๒๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๕เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

 

ให้ทุกท่านนั่งให้สบาย หายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม

 

ทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นสาระที่สำคัญ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นอยู่ที่ปัจจุบัน อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็รวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันจึงเป็นวาระสำคัญ

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันรู้เข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรมคือกฎแห่งกรรมแล้วก็จะเป็นผลของกรรม ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นมีอยู่กับเราทุกคนอยู่ที่ความรู้คู่กับการประพฤติปฏิบัติ ไปพร้อมๆกัน อันหนึ่งเป็นภาคความรู้ อันหนึ่งเป็นภาคปฏิบัติ

 

ความดับทุกข์หรือว่าความไม่มีทุกข์นั้นต้องมีกับเราทุกคน เราถึงต้องมารู้ทุกข์รู้เหตุเกิดทุกข์รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นปัญหาจะได้เป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาจะได้เป็นความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบก็จะได้มาเสียสละ เพื่อเป็นสติเพื่อเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะจะเป็นความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ หรือจะว่าความสุขก็ได้ หรือจะว่าความสงบก็ได้ หรือจะว่าพระนิพพานก็ได้ เพราะเป็นความสุขเป็นความไม่มีทุกข์

 

เรามารู้มาเข้าใจมามีปีติสุขเอกัคคตาในการประพฤติปฏิบัติ เราก็เป็นคนดีก็เป็นคนดีได้ได้ เป็นคนมีปัญญาก็มีปัญญาได้ สิ่งเหล่านี้เราเห็นมากมาย แต่การประพฤติปฏิบัตินั้น ความติดต่อต่อเนื่องเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้พวกเราทั้งหลายอย่าได้ประมาท ให้พวกเรารับผิดชอบ ความรับผิดชอบนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ จึงมีคำว่าความตั้งใจมั่นชอบ เราอาจจะมองเพื่อนเราหรือตัวเราเป็นคนเก่งคนฉลาด แต่ขาดความรับผิดชอบขาดความตั้งใจมั่น ความตั้งใจมั่นอันเป็นความยึดมั่นที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน

 

ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เรื่องความตั้งมั่นด้วยความรับผิดชอบนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง จะได้เป็นผู้มีความตั้งมั่น ไม่ใช่เป็นผู้มีใจไปกับผัสสะไปกับสิ่งแวดล้อมไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ จะทำให้ไม่มีสติสัมปชัญญะ เรามีความรู้แต่ไม่ได้คู่กับการปฏิบัติ ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะดับทุกข์ได้อยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือที่ทำงานอยู่ในเมืองกรุงเมืองหลวงต่างจังหวัดและชนบท สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ปัญหาต่างๆนั้นก็จะเป็นปัญญา ปัญญาก็จะเป็นความสงบ ความสงบนั้นจะได้เสียสละ สัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบ จะได้ยกเลิกนิวรณ์ ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ ด้วยสติสัมปชัญญะ

 

การทำงานกับการปฏิบัติธรรมถึงเป็นสิ่งเดียวกัน วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นการทำงานคู่กับการปฏิบัติธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วันเสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อมาพัฒนาจิตใจให้ก้าวหน้า ใจเราจะได้มีปัญญา เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดจากผัสสะ ที่เราได้รับความสะดวกความสบาย เพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อถือเนกขัมมะบารมี ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อจะได้ปล่อยได้วาง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย คือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลแห่งกรรม

 

เราพากันมาทำความดีสร้างบารมีเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ปฏิบัติตามอริยมรรค ทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่ตั้งใจตั้งเจตนาเพื่อเอาปัญญาและความดีไปในปัจจุบัน เพื่อให้ความดีและปัญญาติดต่อต่อเนื่อง เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะมีความตั้งมั่นในปัจจุบัน ที่มันเป็นปัญหาจะได้เป็นปัญญา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้รู้หลักการ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่เป็นสมมติสัจจะ นี้เป็นอุปกรณ์ของการประพฤติปฏิบัติ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตน เป็นยานที่จะนำพาเราไป เราจึงต้องมารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย มีความสุขในการประพฤติปฏิบัติ มีสัมปชัญญะก้าวไปด้วยความดีและปัญญา

 

ให้เราตั้งใจตั้งเจตนาเอาพระธรรมพระวินัยเป็นอุปกรณ์ในการประพฤติปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่ทวนกระแสไม่ไปตามสิ่งแวดล้อมไม่ไปตามผัสสะ เป็นสติสัมปชัญญะ ให้เรามีปีติสุขเอกัคคตาในการประพฤติปฏิบัติ มายกเลิกตัวตน เพราะตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้นความทุกข์ตั้งอยู่ความทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

 

การประพฤติปฏิบัติเรามาตั้งใจของเราเองให้ดีๆ พระพุทธเจ้าก็ปฏิบัติให้เราไม่ได้ พระอรหันต์ก็ปฏิบัติให้เราไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้คืนอธิปไตยให้กับความถูกต้อง ยกเลิกความหลงคืนไป ไม่เอาความหลงมาใช้ในการดำเนินชีวิต เพราะเอาความหลงเอาความผิดนำชีวิต ชีวิตนี้ก็ย่อมพังทลายเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของไทย

 

 นักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนาวัตถุทั้งหลายก็ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน ถึงจะร่ำรวยถึงจะมีความสุขเพียงไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะยังเป็นตัวเป็นตน ท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้ ผู้บำเพ็ญภาวนาทางจิตใจ ต้องพากันมาเสียสละ มายกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าไม่ยกเลิกตัวตน ความสงบนั้นก็จะเป็นเพียงสมาธิสมาบัติ จะไม่เป็นสติสัมปชัญญะ

 

เราต้องมีความสุขใจสบายใจทุกคน คืนอธิปไตยให้กับความเป็นประภัสสรให้กับธรรมชาติ ไม่ต้องลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราอยากให้มันมากมันก็ไม่มากหรอก อยากให้มันน้อยมันก็ไม่น้อยหรอก จึงต้องเข้าใจ จะได้ไม่เป็นคนผีบ้า จะไม่ได้มีเชื้อบ้า จะไม่ได้เป็นข้าราชการบ้า นักการเมืองบ้า นักบวชบ้า หรือคนบ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงให้เรารู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ไม่ต้องเอาความหลงทางชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เพราะมันเป็นความเสียหาย มันไม่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่น เราจะเอาความหลงเอาความผิดนำชีวิตไม่ได้ ต้องมีสติสัมปชัญญะ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เหมือนคติธรรมที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านสอนให้เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อทางวัตถุและจิตใจไปพร้อม ๆ กันให้เป็นความพอเพียงเพียงพอ เพราะอยากได้มาก มันก็ไม่มาก มันก็เท่าเก่าเท่าเดิม อยากได้น้อย มันก็ไม่น้อย มันก็เท่าเก่าเท่าเดิม ผู้มีปัญญามากก็ต้องมีความสงบมากๆ จึงจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียง ผู้มีความสงบมีความผาสุกมากๆ ก็ต้องเสียสละมากๆ ถึงจะมีปัญญา ปัญญากับความสงบต้องไปพร้อมๆ กัน

 

ความดับทุกข์ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน สติสัมปชัญญะถึงไปพร้อมๆ กัน ต้องพากันเข้าใจเพื่อจะได้พากันปฏิบัติตนเองพัฒนาตนเอง เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ จะหยุดกรรมเก่า ไม่สร้างกรรมใหม่ ด้วยความรู้ความเข้าใจ จะก้าวไปเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

 

คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ที่พัฒนาวัตถุวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่จะติดหลงในความสุขความสบายนะ จึงต้องเข้าใจ มิฉะนั้นจะเอาแต่วัตถุอย่างเดียว ไม่พัฒนาใจ มันจะไปไม่ได้นะ เพราะ ๒ อย่างต้องไปพร้อมกัน เพราะเหตุผลนี้เราจะไปทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยไม่ได้ ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มีปีติสุขในการมีสติสัมปชัญญะ พูดถึงความเป็นพระ ก็เป็นพระได้ทุกคนทุกชาติทุกศาสนา ผู้ที่เป็นข้าราชการและการเมืองเป็นนักบวชหรือเป็นประชาชน ทุกคนก็พากันเป็นพระได้ เข้าใจในสมมติสัจจะที่เป็นเรื่องผิดชอบชั่วดี แล้วเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพื่อสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

 

ท่านไม่ให้เรามองข้ามปัจจุบัน เรื่องนรกสวรรค์และพระนิพพานเป็นเรื่องปัจจุบัน เป็นเรื่องความรู้คู่กับการปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นเรื่องในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อันนั้นมันไกลเหลือเกิน มันไม่ใช่ ความรู้ความไม่เข้าใจมันก็จะไปของมันเรื่อย เลยตั้งอยู่ในความประมาทความผิดพลาดไปเรื่อย ความเสียหายมันก็เกิดขึ้นแก่เรา ความพังทลายมันก็เกิดขึ้นแก่เรา เป็นคนดีเป็นคนฉลาด แต่ความรับผิดชอบไม่มี ด้วยไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เป็นคนสมาธิสั้น นี้ใช้ไม่ได้ ท่านว่าอย่างนั้น

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นอยู่ที่เราต้องยกเลิกตัวตน ความเป็นตัวเป็นตนมันมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ผู้มีปัญญามากๆ ผู้เป็นคนดีมากๆ แต่ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็ยิ่งเจ็บยิ่งปวดยิ่งเสียหาย ยิ่งเป็นโรคจิตโรคประสาทมาก เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนของเราทุกคน สติสัมปชัญญะถึงเป็นธรรมะโอสถ เดี๋ยวเถอะๆๆ เดี๋ยวจะเป็นโรคไมเกรนนะ ตัวตนจะทำให้เป็นโรคไมเกรนนะ มันจะเป็นโรคบ้า จะเป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชบ้าง เป็นประชาชนบ้า ตามที่หลวงตามหาบัวท่านว่าอย่างนั้น

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชคือผู้ใช้ทรัพยากรของประเทศชาติ เป็นผู้ได้รับเกียรติพิเศษ ได้เงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชน จึงให้เข้าใจเพื่อประโยชน์ของเราและมหาชน ตามหลักการของทุกประเทศ ที่นำเงินบริหารในส่วนต่างๆ มาจากภาษีอากรของประชาชนทุกคนในประเทศ เราจึงคิดอยู่ดีๆ นะ ถ้าเราคิดไม่ดี โครงสร้างสีขาวมันจะไม่ได้เป็นสีขาว มันจะเป็นสีดำสีเทาสีสกปรก เหมือนที่หลวงตาท่านว่าไว้ว่า ตัวตนมันเป็นความเน่าความเหม็นไปทั้ง ๓ แดนโลกธาตุ

 

ลองคิดดูดีๆ นะ คนยากคนจน พ่อค้าประชาชนเขาหากินด้วยน้ำพักน้ำแรง ถึงจะยากจนเขาก็หากินด้วยนะพักน้ำแรง เขาไม่ได้ทำความเสียหายเหมือนข้าราชการนักการเมืองเหมือนนักบวชที่ทุจริตนะ จึงให้พากันรู้เข้าใจเพราะความเสียหายนั้นอยู่ที่ความไม่ถูกต้อง คือความทุจริต การแก้ปัญหา ประเด็นสำคัญคือมาแก้ไขในเรื่องทุจริต ในเรื่องความผิด ความไม่ถูกต้อง ใช้ไม่ได้นะ

 

เราคิดดูดีๆ นะ เราเอาความสุขจากความหลงนี้ มันใช้ไม่ได้นะ ถึงเราจะรวย มันก็ใช้ไม่ได้ เพราะมันเป็นความหลงเป็นความไม่สงบเป็นความฟุ้งซ่าน เราต้องรู้เข้าใจปัญหานะ ไม่เช่นนั้นมันแก้ไม่ได้ จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมาเป็นปัญญา เพื่อยกเลิกความไม่ถูกต้อง ยกเลิกการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

 

เราพากันมาเจริญสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ยืนก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน เดินก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน นั่งก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน หายใจเข้าหายใจออก ก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ พระพุทธองค์ทรงให้เรามีสติสัมปชัญญะ ทรงให้หลักการเจริญอานาปานสติ หายใจเข้าก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้มีความสุข หายใจออกก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมมีความสุข หายใจเข้าออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกเอาของเสียเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป หายใจเข้าหายใจออกก็รู้ว่ามันไม่แน่ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้มันจึงเป็นทุกขัง และเป็นอนัตตาคือไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน สัมปชัญญะนี้ถึงเป็นธรรมะที่ดีมากมีคุณมีประโยชน์มากมีอุปการะคุณมาก

 

เราทุกคนต้องมีปีติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติปฏิบัติ การทำงานให้มีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เพราะเป็นความดับทุกข์ จึงให้เข้าใจอย่างนี้ ถ้าเรารับผิดชอบ เป็นคนดีเป็นคนฉลาดติดต่อต่อเนื่อง ถึงจะเป็นความดีเป็นบารมีเบื้องต้นท่ามกลางจนถึงที่สุด ด้วยเหตุผลนี้จึงต้องเข้าใจในหลักของการประพฤติปฏิบัติ มองๆ ดูแล้ว ความเป็นคนดีเป็นคนฉลาดก็พอๆ กัน แต่มันขาดความรับผิดชอบ

 

ความสงบกับความเคารพกับความพอเพียงเพียงพอคืออันเดียวกันเป็นทางสายกลางระหว่างพัฒนาวัตถุและจิตใจควบคู่กันไป มาเข้าสู่หลักในการประพฤติปฏิบัติ เน้นที่ปัจจุบันนี่แหละ ไม่ใช่ไปเอาความสุขความวิเวกที่ทุ่งใหญ่นเรศวรที่ห้วยขาแข้งเขาใหญ่ภูสอยเดือนสอยดาว จะอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่ปัจจุบันที่เราไม่ฟุ้งซ่าน อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ มีปีติมีความสุขมีเอกัคคตาในปัจจุบันนี้เอง อย่างที่เราออกไปเดินธุดงค์วิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร ก็เพื่อไปเจริญสติสัมปชัญญะให้ติดต่อต่อเนื่องกันหลายวัน เพราะสติสัมปชัญญะนี้จะเป็นตัวหยุดเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน

 

 ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ สิ่งที่จะดับทุกข์ได้อยู่ที่สติสัมปชัญญะ ไม่ใช่อยู่ที่เราได้ตามใจนะ ช่างหัวมันไปธุดงค์วันนี้ ได้ฉันข้าวเปล่าๆ ก็ไม่เป็นไร วันนี้ไม่มีใครทำบุญตักบาตรก็ไม่เป็นไร ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะนั้นเราจะดับทุกข์ได้ ความไม่รู้ไม่เข้าใจมันเป็นความวิตกกังวล มันเป็นความกลัว กลัวจะเหน็ดเหนื่อยกลัวจะหิว กลัวจะไม่ได้ฉันอาหาร กลัวจะได้ฉันข้าวเปล่า ต้องมีสติสัมปชัญญะเข้าไว้ ขอบใจทุกอย่างที่มันเป็นปัญหา เพื่อจะได้เกิดปัญญา เพื่อเป็นความสงบ จะสงบได้อย่างไร สงบได้ก็เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ เพราะอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เพราะวันนี้เขาไม่ทำบุญตักบาตร มันก็ไม่ได้ วันนี้ได้ข้าวเปล่าๆ ก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีปัญหามันจะมีปัญญาได้อย่างไร ถ้าไม่มีความฟุ้งซ่านจะมีสมาธิได้อย่างไร

 

พระธรรมพระวินัยนี้เป็นสติสัมปชัญญะเป็นความรู้เข้าใจกับการประพฤติปฏิบัติ ผู้มีปัญญามากๆ จึงต้องมีความสงบมากๆ ผู้มีความสงบมากๆ จึงต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละมันก็เป็นเพียงสมาธิสมาบัติ เป็นแต่ตัวแต่ตน ไม่ใช่อริยมรรค เราทั้งหลายนั้น ใครทำอะไรอยู่ที่ไหนก็ต้องรู้เข้าใจ ต้องมีสติในการทำหน้าที่ในการทำงาน เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ

 

หลักอานาปานสตินี้ ให้เราหายใจเข้าหายใจออกให้สบายใช้ได้ในทุกอิริยาบถไม่ใช่แค่ตอนนั่งสมาธิ หลวงปู่มั่นพาเราทำพาปฏิบัติ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ มีคำบริกรรมอยู่กับลมหายใจเข้าออก เพื่อมีสติสัมปชัญญะอยู่กับปัจจุบัน ก็จะมีความดับทุกข์อยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุกคนก็ต้องไปทางเดียวกันอย่างนี้ ด้วยความสมัครสมานสามัคคี ที่มาแก้ไขที่ตัวเอง

 

สิ่งเหล่านี้แหละ ประพฤติปฏิบัติแทนกันไม่ได้ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นเป็นของเฉพาะตน กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นก็ย่อมตามสนอง

 

การนั่งสมาธิภาวนา เราอย่าไปทำเพื่อจะเอา เหมือนเราทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีมันคือความเป็นตัวเป็นตนนะ เราทำความดีก็เพื่อความดี อย่างนี้ถึงจะถูกต้อง เรารักษาศีลก็เพื่อศีล เราทำสมาธิก็เพื่อสมาธิ เราเจริญปัญญาก็เพื่อปัญญา ไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่ใช่ตัวกูของกู ตัวสูของสู ต้องยกเลิกตัวกูของกู ตัวสูของสู

 

เราเข้าใจว่าเรามีความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นธรรมดา ทั้งญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลบุคคลอื่นก็เช่นเดียวกัน คำว่ากตัญญูกตเวทีให้เราคิดดูดีๆ นะ ความกตัญญูกตเวทีท่านให้เราเอาความดีและปัญญานำชีวิต เพราะเลือดเนื้อเชื้อไขของเรามาจากพ่อแม่บรรพบุรุษ เราคิดดีๆ พูดดีๆ กระทำดีๆ กิริยามารยาทดีๆ อาชีพดีๆ ยกเลิกตัวตน ชื่อว่ากตัญญูกตเวที ผู้มีสติสัมปชัญญะนั้นให้เข้าใจว่า ผู้นั้นคือผู้มีความกตัญญูกตเวทีนะ ความฟุ้งซ่านผู้นั้นไม่ใช่ผู้มีความกตัญญูกตเวที จึงให้เข้าใจให้มาเน้นที่ตัวเรา เป็นประโยชน์ทั้งเราและบุคคลอื่น เราคิดดีๆ พูดดีๆ กระทำดีๆ ยกเลิกตัวตน เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ อย่างนี้ถึงจะเป็นผู้กตัญญูกตเวที

ผู้ที่มาบวชทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจนะ อย่าไปคิดว่าบวชมาหลายปีแล้วจะลาสิกขาสึกไปกตัญญูกตเวที ดูตัวอย่างแบบอย่างครอบครัวของพระสารีบุตรผู้เลิศด้วยปัญญา ที่มีกัน ๗ พี่น้อง พากันออกบวชทั้ง ๗ คน ก่อนที่พระสารีบุตรท่านจะดับขันธ์นิพพานท่านก็กลับไปโปรดโยมแม่ของท่านจนได้ดวงตาเห็นธรรมก่อน ท่านเป็นพระอัครสาวกผู้เลิศด้วยปัญญา ท่านมีความกตัญญูกตเวทีเป็นที่ยิ่ง

เราทั้งหลายต้องมารู้เข้าใจเรื่องกตัญญูกตเวที ถ้าไม่เข้าใจก็จะเอาแต่เรื่องวัตถุไม่ได้พัฒนาใจควบคู่กันไป ไม่ว่าใครก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องพัฒนาควบคู่กันไปจึงจะเป็นความพอดีเป็นความพอเพียง เราต้องพากันมารู้ปัญหา เพราะตัวตนมันแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะตัวตนมันไม่ใช่สติสัมปชัญญะ บ้านของเราคือพระนิพพาน บ้านของเราต้องเป็นสติสัมปชัญญะ เราพัฒนาทั้งวิทยาศาสตร์พัฒนาทั้งใจไปพร้อมๆ กัน เพื่อมาทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่มาทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี คนที่ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี มองดูหน้าแล้วก็มีแต่หน้าเครียดๆ พัฒนาวิทยาศาสตร์ไม่พัฒนาใจมันจะเป็นความเครียดนะ เพราะขาดสติสัมปชัญญะ เราอยู่ที่ไหนทำอะไร ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ เราก็มีความสุขอยู่ทุกหนทุกแห่ง เพราะเรามีที่อยู่ที่อาศัยของใจ มีพระธรรมมีพระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะว่าเป็นความสงบก็ได้ จะว่าเป็นความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าเป็นพระนิพพานก็ได้

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 106,668