๑๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๙ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

 

วันศุกร์เป็นวันทำงานของข้าราชการ เป็นหลักการของการดำเนินชีวิตของมนุษย์

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานของข้าราชการ วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ

 

ความไม่มีทุกข์ของมนุษย์อยู่ที่ใจที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ อยู่ที่มนุษย์มีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะก็ได้แก่ความสงบและปัญญา

 

มนุษย์เราถ้ารู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เอาความรู้ความเข้าใจนี้ไปประพฤติไปปฏิบัติเพื่อให้ความสงบและปัญญานั้นก้าวไปพร้อม ๆ กัน เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ มนุษย์เราก็จะไม่มีความทุกข์อะไร มนุษย์เราต้องรู้เข้าใจ ต้องก้าวไปด้วยหลักการด้วยอุดมการณ์อุดมธรรม

 

ใจของมนุษย์นั้นจะมีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ ๒ อย่างนี้จะรวมกันเป็นหนึ่งคือสติสัมปชัญญะ มนุษย์เราก็จะมีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์อะไร เราทุกคนต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ มนุษย์เราต้องพากันประพฤติพากันปฏิบัติอย่างนี้ นี้เป็นความดีและปัญญาที่เป็นปฏิปทาที่เราจะได้ก้าวไป

 

เรามีสติมีสัมปชัญญะเราถึงไม่มีความทุกข์ ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่มีสติมีสัมปชัญญะ ก็เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ ถึงจะมีความสงบสุข การทำงานคือการทำหน้าที่ การทำหน้าที่คือการทำงาน

 

เราต้องมีความสุขในการทำงาน มีความสุขกับการทำหน้าที่ งานนั้นถึงจะเป็นงานที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ทั้งส่วนร่างกายและจิตใจ งานนั้นเป็นหน้าที่ที่จะให้เรามีความสุข

 

 หน้าที่คือการทำงานทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจของเรา ใจของเราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำงานในปัจจุบัน เพราะความสุขนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต ความสุขนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นมันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ ที่มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ มันอยู่ที่ปัจจุบันไม่ใช่อนาคต ปัจจุบันเราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจอย่างนี้ เราจะได้ทำหน้าที่ของเราอย่างมีความสุขมีปิติมีเอกัคคตาในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ของเราในปัจจุบัน

 

เราจะไปเอาความชอบใจ ไปความไม่ชอบใจนำชีวิตนั้นไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราอย่าไปเอาความชอบใจและความไม่ชอบใจ

 

เราต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ก้าวไปความดีและปัญญา ความดีและปัญญาต้องควบคู่กันไป ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบให้มาก ๆ เพื่อสติสัมปชัญญะจะได้สมบูรณ์ เพื่อเราจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เมื่อเรามีความสงบมาก ๆ จากการประพฤติการปฏิบัติเราก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์

 

เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความดีและปัญญาที่เป็นปฏิปทาของเราทุก ๆ คนในปัจจุบัน เราทุกคนจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อเอาความดีกับปัญญาควบคู่กันไป ต้องเข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติภาคบำบัดด้วยการอบรมบ่มอินทรีย์ ด้วยเหตุผลว่าไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติแทนกันได้ ให้เราทุกคนเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติว่าไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้ เมื่อเราสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ถึงจะเกิดปัญญา ถ้าเราไปติดในความสงบติดในสมาบัติปัญญาของเรานั้นจะไม่เกิด ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมาเสียสละเพื่อที่จะเกิดปัญญา ไม่ใช่เพียงสมถะเพียงสมาบัติ

 

เราต้องก้าวไปด้วยการเสียสละถึงจะเกิดปัญญา

 

เรามีปัญญามาก ๆ เราก็ต้องควบคุมตัวเองด้วยสติสัมปชัญญะ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ทำอย่างนี้เราจะมีความสงบไม่ฟุ้งซ่าน

 

 เรามีความสงบมาก ๆ เราก็ต้องเสียสละมาก ๆ อย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ ความสงบนั้นถึงจะไม่ได้เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นและยกเลิกนิติบุคคลตัวตน ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ถึงอยู่ที่ปัจจุบันที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ให้เราทุกคนพากันเข้าใจอย่างนี้

 

ความสุขที่เกิดจากเรามีสติมีสัมปชัญญะนั้นมันจะเป็นความสงบและปัญญา มันจะเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน สติสัมปชัญญะนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน  

 

ความสงบกับปัญญานั้นได้แก่สติสัมปชัญญะ นี้มันจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

เราจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าความสงบก็ได้ จะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าความสุขก็ได้ หรือจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าพระนิพพานก็ได้ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราก็จะมีแต่ความสงบ เราก็จะมีแต่ความสุข เราก็มีแต่พระนิพพาน สติสัมปชัญญะเป็นสภาวธรรมที่ยกเลิกเรื่องอดีตที่ผ่านมา เป็นความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ เป็นความสงบและปัญญา เป็นพระนิพพานในปัจจุบัน เป็นการตัวเราของเรา ตัวกูของกู ตัวสูของสู ไม่มีกูไม่มีสู มีแต่สติสัมปชัญญะ เป็นการก้าวไปด้วยสติและสัมปชัญญะ ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา สติสัมปชัญญะนี้มันจะยกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวตน

 

การปฏิบัติธรรมคือการทำหน้าที่ ให้มีความสุขในการทำหน้าที่เพื่อเอาสมมติสัจจะทั้งหลายมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่นั้นจะได้ก้าวไปตามหน้าที่ ได้แก่ ศีลสมาธิปัญญาที่มันเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ให้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมของเรา ให้พวกเรารู้เข้าใจ เราจะไม่ได้ปฏิบัติเพื่อมาเอาอะไร มามีอะไร มาเป็นอะไร เรามาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ สมบูรณ์ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ว่ามนุษย์ทั้งหลายต้องพากันมาเสียสละ มาทำหน้าที่ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญาที่ยกเลิกตัวตนเราทุกคนอย่ามาปฏิบัติเพื่อเอาอะไร มาทำหน้าที่ของเราให้มีความสุขในปัจจุบัน เพราะความดับทุกข์ไม่มีความทุกข์มันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีปิติมีความสุขมีสติมีสัมปชัญญะ

 

เมื่อก่อนน่ะเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราเอาความผิดนำชีวิต ชีวิตของเรามันถึงได้รับความเสียหาย ชีวิตของเรามันถึงพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึกสตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกอื่น ๆ เค้าใหญ่กว่าสูงกว่ามีมากมายทั้งในเมืองกรุงปริมณฑล แผ่นดินไหวอยู่ห่างไกลไม่ต่ำกว่าพันกิโลเค้ายังไม่พังทลาย เค้ายังไม่เสียหาย มันพังตึกเดียวเฉพาะตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย เมื่อก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจไม่เป็นไร

 

ให้เรารู้เข้าใจ ให้เรามาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบัน เรามาทำหน้าที่ของเราในปัจจุบัน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดศีลเกิดสมาธิเกิดปัญญา ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ เพื่อหยุดความฟุ้งซ่านของตัวเอง ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละมันก็เป็นนิติบุคคลตัวตว ตัวนั้นแหละมันเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เรามีความสงบมาก ๆ เราต้องมาเสียสละ เราจะไม่ได้มาเอาเพียงสมาธิเอาเพียงสมาบัติ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อริยมรรค มันเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ

 

สมาธิของเราต้องเป็นสัมมาสมาธิ สมาธิต้องประกอบด้วยปัญญา เพื่อจะได้ก้าวไปสู่สติสัมปชัญญะคืออนัตตา ไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ อย่างนี้ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมามีความสงบมาก ๆ อย่างนี้ เพื่อเราจะได้เอาธรรมนำชีวิต เพื่อจะเราจะได้เข้าถึงธรรมเข้าถึงปัจจุบันธรรม ปัจจุบันธรรมที่เป็นสติสัมปชัญญะของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่อง เป็นกระบวนการของเหตุและปัจจัย จะได้ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

 จะไม่ได้เป็นตัวเป็นตนเป็นนิติบุคคลตัวตน จะได้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ที่มันมีปัญหาก็จะไม่ได้มีปัญหา เอาปัญญานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ  ที่มันมีปัญหาจะหมดปัญหามีแต่ปัญญา เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ ปัญหาต่าง ๆ นั้นถึงไม่มี

 

เราทุกคนนั้นมีโอกาสพอ ๆ กันนะ มีเวลาพอ ๆ กัน ไม่ต่างกัน มีโอกาสพอ ๆ กัน ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ เรารู้เข้าใจเรามีสติสัมปชัญญะ ชีวิตของเราก็จะก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา

 

เราจะหยุดปัญหาได้อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นคือศีลคือสมาธิคือปัญญา ที่ยกเลิกอวิชชา ยกเลิกความหลง ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ยกเลิกความไม่ถูกต้อง ยกเลิกอัตตาตัวตน ให้เราทุกคนเข้าใจ ผู้ที่ร่ำรวยทรัพย์ด้วยโภคทรัพย์ ผู้ที่มีอำนาจ เกียรติยศ ชื่อเสียง ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ผู้ที่ร่ำรวยผู้ที่มีอำนาจก็จะไม่มีความสงบ

 

ผู้ที่ได้ทรัพย์ได้ยศได้ตำแหน่ง ถ้าผู้ที่ได้ทรัพย์ได้ยศได้ตำแหน่งไม่มีสติสัมปชัญญะความสงบของผู้ที่ได้ทรัพย์ได้ยศได้ตำแหน่งนั้นก็ไม่มี ผู้ที่ได้ยศได้ตำแหน่งผู้ที่เป็นคนรวยทั้งหลายถึงต้องมีความสงบ ลาภยศสรรเสริญนั้นถึงจะเป็นคุณเป็นประโยชน์ ไม่มีโทษ

 

ความสงบนั้นมันเป็นความสุข จะเรียกว่าความสุขก็ได้จะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้

 

ความสงบนั้นเป็นพระนิพพาน สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความดีและปัญญา เป็นความพอเพียงเพียงพอไม่มากเกินไม่น้อยเกิน ให้เรารู้เข้าใจนี้มันเป็นความดีเป็นบารมีเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุดของเราทุก ๆ คน ให้พากันเข้าใจนะ

 

 เราต้องรู้เข้าใจนะ เราทุกคนต้องจับหลักให้ได้ จับประเด็นให้ได้ หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธี ๖ ที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะทุก ๆ คนให้พากันเข้าใจ เพื่อเราจะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพื่อเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเป็นมรรคเป็นอริยมรรคในปัจจุบัน เป็นหนทางเดินของกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่บริสุทธิคุณ ใจที่ยกเลิกตัวตนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นความดับทุกข์ของเราทุก ๆ คน

 

เราทุกคนจะไม่ได้มีความทุกข์ เพราะความทุกข์นั้นให้เรารู้ให้เข้าใจ ความทุกข์นั้นอยู่ที่เราทุกคนไม่สงบเราทุกคนนั้นฟุ้งซ่าน ความฟุ้งซ่านนั้นอยู่ที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นความไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเต็ม ไม่รู้จักพอ มีความบกพร่องอยู่เป็นนิจ เปรียบเสมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ มันหาเรื่องหาราวให้ตนเองมีทุกข์ตลอด หาเรื่องหาราวให้คนอื่นเป็นทุกข์ตลอด มันเป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอ

 

ถ้าเรามีความสงบความทุกข์นั้นมันจะไม่มี

 

ความอิ่มความเต็มความพออยู่ที่เรามีสติสัมปชัญญะ เราทั้งหลายรู้เข้าใจแล้วจบลงในปัจจุบัน เอาปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดปัญญา

 

ให้รู้ให้เข้าใจ ให้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจ อยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม อยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม

 

เราทุกคนมารู้มาเข้าใจ พากันมาประพฤติพากันมาปฏิบัติธรรม มาเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอน ตลอดจนถึงอิริยาบถย่อย

 

เรามารู้จักผิดรู้จักถูก รู้จักดีรู้จักชั่ว รู้จักไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก มามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมยืนเดินนั่งนอน ความรู้สึกนึกคิดด้วยการมีสติด้วยการมีสัมปชัญญะ นี้เป็นหลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธี ๖ เป็นโอวาทพระปาฏิโมกข์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่ได้มาตรัสรู้ในโลกนี้ มาตรัสหลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธี ๖ เหมือนกันทุก ๆ พระองค์ที่เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ระบบการประพฤติการปฏิบัติข้าราชการนักการเมืองนักบวชนี้ เป็นโครงสร้างสีขาว เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาวที่เป็นหลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธี ๖ เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาวแห่งชีวิต ได้แก่ความรู้ความเข้าใจ ความรู้คู่การปฏิบัติที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เพื่อจะทำให้โครงสร้างข้าราชการนักการเมืองนักบวชเป็นโครงสร้างสีขาว เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

หลักการ ๓ นั้นดีมาก ๆ อุดมการณ์ ๔ นั้นดีจริง ๆ วิธี ๖ เป็นหลักการที่ดีมาก ๆ เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจของข้าราชการนักการเมืองนักบวช จึงทำให้เกิดความเสียหายจากโปรแกรมเมอร์สีขาว กลายเป็นโปรแกรมเมอร์เทาสีดำสีสกปรก

 

เราทุกคนต้องมารู้จักปัญหา เพื่อเอาปัญหานั้นมาใช้ให้เกิดปัญญา ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อความสมัครสมานสามัคคี เราทุกคนไม่ต้องไปแก้ที่คนอื่น เราทุกคนต้องมาแก้ที่ตัวของเราเอง เพราะปัญหาต่าง ๆ นั้นมันเป็นภาพรวม เป็นมวลรวม ที่เราเอาความไม่ถูกต้องนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต

 

ถ้าเราทุกคนมีความรู้ความเข้าใจ การแก้ปัญหาเราไม่ต้องไปแก้ที่คน มาแก้ที่ตัวเรา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ปัญหาต่าง ๆ นั้นเราต้องรู้จักปัญหา เราต้องแก้ปัญหาให้ถูกต้อง ถึงจะแก้ปัญหานั้นได้ ถ้าไม่อย่างนั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้นะ ปัญหาต่าง ๆ นั้นเราอย่าไปแก้ที่คนอื่น ต้องมาแก้ที่ตัวของเราเอง เราต้องมามีความเห็นร่วมกันว่า เราทุกคนต้องมาแก้ที่ตัวของเราเอง ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ อย่างนี้ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ อย่างนี้ เพื่อมาแก้ที่ตัวของเราเอง เราทั้งหลายถึงได้เป็นข้าราชการไม่เป็นข้าราชกินเหมือนแต่ก่อน เราถึงจะได้เป็นนักการเมืองไม่ใช่พวกกินบ้านกินเมือง เราทั้งหลายถึงจะได้เป็นนักบวชไม่ใช่เป็นผู้ที่เป็นนักหลอกลวง

 

เราทุกคนต้องมามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในตัวของเราเอง เพราะความสุขความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ อยู่ที่เรามีความสงบไม่มีความฟุ้งซ่าน เมื่อเรามีความสงบแล้วก็ต้องเสียสละไม่ติดอยู่ในสมาธิสมาบัติ เพื่อชีวิตของเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทั้งหลายถึงจะไม่มีความทุกข์กัน เพราะตัวตนมันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย ความรู้ความเข้าใจมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบันที่เป็นหลักการ ๓ เป็นอุดมการณ์ ๔ ที่เป็นวิธีการ ๖ นี้ดีมาก มารวมกันที่สติที่สัมปชัญญะ

 

เราทั้งหลายมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทเพื่อให้เราทั้งหลายไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

--------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 106,668