๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๔ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

 

ชีวิตของเราที่เกิดมาเป็นชีวิตที่ต้องมาบำเพ็ญความดีสร้างบารมีในเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุด ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ

 

ให้เราทำหน้าที่ทำความดีให้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง ปัจจุบันเก่งคนคนฉลาดคนมีปัญญานั้นมีมาก แต่มันขาดคนที่มีปฏิปทาที่สม่ำเสมอติดต่อต่อเนื่อง

 

เราต้องมาเพิ่มความรับผิดชอบของเราให้มากขึ้น ปัจจุบันความรับผิดชอบของเรายังมีน้อย ความรับผิดชอบยังอยู่ในระดับนรก ระดับอเวจี

 

เราทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ไปตามผัสสะ จะไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม เอาผัสสะเอาสิ่งแวดล้อมเป็นข้อวัตรเป็นข้อปฏิบัติ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

ให้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ เพื่อเราทั้งหลายจะได้ก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวตน เราต้องรู้เข้าใจ สมมติสัจจะทั้งหลายนั้น สมมตินั้นก็บ่งบอกแล้วว่าอันนี้ผิดอันนี้ถูกอันนี้ดีอันนี้ชั่ว อันนี้ไม่ผิดไม่ถูกต้องไม่ดีไม่ชั่ว เราต้องประพฟติปกิบัติต่อสมมติทั้งหลายให้ถูกต้อง

การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของเราทุกคน เราทุกคนต้องรู้เรื่องการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้

 

เราทุกคนต้องมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ นี้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา นี้เป็นหลักการของเราและเป็นหลักการของคนอื่น

 

ทุกคนต้องพากันประพฤติพากันปฏิบัติเอาเอง ของอย่างนี้สิ่งอย่างนี้ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันได้

รู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสาระที่สำคัญของชีวิต การประพฤติการปฏิบัติเป็นสาระสำคัญของชีวิต ความสงบและปัญญาเป็นสาระสำคัญของชีวิต ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่เป็นรายรับรายจ่าย เป็นความสมดุล เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นธนาคารแห่งชีวิต

 

ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ เรารู้ความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นธรรมชาติที่เวียนว่ายตายเกิด แล้วก็เป็นธรรมชาติที่หยุดเวียนว่ายตายเกิดรู้ในเรื่องเกิด รู้ในเรื่องการหยุดเวียนว่ายตายเกิด

 

ทุกคนพากันมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เราทั้งหลายต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอน ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในเรื่องความตรึกนึกคิด

เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าอันไหนผิดอันไหนถูกอันไหนดีอันไหนชั่ว อันไหนไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่วเราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เราจะไม่ได้ตรึกในกามไม่ได้ตรึกในพยาบาท เราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ เราจะไม่ได้ใจอ่อนไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะตามสิ่งแวดล้อม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจที่เอามาใช้มาปฏิบัตินี้จะเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาจะเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน นี้จะเป็นสติสัมปชัญญะ นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวตน นี้เป็นหลักการเป็นอุดมการณ์อุดมธรรมของหมู่มวลมนุษย์ที่รู้เข้าใจที่เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ผู้ที่เข้าถึงความดีเข้าถึงบารมีเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุดเพื่อเป็นผู้ใจดีใจสบาย ผู้ที่เอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกตัวตน ยกเลิกตัวเราของเรา ยกเลิกตัวกูของกู ตัวสูของสู มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ เป็นผู้ที่ว่างจากตัวจากตน ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นผู้มีพระรัตนตรัยนำชีวิต คือมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์อยู่ในตัวของธรรมชาติ เพราะพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์คือความรู้ความเข้าใจคือพระธรรมพระวินัย เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นสติสัมปชัญญะ

 

เราทั้งหลายต้องพากันเข้าใจ เราจะได้รู้ว่าเราเกิดมาทำไม เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจถึงเราจะมีอายุยืนเป็นหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นปี ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะเราไม่รู้ไม่เข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เรียนหนังสือทำไม ทำงานทำไมเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชทำไม

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราเกิดมาเพื่อรู้เข้าใจเพื่อมามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขความไม่มีทุกข์มันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องไม่มีความทุกข์อะไรด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะได้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ

 

มนุษย์เราต้องรู้เข้าใจต้องเห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในวัฏฏสงสาร

 

เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจชีวิตของเราก็ต้องพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับ ตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พัง ทั้งที่ใหญ่กว่าสูงกว่า มันไปพังตึกเดียวเฉพาะตึก สตง. เพราะเอาความผิดนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต ชีวิตนี้ก็ย่อมเสียหายย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทย

 

เราต้องรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ อย่าไปซบเซาในความหลง เราต้องหยุดด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยธรรมด้วยปัจจุบันธรรม เราทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเอง มาเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ มาเป็นผู้มีศีลมีธรรมมีปัจจุบันธรรม

 

ทำเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ ท่านเป็นผู้เสียสละ ผู้รู้ผู้เข้าใจผู้มีสติสัมปชัญญะคือผู้ที่เสียสละ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสียสละตลอด ๒๔ ชั่วโมง วันหนึ่งคืนหนึ่งท่านบรทมพักผ่อนเสียสละให้สรีระร่างกาย ๔ ชั่วโมง อีก ๒๐ ชั่วโมงเสียสละให้สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ท่านเสียสละ ผู้ที่เสียสละถึงเป็นผู้มีศีลมีสมาธิมีปัญญา ผู้ที่ยกเลิกอัตตาตัวตนถึงจะเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจผู้เห็นภัยในตัวในตน หรือผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เพราะตัวตนนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย

 

เราจะหยุดตัวตนได้ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะถึงเป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์มาก พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ทั้งหลายถึงมีคุณมีประโยชน์ต่อมหาชนทั้งหลาย

 

เราทั้งหลายถึงต้องมีความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัย เราจะเดินทางไกลก็ต้องอาศัยรถอาศัยเครื่องบินทางบกทางอากาศ ถ้าทางน้ำทางทะเลมหาสมุทรเราถึงต้องอาศัยเรือ

 

ให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยเป็นหลักการเป็นอุดมการณ์อุดธรรม ให้เราทุกคนรักพระธรรมรักพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เราต้องรู้คุณรู้ประโยชน์รู้จักความดีรู้จักคุณธรรมของผู้ดี เราต้องดีทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาทดีที่ใจ ใจที่ดีที่ประกอบด้วยปัญญาอย่างนี้ เน้นในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

เรายกเลิกตัวตน เราก็มีความสุขคนอื่นก็ให้ความรักเคารพนับถือ เป็นผู้สมควรยกมือไหว้ให้ของเพื่อบูชา เพราะเหตุผลว่าเป็นทรัพยากรที่ประเสริฐไม่มีทรัพยากรใด ๆ ยิ่งกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นครูของหมู่มวลมนุษย์เทพเทวาสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างหาที่สุดหาประมาณมิได้

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เราจะเป็นใครมาจากไหน เป็นคนกรุง คนต่างจังหวัด คนป่าคนเขา ความดับทุกข์เรามีได้ก็เพราะเรารู้เข้าใจในความจริงในอริยสัจสี่ในเรื่องความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

เราทั้งหลายต้องมาเน้นที่เรานี้แหละ เน้นที่ความรู้ความเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่เลือกชั้นวรรณะ เลือกชาติเลือกตระกูล ทุกคนปฏิบัติได้เหมือน ๆ กันพอ ๆ กัน เพราะธรรมะนั้นเป็นสากล กายวาจากิริยามารยาทอาชีพมันเป็นสากล ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากจากไปมันเป็นสากล ความทุกข์ก็เป็นสากลความสุขก็เป็นสากล ดีชั่วสมมติต่าง ๆ มันเป็นสากล สวรรค์ก็สากล นรกก็สากล พรหมโลกก็สากล นิพพานก็สากล ถ้าใครประพฤติใครปฏิบัติก็ได้รับผลเหมือน ๆ กันไม่มีใครยกเว้น มีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเหมือนกันหมดด้วยเหตุนี้เราต้องรู้เข้าใจ

 

เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท เน้นที่กายวาจากิริยามารยาทที่ใจที่อาชีพด้วยปิติด้วยความสุข เอาตัวอย่างแบบอย่างเอาโมเดลขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์มาไว้ในกายวาจากิริยามารยาทมาไว้ที่ใจที่ความตั้งใจ ด้วยปิติด้วยความสุขด้วยเอกัคคตา ให้มีปิติสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อยกเลิกกิจกรรมที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน มีความยึดมั่นถือมั่นตั้งมั่นในพระธรรมในพระวินัยอย่างนี้

 

ทำความดีต้องไม่มีตัวตน เจริญปัญญาต้องไม่มีตัวตน การเรียนการศึกษาต้องไม่มีตัวตน การทำงานต้องไม่มีตัวตน

 

เราจะไม่มีตัวตนได้อย่างไร..? 

 

ได้... เราไม่มีตัวตนได้เพราะเรารู้เข้าใจเรามีสติสัมปชัญญะเรายกเลิกตัวตนในปัจจุบันถ้าเรามีสติสัมปชัญญะนั่นแหละคือการยกเลิกตัวตนมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมยืนเดินนั่งนอนตลอดอิริยาบถย่อย เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เมื่อเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์มันก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้ว

 

เราทั้งหลายพากันมาเน้นที่ตัวเรานะ เน้นที่ตัวเรา เราอย่ามาอาศัยสรีระร่างกายส่วนที่เป็นมนุษย์เพื่อเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต เราอย่ามาอาศัยสมมติสัจจะที่เค้าแต่งตั้งให้เราเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชมาหาอยู่หาหลงหาเลี้ยงชีพนะ เพราะมันเป็นความไม่ถูกต้อง

 

เราอย่าให้ความรู้สึกของหมู่มวลมุนษย์ทั้งหลายมีความรู้สึกร่วมกันว่าเห็นหน้าข้าราชการก็เห็นหน้าโจรมันลอยมา เห็นหน้านักการเมืองก็ยิ่งเห็นหน้าโจรใหญ่หน้าอภิมหาโจร เห็นหน้านักบวชก็เห็นหน้าโจรใหญ่ไม่ใช่โจรธรรมดา มันเป็นโจรที่ไม่น่าไว้วางใจ ตัวตนมันเป็นโจร ตัวตนมีแต่ทุกข์เกิดขึ้นทุกข์ตั้งอยู่ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มีเลย มันเป็นผู้ที่รวยเท่าไหร่ก็รู้จักพอ มีอำนาจวาสนาเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ มันไม่เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ มันไม่ได้เป็นความดี นี้มันเป็นนิติบุคคลตัวตน นี้มันเป็นโจรเป็นมหาโจรเป็นอภิมหาโจร เราจะให้ความรู้สึกร่วม ๆ กันของประชาชนมหาชนได้เกิดความรู้สึกอย่างนี้

 

เราทั้งหลายต้องมาสมัครสมานสามัคคีกันเดินไปพร้อม ๆ กันทั้งกายวาจากิรยามารยาทอาชีพที่ยกเลิกตัวตนด้วยสติสัมปชัญญะ เพราะเราทุกคนไม่มีสิทธิเสรีภาพที่จะไปก้าวก่ายบุคคลอื่น ไม่มีสิทธิเสรีภาพที่จะดำเนินชีวิตของเราที่ประเสริฐทั้งกายวาจากิริยามายาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่มีสติมีสัมปชัญญะมีปัญญา ยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราต้องมาเน้นที่ตัวของเราอย่างนี้ เราอย่าไปทำตามใจตัวเองทำตามอารมณ์ตัวเอง เพราะใจอารมณ์ตัวเองมันเป็นโรคไบโพล่า เดี๋ยวมันก็เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา มันเป็นโรคไบโพล่า เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง มันมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มี ตัวตนมันถึงเป็นโรคซึมเศร้า

 

เราต้องรู้เข้าใจเราจะได้ยกเลิกโรคความทุกข์ยกเลิกโรคซึมเศร้าด้วยสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะถึงมีคุณมีประโยชน์เป็นอุปการะมากแก่เราทุก ๆ คน

 

เราทุกคนมาพัฒนาจิตใจของเราให้สบายมากที่สุดในโลก เพราะอะไรก็ไม่ดีเท่ากับใจดีใจสบาย ใจดีใจสบายทุกอย่างมันสบายหมด กายก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะใจดีใจสบาย ใจสบายกิริยามารยาทมันก็ดี พูดออกมาคนฟังแล้วก็ฟังแล้วมีความสุข ใจดีใจสบาย ทำอาหารก็อร่อย เพราะมันทำมาจากใจดีใจสบาย ใจดีใจสบายนี้มันมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะรู้เข้าใจว่าการยกเลิกตัวตนนี้คือพระธรรมคือพระวินัยคือเหตุคือปัจจัยให้ทุกคนนั้นได้ใจดีใจสบาย ถ้าเรามีใจดีใจสบายติดต่อต่อเนื่องด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เราจะใจดีใจสบายติดต่อต่อเนื่องเราก็ยกเลิกตัวสัญชาตญาณที่เป็นตัวตน เราก็จะใจดีใจสบาย ด้วยเอาหลักการง่าย ๆ คือเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอาสมมติสัจจะทั้งหลายที่เค้าสมมติว่าอันนี้ผิดนะอันนี้ถูกนะ อันนี้ดีอันนี้ชั่ว อันนี้ไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติปฏิบัติ เพื่อสมมติสัจจะจะได้สมบูรณ์เพื่อสติและปัญญา ผู้มีปัญญาทั้งหลายถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเราจะได้ใจดีใจสบาย เราทั้งหลายต้องมีสติมีสัมปชัญญะ

 

การปฏิบัติของเรานั้นอยู่ที่เรารักพระธรรมรักพระวินัย อยู่ที่เรามีสติสัมปชัญญะ เราอย่าไปหลบข้อวัตรกิจวัตรอย่าไปหลบข้อวัตรปฏิบัติทำให้เราเสียเวลา ให้เรารู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรมได้ เราต้องทำหน้าที่เพราะธรรมะคือหน้าที่

 

เราเอาตัวอย่างอย่างพระพุทธเจ้า เอาตัวอย่างอย่างพระอรหันต์ อยู่ในวัดเราเอาตัวอย่างอย่างหลวงปู่คำภา เอาตัวอย่างอย่างหลวงพ่อยงยุทธอย่างนี้เป็นตัวอย่าง เอาข้อวัตรข้อปฏิบัติมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราอย่าไปหนีข้อวัตรข้อปฏิบัติ อย่าไปทำอะไรตาใจตามอารมณ์ตามความชอบความไม่ชอบ อันนี้ทำให้เราเสียกาลเสียเวลา

 

เราเป็นผู้ไม่รู้จักกาลไม่รู้จักเวลา เราคิดเหรอว่าเราจะเอาตัวรอดน่ะ

 

ไม่มีใครรอด... ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมีใครบ้างรอดได้ สติสัมปชัญญะรู้เข้าใจในพระธรรมพระวินัยมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

เราทั้งหลายต้องเอาข้อวัตรกิจวัตร เราถึงจะได้ทำหน้าที่เพราะธรรมะคือหน้าที่ เราทั้งหลายจะได้เข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ เรานี้นะไม่ใช่เข้าภาคปฏิบัติ เราต้องเข้าสู่ภาคบำบัด มันต้องมีความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพรเวิยนัยข้อยัตรปฏิบัติเพื่อยกเลิกตัวตาตสเราต้องถือพระธรรมพระวินัยถือธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่นิติบุคคลตัว เป็นพระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะทั้งหลาย

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

 

Visitors: 106,668