๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑๕ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
เราทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราจะไม่รู้ความหมายว่าเราเกิดมาทำไม
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้รับทรัพยากรที่ประเสริฐสุด เมื่อเราได้รับทรัพยากรที่ประเสริฐสุด เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้เอาทรัพยากรที่เป็นมามนุษย์นี้มาใช้มาปฏิบัติ เพื่อให้ได้รับสิ่งที่ประเสริฐที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อให้มีหลักการมีอุดมการณ์อุดมธรรม เพื่อพัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจ พัฒนาทางวัตถุที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางด้านวัตถุและพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ทางวิทยาศาสตร์ก็เพรียบพร้อมที่ก้าวไปให้ทันโลกทันสมัย ทางจิตใจก็มีสติมีปัญญา
เราทุกคนต้องพากันมาเข้าใจอย่างนี้ พากันมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมแล้วก็จะเป็นผลของกรรม มนุษย์ทุกคนต้องเอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน
เราเป็นคนเก่งคนฉลาดก็ต้องเอาธรรมนำชีวิต เราเป็นคนที่มีความสงบก็ต้องเอาธรรมนำชีวิต มนุษย์เราทุกคนต้องปฏิบัติเหมือน ๆ กัน เพราะอันนี้เป็นหลักการสากล
เราต้องต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เราเกิดมาเพื่อมารู้แจ้งโลก มารู้แจ้งธรรม โลกก็หมายถึงทางวัตถุ ธรรมก็หมายถึงเรื่องจิตเรื่องใจ กายกับใจมันคนละอย่างกัน กายนั้นคือความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ใจนั้นคือธรรมชาติที่เป็นตัวผู้รู้
มนุษย์เราถึงต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เพื่อใจของเราจะได้เกิดปัญญา เพื่อใจของเราจะได้ยกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวตน มนุษย์เราถึงจะเก่งถึงจะฉลาด ถึงจะเป็นคนดีก็ย่อมไม่เอาตัวตนนำชีวิต ต้องเอาธรรมนำชีวิต ต้องยกเลิกตัวตน
การจะยกเลิกตัวตนได้ก็ต้องรู้หลักในการยกเลิกตัวตน สมมติต่าง ๆ ในโลกนี้มีหลายล้านสมมติ ชี้ให้เห็นความผิดความถูก ความดีความชั่ว ความไม่ดีไม่ชั่ว นี้เป็นสมมติสัจจะ มนุษย์เราต้องรู้ต้องเข้าใจ นี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราทั้งหลายจะได้ทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ เพื่อจะได้ปฏิบัติต่อผัสสะนั้นถูกต้อง เพื่อให้เกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ทุก ๆ คนทำตามความไม่รู้
เราทุกคนต้องทำตามความรู้ รู้อะไรก็รู้สมมติสัจจะนั้นแหละ ว่าอันไหนไม่ดีไม่คิดไม่พูดไม่ทำ รู้อย่างนั้นแหละ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติหน้าที่ เราต้องจับหลักจับประเด็น เพื่อเป็นหลักการเพื่อเป็นอุดมการณ์อุดมธรรม เพราะชีวิตของเรามันคือรายรับรายจ่าย มันเป็นธนาคารแห่งชีวิต
เราทุกคนมาเน้นที่ตัวของเราเอง เน้นที่เจตนาของเราเอง เจตนาที่เป็นตัวใจเป็นตัวผู้รู้ ให้เรารู้เข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ของจิตใจ ใจเราถึงตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเราถึงต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญา ให้เรารู้เข้าใจนะ มันเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ
เราทุกคนต้องตั้งมั่น ยึดมั่นถือมั่น ให้เอาปัจจุบันให้ได้ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันเราถึงต้องยึดมั่นถือมั่นในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักการที่ยกเลิกตัวตน นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาที่บริสุทธิคุณ ความตั้งใจอย่างนี้ตั้งเจตนาอย่างนี้แหละมันจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เราจะได้เอาปัญญานำชีวิต เอากายวาจากิริยามารยาทมารวมที่ใจที่เป็นปัญญานำชีวิต ชีวิตของเราในปัจจุบันจะได้เอาปัญหานั้นให้เกิดปัญญา เราทั้งหลายจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีอยู่โดยธรรมชาติ ชีวิตของเราในปัจจุบันจะไม่ไปตามผัสสะ จะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ชีวิตของเราจะได้จบลงที่ปัจจุบัน ปัจจุบันที่เป็นปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา เราจะได้เอาหลักการที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา ปัญญาที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพก็จะได้มีแต่คุณไม่มีโทษ ความสุขนั้นก็จะกลายเป็นคุณไม่มีโทษ
เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราทั้งหลายจะไปใจอ่อนตามสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ได้ เพราะความถูกต้องก็ต้องให้เป็นความถูกต้อง ปัญญาสัมมาสมาธิความรู้กับการปฏิบัติถึงไปพร้อม ๆ กัน เป็นคนฉลาดมาก ๆ เราก็ต้องสงบมาก ๆ เป็นคนสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อความสงบและปัญญาจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน จะไม่ได้แยกกัน ให้เรารู้ให้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ไม่ไปตามผัสสะทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ลาภยศสรรเสริญ หรือว่าเสื่อมลาภเสื่อมยศเสื่อมสรรเสริญเราจะไม่ได้ไปตามสิ่งเหล่านี้ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบันด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์มีอุปการะมากกับเราทุก ๆ คน ให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยเป็นทั้งคำสั่งคำสอน เป็นสิ่งที่มีอุปการคุณอย่างมาก ๆ
เราทั้งหลายต้องมีความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยาน ยานพาหนะสำหรับเดินทางเพื่อไปถึงจุดหมายปลายทางที่เป็นความดีเป็นบารมีในเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด เพื่อพัฒนาใจอย่างมีความสุข เพื่อพัฒนาวัตถุอย่างมีความสุข
ชีวิตมนุษย์นี้ถึงเป็นชีวิตที่ประเสริฐสุด ทุกคนต้องรู้ว่าเราเกิดมาเพื่อพระนิพพาน เราต้องเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อันนี้ใช้ไม่ได้ มันไกลเหลือเกิน มันไม่ใช่ธรรมไม่ใช่ปัจจุบันธรรม มันเป็นอนาคตไม่ใช่ปัจจุบัน ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาที่ปัจจุบัน อย่างเรามองดูแง่มุมที่ให้เกิดปัญญา มีคนไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตอบว่า เรื่องนี้มันขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย เราจะไปตอบตายตัวนั้นไม่ได้มันขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย ให้เรารู้เข้าใจ เอาปัจจุบันนี้แหละสำคัญ จะได้เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต ต้องเข้าถึงความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ตั้งแต่ในปัจจุบัน เน้นที่สติที่สัมปชัญญะ มีความตั้งใจตั้งเจตนา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในปัจจุบันนี้ เมื่อมันผ่านไปแล้วเราก็ปล่อยก็วางเพราะมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้ว
การประพฤติการปฏิบัติเราต้องพากันเข้าใจอย่างนี้ เพื่อเราจะได้โฟกัส เราจะเน้นลงที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่เจตนา ใจที่ยกเลิกอัตตาตัวตนที่อาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่ยกเลิกนิติบุคคลตัวตน
มนุษย์เราต้องมาบำเพ็ญความดีทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจเพื่อให้เป็นบารมีเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุด ธรรมะนั้นคือหน้าที่ของเรา หน้าที่ของเรานั้นคือธรรมะ เราทั้งหลายต้องพากันมารู้มาเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีความอิ่มอกอิ่มใจในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม
เราทั้งหลายจะได้รู้แจ้งโลกรู้แจ้งธรรม จะไม่ได้ไปตามผัสสะ จะไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม เป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงเพียงผัสสะ หยุดตัวหยุดตนด้วยความรู้ความเข้าใจ
เอาผัสสะเอาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดปัญหาให้มันเกิดปัญญา เพื่อเป็นข้อวัตรเป็นข้อปฏิบัติ เราทั้งหลายจะได้จบลงในปัจจุบัน เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ผัสสะ ให้เอาปัญหาที่เกิดจากธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ให้เกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้เกิดเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เพื่อมายกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกตัวเราของเรา ตัวกูของกู ตัวสูของสู ยกเลิกจากอวิชชาจากความหลง จากความเป็นบ้าเป็นผีบ้า จากบักผีบ้าอีผีบ้า เอาปัญญามาเป็นความสงบ ไม่ใช่เอาปัญญาให้เป็นภพเป็นชาติเป็นตัวเป็นตน เป็นคนฟุ้งซ่าน ผู้มีปัญญามากก็ต้องมีความสงบมาก ๆ เราจะมีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้พระธรรมพระวินัย รู้เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่วด้วยมีสติมีสัมปชัญญะด้วยความสงบและปัญญาควบคู่กันไปให้เกิดความสงบ
เอาความสงบทั้งหลายมาเสียสละ เพื่อเราจะไม่ได้เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เพื่อเราจะได้ยกเลิกตัวตน เพื่อเราทั้งหลายจะได้ก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นบริสุทธิคุณไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันเป็นการยกเลิกตัวตน เราต้องรู้เข้าใจ สมมติสัจจะทั้งหลายนั้นจะได้เกิดประโยชน์ จะได้มีแต่คุณ สมมตินั้นก็บ่งบอกแล้วว่าอันนี้ผิดอันนี้ถูก อันนี้ดีอันนี้ชั่ว อันนี้ไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว
เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เราจะได้เอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติปฏิบัติในการทำหน้าที่เพื่อให้เกิดสติเกิดสัมปชัญญะ เพื่อสติสัมปชัญญะนั้นเป็นความพอดี เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป เราต้องเข้าใจในคติธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ ท่านได้ตรัสไว้เป็นอมตะธรรมว่า เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้เข้าถึงความสงบและปัญญา เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม
เราต้องรู้เข้าใจ เมื่อเรารู้เข้าใจเราเจริญสติสัมปชัญญะทุกคนก็ไม่มีความทุกข์ เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่เรามีสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นธรรมะที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นสมมติสัจจะที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เราต้องรู้ต้องเข้าใจอย่างนี้ว่าเราเกิดมาเพื่อมามีปิติมีความสุขมีอัคคตา พัฒนาทั้งใจทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง
การประพฤติการปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาทางสายกลางที่ยกเลิกตัวตน ให้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อจะได้เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้ ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของเราทุกคน สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ เราทุกคนต้องรู้เรื่องในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ เราจะไปปฏิบัติอย่างอื่นนั้นไม่ได้ การหยุดปัญหาต้องอาศัยปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ ให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องด้วยหลักของศีลของสมาธิของปัญญา ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น เพื่อหยุดสัญชาตญาณ ที่จะก่อภพก่อชาติที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
เราทุกคนต้องมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาที่จะเอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิตถึงจะแก้ปัญหาได้ ถึงจะหยุดปัญหาได้
การประพฤติการปฏิบัตินี้ถึงเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา นี้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติของเราทุก ๆ คน เราทุกคนเน้นมาที่ตัวของเราเอง เราจะไปเน้นที่คนอื่นไม่ได้ เราจะไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพคนอื่นนั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องเน้นมาที่ตัวเรา ธรรมะถึงอยู่เหนือสัญชาตญาณ ไม่เอาความชอบความไม่ชอบนำชีวิต
ความชอบไม่ชอบมันเป็นด่าน ทุกคนต้องผ่านไปนะ ความชอบไม่ชอบเราอย่าไปสนใจมันเลย เราต้องผ่านด่านความชอบความไม่ชอบ เราจะผ่านด่านอย่างไร เราจะผ่านได้ด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ จับหลักจับประเด็นให้ได้ ต้องรู้เข้าใจ เห็นภัยในความชอบความไม่ชอบ เราต้องรู้เข้าใจ ความชอบไม่ชอบมันก็เป็นเพียงโลกไบโพล่า มันเป็นอารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา มันเป็นโรคไบโพล่า เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ยกเลิกโลกไบโพล่าด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เราทั้งหลายต้องผ่านไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างนี้
หลักการบริสุทธิคุณที่เป็นสติสัมปชัญญะ เราต้องเน้นที่ใจของเราที่เป็นบริสุทธิคุณ เรื่องของคนอื่นก็ให้เป็นเรื่องของเค้า ไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของพ่อของแม่ญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลเพื่อน ๆ ทั้งหลายก็ให้เป็นเรื่องของเขา เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ อย่าไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ใจของเราต้องไม่ไปลิดรอนสิทธิของคนอื่น เพื่อใจของเราจะได้มีความสงบและมีปัญญา เราทั้งหลายจะไม่ได้ทุกข์กับพี่กับน้องกับพ่อกับแม่ญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่าเอาไฟในออกไฟนอกเข้า ก็หมายถึงยกเลิกความคิดความเข้าใจที่มันเป็นภพเป็นชาติที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน เราอย่าไปคิดว่า เราทำใจอย่างนี้แหละปฏิบัติอย่างนี้แหละมันเฉพาะตน เราก็เป็นคนไม่มีน้ำใจ ไม่ได้เป็นคนดี ไม่ได้เป็นคนกตัญญูกตเวทีสิ ความกตัญญูกตเวทีให้เราคิดดูดี ๆ นะ พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่เป็นส่วนทางกายที่เป็นธาตุทั้ง ๔ เป็นขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นอายตนะทั้ง ๖ นี้ก็อยู่กับตัวเราสมบูรณ์อยู่แล้ว
เราคิดดูดี ๆ สิ ถ้าเราเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นตัวเป็นตนเราก็เป็นไม่กตัญญูกตเวทีนะ ให้เรารู้เรื่องกตัญญูกตเวทีให้ดี ๆ เรายกเลิกตัวตน เรามีตัวมีตน เราถึงจะเป็นบุคคลที่กตัญญูกตเวทีนะ การที่เราไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพที่เรามีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่บุคคลที่มีความกตัญญูกตเวทีนะ ไม่ใช่บุคคลที่เป็นคนดีมีสมบัติผู้ดีนะ เป็นคนพาลเป็นคนหาเรื่องหาราวให้กับตัวเองเป็นทุกข์เปล่า ๆ มันเป็นความคิดที่คิดเองเออเอง มันเป็นความคิดที่เป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้า เป็นบักผีบ้าอีผีบ้า ถ้าเรารู้เข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เรามายกเลิกตัวตน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อมารู้จักปัญหาเพื่อมายกเลิกปัญหาที่มันเป็นอัตตาตัวตน เราต้องเข้าใจอย่างนี้ถึงจะเป็นคนดีเป็นคนกตัญญูกตเวที
เราทุกคนต้องมาเน้นที่ตัวเรา อย่าไปเน้นที่ตัวคนอื่น เราคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เน้นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ก็เน้นที่พระอรหันต์ เราก็ต้องมาเน้นที่ตัวเรา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ให้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ถึงจะเป็นความดีเป็นความกตัญญูกตเวที เป็นคุณสมบัติของผู้ดี ถึงเน้นที่ใจดีใจสบาย ใจที่ยกเลิกนิติบุคคลตัวตน ชีวิตนี้ถึงก้าวไปด้วยความดีและปัญญา ถ้าไม่อย่างนั้นชีวิตนี้ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พังทั้งที่ใหญ่กว่าสูงกว่ามีเยอะแยะมากมายทั้งในปริมณฑลทั้งในเมืองกรุง แผ่นดินไหวอยู่ไกลถึงมัณฑะเลประเทศพม่า ห่างไกลตั้งพันกว่ากิโล แต่มันก็เกิดความเสียหายเกิดความพังทลายเพราะความไม่ถูกต้อง
เราทุกคนต้องเน้นมาที่ตัวเราการประพฤติการปฏิบัติของเรา เรามาคิดดี ๆ พูดดีๆ กิริยามารยาทดี ๆ ยกเลิกตัวตน ใจของเราจะได้สบาย กายของเราก็จะได้สบาย เราจะได้ยกเลิกตัวตน เราจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเสรีธรรม เราจะได้คืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติให้กับปวงชนให้กับมหาชน เราทุกคนที่มีลมปราณที่ได้รับทรัพยากรที่เป็นมนุษย์ เราทุกคนต้องพากันทำอย่างนี้ถึงจะไม่มีทุกข์ ถึงจะไม่เป็นโรคซึมเศร้า ถ้าใครมีตัวมีตนบุคคลนั้นแหละก็ต้องมีความทุกข์ บุคคลนั้นก็จะเป็นโรคซึมเศร้า สติสัมปชัญญะนี้เป็นธรรมะที่หยุดโรคซึมเศร้า ให้เรารู้ให้เข้าใจนะ
เราทุกคนให้เข้าใจ วันหนึ่งคืนหนึ่งมันมี ๒๔ ชั่วโมง เราต้องนอนพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมงนะ เวลาเราตื่นนี้เราต้องทำหน้าที่ เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบันเพื่อเป็นอริยมรรคเป็นหนทางเดินทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจที่ความตั้งใจตั้งเจตนาอย่างนี้ เราจะได้ใช้ธรรมะโอสถ ธรรมะที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม โอสถฟอร์มสด ไม่อยู่กับอดีตไม่อยู่กับอนาคต ปัจจุบันยกเลิกตัวตน เราอยู่กับตัวกับตน เรามีตัวมีตน นี้ไม่ใช่บุคคลฟอร์มสดนะ เพราะมันไม่ใช่ธรรมะนะ มันไม่ใช่ปัจจุบันธรรมนะ มันไม่ใช่ธรรมนูญนะ นี้เป็นตัวเป็นตนนะ นี้เป็นการขาดดุลของธนาคารแห่งชีวิตนะ นี้ไม่ใช่ความสุขมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น มันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย ตัวตนนี้มันเป็นอมตะแห่งความทุกข์นะ เราจะหยุดความทุกข์ได้ก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เรามามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติให้มากขึ้นอีก เพราะนี้มันคือความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อให้ฟอร์มเราสด เพื่อให้ฟอร์มของเราเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม
หลักการของเราน่ะ ให้เราเอาหลักสติปัฏฐาน มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมทั้งกายวาจากิริยามารยาท รู้ว่าพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมด้วยการมีสติด้วยการมีสัมปชัญญะ หลักอานาปานสตินี้ใช้ได้ดีมาก หายใจเข้าให้สบายให้มีความสุขด้วยการเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียของปฏิกูลออกไป นี้เป็นหลักที่ดีมาก หายใจเข้าก็รู้ว่ามันเข้าไปแล้วก็ออกมา มันผ่านไปแล้วก็ผ่านมา มันเป็นอาคันตุกะชั่วครู่ชั่วยาม นั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน
เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะเพื่อยกเลิกทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน ไม่ต้องสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นของเรา เป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสู ยกเลิกความรู้สึกอย่างนั้นด้วยการมีสติสัมปชัญญะ เราปฏิบัติไป เราก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นธรรมนูญ ชีวิตของเราต้องฟอร์มสด มันจะสดได้ก็เพราะเราต้องรู้เข้าใจ สิ่งที่ผ่านไปแล้วเราก็ต้องปล่อยต้องวาง ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น อดีตมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้ว ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะมีปิติสุขเอกัคคตาเราทั้งหลายก็ต้องเข้าถึงฟอร์มสด สดชื่นเบิกบาน ไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา มีแต่ใจดีใจสบาย เราทั้งหลายพากันเห็นคุณเห็นประโยชน์ มองเห็นโทษของวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ
เรามาระลึกถึงพระธรรมพระวินัยที่เป็นบริสุทธิคุณ ตั้งอยู่ในโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนอย่างมีปิติสุขเอกัคคตาในความไม่ประมาท
เราระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
--------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา