๑๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

 

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนักการเมือง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้นเป็นนักบวช ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ๓ สถาบันหลักนี้เป็นสถาบันที่สำคัญ จะได้นำประเทศชาติบ้านเมืองก้าวไปด้วยความสงบและปัญญา เพราะตำแหน่งของข้าราชการนักการเมืองนักบวชเป็นตำแหน่งที่จะให้เกิดความมั่นคงของชาติศาสน์กษัตริย์ เป็นตำแหน่งที่บำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล เป็นตำแหน่งที่มายกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีทิฏฐิมานะ ไม่มีอัตตาไม่มีตัวไม่มีตน เป็นตำแหน่งที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นตำแหน่งที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี เพื่อให้ตำแหน่งข้าราชการนักการเมืองนักบวชนี้เป็นบุญเป็นกุศลน่ะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ให้หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธีการ ๖

 

หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธีการ ๖ นั้นมีเนื้อหาใจความที่สำคัญโอวาทคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นโอวาทของพระปาฏิโมกข์ 

 

เป็นหลักการในทางพระพุทธศาสนา โดยให้หลักการ ๓ ไว้ว่า คือการละเว้นบาปอกุศลทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจที่เจตนา เน้นที่ใจของเรา ใจของเราต้องไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท กามและพยาบาทนี้จัดว่าเป็นความชั่ว เป็นความไม่ดี เป็นความเศร้าหมอง

 

เราจะหยุดตรึกนึกคิดในกามในพยาบาทได้ ให้พวกเรารู้ให้พวกเราเข้าใจนะ

 

เราจะหยุดได้ก็เพราะเรามีความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เราทั้งหลายต้องเป็นผู้ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ให้มีความเห็นว่า สติสัมปชัญญะนี้จะหยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาทได้

 

มนุษย์เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเห็นภัยในวัฏฏสงสาร ต้องพากันมีสติมีสัมปชัญญะ การประพฤติการปฏิบัติมีหลักอยู่ว่าเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในวัฏฏสงสาร การประพฤติการปฏิบัติเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะแล้วทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็จะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ด้วยความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงสิ่งที่สำคัญมากเป็นสาระสำคัญมาก

 

มนุษย์เราต้องรู้ต้องเข้าใจ รู้เข้าใจอะไรล่ะ..?

รู้เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม กรรมทางกายทางวาจากิริยามารยาทางอาชีพมารวมอยู่ที่ใจ ด้วยเหตุผลนี้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม เราจะหยุดกรรมได้ก็เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ สติของเราทุกคนต้องเป็นพื้นฐาน ปัญญาต้องเป็นพื้นฐาน เรียกว่าสติปัฏฐาน

 

ด้วยเหตุผลนี้แหละในปัจจุบันเราทุกคนถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนั้นไม่ได้ มันเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทยนะ สำนักงานบริหารเงินใช้จ่ายของประเทศของแผ่นดินได้เกิดความเสียหายเกิดความพังทลายอยู่ที่ กทม. กรุงเทพมหานคร ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้น ตึกอื่นนั้นมีอยู่มากมายหลายตึก ทั้งใหญ่กว่าสูงกว่าเค้าก็ไม่พังทลายเหมือนตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพราะได้มาตรฐานกว่า แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลพันกว่ากิโล ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่า

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเอาความรู้ความเข้าใจ เอาปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นสัมปชัญญะเป็นปัญญาบริสุทธิคุณนำชีวิต เพื่อหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ ผู้ที่เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวช ต้องใช้หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธีการ ๖ เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เพื่อจะได้เอาความดีที่ประกอบด้วยปัญญานำชีวิต ความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

เรามาคิดดูดี ๆ เป็นความยึดมั่นถือมั่นตั้งมั่นที่เป็นหลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธี ๖ ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจรวมลงที่เจตนาเพื่อให้ปัญญาบริสุทธิคุณทำงาน เพื่อเราจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราจะยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยการไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่บุญทำแต่กุศล ถึงพร้อมด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาด คือความเสียหาย จะทำให้เกิดความเสียหายพังทลายอย่างเดียวเช่นเดีวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

 

 เราทุก ๆ คนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือความรู้ความเข้าใจ เข้าใจอะไรล่ะ เข้าใจเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ต้องพากันมีสติมีสัมปชัญญะ ด้วยเหตุผลนี้ผู้มีสติสัมปชัญญะมาก ๆ ก็ต้องให้สงบมาก ๆ เพื่อความสงบและปัญญาจะได้ก้าวพร้อมกันไปเสมอกันไป ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก เพื่อจะได้ก้าวพร้อมกันไปเสมอกันไป

 

 ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เราทุกคนจะไม่มีการประพฤติจะไม่มีการปฏิบัติธรรม เราจะปล่อยตัวเองไปตามสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน ให้ทุกคนพากันเข้าใจนะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์ต่อเราทุก ๆ คน ถึงเป็นธรรมะที่มีอุปการะมากที่จะอุปถัมภ์ค้ำจุน เพื่อให้หมู่มวลมนุษย์ก้าวไปด้วยดีที่มีแต่ความสงบมีแต่ตั้งแต่ปัญญา

 

หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายพากันมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าอดีตทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้แล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญในการประพฤติการปฏิบัติ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเลยทีเดียวนะ

 

เรามีสติมีสัมปชัญญะที่เป็นความดีและปัญญาก้าวไปในปัจจุบัน ปัจจุบันเราจะได้ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕

 

นิวรณ์ทั้ง ๕ ก็ได้แก่

๑.  การตรึกในกามฉันทะที่เป็นความหลงในกาม หมกมุ่นในกาม พอใจยินดีลุ่มหลงในกาม กามนี้หมายถึงตัวถึงตนที่มีตัวมีตน ถ้าเรามีกามก็ต้องมีตัวมีตน เราจะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ถ้ามีตัวมีตนเราทุกคนก็จะเป็นผู้มีกาม มันจะเป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท มีความลุ่มหลงในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มันจะหลงของมันไปเรื่อย มีความลุ่มหลงว่าเป็นเราเป็นของเรา ความลุ่มหลงอย่างนี้เช่นนี้จะทำให้ทุกคนไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ

 

กามนั้นจะทำให้ทุกคนไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เพราะกามนั้นเปรียบเสมือนไฟกระแสไฟฟ้าที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ กระแสไฟฟ้านี้มันมีขั้วบวกขั้วลบ เราหมกมุ่นอยู่ในเรื่องกามเราก็ย่อมมีขั้วบวกขั้วลบอย่างเดียวเช่นเดียวกับกระแสไฟฟ้าที่กำลังทำงาน

สติสัมปชัญญะถึงเป็นธรรมเป็นสภาวธรรมที่จะมาหยุดมายกเลิกคัตเอาท์ เพื่อไม่ให้ขั้วบวกขั้วลบได้ทำงาน

 

ความหมกมุ่นในเรื่องของกาม ในเรื่องของพยาบาทที่เป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอคติทั้ง ๔ มันหยุดได้ที่มีสติมีสัมปชัญญะ เราจะหยุด ๒ อย่างที่เป็นสิ่งภายนอกภายใน สิ่งภายนอกภายในนี้เปรียบเสมือนเพศหญิงเพศชายที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะถึงจะหยุดขั้วบวกขั้วลบได้ ถึงจะหยุดสิ่งที่ตรงกันข้ามได้ อย่างเช่นเพศหญิงเพศชาย เราจะหยุดเพศได้เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ เราไม่มีสติสัมปชัญญะเราจะหยุดเพศหญิงเพศชายได้อย่างไร

 

 เพศหญิงเพศชายนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ อยากได้อยากมีอยากเป็นอยากเด่นอยากดัง ยินดีในความหลงในยศในตำแหน่ง นี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ให้เรารู้เข้าใจ เพื่อเราทั้งหลายจะได้ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ

 

เราต้องรู้เข้าใจทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อให้วัตถุให้ก้าวหน้าก็ต้องพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน มันถึงจะดับทุกข์ได้แก้ปัญหาได้ เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ

 

เอาแต่ทางวิทยาศาสตร์ เอาแต่ตัวเอาแต่ตนมันก็เป็นกาม มันก็หมกมุ่นอยู่ในกาม หมกมุ่นในพยาบาท ให้เรารู้เข้าใจมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราต้องรู้เข้าใจขั้วบวกขั้วลบนั้นมันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น

 

๒.  หมกมุ่นในพยาบาทนั้นก็เช่นเดียวกัน มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เมื่อมันมีกาม กามนั้นมันตั้งอยู่ในเหตุในปัจจัย มันก็มีความเจริญความเสื่อม เพราะของมันเจริญของมันเสื่อม มันขึ้นอยู่กับเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัย เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมา ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวตน สิ่งที่เราจะแก้ไขได้ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ 

 

 เราจะไปเอาความสุขจากความหลงนั้นไม่ได้ เพราะความสุขนั้นมันคือความปรุง มันเป็นความหลงมันเป็นการคิดเองเออเอง มันเป็นคนบ้าคนผีบ้ามันเป็นบักผีบ้าอีผีบ้ามันเป็นเชื้อบ้าน เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนถึงมีเหตุผลว่าต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อจะได้เอาปัญหานั้นให้เกิดปัญญา เอาปัญญานั้นเกิดความสงบ เพื่อให้เกิดความสงบและปัญญามันก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

ความไม่สงบนั้นเกิดจากไม่มีสติสัมปชัญญะ มันเป็นปฏิฆะ มันเป็นสงคราม มันเป็นความไม่สงบ เราจะมีสงครามได้เพราะเหตุใด ให้เรารู้เข้าใจ เราจะมีสงครามได้ก็เพราะเราไม่มีสติสัมปชัญญะ เราไม่มีสติสัมปชัญญะเมื่อไหร่ความสงบของเราก็ไม่มี

 

สงครามมันมีก็เพราะเราอยากอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามใจตามปรารถนา ทุกอย่างนั้นจะไปตามใจตามความปรารถนาได้อย่างไร ให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้ทุกคนมีสติมีสัมปชัญญะ เราต้องยกเลิกความพอใจความไม่พอใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ถอนความพอใจออกเสียได้เราถึงจะมีสติมีสัมปชัญญะ

 

 เมื่อมันไม่ได้ตามใจตามปรารถนามันก็เกิดปฏิฆะ เกิดพยาบาท มันเป็นสงครามนะ สงครามนั้นเกิดได้ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ปัญหาต่าง ๆ นั้นมันเกิดได้ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ เมื่อเรารู้เข้าใจแล้วปัญหาต่าง ๆ นั้นก็จะเกิดปัญญา ปัญญานั้นก็จะเกิดความสงบ เรามีตัวมีตนเราอยู่คนเดียวมันก็ไม่สงบ อยู่หลายคนก็ไม่สงบนะ ถ้าเรารู้เราเข้าใจ เราอยู่ที่ไหนก็มีแต่ความสุขสงบเย็นเป็นพระนิพพาน พระนิพพานนั้นให้เรารู้เข้าใจ พระนิพพานนั้นอยู่ที่เราเอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กันด้วยสติสัมปชัญญะ พระนิพพานนั้นเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นสติเป็นสัมปชัญญะอย่างนี้

 

เราต้องรู้เข้าใจตัวตนนั้นแหละคือความไม่สงบ ตัวตนนั้นคือความวุ่นวาย ตัวตนนั้นคือความขัดข้อง เมื่อครั้งในพุทธกาลพระยสะ

 

พระยสะผู้เป็นบุตรชายของเศรษฐี มีตัวมีตนมันก็ทุกข์ เพราะตัวตนนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป เพราะตัวตนนั้นคือความทุกข์ เพราะตัวตนนั้นคือความปรุงแต่ง ได้เดินไปบ่นไป

 

พระยสเถระ ท่านเป็นบุตรของเศรษฐี ในกรุงพาราณสี ซึ่งมีเรือน ๓ หลังเป็นที่อยู่ในสามฤดู ครั้งหนึ่งในช่วงของฤดูฝน ยสกุลบุตรอาศัยอยู่ในเรือนซึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูฝน มีสตรีล้วนประโคมดนตรีบำรุงบำเรอ ในคืนหนึ่ง ยสกุลบุตรนอนหลับก่อนหมู่ชนที่เป็นบริวาร


    เมื่อตื่นขึ้นมาตอนใกล้รุ่ง จึงเห็นหมู่ชนที่เป็นบริวารของตนนอนหลับมีอาการพิกลต่าง ๆ ไม่เป็นที่พอใจปรากฏแก่ยสกุลบุตร ดุจซากศพที่ทิ้งอยู่ในป่าช้า ยสกุลบุตรเกิดความสลดใจ เบื่อหน่าย จึงอุทานออกมาว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" สวมรองเท้าเดินออกจากประตูเมือง มุ่งหน้าไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน


     ในเวลาจวนใกล้รุ่ง พระบรมศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ทรงได้ยินเสียงยสกุลบุตรเปล่งอุทานเดินใกล้เข้ามา จึงตรัสเรียกว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาที่นี่เถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน"



    ยสกุลบุตรได้ยินเสียงตรัสเรียกอย่างนั้นแล้วจึงถอด รองเท้าเดินเข้าไปถวายบังคม นั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาชื่อว่า "อนุปุพพิกถา" เพื่อฟอกจิตใจยสกุลบุตรให้ห่างไกลจากความยินดีในกาม ต่อมาพระองค์ทรงแสดง "อริยสัจ ๔" ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมพิเศษ ณ สถานที่นั้นนั่นเอง ในภายหลังได้พิจารณาภูมิธรรมที่ตนเห็นแล้ว จิตก็พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน สำเร็จเป็นพระอรหันต์


     ส่วนมารดาของยสกุลบุตร (มารดาของยสกุลบุตร คือนางสุชาดา ผู้เคยถวายข้าวมธุปายาสแด่พระมหาบุรุษก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) พอรุ่งเช้าก็ขึ้นไปบนเรือนไม่เห็นลูก จึงบอกแก่เศรษฐีผู้เป็นสามีให้ทราบ


    เศรษฐีใช้ให้คนไปตามหาในทิศทั้งสี่ ส่วนตนเองก็เที่ยวตามหาอีกทางหนึ่งด้วย แต่บังเอิญเดินทางมุ่งสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้เห็นรองเท้าของลูกชายวางอยู่ ณ ที่นั้นจึงตามไป


    เมื่อเศรษฐีเดินไปถึงแล้วพระบรมศาสดาจึงแสดงพระธรรมเทศนาชื่อว่า อนุปุพพิกถา และ อริยสัจ ๔ ในที่สุด แห่งพระธรรมเทศนา เศรษฐีได้ดวงตาเห็นธรรม ทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสก ว่า "ข้าพระพุทธเจ้าขอ ถึงพระองค์ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึก ขอพระองค์จงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัย เป็นที่ระลึกตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"


    เศรษฐีนับได้ว่าเป็นอุบาสกที่อ้างเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็น สรณะก่อนกว่าชนทั้งปวงในโลก


     เศรษฐี ผู้เป็นบิดายังไม่ทราบว่า ยสกุลบุตรเป็นผู้ที่สิ้นอาสวะแล้ว จึงขอร้องให้กลับไปเพื่อให้มารดาคลายจากความโศกเศร้าเสียใจ ภายหลังเมื่อทราบว่ายสกุลบุตรมีอาสวะสิ้นแล้ว ไม่สามารถจะหวนกลับไปครอบครองเรือนบริโภคกามคุณเหมือนแต่ก่อน จึง ทูลอาราธนาพระบรมศาสดากับยสะเป็นปัจฉาสมณะตามเสด็จรับบิณฑบาตในเวลาเช้า พระองค์ทรงรับด้วยอาการดุษณียภาพ (ดุษณีภาพ คือการรับนิมนต์ของพระบรมศาสดา ได้แก่ ทรงนิ่ง)


    เศรษฐีทราบว่าพระองค์ทรงรับนิมนต์ จึงลุกขึ้นจากที่นั่ง ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วก็หลีกไป เมื่อเศรษฐีกลับไปแล้ว ยสกุลบุตรจึงทูลขอบรรพชาอุปสมบทกับพระบรมศาสดา พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยพระวาจาว่า "เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เถิด" ในที่นี่ไม่ได้ตรัสว่า "เพื่อจะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ" เพราะพระยสะได้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว


     เช้าวันรุ่งขึ้น พระบรมศาสดามีพระยสเป็นปัจฉาสมณะ ตามเสด็จไปรับบิณฑบาตในเรือนของเศรษฐี พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ชื่อว่า อนุปุพพิกถา และ อริยสัจ ๔ แก่สตรีทั้งสอง คือ มารดาและภรรยาเก่าของพระยสะ ปรากฏว่าสตรีทั้งสองได้ดวงตาเห็นธรรม แสดงตนเป็นอุบาสิกา ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่ระลึก และนับได้ว่าสตรีทั้งสองเป็นอุบาสิกาที่เกิดขึ้นในโลกก่อนกว่า หญิงอื่นใด เมื่อเสร็จภุตกิจ ตรัสเทศนาสั่งสอนชนทั้งสามแล้วพรองค์จึงเสด็จกลับไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน


     การอุปสมบทของพระยสะในครั้งนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะว่าเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์สุขให้หมู่ชนเป็นอันมาก เพราะว่าท่านยังสามารถ ชักจูงผู้อื่นเข้ามาอุปสมบทด้วย เช่น สหายของท่านอีก ๕๔ คน

 

๕๔ คนน่ะมาเอาพระธรรมพระวินัยยกเลิกตัวตน มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ ๔๕ คนนั้นก็ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหมด เพราะเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ก้าวไปด้วยสติสัมปชัญญะ จะมีแต่ความสงบและปัญญา มันเป็นการยกเลิกความไม่ถูกต้อง ให้เราพากันรู้เข้าใจนะ ถ้าเรายกเลิกความไม่ถูกต้อง ยกเลิกตัวยกเลิกตน เอาสติเอาสัมปชัญญะนำชีวิตด้วยเอาสมมติทั้งหลาย สมมติสัจจะที่มีอยู่เป็นหลาย ๆ ล้านสมมติ สมมติว่าดีว่าชั่วว่าผิดว่าถูก ไม่มีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก เราเอาสมมตินั้นมาใช้มาประพฤติปฏิบัติให้มีปิติมีความสุข เพื่อเราจะได้เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชที่มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ ผู้ที่ยกเลิกทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน ทุก ๆ คนนั้นก็จะเข้าถึงความดับทุกข์ได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราต้องรู้ปัญหารู้จักปัญหาเพื่อจะได้แก้ปัญหา เพื่อผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชจะได้เอาสติเอาสัมปชัญญะนำชีวิต ถึงจะแก้ปัญหาตัวเองได้ แก้ปัญหาประเทศชาติบ้านเมืองได้ ถ้าอย่างนั้นมันไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ใช่ทางมันไม่มีทาง

 

เราพากันมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราถือหลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธี ๖ ที่เป็นโอวาทพระปาฏิโมกข์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านให้โอวาทพระปาฏิโมกข์แก่พระอรหันต์ขีณาสพ ๑,๒๕๐ รูป ที่เป็นหลักการ ที่มารวมลงที่สติที่สัมปชัญญะ อยู่ที่ตั้งใจตั้งเจตนา

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาที่ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายเป็นโอวาทที่สำคัญไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

--------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 106,664