๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๐ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
วันเสาร์วันอาทิตย์นี้เป็นวันหยุดทำงานของราชการ มนุษย์เรามีหลักการในการประพฤติในการปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่เป็นทางสายกลาง เพื่อพัฒนาใจพัฒนาวัตถุให้เป็นทางสายกลาง ทางส่วนจิตใจก็ดีมีปัญญา ทางส่วนวัตถุก็ดีที่ต้องพัฒนาวัตถุ เพื่อให้วัตถุและจิตใจก้าวไปพร้อม ๆ กัน
หลักการเพื่อให้มีสติมีสัมปชัญญะ สติได้แก่ความสงบ สัมปชัญญะได้แก่ปัญญา มนุษย์เราสติกับปัญญาต้องก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน
มนุษย์เราถึงมีหลักการในการประพฤติใจการปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะก้าวไปด้วยสติและปัญญา เอาปัจจุบันเป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติ เพราะอดีตทั้งหลายก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่ไปข้างหน้าก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเราถึงเอาทั้งสติและปัญญาไปพร้อม ๆ กัน สติและปัญญาเป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์ที่มีอุปการะมากของเราทุก ๆ คน
เราทุกคนให้พากันรู้พากันเข้าใจ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นสภาวธรรม เป็นความดับทุกข์ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราทุกคนก็ดับทุกข์ได้ความสงบและปัญญาร่วมกันเป็นหนึ่ง เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ด้วยเหตุผลนี้ผู้มีปัญญามาก ๆ ผู้ที่ฉลาดมาก ๆ ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อปัญญาประกอบด้วยความดี ๒ อย่างนี้จะเป็นสติจะเป็นสัมปชัญญะ
ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ของมนุษย์ถึงอยู่ที่มีสติมีสัมปชัญญะ
หลักการของมนุษย์เป็นทางสายกลางระหว่างการพัฒนาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นการพัฒนาวัตถุด้วยอาศัยหลักการเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในการค้นคว้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้า เพราะมนุษย์เราเมื่อมีความสุขแล้วมีความสงบแล้วก็ต้องเสียสละ ก็ต้องพัฒนา ผู้มีความสุขผู้มีความสงบถึงต้องเสียสละให้มาก ๆ เพื่อความสุขความสะดวกความสบายนั้นจะไม่ได้เป็นนิติบุคคล จะไม่ได้เป็นตัวเป็นตน มนุษย์เราถึงจะก้าวไปด้วยสตด้วยสัมปชัญญะ
การพัฒนาของมนุษย์เป็นการพัฒนาเพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นหลักการเป็นอุดมการณ์เป็นอุดมธรรม เป็นการเรียนการศึกษาที่มีความสุข เป็นการทำงานทำมีความสุข เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชที่มีความสุข เพราะการพัฒนานั้นพัฒนาเพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้ที่เข้าใจ ใจที่มีความสุขในการทำงาน ใจที่เสียสละ ใจที่มีสติสัมปชัญญะ ใจที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม
ผู้พัฒนาวิทยาศาสตร์ก็ต้องพัฒนาใจให้มันไปพร้อม ๆ กัน ถึงจะไม่มีตัวไม่มีตน ถึงจะไม่มีความเครียด การพัฒนานั้นจะไม่ได้เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ การพัฒนานั้นถึงจะเป็นสติสัมปชัญญะ ถึงจะเป็นความสงบและปัญญา ถึงจะเป็นสมถะและวิปัสสนา นี้เป็นการพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาใจพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นทางสายกลาง เพื่อจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี พร้อมทั้งการพัฒนาวิทยาศาสตร์อย่างมีความก้าวหน้า ไม่เป็นการพัฒนาที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นการพัฒนาเพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ เป็นการพัฒนาวิทยาศาสตร์กับการพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน นักวิทยาศาสตร์ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ จึงต้งอมีความสงบมาก ๆ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ นี้มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ผู้มีความสงบมาก ๆ ที่มีความสุขมาก ๆ ถึงต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อให้เกิดความสมดุล เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นโครงสร้างในการเดินทางของหมู่มวลมนุษย์ที่พัฒนาใจกับพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน
ให้เรารู้เข้าใจ สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ขาวทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจมีสติมีสัมปชัญญะ
โปรแกรมเมอร์สีขาวก็ได้แก่สติได้แก่สัมปชัญญะนี้เอง เป็นความดับทุกข์เป็นความไม่มีทุกข์ วัตถุกับใจไปพร้อม ๆ กันด้วยการพัฒนาทั้ง ๒ อย่างควบคู่กันไป ทางวัตถุก็ไม่ยิ่งหย่อน ทางจิตใจก็ไม่ยิ่งหย่อน จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นความพอดี เป็นทางสายกลาง
มนุษย์เรามาเอาสมมติสัจจะ สมมติสัจจะทั้งหลายนี้ให้เรารู้เข้าใจ มีตั้งหลายล้านสมมติ ให้เราเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่ปัจจุบัน
ให้เรารู้เข้าใจ ถ้าความดับทุกข์อยู่ในอนาคตนั้นไม่ใช่นะ ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญในการดับทุกข์ในการไม่มีทุกข์ สติสัมปชัญญะนี้แหละคือความดับทุกข์ จะเรียกว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะเรียกว่าความสุขก็ได้ จะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน
เมื่อสมัยครั้งพุทธกาล มีคนไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อันนี้ขึ้นอยู่กับเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญในความเกิดและความไม่เกิด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาตรัสให้คติธรรมว่า เราต้องเอาปัจจุบัน เราต้องดับทุกข์ได้ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพรวมลงที่ใจที่ปัจจุบัน ใจที่มีสติมีสัมปชัญญะ
เราอย่าไปมองไกล เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นแหละคือตัวหยุดทุกข์ หยุดเรื่องอดีต หยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็มีสติมีสัมปชัญญะ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นมันจะมีประโยชน์อะไร คนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตานั้นจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีหูนั้นจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีจมูกนั้นจะมีประโยชน์อะไร คนจะไม่มีลิ้นนั้นจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีกายนั้นจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีใจนั้นจะมีประโยชน์อะไร ประโยชน์นั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่มีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราถึงจะไม่มีความทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ สิ่งที่เป็นปัญหาทั้งหลายก็จะเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญานั้นก็จะเป็นความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบนั้นก็จะเป็นความเสียสละ นี้คือสติคือสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราทั้งหลายพากันเข้าใจอย่างนี้ อย่าไปเข้าใจอย่างอื่น
สมมติสัจจะทั้งหลายนั้น เราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เอามาทำหน้าที่ ให้รู้ให้เข้าใจ สมมติสัจจะทั้งหลายที่เค้าสมมติว่าสิ่งนี้ดีสิ่งนี้ชั่ว สิ่งนี้ไม่ดีไม่ชั่ว สิ่งนี้ผิดสิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ไม่ผิดสิ่งนี้ไม่ถูก เราต้องรู้เข้าใจเอาสมมติสัจจะมาประพฤติปฏิบัติในสมมตินั้น ๆ อย่างมีความสุข เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อเราจะได้เอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้มีความสุข เพราะความสุขมันเป็นความสงบมันเป็นความพอเพียงเพียงพอ ที่กล่าวมาแล้วนั้นจะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เพราะอันนี้มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ มันจะเป็นทางสายกลางไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เป็นดั่งคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ท่านเป็นคติธรรมไว้ดีมาก ดีจริง ๆ เป็นอมตะธรรม
เราต้องรู้เข้าใจเรื่องสติสัมปชัญญะ เรื่องความพอเพียงเพียงพอ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรามาคิดดูดี ๆ สิ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นความพอเพียงเพียงพอ มันเป็นปัญญากับความสงบ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อมีสติสัมปชัญญะ เพื่อจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะอย่างนี้ เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้จนหมดลมปราณสิ้นลมปราณ เพราะอันนี้มันเป็นความสุขความดับทุกข์
การพัฒนาใจพัฒนาวัตถุเพื่อสติสัมปชัญญะ มันเป็นความดับทุกข์เพื่อความไม่มีทุกข์ มันมีแต่ปิติมีแต่สุขมีแต่เอกัคคตา นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัมมาทิฏฐิที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นตัวท่านของท่านเป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสู สติสัมปชัญญะนี้แหละมันจะเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ขาวทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจได้พัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ปล่อยก็วางเพราะมันผ่านไปแล้ว มันเกษียณไปแล้ว ไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะประพฤติปฏิบัติได้ มันเป็นทุกข์เปล่า ๆ เบื้องต้นท่านให้เรายึดมั่นถือมั่น บั้นปลายท่านให้เราปล่อยให้เราวาง เพื่อสติกับสัมปชัญญะที่เป็นความสงบและปัญญา ที่เป็นวิปัสสนาจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งเป็นขณิกสมาธิอย่างนี้เป็นต้น อันหนึ่งเป็นอุปจารสมาธิ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อให้ความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน
เราทุกคนทุกท่านเบื้องต้นต้องมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะเราจะยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เพื่อการพัฒนาใจและวิทยาศาสตร์ที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะในปัจจุบัน เพราะความดับทุกข์ของมนุษย์มันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต อยู่ที่ปัจจุบัน
ผู้มีปัญญาทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมาก ๆ การที่จะมีความสงบนั้นมันต้องมีสติสัมปชัญญะมันถึงจะมีความสงบได้ ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะมันจะมีความสงบได้อย่างไร
ความสงบหมายถึงไม่มีความฟุ้งซ่าน หยุดความฟุ้งซ่าน สติสัมปชัญญะจะเป็นความพอดีความพอเพียง ความสงบกับความเคารพมันคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความรู้มากแต่เราไม่มีความสงบนี้คือเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนะ ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ควบคู่กันไป หลักการในการปฏิบัติธรรม ผู้ที่มีปัญญามากต้องมีความสงบมาก ๆ ควบคู่กันไป เราทั้งหลายถึงจะควบคุมตัวเองได้ การควบคุมตัวเองนั้นต้องควบคุมด้วยสติสัมปชัญญะ ถ้าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนั้นมันจะควบคุมตัวเองได้อย่างไร
ความสงบและปัญญาต้องไปพร้อม ๆ กัน เสมอกัน เพื่อเอามาทำงานร่วม ๆ กัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ ถ้าเราไม่เสียสละมันก็ไม่ได้มันก็จะเป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนก็จะเป็นเพียงสมาธิ เป็นเพียงสมาบัติ การประพฤติการปฏิบัติมันก็เป็นเพียงหินทับหญ้า นี้มันยังเป็นอัตตาเป็นตัวเป็นตนอยู่ นี้ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ
ผู้มีความสุขมีความสงบมากทั้งหลายต้องพากันมาเสียสละ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ เพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวิทยาศาสตร์กับใจไปพร้อม ๆ กัน
ระบบหลักการในการบริหารข้าราชการนักการเมืองและนักบวชนี้ เป็นการบริหารเพื่อให้เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว เพื่อให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อให้เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี ผู้ที่เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชต้องพากันรู้เข้าใจ เพื่อตัวเองจะได้เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการให้เป็นนักการเมืองให้เป็นนักบวช ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าตำแหน่งที่ตัวเองได้รับการแต่งตั้งนั้น มันเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว มันเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เป็นบุญเป็นกุศล เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นตำแหน่งที่บำเพ็ญบารมีในเบื้องต้น ท่ามกลาง ถึงสูงสุด เป็นตำแหน่งที่เป็นบุญเป็นกุศลที่มายกเลิกนิติบุคคล ยกเลิกตัวยกเลิกตน
ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีเราไม่มีเขา ไม่มีตัวกูของกู ไม่มีตัวสูของสู เป็นตำแหน่งที่เป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ ยกเลิกตัวตนหมด ไม่มีตัวมีตน นี้เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว เป็นโครงสร้างสีขาวที่เป็นบุญเป็นกุศล
เพื่อโปรแกรมเมอร์สีขาวจะได้ก้าวไปด้วยบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ยกเลิกตัวตน ไม่มีตัวไม่มีตน เป็นตำแหน่งที่บริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่ยกเลิกตัวตน ใจที่มีสติมีสัมปชัญญะ มารวมลงที่ใจ ใจที่เอาความดีและปัญญา ที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ตำแหน่งที่เราได้รับการแต่งตั้งมีความหมายอย่างนี้ เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นการมายกเลิกทุจริต ไม่มีใต้โต๊ะบนโต๊ะกลางโต๊ะ มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ
ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสาระสำคัญนะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เราต้องรู้เข้าใจว่าเรารับราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชทำไม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามาเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชเพื่อบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล สมมติสัจจะทั้งหลายเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพื่อทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติปฏิบัติต่อสมมติสัจจะนั้นให้มีความสุข จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ จะว่าปัจจุบันธรรมก็ได้ จะว่าเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้ มันเป็นความพอดี มันเป็นทางสายกลางระหว่างวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากับจิตใจที่มีปัญญา
ทุก ๆ คนนั้นเมื่อมีความรู้ความเข้าใจก็พากันประพฤติพากันปฏิบัติได้หมดทุก ๆ คน ไม่มีใครปฏิบัติไม่ได้ ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บอกสอนอริยสัจจะ ความเป็นจริงของสมมติสัจจะ ความเป็นจริงของอริยสัจ เป็นความรู้ความเข้าใจของเราทุกคน เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสาระสำคัญของความสำคัญทั้งหมด ความรู้ความเข้าใจต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เพื่อความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน
ปัจจุบันถึงเสียสละ มีความสุขกับการเสียสละ ผู้ที่ไม่มีความทุกข์คือผู้ที่เสียสละนะ เพราะเมื่อมีความสุขความสะดวกความสบายก็ต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละมันก็เป็นตัวเป็นตน มันก็ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ มันก็เป็นเพียงอัตตา เป็นเพียงสมาธิ เป็นเพียงสมาบัติ
ความดับทุกข์ ความไม่มีทุกข์ของเราทุกคนนั้นถึงอยู่ที่มีสติมีสัมปชัญญะ อยู่ที่เราเสียสละ ยกเลิกตัวยกเลิกตน ถึงจะมีสติมีสัมปชัญญะ
ให้ข้าราชการนักการเมืองนักบวชทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจนะ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วจะเป็นตัวเป็นตน มันจะพากันมามีตัวมีตน จะพากันมาทุจริต เดี๋ยวมันจะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกสูง ๓๐ กว่าชั้นตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ไปพังตึกเดียวเฉพาะตึก สตง. ทั้งที่ตึกใหญ่กว่าสูงกว่านั้นมีอยู่มากมายทั้งกรุงเทพฯปริมณฑล ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่าระยะทางนับเป็นพันกิโลเมตร เพราะความไม่ถูกต้องก็ต้องพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ให้ข้าราชการนักการให้นักบวชให้พากันรู้เข้าใจ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เป็นเงินเดือนของเรานั้นได้มาจากภาษีอากรของประชาชนทุก ๆ คน ไม่มีใครไม่เสียภาษีอากร เพราะโครงสร้างประเทศเค้าเก็บภาษีอากรจากค่าใช้จ่ายค่าบริโภคที่ทำธุรกิจหน้าที่การงาน เค้าเก็บภาษีอากรหมด เพื่อมาเป็นเงินเดือนกับผู้ทำงานที่เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองแล้วก็เป็นนักบวช นี้เงินทุกบาททุกสตางค์มาจากภาษีอากรของประชาชนทุก ๆ คน ทั้งผู้ที่อยู่ในประเทศและมาในประเทศ เราต้องพากันรู้ที่มาที่ไป ให้พากันรู้พากันเข้าใจ ว่าเงินเหล่านี้มันเป็นภาษีอากรของประชาชนของมหาชน
ตำแหน่งข้าราชการนักการเมืองนักบวชนี้เป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติเป็นบุญเป็นกุศลนะ เป็นบุญอย่างมาก ๆ เป็นกุศลอย่างมาก ๆ ผู้ที่เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชต้องพากันรู้เข้าใจ ว่าที่มาของเงินมันมาจากภาษีอากรของประชาชนของมหาชน มันมีที่มาที่ไป
เราพากันมาเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองนักบวชนี้ต้องทำหน้าที่ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา ในวาระการทำงานของข้าราชการของนักบวชนี้ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องพากันมีสติมีสัมปชัญญะ ผู้เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชต้องพากันมาเสียสละ อย่าเอาตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งมาเป็นตัวมาเป็นตน มาเป็นตัวกูของกู ตัวสูของสู ต้องยกเลิกตัวกูของกู ตัวสูของสู เพราะตัวตนนั้นมันเป็นคนผีบ้า มันมีเชื้อบ้า ตัวตนนั้นแหละมันเป็นบักผีบ้า อีผีบ้า มันเป็นข้าราชการบ้า เป็นนักการเมืองบ้า เป็นนักบวชบ้า มันมีเชื้อบ้า
เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อจะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต เอาทุจริตนำชีวิต เพื่อจะได้ยกเลิกความฟุ้งซ่าน ผู้มีปัญญามาก ๆ มีการเรียนการศึกษามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ ก็ต้องพากันเสียสละมาก ๆ
เราทั้งหลายต้องมาสมัครสมานสามัคคีบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล เพื่อเอาความดีและปัญญานำชีวิต พากันมายกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกความเป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้า
เรามาเน้นที่ตัวของเราเอง เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้กันได้แทนกันได้ ทุกคนนั้นปฏิบัติได้ทำได้กันหมดทุก ๆ คน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะทำได้ปฏิบัติได้เหมือนกันหมดทุก ๆ คน ตัวตนนั้นแหละมันทำไม่ได้ ถ้าเรามีตัวมีตน ด้วยเหตุผลนี้แหละ ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ หรือว่ามีตัวมีตนมาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ
หลักการในการเจริญสติสัมปชัญญะ ให้เรารู้หลักการ หลักการมีอยู่ว่า เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถทั้ง ๔ เรายืนก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืน เวลาเรายืนอยู่ก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน เวลาเราเดินก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการเดินให้ชัดเจน เวลาเรานั่งก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรานั่งชัดเจน เมื่อเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมชัดเจน ความสงบและปัญญาก็จะรวมกันเป็นหนึ่งที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการหายใจเข้าหายใจออก หายใจเข้าก็ให้เราหายใจเข้าให้ชัดเจน หายใจออกก็ให้เราหายใจออกให้ชัดเจน หายใจเข้าก็ให้เราหายใจเข้าให้สบาย เพื่อเอาออกซิเจนที่ดี ๆ เข้าไปในร่างกาย หายใจออกก็ให้เรารู้ชัดเจนเพื่อเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียเอาของปฏิกูลออกไป หายใจเข้าก็ให้รู้ว่าไม่แน่ไม่เที่ยง มันเข้าไปเลี้ยงร่างกายแล้วมันก็ออกไป เพราะอันนี้มันไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน มันเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ขึ้นอยู่กับเหตุกับปัจจัย การเจริญสติสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเจริญอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ที่มีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เพราะนี้เป็นความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ในปัจจุบัน
หลักการในการทำงานก็เช่นเดียวกัน เรามีความสุขในการทำงาน จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ อันนี้คือความดับทุกข์ คือความไม่มีทุกข์ อริยมรรคข้ออื่นที่เป็นกายวาจากิริยามายาทอาชีพก็อย่างเดียวกันเช่นเดียวกัน นี้มันคือความรู้ความเข้าใจที่เป็นสาระสำคัญ เพื่อเราทุกคนจะเอาไปใช้เป็นหลักการเป็นอุดมการณ์อุดมธรรม ทุกชาติทุกศาสนาของหมู่มวลมนุษย์นี้ใช้หลักการเดียวกันหมด นี้เป็นโครงสร้างสีขาว เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาวที่ใช้หลักการเดียวกันนี้เพราะมันเป็นหลักการที่สากล เช่น ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากมันเป็นสากล ความสุขความทุกข์กายวาจากิริยามารยาทตลอดถึงสมมติสัจจะนี้มันเป็นหลักสากลนะ นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพานมันก็คืออันเดียวกันนี้แหละ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันจะจบลงที่สาระที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มันจะเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่มันจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
เราทั้งหลายต้องพากันมาสมัครสมานสามัคคี เพื่อเอาความดีและปัญญา ที่เป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรมนำชีวิต มาเอาปัญหาทั้งหลายนั้นให้เป็นปัญญา มาเอาปัญญามาเป็นความสงบ มาเอาความสงบเป็นการเสียสละ มาเอาการเสียสละนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายพากันระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ในครั้งสุดท้ายในการจากไปของสรีระร่างกาย แต่พระธรรมคำสั่งสอนที่เป็นสมมติสัจจะที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะที่เป็นพระนิพพานนั้นเป็นสภาวธรรมเป็นสิ่งที่เป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม ที่เป็นสาระที่หมู่มวลมนุษย์ต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราจะดับทุกข์ได้เพราะเราเอาธรรมนำชีวิต พัฒนาวิทยาศาสตร์กับพัฒนาใจให้เป็นทางสายกลางไปพร้อม ๆ กันที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม
ให้ระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
--------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
