๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๑๖ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นวันทำงาน เสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน จันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานพร้อมกับการปฏิบัติธรรมไปในตัว วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเพื่อปฏิบัติทางจิตทางใจ

 

ชีวิตของเราทุกคนมันคือรายรับรายจ่าย มันเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องกรรมในเรื่องกฎแห่งกรรมในเรื่องผลของกรรม ความรู้ความเข้าใจนี้เราจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสาระสำคัญ เพราะชีวิตของเรานั้นคือรายรับรายจ่าย

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะเราทุกคนนั้นจะอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรมนั้นมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ การดำเนินชีวิตของเราถึงต้องเอาทางสายกลาง ทางสายกลางนั้นคือสติคือสัมปชัญญะ เป็นความสงบและปัญญา เราทั้งหลายต้องก้าวไปด้วยความสงบและปัญญา อาศัยปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย

 

เราทุกคนต้องมามีปิติมีความสุขมามีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน จับหลักการจับประเด็นให้ได้ เพื่อให้เป็นอุดมการณ์อุดมธรรม ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความไม่เข้าใจนำชีวิต ต้องเอาความรู้ความเข้าใจ ถึงเป็นสาระที่สำคัญของชีวิตในการประพฤติการปฏิบัติ สติสัมปชัญญะของเรานั้นต้องให้สมดุล เราทุกคนจะไม่ได้ไปตามผัสสะไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม ต้องมีสติมีสัมปชัญญะสมบูรณ์ ให้ชีวิตของเราสงบ เมื่อสงบแล้วเราต้องก้าวไปด้วยปัญญา เมื่อเรามีปัญญา เราก็ต้องเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพของเรานั้นให้สงบ ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อให้เข้าถึงความพอดี ความพอเพียงเพียงพอ

 

เราทุกคนให้พากันเข้าใจนะ ไม่มีใครจะมีสิทธิพิเศษ ทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะเหมือนกันทุก ๆ คน อริยมรรคมีองค์แปดที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทเป็นอาชีพต้องตั้งอยู่บนรากฐานที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ที่เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน มีความรู้ความเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริงของความเป็นจริง เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย มันเป็นจริงตามความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้เราถึงต้องรู้เข้าใจ ถึงต้องมีสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะถึงเป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์มีสาระกับเราทุก ๆ คน

 

ในชีวิตประจำวันในปัจจุบันของเรา เราทุกคนต้องเอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาบำบัดในปัจจุบัน เรามามีปิติมีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ ให้ถือว่าหน้าที่นี้สำคัญ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่นี้คือธรรมะ สติสัมปชัญญะถึงเป็นหน้าที่ของเราทุก ๆ คน

 

เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความยึดมั่นถือมั่นในหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม ความยึดมั่นถือมั่นตัวนี้แหละเป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่ภพไม่ใช่ชาติ เป็นการหยุดนิติบุคคลตัวตนเป็นการหยุดภพหยุดชาติที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ถึงจะรู้เรื่องในการประพฤติการปฏิบัติ รู้หลักการของศีลของสมาธิของปัญญา ที่จะให้เราก้าวไปด้วยอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ยกเลิกนิติบุคคลตัวตน ให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องธรรมเรื่องปัจจุบันธรรม ให้รู้เข้าใจในสิ่งภายนอกสิ่งภายใน สิ่งภายนอกคือวัตถุ สิ่งภายในคือใจ เรามีตาให้เรารู้เข้าใจรูปก็ต้องมี เรามีหูเสียงถึงมี เรามีจมูกกลิ่นถึงมี เรามีลิ้นรสถึงมี เรามีกายถึงมีสัมผัส เรามีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิด เราต้องรู้สิ่งภายนอกรู้สิ่งภายใน

 

รู้แล้วทำอย่างไรล่ะ..?

รู้แล้วต้องเข้าใจว่าเพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี เราถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เราทั้งหลายถึงจะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม สิ่งที่มาผัสสะ เพื่อให้เราทั้งหลายหยุดลงที่ปัจจุบัน หยุดลงที่ผัสสะ เพื่อให้เกิดความสงบและเกิดปัญญา เพื่อเราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เรามามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เอาสิ่งต่าง ๆ ที่มันเคยมีปัญหาเพื่อให้เกิดปัญญา เอาปัญญาเพื่อให้เกิดความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อมายกเลิกทาสคือความหลง มายกเลิกวรรณะคือตัวคือตนที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเราว่าคนอื่น ว่าเป็นตัวเราของเรา ที่ว่าเป็นตัวกูของกู ตัวสูของสูนี้

 

เรามารู้มาเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี มาเอาปัญหานั้นให้เกิดปัญญา เอาปัญญานั้นมาให้เกิดความสงบ เอาความสงบนั้นมาเสียสละ เราจะได้ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา  เราทั้งหลายนั้นจะได้พากันว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่อย่างนี้ รู้เข้าใจ เห็นภัยในสิ่งที่มาผัสสะว่าเราต้องจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ถึงสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะสวยสดงดงามจะเอร็ดอร่อยอย่างใด ทุกคนก็ต้องรู้เข้าใจเห็นภัยมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้อิริยาบถทั้งสี่ในการยืนเดินนั่งนอน รู้เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ดีไม่ชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูก รู้เข้าใจ จะได้ไม่ตามสิ่งต่าง ๆ ไป

 

เราทั้งหลายอย่าพากันขี้เกียจขี้คร้าน เราทั้งหลายต้องพากันเสียสละ เมื่อเราเห็นทุกสิ่งทุกอย่างว่ามันไม่แน่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนทุกคนก็จะเกิดความสงบ เมื่อมีความสงบแล้วมันจะขี้เกียจขี้คร้าน มันจะไม่อยากทำงาน มันจะไม่อยากเสียสละ ผู้ที่มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละให้มาก ๆ เพราะเราต้องรู้เข้าใจว่าทุกคนต้องยกเลิกตัวตน ทุกคนต้องพากันมาเสียสละ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้ก้าวไปที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ที่จะต้องเสียสละ

 

เราทุกคนต้องก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะจนกว่าจะหมดลมปราณหรือว่าหมดลมหายใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ เพราะผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เพื่อให้ศีลสมาธิปัญญาอบรมบ่มอินทรีย์ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี ที่เป็นคุณสมบัติของผู้ดี เป็นคุณธรรมความดีที่ก้าวไปด้วยปัญญา เป็นปฏิปทาของเราในปัจจุบัน เป็นความงามในเบื้องต้นท่ามกลางและสูงสุด

 

เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ เราถึงจะเป็นผู้มีศีลมีสมาธิมีปัญญา เสียสละทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ อาชีพที่มันเป็นตัวเป็นตน ที่เอาความสุขจากความหลงที่เป็นตัวเป็นตน เราต้องมาเสียสละ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราทุกคนมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาที่มาเน้นที่ตัวของเราเอง มีความตั้งใจมีเจตนา มาเน้นที่ใจเน้นที่เจตนา เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันเป็นเรื่องของเรา เพราะเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้เป็นความรู้กับการปฏิบัติ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราต้องรู้เข้าใจทุก ๆ คนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เรามีสติมีสัมปชัญญะนั้น เราจะสงบได้อยู่ทุกหนทุกแห่งด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมะที่เป็นความสงบและปัญญาที่สมบูรณ์ จะสงบในท่ามกลางสิ่งที่วุ่นวาย เราถึงมาเน้นที่ตัวเรา เน้นที่สติเน้นที่สัมปชัญญะ เรายกทุกอย่างเข้าสู่สมถะคือความสงบ มายกทุกอย่างเข้าสู่วิปัสสนาด้วยมีความเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นสิ่งที่มีอยู่

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่เราทั้งหลายที่ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ให้ใจของเรานั้นว่างจากสิ่งที่มีอยู่ การเจริญสติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องปฏิบัติสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่เราจะไปเจริญสติเจริญสัมปชัญญะในเมื่อมีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ในเวลาตาเห็นรูปหูฟังเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้สัมผัส สิ่งที่มีประชาชนมาก ๆ ที่มันย้อมใจให้เพลิดเพลินให้ยินดียินร้าย

 

แต่ในเวลาปกตินี้เราตั้งอยู่ในความประมาท เราพากันทิ้งสติทิ้งสัมปชัญญะ เหมือนกับเราออกกำลังกายนี้แหละ การออกกำลังกายต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเจริญสติสัมปชัญญะนั้นคือการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ออกกำลังกายที่สม่ำเสมอถึงจะทำให้ร่างกายแข็งแรง การเจริญสติสัมปชัญญะจะทำให้กายแข็งแรงทำให้ใจแข็งแรง ด้วยเหตุผลนี้แหละ เราถึงต้องเอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อให้เราก้าวไปด้วยความดีและปัญญาในปัจจุบันด้วยการประพฤติด้วยการปฏิบัติ ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันเราถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเราถึงมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เพื่อยกเลิกความประมาท เพื่อยกเลิกความผิดพลาด การปฏิบัติของเราถึงต้องสม่ำเสมอทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่ความตั้งใจตั้งเจตนาอย่างนี้

 

คำว่าเสมอนี้ก็หมายถึงเอาธรรมนำชีวิต กายวาจากิริยามารยาทตลอดถึงอาชีพต้องยกเลิกตัวตน เพื่อเป็นสติปัฏฐาน เพื่อเป็นกรรมเป็นกรรมฐาน ฐานของเราคือสติคือสัมปชัญญะเป็นพื้นเป็นฐาน

 

เราพากันนอนพากันพักผ่อนให้เพียงพอ มนุษย์เราต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ นอนเท่าไหร่เพียงพอ ๒๔ ชั่วโมงเรานอน ๖ ชั่วโมงน่ะเพียงพอ เวลาเราตื่นอยู่นี้เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพให้มีความสุข เราต้องเสียสละยกเลิกตัวเราของเรา ยกเลิกตัวกูของกู ยกเลิกตัวสูของสู ด้วยปิติด้วยความสุขด้วยเอกัคคตาด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจยกเลิกความไม่ถูกต้อง ความถูกต้องมันอยู่ที่ไหนล่ะ ความถูกต้องมันอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติเมื่อไหร่เรามีสัมปชัญญะเมื่อไหร่นั่นแหละคือความถูกต้อง นั่นแหละคือศีลคือสมาธิคือปัญญา นั่นแหละคือความยึดมั่นถือมั่นที่ยกเลิกตัวตน แต่ก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราไปคิดว่าถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นมันไม่ถูก เราต้องเข้าใจใหม่ เราต้องยึดมั่นถือมั่นในความดีที่ประกอบด้วยปัญญาอย่างนี้ ที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะอย่างนี้

 

เราเข้าใจเหมือนแต่ก่อนไม่ได้นะ เข้าใจเหมือนแต่ก่อนนี้แย่เลย ไม่รู้เรื่องการประพฤติการปฏิบัติ เราไปปล่อยวางพระธรรมปล่อยวางพระวินัย ปล่อยวางข้อวัตรข้อปฏิบัติ กลัวจะเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดเป็นตัวเป็นตน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะยกเลิกเรายกเลิกคนอื่นนี้ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นเพื่อเป็นตัวเป็นตนนะ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะเดินทางไกลเราต้องมีรถมีเครื่องบินทางบกทางอากาศน่ะ ทางน้ำทางทะเลทางสมุทรเราต้องมีเรือยนต์เรือขนานยนต์ขนาดใหญ่สำหรับเดินทาง เราถึงจะเดินทางไปได้ นี้แหละเราไม่รู้ไม่เข้าใจเลย จะเดินทางก็ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องการเดินทาง ความรู้ความเข้าใจ เห็นพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเป็นยาน เป็นยานทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจมารวมลงที่เจตนาที่เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ที่รู้เข้าใจถึงเกิดยาน

 

เราต้องรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนี้เป็นยาน เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณ ธรรมวินัยถึงเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เราทั้งหลายน่ะพากันมาขวนขวาย พากันมาตั้งอกตั้งใจ พากันมาทำหน้าที่ พากันมาทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญาด้วยยานที่เรามาหยุดสัญชาตญาณแห่งความเป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อเราจะก้าวไปด้วยโปรแกรมเมอร์สีขาวทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่จิตใจ เราจะได้มารู้แจ้งโลกว่ารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่มีอะไรที่จะมากกว่าเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เพราะเหตุเพราะปัจจัย เราทั้งหลายจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อพัฒนาสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์

 

ปัจจุบันสติสัมปชัญญะของเราต้องสมบูรณ์ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สิ่งภายนอกก็ให้เป็นภายนอกไปให้ใจของเรามีสติสัมปชัญญะ สิ่งภายในก็ให้เป็นภายในไปให้ใจของเรามีสติมีสัมปชัญญะ เน้นที่ปัจจุบันเราอย่าไปอยู่กับอดีตอยู่กับอนาคต ปัจจุบันเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั่นแหละคือศีลคือสมาธิคือปัญญา

 

อานาปานสติเป็นเครื่องฝึกของเราทุก ๆ คนเป็นอย่างดี เพราะอานาปานสตินี้เป็นคู่ชีวิต เพราะลมปราณเป็นคู่ชีวิต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาหลักการในปัจจุบันด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ หายใจเข้าใจให้สบายให้มีความสุขในการหายใจเข้าเพื่อเอาออกซิเจนดี ๆ เพื่อเอาลมปราณที่สะอาดบริสุทธิ์ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย หายใจออกให้สบายเพื่อเอาของเสียเอาของปฏิกูลเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป อานาปานสตินี้ทุก ๆ คนต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัตินะ ไม่ใช่เอามาใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธิ เราเอามาใช้ทุกอิริยาบถนั่นแหละดี

 

ประเทศไทยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านให้เราเจริญอานาปานสติเพื่อฝึกสติฝึกสัมปชัญญะ หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบาย หายใจเข้าก็รู้ว่าไม่แน่ไม่เที่ยง หายใจออกก็ให้รู้ว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมา ท่านให้ใช้คำภาวนากำกับว่าหายใจเข้าก็ท่องพุทธในใจ หายใจออกก็ให้ท่องโธในใจเพื่อมีสติมีสัมปชัญญะ ให้มีความสุขด้วยสติสัมปชัญญะ

 

มนุษย์เราต้องมีความสุขในปัจจุบันเพื่อการเจริญสติสัมปชัญญะจะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้สองอย่างนี้คืออันเดียวกัน ความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน เหมือนกับความสงบกับความเคารพมันคืออันเดียวกัน เหมือนสติกับสัมปชัญญะมันคืออันเดียวกัน เราทั้งหลายนั้นจะดับทุกข์ได้ในปัจจุบัน ไม่ใช่ดับทุกข์ได้ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ คิดอย่างนั้นไม่ได้นะมันอยู่เบื้องโน้นเทอญ มันไกลเหลือเกิน มันไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่ธรรมไม่ใช่ปัจจุบันธรรม มันเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจนะ

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะในปัจจุบัน ถึงจะเป็นความถูกต้องเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไปถึงจะเป็นความสมดุล นี้คือสตินี้คือสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะเป็นความสมดุลของธนาคารแห่งชีวิตนะ สมดุลไม่ขาดดุล ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ

 

ให้เรามีปิติมีความสุขกับสติสัมปชัญญะ เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ที่พูดวกไปวนมาเพื่อให้เข้าใจเรื่องสติสัมปชัญญะนะ ถ้าเรามีความสุขกับการเจริญสติสัมปชัญญะ ความทุกข์ของเรามันจะไม่มี

 

เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราเป็นผู้รวยมาก เป็นผู้มีอำนาจมาก ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะมันก็ดับทุกข์ไม่ได้ เพราะมันยังมีความปรุงแต่ง ถ้าเราเป็นคนจนก็ยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งมีความทุกข์ สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นความดับทุกข์

 

ให้เราพากันมีปิติมีความสุขในการเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ ให้เรารู้ให้เข้าใจนะ กายเวทนาจิตธรรมเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ยกเลิกตัวตน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาที่ปัจจุบันอย่างนี้ เราจะได้ไม่ไปแก้ที่ปลายเหตุ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็ต้องเอาใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้พัฒนาจิตใจทั้งหลายก็ต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เกิดความสมดุลให้เกิดความพอเพียงเพียงพอ เพื่อให้เกิดสติเกิดสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะถึงเป็นความอิ่มความเต็มคือความพอเพียงเพียงพอ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงความเต็มเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ สติสัมปชัญญะนั้นแหละคือความอิ่มความเต็มคือความพอเพียงเพียงพอ

 

เราทุกคนถึงต้องมีปิติมีความสุขเอกัคคตาในการทำหน้าที่ในการเจริญสติสัมปชัญญะ ต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ นี้คือความดีที่ประกอบด้วยปัญญา นี้คือศีลคือสมาธิคือปัญญาสัมมาทิฏฐิที่ประกอบด้วยปัญญาบริสุทธิคุณที่ออกจากใจออกจากความรู้ความเข้าใจเป็นสาระสำคัญแห่งชีวิตด้วยมีสติด้วยมีสัมปชัญญะ ยกเลิกจากความเป็นคนบ้า เป็นคนผีบ้าเป็นบักผีบ้าอีผีบ้า ไม่ต้องมีเชื้อบ้าอีกต่อ ด้วยการมาเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราต้องคืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติที่เป็นความบริสุทธิ์เป็นความประภัสสรจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราต้องคืนอธิปไตยให้กับสภาวธรรมหรือปวงชนหรือมหาชนด้วยความรู้ความเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้เข้าใจท่านคืออธิปไตยให้กับธรรมชาติให้กับปวงชน มายกเลิกทาสยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่ต้องมีตัวมีตน เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นความเต็มๆ  ๆ เป็นความพอเพียงเพียงพอแห่งความดีที่เกิดจากปัญญาบริสุทธิคุณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เมื่อมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้วมันก็ปล่อยก็วางเพราะมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้วเราต้องมีสติสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่ปล่อยไม่วางเราไปแบกตัวกูของกู ตัวสูของสู มันจะมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาบอกพวกเราทั้งหลายอย่างนั้น

 

เราทั้งหลายพากันมารู้เข้าใจ มาเอาธรรมวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัติที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานไว้ให้แก่เรา ที่เป็นสมมติสัจจะที่เราต้องรู้เข้าใจ เอามาใช้มามีปิติสุขในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ ที่มีแต่บริสุทธิคุณไม่มีโทษ

 

เราทั้งหลายมาระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้เพื่อมาเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ

 

เราทั้งหลายมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านประทานปัจฉิมโอวาทให้เราทั้งหลายว่า ไม่ให้เราทั้งหลายประมาทนะ เดี๋ยวมันประมาทมันจะผิดพลาดมันจะเสียหาย เพราะปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เราจะปล่อยปัจจุบันผ่านไปด้วยไม่มีการประพฤติการปฏิบัตินี้มันเสียโอกาสเสียเวลา ท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

เรามาคิดดูดี ๆ นะ ความประมาทของเรามันเสียหายมันพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง .ไม่มีผิดเลย ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมาระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทุกคนต้องไม่ประมาท ถ้าประมาทแล้วจะเกิดความเสียหายพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พังทั้งที่ใหญ่กว่าสูงกว่า ไปพังตึกเดียวเฉพาะตึกสตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลอยู่ตั้งเมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่าโน้น อยู่ตั้งไกลอยู่ห่างกันพันกว่ากิโลมันก็ยังพังทลาย

 

ความรู้ความเข้าใจเพื่อเราจะได้เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะถึงเป็นอริยมรรคเป็นหนทางดำเนินชีวิตที่ประเสริฐที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เพื่อเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นพระนิพพานบ้านของเรานะ บ้านของเราคือพระนิพพานคือสติคือสัมปชัญญะ เราทั้งหลายต้องจบสิ่งต่าง ๆ ลงที่สติที่สัมปชัญญะด้วยปฏิปทาของเราทุก ๆ คนนะ

 

 

--------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 106,667