๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๓ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พ่อค้า ประชาชนทุก ๆ คนที่อยู่ในประเทศนั้น ๆ  

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พ่อค้า ประชาชน เพื่อเป็นหลักการในการพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน  นี้เป็นหลักการของหมู่มวลมนุษย์ทุก ๆ คนที่เกิดมาในโลกนี้ มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ ปัจจุบันนี้มีแปดพันกว่าล้านคน แบ่งเป็นประเทศ ๑๙๕ ประเทศ ใช้หลักการเดียวกันนี้หมด เพื่อพัฒนาใจเพื่อให้ใจมีปัญญาเกิดปัญญา เพื่อพัฒนาวัตถุ อาศัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้วัตถุก้าวหน้า ไม่หยุดอยู่ มนุษย์เราถึงได้มีหลักการในการดำเนินชีวิต จะได้เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ พัฒนาทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน  

 

มนุษย์เราต้องพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันในปัจจุบันเป็นปัจจุบันธรรม เพื่อให้ธรรมะก้าวไป เพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับใจ กายกับใจต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งก็พัฒนาวัตถุด้วยอาศัยหลักเหตุผล หลักวิทยาศาสตร์ อันหนึ่งก็เป็นใจ เพื่อให้ใจได้เกิดปัญญา เพื่อปัญญาจะได้เกิดความสงบ ความสงบกับปัญญาทั้ง ๒ อย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อันหนึ่งก็ใจอันหนึ่งก็วัตถุต้องไปพร้อม ๆ กัน ชีวิตของมนุษย์ถึงจะก้าวไปเดินไปเป็นทางสายกลาง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ

 

หลักการให้เราทุกคนพากันมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เรามาเน้นลงที่ปัจจุบัน  เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้แล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันถึงเป็นการประพฤติการปฏิบัติ

 

ปัจจุบันนี้เราทุกคนต้องพากันรู้ไว้ ต้องมีปิติมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อเราจะไม่มีความทุกข์ เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ให้เรารู้เข้าใจว่าหน้าที่ของเรา ต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมะ

 

เราทุกคนต้องพากันมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ใจของเราต้องดีต้องสบาย ต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเราต้องใจดีใจสบาย ใจมีความทุกข์ไม่ได้ ต้องให้ใจดีใจสบาย  

 

เราจะใจดีใจสบายได้ก็เพราะเรารู้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเป็นสาระสำคัญมาก ๆ ของเราทุกคน ทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ปริยัตินี้คือความรู้ ความรู้กับการปฏิบัติต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน ความรู้กับการปฏิบัติต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน  เมื่อมีความรู้ความเข้าใจก็ต้องมีการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเอาปริยัติกับการปฏิบัติได้เดินคู่กันไป

 

สติคือความสงบ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา สติสัมปชัญญะก็ต้องเอามาใช้งานไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งความสงบ อันหนึ่งปัญญา ต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

ปัญหาต่าง ๆ นั้นมันจะจบลงในปัจจุบันที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อเอาปัญหาต่าง ๆ นั้น มาให้เป็นปัญญา เพื่อเอาปัญญามาเป็นความสงบ เพื่อเอาความสงบมาเสียสละ เพื่อมาเอาความทุกข์ทางใจมาเป็นความสุขทางใจ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความไม่มีทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ความทุกข์ทั้งหลายก็จะเกิดกับใจของเราไม่ได้ ความทุกข์จะได้เกิดขึ้นได้ก็เพราะเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนะ

 

ให้เราทุกคนพากันเข้าใจ สติสัมปชัญญะนั้นคือตัวดับทุกข์ คือตัวไม่มีทุกข์ สติสัมปชัญญะนั้นถึงมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ มีคุณมาก ๆ มีประโยชน์มาก ๆ ไม่มีอะไรมีคุณมีประโยชน์เท่ากับเรามีสติมีสัมปชัญญะนะ สติสัมปชัญญะนั้นแหละคือศีลคือสมาธิคือปัญญา นั่นแหละคืออนัตตา ไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ เข้าใจว่าสติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย พระธรรมพระวินัยทั้งหมดนี้มารวมอยู่ที่สติสัมปชัญญะนะ สติสัมปชัญญะนั้นมันเป็นรายรับรายจ่ายของชีวิตนะ มันเป็นธนาคารแห่งชีวิต อันหนึ่งรายรับอันหนึ่งรายจ่าย ด้วยเหตุผลนี้แหละเราทุกคนที่เป็นมนุษย์เป็นผู้ที่ประเสริฐ เราต้องพากันมีสติสัมปชัญญะ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ เพื่อเราทุกคนจะไม่ได้ฟุ้งซ่าน ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เพื่อให้เราทุกคนพากันเข้าใจง่าย ๆ รายรับมาเท่าไหร่ก็จ่ายคืนเท่านั้น สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นรายรับรายจ่ายของเราทุก ๆ คน อย่างเรามีปัญญามาก ๆ มีความรู้ความเข้าใจมาก ๆ เราก็ต้องสงบมาก ๆ อย่างนี้เรียกว่ารายรับรายจ่าย เมื่อเราสงบมาก ๆ เรามีความสุขมาก ๆ มีโลกส่วนตัวมาก ๆ เราก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อสติสัมปชัญญะจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งความสงบอันหนึ่งปัญญา อันหนึ่งสมถะอันหนึ่งวิปัสสนา ๒ อย่างนี้ต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน  

 

ความสุขใจสบายใจของเราทุกคนอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เป็นความสมดุลระหว่างรายรับรายจ่าย ชีวิตของเราก้าวไปด้วยทางสายกลาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้นะ สติสัมปชัญญะเป็นหลักการของเราทุก ๆ คน ให้เราทุกคนรู้ว่าสติสัมปชัญญะนี้แหละคือหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้หมู่มวลมนุษย์เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้ใจดีใจสบายในปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนี้เราทุกคนต้องใจดีใจสบายนะ ไม่ใจดีใจสบายในปัจจุบันไม่ได้

 

 สติสัมปชัญญะนั้นเป็นสภาวธรรมที่ทำให้ทุกคนใจดีใจสบาย ที่หยุดอดีตได้ก็เพราะสติสัมปชัญญะ ที่จะยกเลิกอนาคตได้ก็เพราะมีสติมีสัมปชัญญะ ที่เราจะยกเลิกจากความเป็นตัวเป็นตน เป็นตัวเราของเรา เป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสูก็เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะนะ

 

ปัจจุบันเราต้องว่างจากตัวจากตน ว่างจากนิวรณ์ทั้ง ๕  ได้แก่ 

  1. กามฉันทะ ความพอใจในกาม
  2. พยาบาท ความโกรธ ความคิดปองร้าย
  3. ถีนมิทธะ ความหดหู่ ง่วงเหงาหาวนอน
  4. อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ
  5. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเจริญสมาธิและพัฒนาปัญญา 

ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ นิวรณ์ทั้ง ๕ นั้นจะเกิดกับเราไม่ได้ ที่นิวรณ์ทั้ง ๕ เกิดกับเราได้ก็เพราะเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนะ

 

ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะใจของเราจะไม่มีอคติทั้ง ๔

 

อคติ 4 คืออะไร

ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะความรัก ความชอบพอ

โทสาคติ ลำเอียงเพราะความเกลียดชัง โกรธแค้น

โมหาคติ ลำเอียงเพราะความหลง ความเขลา ไม่รู้จริง

ภยาคติ ลำเอียงเพราะความกลัว อำนาจ หรือผลประโยชน์

 

สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดนิวรณ์ทั้ง ๕ จะยกเลิกนิวรณ์ จะยกเลิกอคติทั้ง ๔

 

สติสัมปชัญญะเป็นความสงบและปัญญาเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี รับมาเท่าไหร่เราก็จ่ายเพียงเท่านั้น เพื่อความสมดุล ไม่ได้เพิ่ม ไม่ได้ตัด ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ถึงอยู่ที่เราทุกคนมีสติมีสัมปชัญญะอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจนะ เพราะความดับทุกข์มันอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่อนาคต มันเป็นอิ่มความเต็ม ความพอเพียงเพียงพอ เป็นเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ท่านให้คติธรรมเพื่อเป็นหลักการในการพัฒนาวัตถุและปัญญาไปพร้อม ๆ กัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพื่อจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นจริง เพื่อให้รายรับรายจ่ายมันสมดุลกัน เราต้องรู้เข้าใจ อยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม อยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้หยุดลงที่ปัจจุบัน หยุดลงที่ผัสสะ เราทั้งหลายต้องมีหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

จะได้เอาความรู้ความเข้าใจมาประพฤติมาปฏิบัติ จะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงตรงปัจจุบันนี้ จะไม่ได้ไปตามความหลง จะไม่ไปตามผัสสะ จะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ความสงบและปัญญาจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นทางธาตุทางขันธ์ทางอายตนะ ให้มันจบลงที่ปัจจุบัน

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจด้วยปัญญาบริสุทธิคุณนะ อย่าไปคิดว่าความสุขความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ นี้ไม่ใช่นะ มันเป็นความเข้าใจผิด ความดับทุกข์ของเราต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตนะ เราต้องเข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความดับทุกข์มันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราไม่เข้าใจมันก็จะไปของมันเรื่อย มันจะไม่อิ่มไม่พอไม่เพียงพอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าความเข้าใจอย่างนี้มันจะไม่เข้าถึงความอิ่มความเต็ม ไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ มันจะมีความบกพร่องอยู่เป็นนิจ เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิงมันจะมีความพร่องอยู่เป็นนิจ

 

ปัจจุบันนี้เราต้องอิ่มต้องเต็มต้องพอ เราจะอิ่มจะเต็มจะพอได้เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เรามีสติสัมปชัญญะนั้นใจของเราถึงจะดีถึงจะสบาย

 

เราทุกคนเราต้องใจดีใจสบายนะ ไม่ต้องมีความทุกข์ทางใจอีกต่อไป เพราะเราทุกคนเกิดมาเพื่อมาพัฒนาใจของเราให้มีสติมีปัญญา เพื่อใจของเราจะไม่ได้มีความทุกข์

 

มารู้เรื่องของความทุกข์ มารู้เรื่องของเหตุเกิดทุกข์ มารู้เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราไม่ต้องมีความทุกข์อีกต่อไป มารู้เรื่องของกาย มารู้เรื่องของใจ กายของเราคือสภาวธรรมเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ใจของเราตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้จะได้มีปัญญา เพื่อจะไม่ให้มันเป็นอัตตาเป็นตัวตน ใจของเราจะไม่ได้ถูกธาตุถูกขันธ์ถูกอายตนะครอบงำ  ใจของเราจะได้มีสติสัมปชัญญะ ใจของเราจะได้เป็นบริสุทธิคุณ จะได้หยุดลงในปัจจุบัน สติสัมปชัญญะนั้นเราต้องเอามาใช้เอามาทำงานในปัจจุบัน

 

สติสัมปชัญญะจะได้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน เป็นความสงบและปัญญา

 

มารู้แจ้งเรื่องทางกายเรื่องทางวัตถุ มารู้แจ้งเรื่องใจ เราทุกคนจะได้เอาสติเอาสัมปชัญญะนำชีวิต สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะจบลงในปัจจุบันด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันมารู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ พากันเห็นคุณเห็นประโยชน์ เพื่อความก้าวหน้าด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ มาทำหน้าที่ของตัวเราเองให้สมบูรณ์ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ให้ด่างไม่ให้พร้อยไม่ให้เศร้าหมอง เพราะธรรมะนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะเหตุเพราะปัจจัย เพราะการทำหน้าที่ของเราทุก ๆ คน

 

ปัจจุบันเราถึงมีความสุขในการการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธรรมะถึงเป็นหน้าที่ของเราทุก ๆ คน หน้าที่คือธรรมะ เราปฏิบัติธรรมเพื่อธรรม ไม่ใช่เพื่อตัวเพื่อตนนะ การทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีนั้นไม่ถูกต้องนะ นั้นคือตัวคือตนนะ นั้นไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะนะ การทำความดีเพื่อความดีนะ ถึงจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ การปฏิบัติธรรมนั้นเพื่อความดีให้เป็นความดี เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ให้เราทุกคนพากันเข้าใจ ความเข้าใจอันนี้แหละ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ถึงต้องเสียสละมาก ๆ ถึงจะเป็นความดีเพื่อความดี ถึงจะเป็นสติถึงจะเป็นสัมปชัญญะ

 

 ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติธรรมะ เพื่อความบริสุทธิ์ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพด้วยการยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

 มีความสุขในการทำหน้าที่ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในหน้าที่ความทุกข์ใจของเราก็จะไม่มี

 

การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องมีฉันทะ มีความพอใจ ตัวฉันทะตัวพอใจที่ใจที่มีสติมีปัญญา ที่ใจของเรายกเลิกอัตตาตัวตน นี้ให้เรารู้เข้าใจ นี้เป็นความพอใจที่เกิดจากปัญญา เป็นความยึดมั่นถือมั่นในหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม ยกเลิกตัวตน นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่นเป็นความตั้งมั่นเพื่อยกเลิกนิติบุคคลตัวตน นี้เป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรมของหมู่มวลมนุษย์

 

มนุษย์เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติที่เป็นรายรับรายจ่ายทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นมันอยู่ที่ปัจจุบันนี้นะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่า กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้มันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม เมื่อครั้งพุทธกาลมีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ เพื่อผู้ประพฤติปฏิบัติจะได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านว่า เรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิดขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เหตุมันเป็นอย่างไรผลมันก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเมตตาบอกสอนว่า ให้เรารู้เข้าใจ ให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้เอาปัจจุบันเป็นหลัก เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่ยังไม่ไปถึงก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ให้เรารู้เข้าใจ สิ่งทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบัน นี้เป็นกระบวนการของกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรมนะ

 

ปัจจุบันนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องมีฉันทะมีความพอใจในการประพฤติการปฏิบัติ นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นหลักการที่ยกเลิกทุกข์ ยกเลิกเหตุเกิดทุกข์ ยกเลิกข้อปฏิบัติที่จะทำให้เราเกิดมีความทุกข์

 

พระธรรมพระวินัยที่เป็นการพัฒนาใจพัฒนาวัตถุ ที่จะต้องให้เป็นทางสายกลาง เป็นการพัฒนาใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กัน

 

เราทุกคนจะได้ยกเลิกความไม่ถูกต้อง ตัวตนนี้คือความไม่ถูกต้อง ตัวตนนั้นคือความผิด ตัวตนนั้นคือทุจริต ตัวตนนั้นมันคือความเสียหาย ตัวตนนั้นมันคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้น แผ่นดินไหวอยู่ไกลอยู่ที่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ห่างไกลร่วมพันกิโล ตึกใหญ่กว่าสูงกว่าตึก สตง.ก็ไม่พังทลายไม่เสียหาย เพราะความถูกต้องนั้นมีอยู่มากกว่า เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าเราทั้งหลายจะเอาความผิดนำชีวิต เอาทุจริตนำชีวิตไม่ได้ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละ

 

เราทุกคนจะได้คืนทุกสิ่งทุกอย่างหรือว่าหยุดทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

ให้เราคืนทุกอย่างให้กับธรรมชาติ ตามความเป็นจริงของความเป็นจริงของธรรมชาติ เราทั้งหลายจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นจริงในทุกสิ่งทุกอย่าง เราต้องคืนอธิปไตยให้กับปวงชนให้กับมหาชน

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจนะ เราละเมิดอธิปไตยเรายังไม่รู้ไม่เข้าใจเลยนะ

 

เช่น ความคิดของเรา เราไม่อยากให้มันแก่ให้มันเจ็บให้มันตายไม่อยากให้มันพลัดพราก อย่างนี้คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราอยากจะให้เป็นอย่างโน้น ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ ให้เรารู้เข้าใจนี้คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพนี้ไม่ใช่ความสงบไม่ใช่ปัญญา มันเป็นอัตตาตัวตน มันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

 

เราจะไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างนั้นมันไม่ถูกต้อง เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ยกเลิกความคิดความเข้าใจผิด ๆ อย่างนี้

 

ความคิดความเข้าใจอย่างนี้ให้เรารู้เข้าใจนะ ความคิดความเข้าใจอย่างนี้มันมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้นะ เราต้องยกเลิกความเข้าใจผิดเห็นผิด เพราะมันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นจริงตามความเป็นจริง

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่าพากันไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ให้เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

สติสัมปชัญญะนั้นเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสบอกตรัสสอนให้เรารู้ให้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ยกเลิกความคิดความเข้าใจอย่างนั้น เพื่อมาเอาหลักการพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยเป็นทั้งคำสั่งให้หยุด สั่งให้ปฏิบัติ อันหนึ่งก็ความสงบ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ

 

สมมติสัจจะทั้งหลายที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ นี้คืออุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราต้องไม่ทิ้งหลักการ ไม่ทิ้งอุดมการณ์ ไม่ทิ้งอุดมธรรม เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้ เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อจะได้หยุดตัวหยุดตน หยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นภพเป็นชาติที่มันเป็นตัวเป็นตนที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เราจะได้อาศัยพระธรรมพระวินัยในการเดินทางที่เป็นยานของการเดินทาง

 

 เราจะเดินทางก็ต้องมียานในการเดินทาง ถ้าไม่มียานเราจะไปได้อย่างไร เพราะไม่มียานพาหนะในการเดินทาง พระธรรมพระวินัยถึงเป็นยานในการเดินทาง พระธรรมพระวินัยถึงเป็นอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติของกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเราถึงมีฉันทะมีความพอใจมีศรัทธาในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ในการประพฤติการปฏิบัติของเราทุกคน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การเดินทางไกลไปทางบกทางอากาศก็ต้องอาศัยรถอาศัยเครื่องบินเดินทาง ถ้าเราเดินทางทางน้ำทางทะเลทางมหาสมุทร เราก็ต้องอาศัยเรือยนต์เรือขนานยนต์ขนาดใหญ่ พระธรรมพระวินัยนี้ถึงเป็นยาน ยานพาหนะสำหรับเดินทาง

 

 ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นหมายถึงการพัฒนาใจพร้อมกับวัตถุไปพร้อม ๆ กันให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับใจ ทั้ง ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน จะยิ่งหย่อนกว่ากันไปไม่ได้ ต้องไปพร้อม ๆ กัน ถึงมีหลักการในการดำเนินชีวิต วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นการทำงานกับการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน พากันไปพัฒนาใจ ถือเนกขัมมะบารมี เพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เรามีความสุขในการทำงานพร้อมกับการพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเพื่อไปพัฒนาใจ เพื่อใจของเราจะได้พัฒนาทั้งความสงบและปัญญา เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ รายรับรายจ่ายที่เป็นธนาคารชีวิตจะได้สมดุล

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นสาระสำคัญของเราทุกคนนะ ต้องรู้เข้าใจ ปริวัติกับการปฏิบัติถึงก้าวไปพร้อม ๆ กันที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ที่เป็นความดีและปัญญาต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา ทุกคนมาทำความดีเพื่อความดี เพื่อเราจะรักษาศีลเพื่อศีล ไม่ใช่รักษาศีลเพื่อตัวเพื่อตน เรามาทำสมาธิเพื่อสมาธิ ไม่ใช่เพื่อตัวเพื่อตน เรามาเจริญปัญญาเพื่อปัญญา ไม่ใช่เพื่อตัวตน ให้รู้เข้าใจว่าตัวตนคือความทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีฉันทะ มีความพอใจ มีศรัทธาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้เป็นฟอร์มสดในปัจจุบัน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราถึงจะมีฟอร์มสดในปัจจุบันนะ

 

ความตั้งมั่นที่เป็นสัมมาสมาธิ ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ยกเลิกตัวตน ในความถูกต้องที่เป็นความดีเพื่อความดี ที่เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยปัญญา

 

เราทุกคนต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ หรือจะว่าพระนิพพานก็ได้ นี้คือสติคือสัมปชัญญะ นี้คือความดีที่ประกอบด้วยปัญญา นี้คือความดีนี้คือสมบัติของผู้ดี คือผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เป็นผู้ปฏิบัติสมควร เป็นความพอดี ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเป็นเรื่องของปัจจุบันนะ ไม่ใช่เรื่องของอนาคต

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกท่านสอนเราว่า เราทั้งหลายเราต้องรู้เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันไม่จบ พูดถึงรูปเสียงกลิ่นรสลาภยศสรรเสริญ มันไม่จบ เราทั้งหลายอย่าไปตั้งอยู่ในความเพลิดเพลิน อย่าไปตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทมันคือความเสียหาย ความเสียหายทั้งหมดมันเกิดจากความประมาทนะ ยิ่งเราพัฒนาวิทยาศาสตร์ได้รับความสะดวกความสบาย เราก็ยิ่งมีความหลงความเพลิดเพลินตั้งอยู่ในความประมาท มันก็จะไปของมันเรื่อย ๆ ไม่จบ เราต้องรู้เข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุของปัจจัย อายุขัยของมนุษย์นี้มันอยู่ได้ไม่นานนะ ไม่เกินร้อยกว่าปี ถึงแม้เราจะพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันก็ไม่เกินร้อยกว่าปี มนุษย์เราถึงต้องมีหลักการวันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นการทำงานและพัฒนาใจ วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันพัฒนาใจเพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อใจของเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะมาก ๆ ขึ้นไป ที่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ที่เกิดจากความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ไม่ให้เราพากันประมาท ไม่ให้เราพากันขี้เกียจขี้คร้าน เราต้องรู้เข้าใจ ความขี้เกียจขี้คร้านนี้มันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนต้องผ่านด่านขี้เกียจขี้คร้าน ด่านนิติบุคคลตัวตน เราต้องหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ ผู้ที่มีความรู้มาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละมาก ๆ

 

 เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ผ่านด่านที่เป็นตัวเป็นตน ด่านขี้เกียจขี้คร้าน ที่มันเป็นสัญชาตญาณของตัวของตน สิ่งนั้น ๆ ถึงมันจะอร่อยจะแซบจะลำจะนัวก็ช่างหัวเผือกช่างหัวมันเหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ท่านตรัสไว้อย่างนี้เพื่อเป็นคติธรรมที่เราจะได้ผ่านด่านตัวตน ผ่านด่านความขี้เกียจขี้คร้าน เราจะได้รู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

เราทุกคนต้องพากันเข้าใจนะ ธรรมะนั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะนะ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมะนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้นะ ผู้มีความสุขมีความสงบที่เกิดจากการพัฒนาวิทยาศาสตร์ได้รับความสะดวกสบายทางวัตถุ ต้องพากันมาเสียสละ เพื่อสติสัมปชัญญะจได้สมบูรณ์ รายรับรายจ่ายจะได้สมดุลด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

ให้เกิดปัญญา เพื่อเราจะได้ก้าวไปทั้งความสงบและปัญญา ด้วยการไม่ไปติดในความสุข เพราะความสุขกับความทุกข์นั้นมันก็คือตัวเดียวกันนั้นแหละ เหมือนงูพิษตัวหนึ่ง อันหนึ่งก็หัวงู อันหนึ่งก็หางงู เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เสียสละ เพื่อรายรับรายจ่ายของเรามันจะพอเพียงเพียงพอ จะเป็นความพอดี  

 

การทำความเพียรการปฏิบัติธรรม คือความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เพื่อให้เป็นความดีและปัญญาไปพร้อม ๆ กัน เราทั้งหลายต้องมาเสียสละ เพื่อสติสัมปชัญญะ ผู้มีปัญญาก็ต้องสงบ ผู้สงบก็ต้องเสียสละ

 

เราเอาตัวอย่างแบบอย่างขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือใคร พระพุทธเจ้าคือผู้สติสัมปชัญญะ พระพุทธเจ้าคือผู้ที่เสียสละ ท่านเสียสละเป็นอมตะกาลของการเสียสละ วันหนึ่งคืนหนึ่ง ท่านเสียสละทั้ง ๒๔ ชั่วโมงเลยนะ

 

พุทธกิจของท่าน ท่านทรงบรรทมพักผ่อนเพียง ๔ ชั่วโมงเสียสละให้สรีระร่างกาย เพื่อให้สรีระร่างกายได้พักผ่อน ท่านเสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างที่ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วก็เป็น ๒๔ ชั่วโมง การดำเนินชีวิตของท่านเป็นตัวอย่างแบบอย่างที่ดีมากที่ประกอบด้วยปัญญา

 

เราทั้งหลายจะมามีโลกส่วนตัวได้อย่างไร เรามีความสงบเราก็ต้องเสียสละ เรามีความสุขเราก็ต้องเสียสละ เพื่อพัฒนาสติสัมปชัญญะ จะได้ก้าวไปด้วยสติสัมปชัญญะ เพื่อจะได้ข้ามสัญชาตญาณที่นิติบุคคลตัวตน ที่ทุกคนขี้เกียจขี้คร้าน ที่มันเป็นโลกส่วนตัวเป็นโรคตัวโรคตน เราทั้งหลายต้องคืนอธิปไตยที่มันเป็นตัวเป็นตน

 

เราทุกคนต้องพากันมาทำประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท เราทั้งหลายพากันมามีตัวมีตน ตัวนั้นคือความไม่ถูกต้อง ตัวตนนั้นคือทุจริต ตัวตนนั้นคือคนบ้าคือคนผีบ้า คือบักผีบ้าอีผีบ้า ตัวตนมันคือข้าราชการบ้า นักการเมืองบ้า คือพระบ้า ตัวตนนั้นคือเชื้อบ้า เราต้องรู้เข้าใจนะ ตัวตนนั้นคือความเสียหาย เราทุกคนต้องมายกเลิกตัวตน เพราะตัวตนมันคือความเสียหาย ตัวตนคือการพังทลายเสียหายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.

 

เราทุกคนต้องพากันมาแก้ปัญหาให้ถูกต้อง ถ้าแก้ปัญหาไม่ถูกต้องมันแก้ไม่ได้ เราทั้งหลายต้องพากันมาสมัครสมานสามัคคี เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน ความสมัครสมานสามัคคีไปพร้อม ๆ เราทุกคนก็ไม่ได้แก้ที่ใคร แก้ที่ตัวของเราเอง เราดูตัวอย่างแบบอย่างพระพุทธเจ้าก็แก้ที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ก็แก้ที่พระอรหันต์ เราเป็นใครก็แก้ที่คนนั้นไม่ได้ไปแก้ที่คนอื่น เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้พัฒนาตัวเราเพื่อเราจะได้เสียสละ เพื่อเราจะได้พัฒนาวัตถุเพื่อให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าเพื่อเราจะได้พัฒนาจิตใจของเราให้เกิดปัญญา

 

เราจะได้รู้เข้าใจในเรื่องปัญหา ปัญหานั้นจะได้เกิดปัญญา ปัญญานั้นจะได้เกิดความสงบ ความสงบนั้นจะได้เกิดปัญญาที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาที่ท่านเป็นห่วงเรา ที่ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้เป็นวาระสุดท้ายของธาตุขันธ์อายตนะก่อนที่เราจะจากไป เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ท่านได้ตรัสโอวาทสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 106,668