปชัญญะมันเป็นธรรมะที่หยุดความปรุงแต่ง ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัดออก เป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ ผู้มีปัญญามากก็ต้องสงบมาก ๆ อย่างนี้ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ อย่างนี้ มันเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอมันใจดีใจสบาย มันหยุดจากปัญหาเป็นปัญญาที่เป็นความดีที่เป็นคุณธรรมเป็นสมบัติของผู้ดี
ในชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบัน เรามาเจริญสติสัมปชัญญะกัน เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ การประพฤติการปฏิบัตินั้นให้เรารู้เข้าใจ ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติแทนกันได้ เราพากันประพฤติพากันปฏิบัติ เราจะได้ยกเลิกตัวตน เราจะได้ยกเลิกเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวตน
เราจะเอาสรีระร่างกายนี้ ที่เป็นดินน้ำลมไฟที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ที่เป็นขันธ์ทั้ง ๕ รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ เป็นอายตนะ ๑๒ ทั้งภายนอกภายใน อันนี้มันเป็นส่วนทางวัตถุที่เราจะได้เอามาบำเพ็ญความดีบำเพ็ญบารมี เป็นไปด้วยการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดเหตุเกิดปัจจัย ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้บำเพ็ญบารมีทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีปัญญาบารมี
นี้ทางจิตใจที่ดีจิตใจสบาย จิตใจที่ไม่มีความทุกข์ จิตใจที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ จิตใจของเราต้องยกเลิกอัตตายกเลิกตัวยกเลิกตน จะได้มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ จิตใจของเราจะได้เข้าถึงอนัตตาที่เป็นสิ่งที่สวยงามทั้งเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด
เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่อัตตาตัวตนมีแต่สติสัมปชัญญ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันจะจบลงที่ปัจจุบันจบลงที่ผัสสะ ความปรุงแต่งทั้งหลายมันจะได้จบลงสิ้นลงในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้แหละ การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันเราถึงมีความจำเป็นต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อให้ความสงบและปัญญาได้ก้าวไป
เราต้องรู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นเพียงเหตุเป็นเพียงปัจจัยเท่านั้นนะ ไม่มีอะไรนอกไปจากเหตุจากปัจจัย ความรู้ความเข้าใจเราทั้งจะเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากรูปที่มีอยู่ หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัส ใจที่รู้สึกนึกคิด ใจของเราจะว่างจากตัวจากตนรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ไม่ใช่ไม่มี นี้เป็นอริยมรรคที่ทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ
เราทั้งหลายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราหลงเพลิดเพลินตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อเราจะได้พัฒนาสติพัฒนาสัมปชัญญะ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรนั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นกระบวนการของการประพฤติการปฏิบัติ ที่เป็นกระบวนการที่ภาษาบาลีเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท
เราต้องรู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นมันไม่ได้นะ ตาเห็นรูปก็ไปกับรูป หูฟังเสียงก็ไปกับเสียง จมูกได้กลิ่นก็ไปกับกลิ่น ลิ้นได้รสก็ไปกับรส กายได้สัมผัสก็ไปกับกายสัมผัส ใจรู้สึกนึกคิดก็ไปกับสิ่งนึกคิด นี้มันไปตลอด มันไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องของการประพฤติการปฏิบัติเลย ไม่มีการประพฤติการปฏิบัติเลย ด้วยเหตุผลนี้แหละมีผู้ปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีการปฏิบัติมาก ๆ หรือผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆถ้าเราไม่เสียสละมันก็เป็นเพียงตัวเพียงตน เป็นเพียงสมาธิสมาธิบัติ มันยังไม่ใช่สมถะไม่ใช่วิปัสสนา มันจะหยุดปัญหาไม่ได้ มันจะมีปัญหา ต้องเอาปัญหามาให้เป็นปัญญา ต้องเอาปัญญามาให้เป็นความสงบ ต้องเอาความสงบมาเสียสละ เพื่อจะได้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะเพื่อความสมดุลแห่งชีวิต ธนาคารชีวิตนี้จะได้สมบูรณ์ เข้าถึงความเต็มๆ ๆ เข้าถึงแห่งความเต็ม
เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมาจุติก็วันพระจันทร์เต็มดวงพระจันทร์วันเพ็ญ มาประสูติก็วันพระจันทร์เต็มดวง ตรัสรู้ก็วันพระจันทร์เต็มดวง แสดงโอวาทพระปาฏิโมกข์ ธัมมจักกัปวัตตนสูตรที่ป่าอิสิปตนมฤาคทายวันก็วันพระจันทร์เต็มดวง บอกกับกล่าวกับพุทธบริษัททั้งหลายว่าอีก ๓ เดือนข้างหน้าพระตถาคตเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็วันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็วันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงเหมือนกัน สติสัมปชัญญะถึงเป็นความเต็ม เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่ได้ตัดไม่ได้เพิ่ม มันเป็นความพอเพียงเพียงพอ เหมือนคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชท่านตรัสกับพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกว่าเราต้องรู้เข้าใจเราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม
เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอในปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญ เป็นวันที่หมู่มวลมนุษย์รู้เข้าใจถึงเรื่องความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องมีสติสัมปชัญญะเราถึงจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ด้วยเหตุผลนี้แหละผู้มีปัญญามากก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีอยู่นะ รูปมีอยู่ เสียงมีอยู่ กลิ่นมีอยู่ รสมีอยู่ โผฏฐัพพะธรรมารมณ์มีอยู่ ตัวผู้รู้มีอยู่ เรารู้เข้าใจทุกอย่างนั้นจะก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ผัสสะ ความดีและปัญญาจะได้ก้าวไปที่เป็นปฏิปทาอย่างนี้ เอาปัญหาต่าง ๆ ทั้งหลายนั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญาทั้งหลายมามีสติสัมปชัญญะเป็นความสงบ เอาความสงบทั้งหลายมาเสียสละ ก้าวไปเป็นอริยมรรคเป็นหนทางที่ประเสริฐ ที่เราทุกคนได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อมาสร้างความดีและปัญญา
นี้เป็นหน้าที่ของเราทุก ๆ คน เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ
เป็นคุณธรรมเป็นความดีเป็นคุณสมบัติของคนดีของผู้ดี ดีทั้งกายวาจากิริยามารยาทดีทั้งใจด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นคุณธรรมของผู้ดีของผู้เอาความดีประกอบด้วยปัญญานำชีวิตถึงจะเป็นผู้ใจดีใจสบาย ใจจะได้โปร่งโล่งเบาสบาย สบายมาก ๆ ไม่มีทุกข์อะไร ด้วยความรู้ความเข้าใจ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ถึงจะใจดีใจสบาย เพื่อจะไม่ได้เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ ต้องเสียสละ สมาธินั้นจะไม่ได้เป็นเพียงแค่สมาบัติ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ผู้มีปัญญามากก็ต้องสงบมาก ๆ ต้องประพฤติต้องปฏิบัติอย่างนี้
เราทั้งหลายอย่าไปใจอ่อน อย่าไปใจอ่อนไปตามสิ่งแวดล้อมต้องมีสติสัมปชัญญะ ถ้าเราใจอ่อนสติสัมปชัญญะของเราจะไม่สมบูรณ์ ต้องเน้นที่สติเน้นที่สัมปชัญญะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ ให้สติสัมปชัญญะมันสมบูรณ์ เราจะใจอ่อนปล่อยให้สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนทำงานทำหน้าที่ไม่ได้ เราต้องมีความเข้มงวดเข้มแข็ง ต้องมีความยึดมั่นถือมั่นตัวนี้แหละคือตัวปัญญาที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้ใจอ่อน เพื่อเข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติภาคบำบัด
เราต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้ ด่านสะเปะสะปะ ด่านตามใจตามอัธยาศัย ด่านใจอ่อน เห็นรูปสวย ๆ หัวใจก็ร้องโอย ๆ เสียงไพเราะก็ร้องโอย ๆ ได้กลิ่นหอม ๆ ก็ร้องโอย ๆ ไป ได้ลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ ก็ร้องโอย ๆ ไป ได้สัมผัสทางกายต่าง ๆ ก็ร้องโอย ๆ ไป เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายนั้นต้องเห็นภัยในสิ่งเหล่านี้ เราอย่าไปใจอ่อน ต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมแล้วจะปล่อยวางภายนอกมันจะอยู่กับสติสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะจบลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติของเรา ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยอย่างนี้ เพราะการยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยมันคือการยกเลิกตัวตน มันเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิที่ประกอบด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ
เราอย่าได้ใจอ่อน เรายังไม่ลิ้นลมปราณเราต้องพากันมีสติมีสัมปชัญญะ ต้องไม่ใจอ่อนไปตามรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ลาภยศสรรเสริฐยึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ประจำโลก เราแก่เจ็บตายไปสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ โลกนี้ต้องมีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ไม่ให้โลกนี้ไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์นี้ไม่ได้
เราต้องผ่านรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ลาภยศสรรเสริญที่เป็นสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ผ่านอายตนะภายนอกภายในด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
เราทั้งหลายระลึกพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นการยกเลิกทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดสูงสุด เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ปล่อยก็วางเพราะมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้ว
เรามาระลึกนึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุดที่ให้เราได้พากันประพฤติพากันปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องก้าวไปด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติด้วยปิติสุขเอกัคคตาในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ตลอดถึงธุดงควัตร ต้องมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อความสมดุลทั้งกายวาจากิริยารมารยาทรวมลงที่ใจที่มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาเป็นอย่างยิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา