๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๒๒ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ เกษตรกร พ่อค้าประชาชน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด เป็นการดำเนินชีวิตของประชาชนทุก ๆ คน เพื่อให้เป็นทางสายกลาง เพราะเหตุผลว่าการดำเนินชีวิตนั้น มันเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมแล้วก็จะเป็นผลของกรรม เราทุกคนถึงพากันรู้พากันเข้าใจ จะไม่ได้เอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต

 

เราทุกคนมามีปิติมีความสุขมามีเอกัคคตาในการประพฤติในการปฏิบัติ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยสติและสัมปชัญญะ

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เห็นโทษเห็นภัยในความไม่ถูกต้อง ตั้งอยู่ในความเพลิดเพลิน ไม่หลง ไม่ประมาท เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ที่เป็นตัวเราของเรา เราจะหยุดตัวหยุดตนได้ก็เพราะเรารู้เข้าใจ เพราะเราได้ประพฤติได้ปฏิบัติ

 

เราทุกคนต้องพากันประพฤติพากันปฏิบัติด้วยตนเอง เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้ เราต้องประพฤติปฏิบัติของตัวเราเอง เรามามีปิติมีสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความดี เพราะปัญญาบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เรามาทำความดีเพื่อความดี เพื่อไม่ให้ความดีเป็นตัวเป็นตน ความดีก็ต้องเป็นความดี เรามาทำงานเพื่องาน ไม่ใช่มาทำงานเพื่อตัวเพื่อตน แต่ก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เรามาทำความดีเพื่อตัวเพื่อตน เรามาทำงานเพื่อตัวเพื่อตน สติและสัมปชัญญะมันจะเป็นการทำงานเพื่องาน ด้วยเหตุผลนี้เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำงานเพื่องาน สติสัมปชัญญะนี้จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้ที่เข้าใจ ใจที่ทำงานเพื่องาน ใจที่ทำความดีเพื่อความดี ไม่หวังอะไรตอบแทน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ สติสัมปชัญญะที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ เพื่อเข้าสู่กายวิเวก วาจาวิเวก จิตตวิเวก จนเข้าถึงอุปธิวิเวก ที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในหน้าที่ที่เป็นความดีเพื่อความดี ไม่หวังผลอะไรตอบแทน เป็นการทำงานเพื่องาน เป็นการรักษาศีลเพื่อศีล เป็นการทำสมาธิเพื่อสมาธิ เป็นการเจริญปัญญาเพื่อปัญญา

 

เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญของเราทุก ๆ คน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้แล้ว ปัจจุบันเราถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เพื่อหยุดสัญชาตญาณ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ต้องพากันมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเราของเรา เป็นตัวเขาของเขา เป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสู ไม่มีกูไม่มีสู คืนอธิปไตยที่เป็นสัญชาตญาณด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เราทั้งหลายมาทำหน้าที่ของเราให้ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นขบวนการที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ผลประโยชน์ตอบแทน

 

พระธรรมพระวินัยให้พวกเรารู้เข้าใจเป็นสมมติบัญญัติ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เราทุกคนต้องมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติในการทำหน้าที่ ทำหน้าที่ให้ดี ๆ เพื่อเป็นความดีเพื่อความดี เพื่อเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ธรรมวินัยนั้นจะนำเราสู่กายวิเวกวาจาวิเวก ใจวิเวกเพื่อเข้าถึงอุปธิวิเวก เพื่อทำความดีไม่หวังอะไรตอบแทน เราทุกคนจะได้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เป็นความดีเพื่อความดี

 

เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณของตัวเองด้วยการทำความดีเพื่อความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อเป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง การดำเนินชีวิตของเรานี้ โครงสร้างนี้ดีมากนะ เป็นโครงสร้างสีขาว เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาวทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เราทุกคนต้องพากันมีสติมีสัมปชัญญะ มีความสุขกับการมีสติมีสัมปชัญญะ อย่าให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะได้ครอบงำจิตใจของเรา เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อไม่ให้สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นให้มันมาครอบงำจิตใจของเรา วัตถุก็ให้เป็นวัตถุ ใจก็ให้เป็นใจ เราถือเอาหลักการนี้แหละเป็นการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทุกคนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ ต้องมีความตั้งมั่น ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น ไม่หวั่นไหวตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ เพื่อมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้สติสัมปชัญญะได้ทำงานติดต่อต่อเนื่อง สติปัฏฐานทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอน เรายืนเราก็รู้ชัดเจนว่าเรายืน ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าเรายืนให้ชัดเจน เราเดินก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเราเดิน ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการเดิน เรานั่งก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรากำลังนั่ง เรานั่งก็รู้ชัดเจนว่าเรานั่ง เรานอนก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรากำลังนอน การมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างนี้แหละ เป็นการฝึกสติฝึกสัมปชัญญะที่เป็นความดีเพื่อความดี ไม่หวังอะไรตอบแทน เพื่อความสงบ เพราะผู้มีปัญญามากก็ต้องมีความสงบ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ อย่างนี้ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ อย่างนี้ เรามีความสุขมีความสงบมีความสะดวกสบายแล้วเราไม่เสียสละนั้นไม่ได้ เพราะมันจะเป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ทุกคนเกิดมาต้องรู้เข้าใจ เกิดมาเพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ เกิดมาเพื่อเสียสละ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะได้เป็นความดีและปัญญา เป็นปัญญาและความดี เป็นคุณสมบัติของผู้ดี ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ปฏิบัติธรรมเพื่อธรรม ทำงานเพื่องาน รักษาศีลเพื่อศีล ทำสมาธิเพื่อสมาธิ เจริญปัญญาก็เพื่อปัญญา

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงให้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะได้เป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ทุกคนจะได้มาทำหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือ หลักการของข้าราชการนักการเมืองแล้วก็นักบวชหรือเกษตรกรพ่อค้าประชาชนทั้งหลายก็มาใช้หลักการอันเดียวกันนี้แหละ

 

เราต้องรู้เข้าใจ เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราเอาธรรมนำชีวิต ไม่ใช่เอาตัวตนนำชีวิต อยู่ที่เราเอาธรรมนำชีวิต เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ทุก ๆ คน ไม่มีใครยกเว้น เพราะเหตุผลว่าทุกอย่างนั้นมันเป็นสากล ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากหนาวร้อนสุขทุกข์มันเป็นสากล เราทุกคนก็ต้องทำเหมือน ๆ กันปฏิบัติเหมือน ๆ กัน เป็นอริยมรรคแห่งชีวิต ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพต้องยกเลิกตัวตน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เพื่อเอาปัญหาทั้งหลายให้เป็นปัญญา เพื่อเอาปัญญามาให้เกิดความสงบ มาเอาความสงบเพื่อมาเสียสละ เพื่อให้เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม

 

เราทั้งหลายก็พากันมาประพฤติมาปฏิบัติในตัวเรา ทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ อย่าไปเซ่อ ๆ เบลอ ๆ งง ๆ เราต้องคืนตัวคืนตนด้วยการเจริญสติเจริญสัมาปชัญญะ เราต้องพากันรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณมีประโยชน์ เราทุกคนอย่าพากันไปทิ้งพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี เป็นการพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง ผู้ที่พัฒนาวัตถุก็ต้องพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้พัฒนาใจก็ต้องพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เพื่อความสมดุลระหว่างวัตถุกับใจไปพร้อม ๆ กัน ปัญหาต่าง ๆ นั้นถึงจะเป็นปัญญา ปัญญาต่าง ๆ นั้นถึงจะเป็นความสงบ ความสงบนั้นถึงจะเป็นปัญญา

 

ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์มีกับเราทุก ๆ คนที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราประพฤติอยู่ที่เราปฏิบัติ ไม่ได้อยู่ที่ความรวยหรือความจนทางวัตถุ อยู่ที่เรารู้เข้าใจ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ทุกคนนั้นจะไม่มีความทุกข์ เพราะเหตุผลว่าความทุกข์นั้นอยู่ที่ความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นคือความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่รู้จักพอ ไม่มีความพอเพียงเพียงพอ เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรที่ไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันมีความบกพร่องอยู่อย่างนี้ มันไม่อิ่มไม่พอไม่เต็ม

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราจะไปคิดไปปรุงไปแต่งให้ใจของเราไม่สงบไปทำไม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราจะไปคิดไปปรุงไปแต่งให้ใจของเราไม่สงบให้ใจของเราฟุ้งซ่านไปทำไม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเราจะไปคิดไปปรุงไปแต่งไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพแห่งความเป็นจริงนั้นไม่ได้ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นสาระสำคัญของเราทุกคน เราจะได้คืนอธิปไตยที่มันเป็นความทุกข์ ที่เป็นตัวเป็นตน เปรียบเสมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อนี้

 

เราต้องรู้เรื่องวัตถุ เราต้องรู้เรื่องจิตใจ เราจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเสรีชน เราทุกคนจะได้คืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติ ให้กับปวงชนให้กับมหาชน ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะที่เป็นความดีและปัญญา รู้เรื่องอนัตตา ไม่ให้อนัตตามาเป็นตัวเป็นตน

 

เราทุกคนพากันเข้าใจ พากันมามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ เพื่อให้บารมีความดีและปัญญาก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เอาความสงบและปัญญา เอาสมถะวิปัสสนาควบคู่กันไป เราทุกคนต้องเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้มาประพฤติปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ที่จะเป็นความดีเพื่อความดี เป็นปัญญาเพื่อปัญญา เราต้องรู้เข้าใจความสงบและปัญญาต้องก้าวไปอย่างนี้ ความดีและปัญญาต้องก้าวไปอย่างนี้

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ในการทำหน้าที่ ทำหน้าที่ทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพ เพื่อหน้าที่จะได้มีความสุข ความสุขความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่เหมือนกันที่พระที่ท่านพาถวายทานถวายสังฆทาน ท่านจะพูดนำว่า พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญอันนี้ไม่ใช่นะ พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

มีผู้ไปทูลถามเมื่อสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงธาตุทรงขันธ์ดำรงอายตนะอยู่ มีผู้ไปทูลถามท่านว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าแล้วแต่เหตุแล้วแต่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็อย่างนั้น ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้หลักการว่าให้เอาที่ปัจจุบันนี้ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันอยู่แล้ว ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้ทำงานเพื่อทำงาน ทำความดีเพื่อความดี รักษาศีลเพื่อสมาธิ ทำสมาธิเพื่อสมาธิ เจริญปัญญาเพื่อปัญญา ยกเลิกตัวตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เมื่อมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้วเราก็ปล่อยก็วาง หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ทำอย่างนี้แหละ ปัจจุบันนี้เรามามีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการขยันเสียสละรับผิดชอบ ไม่ปล่อยปะละเลย เพื่อให้ความดีและปัญญาได้ก้าวไปเป็นปฏิปทา ด้วยหลักการที่เป็นอุดมการณ์อุดมธรรม ยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าต้องประพฤติต้องปฏิบัติในปัจจุบันนะ อย่าพากันฟุ้งซ่าน ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ให้รู้จัก ต้องมีสติสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่มีสติสัมปชัญญะนั้น เราจะเป็นคนฟุ้งซ่าน เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิตนั้นไม่ได้ ใจของเราต้องให้สงบ ใจของเราจะสงบก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะถึงเป็นพื้นเป็นฐานเป็นกรรมฐาน เป็นฐานที่ตั้งของอนาคต สิ่งทั้งหลายทั้งปวงปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญในการประพฤติในการปฏิบัติ สิ่งที่เป็นอดีตก็ต้องให้เป็นศูนย์ ที่เป็นอนาคตก็ต้องให้เป็นศูนย์ ปัจจุบันถ้าเรามีสติสัมปชัญญะก็เป็นศูนย์ ศูนย์ก็หมายถึงไม่มีตัวไม่มีตน เป็นการทำงานเพื่องาน ทำสมาธิเพื่อสมาธิ เป็นการเจริญปัญญาเพื่อปัญญา เป็นสติสัมปชัญญะ นี้เป็นความดับทุกข์ของหมู่มวลมนุษย์ จะเรียกว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะเรียกว่าความสงบก็ได้ จะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณสิ่งภายนอกสิ่งภายในก็มีน่ะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันก็จะเป็นความว่างจากตัวจากตน สติสัมปชัญญะต้องเป็นพื้นเป็นฐานของเราทุกคน

 

เราทุกคนอย่าเอาตัวเอาตนนำชีวิต ต้องเอาสติสัมปชัญญะนำชีวิต มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการยกเลิกความฟุ้งซ่าน ผู้มีความรู้ความเข้าใจผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ อย่าให้มีความฟุ้งซ่าน ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละถึงจะเกิดปัญญา เพื่อจะได้ทำงานเพื่องาน รักษาศีลเพื่อศีล ทำสมาธิเพื่อสมาธิ เจริญปัญญาเพื่อปัญญา

 

เราทุกคนพากันนอนพากันพักผ่อนให้เพียงพอ นอนเท่าไหร่เพียงพอพักผ่อนเท่าไหร่เพียงพอ การนอนการพักผ่อนที่เพียงพอคือนอนวันละ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง นี้เป็นการนอนการพักผ่อนที่เพียงพอ

 

เวลาเราตื่นอยู่นี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปิติมีความสุขในการทำงานหน้าที่ในการทำงาน เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน ถ้าเรายกเลิกตัวตนนี้แหละคือการพักผ่อน ผู้มีตัวมีตนคือผู้ที่ไม่ได้พักผ่อนนะ

 

เราต้องรู้เข้าใจ การยกเลิกตัวยกเลิกตนมีความสุขในการทำงาน มีความสุขในความขยันรับผิดชอบ ปฏิบัติต่อสมมติสัจจะทั้งหลายอย่างมีความสุข นี้คือการยกเลิกตัวยกเลิกตน นี้คือการพักผ่อน

 

เราต้องรู้เข้าใจในการพักผ่อนนะ การพักผ่อนกาย พักผ่อนวันละ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง การพักผ่อนใจต้องพักผ่อนตลอด ๒๔ ชั่วโมงด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นความดีเพื่อความดี เป็นศีลเพื่อศีล เป็นสมาธิเพื่อสมาธิ เพื่อปัญญาที่ยกเลิกความยึดมั่นถือมั่นที่มันป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เป็นตัวกูของกูเป็นตัวสูของสูที่มันเป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้าเป็นบักผีบ้า นี้เป็นความเสียหายนะ เป็นความพังทลายที่เอาความไม่ถูกต้องนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ชีวิตที่เกิดมานี้เป็นชีวิตที่ไม่เข้าใจปัญหา มาสร้างปัญหา

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ จะได้หยุดปัญหา จะไม่ได้สร้างปัญหา จะเอาปัญหานั้นมามีปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ชีวิตก็ต้องพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้นได้เกิดพังทลายเนื่องจากแผ่นดินไหวอยู่ห่างไกลตั้งพันกว่ากิโลอยู่ประเทศพม่าโน้น ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ตึกกอื่นใหญ่กว่าสูงกว่ามีหลายสิบตึกไม่พังทลาย เพราะความเป็นตัวเป็น ความไม่รู้ไม่เข้าใจมันเป็นเหตุให้พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราทุกคนพากันมาประพฤติพากันมาปฏิบัติในปัจจุบันนะ อดีตที่ผ่านมาให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องกรรมเรื่องกฎแห่งกรรม อดีตนั้นมันจะเป็นพื้นเป็นฐาน จะทำให้เราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ อดีตของเราทุกคนก็ย่อมมี อดีตมันเปรียบเสมือนขั้วบวกขั้วลบระหว่างอดีตกับอนาคตนะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นแหละจะหยุดอดีต หยุดอนาคตด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เพื่อให้สติสัมปชัญญะเราทำงานเพื่องาน

 

ให้เรารู้เข้าใจ สิ่งที่ผ่านมามันจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เราต้องปล่อยเราต้องวาง เราจะปล่อยวางได้เราต้องรู้เข้าใจ ให้เราเจริญสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นการหยุดระหว่างอดีตกับอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตน เพื่อจะได้เป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติระหว่างใจกับวัตถุ เพื่อให้เราทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อหยุดอดีต เพื่อหยุดอนาคตด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

หลักการเจริญสติสัมปชัญญะนั้น ท่านถึงให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในปัจจุบัน มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอน ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมชัดเจน เพราะใจของเรามันคิดได้ทีละอย่าง ไม่ใช่คิดได้พร้อมกันทีละหลายอย่างนะ ถ้าเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม สติรู้ตัวทั่วพร้อมนั้นจะหยุดเรื่องอดีตหยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตนนี้แหละคือดับทุกข์ของหมู่มวลมนุษย์ จะว่าตัวดับทุกข์ก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ นี้คือสติคือสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมที่มีคุณมีอุปการะมาก พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่มีตั้งมากมาย มีหลายล้านสมมติ เรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบันด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ

 

เรามารู้มาเข้าใจ มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเอาทางสายกลางที่เราได้พัฒนาวัตถุตามหลักวิทยาศาสตร์ เรามาพัฒนาจิตใจด้วยความรู้ความเข้าใจ เอาสติสัมปชัญญะนี้เป็นการประพฤติการปฏิบัติของเรา เราจะได้หยุดเรื่องอดีตหยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันเราจะได้ว่างจากตัวจากตน ว่างจากสิ่งที่มีอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี

 

เราทั้งหลายพากันมารู้มาเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ในการทำหน้าที่ของเรา เราพากันรู้เข้าใจว่าเราเกิดมา จุดมุ่งหมายของเราคือความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ เพื่อมาหยุดปัญหาให้เป็นปัญญา เรามาหยุดปัญญาให้เป็นความสงบ เรามาหยุดความสงบด้วยการเสียสละที่เป็นสติที่เป็นสัมปชัญญะ

 

เราทั้งหลายพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่เป็นทั้งคำสั่งเป็นทั้งคำสอนเป็นบริสุทธิคุณ เป็นสิ่งที่ว้าวว้าว เป็นโครงสร้างสีขาวทั้งกายวาจากิริยามารยาทที่เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว เป็นบริสุทธิคุณ

 

เรามาระลึกถึงพระปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเตือนเราทั้งหลายว่าปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญนะ ปัจจุบันเราทั้งหลายต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเราต้องรู้เข้าใจ เราจะจบลงด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการประพฤติการปฏิบัติ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเราต้องรู้เข้าใจ เราเอากลับคืนมาไม่ได้ อดีตก็เป็นอดีตเอากลับคืนมาไม่ได้ อนาคตที่ยังมาไม่ถึงมันก็ไม่ใช่ความดับทุกข์ ปัจจุบันนี้เราทั้งหลายต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท พระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติให้มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิเพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้เราได้รู้ได้เข้าใจ เพื่อให้เราเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ เพื่อเป็นความดีและปัญญา ของเช้าวันจันทร์ที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ ก็เห็นสมควรแก่เวลา จึงได้สมมติยุติในการบรรยาย ณ เวลาเพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

--------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 106,667