๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๑ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดให้ประชาชนของประเทศได้ไปบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี พัฒนาใจให้เกิดปัญญาเพื่อให้วัตถุที่มีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์กับใจจะได้ก้าวควบคู่กันไปเป็นทางสายกลาง เพื่อให้เกิดสติเกิดสัมปชัญญะ เพื่อจะให้ความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน เพื่อทางสายกลางนั้นจะเป็นความดับทุกข์ จะเป็นความสงบและปัญญา
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานของข้าราชการและประชาชนทุก ๆ คน ประชาชนทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย มันคือเรื่องของกรรมที่เป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม
การปฏิบัติธรรมกับการทำงาน ๒ อย่างนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะได้ทั้งใจได้ทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์ถึงเป็นวันหยุด เพื่อให้ประชาชนของประเทศไปบำเพ็ญความดี เนกขัมมะบารมี ศาสนาทุกศาสนามีหลักการไปทางเดียวกัน เป็นอริยมรรค เป็นหนทางที่ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญของกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจตัวผู้รู้ เพื่อใจของเราจะได้มีหลักการ เพื่อมีอุดมการณ์อุดมธรรม เพื่อพัฒนาใจพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งฟังให้สบาย หายใจเข้าก็หายใจเข้าให้สบาย หายใจออกก็หายใจออกให้สบาย หายใจเข้าเพื่อเอาออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงสรีระร่างกายไป หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียเอาของปฏิกูลออกไป
เราหายใจเข้าท่องพุทธ หายใจออกท่องโธควบคู่กับลมหายใจไปก็ได้
หลักการในการประพฤติในการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เกิดความสงบและปัญญาไปพร้อม ๆ กัน ความสงบและปัญญาจะเกิดได้เพราะเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติมาปฏิบัติในปัจจุบัน เพื่อใจจะได้มีหลักจะได้มีเครื่องอยู่ ใจจะได้สงบ ใจจะไม่ได้ฟุ้งซ่าน จึงได้อาศัยหลักการในการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ
มนุษย์เราทุกคนให้รู้เข้าใจ ความดับทุกข์มันอยู่ที่เรามีความสงบ อยู่ที่เราไม่ฟุ้งซ่าน เรามีหลักการเพื่อให้ใจของเราสงบ เพื่อให้ใจของเราไม่ฟุ้งซ่าน เราถึงต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีความรู้สึกที่รู้ตัวทั่วพร้อมให้มากที่สุด ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ความสงบและปัญญานี้จะแยกกันไม่ได้เลย ต้องเดินคู่เสมอกันไปเลย
การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเรื่องปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องอดีต ไม่ใช่เรื่องอนาคต เป็นเรื่องปัจจุบัน ปัจจุบันเราถึงต้องรู้ต้องเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันจะได้จบลงที่ปัจจุบัน มันจะได้ยกเลิกในปัจจุบัน เราจะได้ประพฤติเราจะได้ปฏิบัติในปัจจุบัน
การประพฤติการปฏิบัติธรรมเป็นการพัฒนาใจพัฒนาวัตถุที่ปัจจุบันไปพร้อม ๆ กัน การทำงานกับการปฏิบัติธรรมถึงต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะแยกกันไม่ได้
ให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่า การทำงานกับการปฏิบัติธรรมนั้นแยกกันไม่ได้
เราอย่าไปคิดว่าเรื่องการปฏิบัติธรรมกับการทำธุรกิจมันคนละอย่าง เราคิดอย่างนั้นไม่ได้นะ มันแยกกันไม่ได้ ถ้าเราแยกกันมันจะไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ มันจะไม่ใช่ศีลไม่ใช่สมาธิไม่ใช่ปัญญา มันจะเป็นอัตตาจะเป็นตัวเป็นตน
ระบบการปกครองผู้ที่เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชก็ต้องพัฒนาวัตถุที่เป็นวิทยาศาสตร์และพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กันมันจะไปแยกกันไม่ได้ มันเป็นหลักการให้ ๒ อย่างทำงานไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งเป็นความสงบอันหนึ่งเป็นปัญญา ๒ อย่างนี้ต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน ไม่ยิ่งไม่หย่อนมากกว่ากัน
ทุก ๆ คนต้องพากันมารู้ให้แจ่มแจ้งให้เข้าใจว่าวัตถุกับจิตใจจะแยกกันไม่ได้
ความสงบและปัญญาเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อวัตถุกับใจจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กันด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เพื่อจะได้ให้ทุกคนเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดีไม่มากเกินไม่น้อยเกิน
ธรรมะนั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ถึงจะเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ถึงจะเป็นความสงบและปัญญา การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นอริยมรรคของเราที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ อาชีพที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตนเพื่อให้เกิดความสมดุล เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เพื่อเป็นความสมดุลระหว่างสิ่งภายนอกภายใน ภายนอกเป็นวัตถุ ภายในเป็นใจ
อันหนึ่งก็เป็นใจ อันหนึ่งก็เป็นวัตถุ ต้องสมดุลกัน ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี เป็นความดีและปัญญา เป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติของเรา เราคิดดูดี ๆ แล้วต้องเป็นความสมดุล เป็นธนาคารแห่งชีวิต สติสัมปชัญญะนี้เป็นหลักการที่ดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นธนาคารแห่งชีวิต ก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความสงบและปัญญา นี้มันเป็นธนาคารแห่งชีวิตที่สมดุล สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นหลักการที่ดีที่สุด เป็นความสมดุล ไม่ได้เอามาเพิ่มไม่ได้เอามาตัด เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน นี้เป็นเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ท่านตรัสถึงความพอเพียงเพียงพอ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ประชาชนของประเทศเข้าใจหลักการในการดำเนินชีวิตของประชาชน เพื่อเป็นหลักการดีที่สุด เพราะเราทุกคนถ้ามีสติสัมปชัญญะเราจะเป็นคนจนหรือคนรวยก็ดับทุกข์ได้พอ ๆ กัน เพราะความไม่มีทุกข์ความดับทุกข์มันอยู่ที่เราทุกคนมีสติมีสัมปชัญญะ
เราทุกคนต้องพากันเข้าใจ เพราะความสุขความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อดีต ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต
ปัจจุบันนี้เราถึงเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ความพอเพียงเพียงพอก็ได้แก่สติได้แก่สัมปชัญญะนั่นเอง ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ มีปัญญามาก ๆ มีความรู้มาก ๆ มันจะดับทุกข์ได้อย่างไรถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ มันจะเป็นความไม่อิ่มไม่เต็มเป็นความไม่เพียงพอ มีความขาดตกบกพร่องอยู่เป็นนิจ
ความดีและปัญญานั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นเหตุเป็นผลให้เราทุกคนไม่มีความฟุ้งซ่าน
ด้วยเหตุผลนี้แหละ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ผู้ที่มีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ มีอำนาจวาสนามาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละให้มาก ๆ เพื่อผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้ที่ร่ำรวยทั้งหลาย ผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะได้เกิดปัญญา จะไม่ได้เป็นอัตตาเป็นตัวเป็นตน
เราจะเอาตัวเอาตนนำชีวิตนั้นไม่ได้ เดี๋ยวชีวิตของเรามันจะเสียหายชีวิตของเรามันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พังทลาย พังตึกเดียวเฉพาะเจาะจงแต่ตึก สตง. ทั้งที่ตึกอื่น ๆ สูงใหญ่มีอยู่มากมาย แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลอยู่ที่ประเทศพม่าโน้น ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ห่างไกลตั้งพันกว่ากิโล ก็เพราะเอาความหลงนำชีวิต เอาความไม่ถูกต้องนำชีวิต เอาทุจริตนำชีวิตถึงต้องเกิดการพังทลาย
ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบให้มาก ๆ เพื่อความสมดุล เพื่อความพอเพียงเพียงพอ ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะเกิดเป็นอัตตาตัวตน มันจะเอาความสงบเป็นตัวเป็นตน มันจะเอาความสุขเป็นตัวเป็นตน มันจะเอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นตัวเป็นตน
เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เข้าใจอะไรล่ะ เข้าใจว่าปัจจุบันนี้แหละเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า อดีตทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้แล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้านั้นก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันเอง
ปัจจุบันนี้เราต้องเอาความดีพร้อมทั้งปัญญาไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเราทุกคนจะได้ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตน เพื่อจะได้ไม่มีตัวไม่มีตน จะได้ไม่มีตัวเราของเรา จะได้ไม่มีตัวกูของกู ตัวสูของสู กูก็ไม่มี สูก็ไม่มี ให้เป็นสติให้เป็นสัมปชัญญะ
เราทุกคนความรู้ความเข้าใจนี้สำคัญมากนะ ความรู้ความเข้าใจเป็นสาระที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เพราะเหตุผลว่าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะปฏิบัติได้อย่างไร ความรู้ความเข้าใจถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะปฏิบัติได้อย่างไร สติกับสัมปชัญญะถึงต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน จะเป็นเรื่องปัจจุบันธรรม การปฏิบัติธรรมมันเป็นเรื่องของปัจจุบัน ปัจจุบันคือการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกสถานที่
เรื่องการประพฤติการปฏิบัติเป็นเรื่องของปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพราะเหตุผลว่านีมันคือรายรับรายจ่ายของชีวิต
สติสัมปชัญญะให้เราพากันคิดดูดี ๆ นะ มันเป็นรายรับรายจ่ายของชีวิต
เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ พากันมายกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อพัฒนาสติสัมปชัญญะของเราให้สมบูรณ์ เพื่อให้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี
พากันมาสมัครสมานสามัคคี เพื่อเอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน
มามีความสุขในการเสียสละ ทุกคนมีความจำเป็นที่จะต้องเสียสละนะ ถ้าไม่เสียสละสติสัมปชัญญะจะไม่มีนะ สติสัมปชัญญะจะไม่เกิดนะ
พากันมามีความสุขในการยกเลิกตัวยกเลิกตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านปฏิบัติเป็นตัวอย่างแบบอย่างให้เราเห็นเป็นรูปธรรมนามธรรม
ให้เรารู้เข้าใจว่า ตัวตนนั้นคือความทุกข์ มีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย มันมีความบกพร่องไม่อิ่มไม่เต็ม มีความทุกข์อยู่ตลอดไป มีความทุกข์อยู่เป็นนิจตลอดกาล เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันจะเป็นความไม่อิ่มไม่พอไม่เพียงพอ มันจะมีความทุกข์อยู่อย่างนี้
เรามารู้มาเข้าใจ ปัจจุบันนี้แหละเราจะต้องประพฤติจะต้องปฏิบัติ
เรามามีความสุขในการทำหน้าที่ ให้มีความสุขในการทำหน้าที่ สมมติสัจจะต่าง ๆ ที่มีไว้ให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายได้รู้เข้าใจ เราต้องปฏิบัติในสมมตินั้น ๆ ให้สมบูรณ์ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
สิ่งที่เป็นสมมติ สมมติว่าผิดว่าถูก ว่าดีว่าชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก ไม่ดีไม่ชั่ว มีหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นหลายแสนหลายล้านสมมติ ให้เรารู้เข้าใจว่าเราต้องปฏิบัติกับสมมตินั้น ๆ ด้วยปิติสุขเอกัคคตาไม่ขาดตกบกพร่อง เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ในปัจจุบัน
สมมติสัจจะทั้งหลายมีไว้เพื่อให้หมู่มวลมนุษย์เพื่อจะได้ประพฤติเพื่อจะได้ปฏิบัติเพื่อสติสัมปชัญญะจได้สมบูรณ์ จะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เพราะความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่ความดีและปัญญา ที่เราเอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่
ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ที่ดีที่สุดที่ประกอบด้วยความดีและปัญญา หน้าที่นั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคนถึงต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ
ความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน
ในสมัยครั้งพุทธกาลนั้น มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อันนี้ตอบตายตัวไม่ได้ มันขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี เป็นกระบวนการของเหตุของปัจจัย เป็นเรื่องของกรรม เป็นเรื่องกฎแห่งกรรม และผลของกรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ท่านให้ประพฤติปฏิบัติที่ปัจจุบัน ความดับทุกข์มันต้องมีอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต ความดับทุกข์ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เราอย่าไปฟุ้งซ่านมาก ให้มีสติมีสัมปชัญญะในปัจจุบัน อย่าไปมองไกลเกิน
เราไม่ต้องไปสนใจเรื่องตายแล้วเกิด หรือว่าตายแล้วไม่เกิด เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะแล้วมันจะได้ว่างจากตัวว่างจากตน เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ
เราอย่าไปมองไกลเกิน ให้เอาที่ปัจจุบันนี้แหละ เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติของเรา เรามามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าการประพฤติการปฏิบัติของเรามันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ
เราต้องคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพดี ๆ ยกเลิกตัวยกเลิกตน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ การปฏิบัติของเรามันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปัญหาต่าง ๆ นั้นมันจะได้จบลง มันจะได้เป็นปัญญา เราจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เพื่อเอาสมมติสัจจะทั้งหลายมาประพฤติมาปฏิบัติ มาทำหน้าที่ให้ดี ๆ ให้มีความสุข เพราะความสุขความดับทุกข์นี้มันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เราไม่ต้องรอในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ นี้มันไกลเหลือเกินนะ มันดับทุกข์ในปัจจุบันนี้ไม่ได้นะ ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์มันต้องอยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันนี้เราต้องมีความสงบมีปัญญา
เราอย่าพากันไปคิดว่าความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่อนาคต อันนี้มันไม่ใช่ความสงบนะ มันเป็นความฟุ้งซ่านนะ มันไม่ใช่ธรรมไม่ใช่ปัจจุบันธรรม มันเป็นตัวเป็นตน มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันเป็นตัวเป็นตน เดี๋ยวตัวตนนั้นมันจะเสียหาย ตัวตนนั้นมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.นะ
ให้รู้เข้าใจ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัตินะ
ให้ปัจจุบันมันเป็นประโยชน์ ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน
เราไม่ต้องมีความลังเลสงสัยในเรื่องอนาคต เมื่อเรามีสติมีสัมปชัญญะแล้ว สติสัมปชัญญะนั้นจะมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์
สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมะที่มีอุปการคุณ มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เป็นคุณสมบัติของความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นคุณสมบัติของผู้ดีของคนดี
เราทุกคนถึงต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่ปัจจุบัน
สิ่งที่ผ่านไปแล้วถือว่าเกษียณไปแล้วเราเอากลับคืนมาไม่ได้
เราทั้งหลายต้องพากันมาปล่อยมาวางเพราะมันผ่านไปแล้วเกษียณไปแล้ว ไม่มีใครเอาอดีตกลับคืนมาได้ ปัจจุบันนี้เราถึงมาทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ เพื่อรายรับรายจ่ายของชีวิตจะได้สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ
การมีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์นั้นคือความดับทุกข์ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ นั้นคือสติคือสัมปชัญญะ
ปัญหาต่าง ๆ ในปัจจุบันก็ไม่มี มีแต่ปัญญา ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อเราจะได้ก้าวไปให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กันทั้งรูปธรรมนามธรรม
หลักการของมนุษย์ต้องเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน จะแยกกันไม่ได้ถึงจะเป็นโครงสร้างสีขาว ถึงจะเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว
เราทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้คืนอธิปไตยให้กับความเป็นประภัสสร เราจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม
เราต้องรู้เข้าใจ สิ่งภายนอกที่เป็นวัตถุก็ให้เราเข้าใจ สิ่งที่เป็นภายในที่เป็นใจ ก็ให้เรารู้เข้าใจ ให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ความดับทุกข์นั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน
ให้เราทุกคนมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะไม่มีอะไรดีที่สุดเท่ากับมีสติมีสัมปชัญญะ
เราทั้งหลายมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ครั้งสุดท้ายในการที่จะเสด็จสู่มหาปรินิพพาน
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด
เราทั้งหลายมาระลึกถึงโอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้ผู้ฟังรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นสาระที่สำคัญในการประพฤติในการปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อจะได้เป็นความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน
การบรรยายพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เห็นสมควรแก่เวลา การบรรยายจึงได้หยุดลงเพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
--------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา