๒๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๗ เดือนธันวาคม เป็นวันหยุด เดือนธันวาคมเป็นเดือนสุดท้ายของปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๘

 

หลักการในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เอาทางสายกลาง พัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจด้วยอาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยการเรียนการศึกษา พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ประพฤติปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่ยังมาไม่ถึงที่จะมาข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันเราถึงต้องเดินทางสายกลางระหว่างใจกับวัตถุ วัตถุก็อาศัยหลักวิทยาศาสตร์ ทางใจก็อาศัยความรู้ความเข้าใจ ในการรู้ รู้เหตุรู้ปัจจัย เพื่อใจจะได้เกิดปัญญา สติสัมปชัญญะได้แก่ความสงบและปัญญา ต้องเอามาใช้ควบคู่กันไป อาศัยหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน เพื่อไม่ให้สองอย่างนี้แยกกัน ต้องพัฒนาทั้งวัตถุด้วยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ พัฒนาใจด้วยอาศัยความรู้ความเข้าใจ ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติถึงต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน เพราะความดับทุกข์ของมนุษย์อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ มนุษย์เราถ้ามีสติมีสัมปชัญญะความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องพากันมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละมาก ๆ เพื่อจะได้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเพื่อพัฒนาใจ เพื่อให้ใจมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อสติสัมปชัญญะจะได้ติดต่อต่อเนื่องกัน การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่องนั้นจะทำให้ความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน นี้เป็นหลักการของผู้ที่เป็นข้าราชการ นักการเมือง เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พ่อค้า ประชาชนทุก ๆ คน

 

สำหรับนักบวชนั้นไม่มีวันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เสาร์อาทิตย์ ไม่มีวันหยุด เอาพระธรรมเอาพระวินัยเพื่อหยุดตัวเอง เพื่อยกเลิกตัวเอง สติสัมปชัญญะนั้นเป็นพระธรรมพระวินัยที่มายกเลิกตัวยกเลิกตน

 

 เอาการประพฤติปฏิบัติที่เป็นพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นเบรกเป็นเซฟตี้ ถึงเป็นสิ่งที่พักผ่อน ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

หลักการในการไปบวชก็เพื่อให้ความดีและปัญญาได้ก้าวหน้าติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องนั้นมันจะได้ผลจะได้เห็นผล ความสงบและปัญญาจะได้ติดต่อต่อเนื่องตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ทำอะไรติดต่อต่อเนื่องขึ้นไปถึง ๓ อาทิตย์ ถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล หลักการของมนุษย์ถึงเอาวันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้วัตถุกับใจเดินทางไปพร้อม ๆ กัน จะไม่ได้แยกใจแยกวัตถุ เพื่อจะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาประพฤติมาปฏิบัติทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งก็ใจ อันหนึ่งก็วัตถุ เพื่อเป็นอริยมรรค

อริยมรรคก็ได้แก่การเดินทางของใจและวัตถุ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ถึงมีอยู่ในความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

มนุษย์เราถึงต้องมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ใจกับปัญญาได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ความเข้าใจถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปริยัติคือความรู้ปฏิบัติคือการกระทำต้องทำหน้าที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นธรรมะที่มีคุณมีอุปการคุณ มีความสำคัญอย่างมาก ๆ ผู้มีความรู้มาก ๆ ความเข้าใจมาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ มีความเข้าใจมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อศีลเพื่อสมาธิเพื่อปัญญาจะได้เป็นความรู้กับการปฏิบัติ ถึงจะเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เพื่อจะเป็นความดี เพื่อจะเป็นปัญญา

 

มนุษย์เราในโลกนี้มีแปดพันกว่าล้านคน มีประเทศอยู่ทั้งหมด ๑๙๕ ประเทศก็ใช้หลักการเพื่อให้เป็นอุดมการณ์อุดมธรรมอย่างเดียวกันหมด การปกครองตนเองปกครองคนอื่นก็อาศัยหลักการนี้ เพื่อให้ใจกับวัตถุนั้นเดินทางไปพร้อม ๆ กันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเข้าถึงความดับทุกข์ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้

 

ให้พวกเรารู้เข้าใจ ว่านี้คือสติคือสัมปชัญญะ คือการพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง ให้มนุษย์ทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้พากันรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดกับเราทางกายทางใจจะได้จบลงที่ปัจจุบันนี้ จบลงด้วยความรู้ความเข้าใจ จบลงด้วยการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะนะ เราทั้งหลายต้องมารู้มาเข้าใจ เราจะไปทำอะไรตามใจตามอารมณ์ตามความรู้สึกนั้นไม่ได้ เราต้องปฏิบัติเดินทางสายกลาง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรมคือกฎแห่งกรรมแล้วก็จะเป็นผลของกรรม กรรมที่เกิดจากใจที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ใจของเราที่รู้เข้าใจ ต้องรู้อริยสัจสี่ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ เพื่อเราจะเอาการประพฤติการปฏิบัตินั้นเข้าถึงความดับทุกข์ เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ความดับทุกข์นั้นก็จะมีในปัจจุบัน จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ หรือจะว่าพระนิพพานก็ได้นั้นคือความรู้ความเข้าใจ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นคือสติคือสัมปชัญญะนะ

 

เราทุกคนให้เข้าใจว่าธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เรามาคิดดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา ปัญญาที่ยกเลิกตัวตนนั้นเรียกว่าปัญญา ถ้ามีตัวมีตนอยู่นั้นไม่ใช่ปัญญา เช่นเราทำความดีเพื่อเป็นคนดีนี้คือตัวคือตนนะ เราทำความดีเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ทำความดีเพื่อความดีอย่างนี้ถึงเรียกว่าสติเรียกว่าสัมปชัญญะ เรามามีปิติมีความสุขในกิริยามารยาทเพื่อเป็นคนไม่มักง่าย ไม่เป็นคนหยาบ ไม่เป็นคนฟุ้งซ่านที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เรามามีกิริยามารยาทที่ดี ๆ ที่ยกเลิกตัวตน

 

เราทุกคนต้องเน้นที่ปัจจุบัน เราจะไม่ได้มองข้ามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เราจะไม่ตั้งอยู่ในความประมาท จะได้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในกิริยามารยาทที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะคนเก่งคนฉลาดมันมีมาก แต่คนเก่งคนฉลาดคนดีขาดความรับผิดชอบ ความเก่งความฉลาดการจะเป็นคนดีนั้นก็ย่อมเอาตัวไม่รอด เพราะเราเป็นคนเก่งมาก ๆ เป็นคนฉลาดมาก ๆ เราไม่มีความสงบ คนที่เก่งคนที่ฉลาดก็ต้องมีความสงบมาก ๆ กิริยามารยาทเป็นสิ่งที่สำคัญ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นคุณสมบัติของผู้ดีของคนดี กิริยามารยาทนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อเราจะได้ไม่มองข้ามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ใจของเราต้องมีปัญญานะ ผู้มีปัญญาต้องมีกิริยามารยาทดี ๆ ความดีนั้นถึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความดีนั้นเพื่อมายกเลิกตัวตนนะ

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจว่าตัวตนนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้เรารู้เข้าใจว่า ตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น มันเป็นอมตะทุกข์ ความทุกข์นั้นเปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรที่ไม่อิ่มด้วยน้ำ เป็นไฟที่ไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันจะมีความขาดตกบกพร่องอยู่เป็นนิจนิรันดร์ ด้วยเหตุนี้ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีกิริยามารยาทที่ดีที่งดงาม สติสัมปชัญญะนั้นเป็นสภาวธรรมที่ยกเลิกตัวตน ศีลนั้นถึงเป็นความงามในเบื้องต้น สมาธิถึงเป็นความงามในท่ามกลาง ปัญญาถึงเป็นความงามที่สูงสุด เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ ในเรื่องทุกข์เรื่องเหตุทุกข์ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เรามาเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ผู้ที่รู้มาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ สงบด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา ด้วยการยกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ถ้าเรามีตัวมีตนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าไม่ได้นะมันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มีเลย ตัวตนนั้นคือความเสียหายนะ ตัวตนคือสิ่งที่พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึกสตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้น แผ่นดินอยู่ไกลพันกว่ากิโล อยู่ที่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่มัณฑะเลย์ ตึก สตง.สูงใหญ่ ๓๐ กว่าชั้นได้พังทลายเสียหาย เพราะการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีสติปัฏฐาน ได้เอาความไม่ถูกต้องไปก่อไปสร้าง ที่เป็นความผิดเป็นทุจริต ความผิดความทุจริตเป็นความเสียหายเป็นการพังทลาย ณ ตึก สตง.นั้น ทั้งที่ตึกอื่นใหญ่กว่าสูงกว่า มากมายหลายตึกเค้าก็ไม่พังทลาย พังเฉพาะตึกเดียว เฉพาะตึก สตง. ความไม่ถูกต้องก็ย่อมเสียหายก็ย่อมพังทลาย อย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. เป็นอย่างเดียวกันเลยนะ ไม่มีผิด ให้เรามองเห็นง่าย ๆ อย่างนี้

 

เราทั้งหลายต้องเอาความถูกต้องนำชีวิต ให้เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำงานในการทำหน้าที่ เราทุกคนจะได้ทั้งงานได้ทั้งจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เราทุกคนต้องพากันเข้าใจ ต้องไม่เอาความสุขจากความไม่ถูกต้อง เดี๋ยวมันจะเสียหายเดี๋ยวมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. เรามาเอาปัจจุบันนั้นเป็นการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้ไปบอกเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพื่อให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ให้ไปมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตยังไม่ถึงก็อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนี้เราต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ สติสัมปชัญญะนั้นคือการประพฤติการปฏิบัติ ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน

 

เราทุกคนถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน เดินยืนนั่งนอนก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน ให้รู้ชัดเจนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เพื่อให้อดีตจบลงที่ปัจจุบัน ให้อนาคตที่จะไปข้างหน้าอยู่ที่ปัจจุบัน ใจกับวัตถุจะได้ไปพร้อม ๆ กันเป็นความดับทุกข์ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้หรือจะเรียกพระนิพพานก็ได้ นี้คือสติคือสัมปชัญญะนะ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดสัญชาตที่เป็นนิติบุคคลตัวตน จะหยุดเรื่องอดีตยกเลิกเรื่องอนาคต ปัจจุบันเราจะได้ว่างจากนิติบุคคลตัวตน เราจะได้ว่างจากตัวจากตน เราจะได้เข้าสู่ความว่างจากการมีตัวมีตน เพราะตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย พระนิพพานถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี

 

เราต้องรู้เข้าใจนะ เพราะทุกอย่างคือเหตุคือปัจจัย เรามีตารูปนั้นถึงมี เรามีหูเสียงนั้นถึงมี เรามีจมูกกลิ่นนั้นถึงมี เรามีลิ้นรสนั้นถึงมี เรามีกายสัมผัสนั้นถึงมี เรามีใจที่เรามีลมปราณเราถึงมีความรู้สึกนึกคิด เราต้องรู้เข้าใจ นี้มันเป็นสิ่งภายนอกภายใน อันหนึ่งเป็นวัตถุอันหนึ่งเป็นใจ เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะที่อาศัยสติอาศัยสัมปชัญญะ เป็นหลักการเป็นอุดมการณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ

 

การปฏิบัติเราถึงต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมทั้งเรื่องใจเรื่องวัตถุ รู้ทั้งดีทั้งชั่ว รู้ผิดรู้ถูก ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เราจะได้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้รู้จักปัญหา เราจะได้รู้ปัญหา เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ เราจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต เดี๋ยวมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.

 

หลักการในการเจริญสติสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม ให้เป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการมีสติมีสัมปชัญญะ เพราะตัวสติสัมปชัญญะนั้นคือตัวดับทุกข์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเจริญสติสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติธรรมในการทำหน้าที่

 

เราคิดดูดี ๆ นะ คนดีนั้นมีมาก คนมีปัญญานั้นมีมาก ความดีและปัญญานั้นไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนั้นปัญญาและความดีนั้นก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.นะ

 

ความดีและปัญญานั้นจะทำให้เราเจ็บปวดนะ เพราะผู้มีปัญญามากเป็นผู้ฟุ้งซ่านมาก ๆ มันเจ็บปวดนะ ผู้ที่มีความดีมาก ๆ แต่ไม่มีสัมปชัญญะนั้นมันเจ็บปวดนะ เดี๋ยวมันจะเป็นโรคไมเกรนนะ เดี๋ยวมันจะเป็นโรคซึมเศร้านะ เดี๋ยวมันจะเป็นโรคไบโพล่า อารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมานั้นไม่ถูกต้อง มันใช้ไม่ได้นะ เราเป็นคนดีเป็นคนมีปัญญาแต่ขาดความรับผิดชอบนั้นไม่ได้นะ สติสัมปชัญญะนั้นคือตัวรับผิดชอบนะ ต้องให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่อง ทางสายกลางระหว่างใจกับวิทยาศาสตร์ต้องติดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายนั้นประมาท ไม่ให้หลง ไม่ให้เพลิดเพลิน ไม่ให้ประมาท ผู้มีปัญญามาก ๆ อย่าประมาทนะ ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบมาก ๆ นะ ผู้มีความสงบมาก ๆ อย่าประมาทนะ ต้องเสียสละนะ ถ้าไม่เสียสละสติสัมปชัญญะจะไม่เกิดต่อต่อเนื่องนะ

 

นี้ก็จะสิ้นปีเก่าแล้วนะ จะต้อนรับปีใหม่แล้วนะ ให้เรารู้เข้าใจ สิ่งที่ผ่านมาแล้วมันแก้ไขไม่ได้นะเพราะมันเกษียณไปแล้ว เราต้องรู้ต้องเข้าใจ อายุขัยของเรานั้นอีกไม่นานก็หมดไปแล้วนะ อายุขัยของมนุษย์นั้นอยู่ได้ไม่เกินร้อยปี พัฒนาใจพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันอยู่ได้ไม่เกินร้อยกว่าปีนะ

 

เราทั้งหลายต้องมารู้เข้าใจ จะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายนั้นมันเอร็ดอร่อย มันน่าหลงมันน่าเพลิดเพลิน อะไรก็อร่อยไปหมด รูปก็อร่อยเสียงก็อร่อย กลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์อารมณ์ความรู้สึกคิดอะไรมันก็อร่อยไปหมด เราต้องรู้เข้าใจเราจะได้มีสติสัมปชัญญะ ให้มีสติสัมปชัญญะมาก ๆ

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องพระรัตนตรัยนำชีวิต เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิดที่มันเป็นความเพลิดเพลินทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราต้องเห็นภัยในวัฏฏสงสาร พากันมาเจริญสติสัมปชัญญะมาก ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้อาศัยหลักการด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะให้มาก ๆ ในสติปัฏฐานทั้ง ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาหลักการเจริญสติปัฏฐานด้วยอานาปานสติ หายใจเข้าก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจนในการหายใจเข้า หายใจออกก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจนในการหายใจออก หายใจเข้าก็มีความสุขในการเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายไปเลี้ยงร่างกายหายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียการ การเจริญสติปัฏฐานการเจริญสตินี้ใช้ได้ทุกอิริยาบถ ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธินะ เรารู้เข้าใจ หายใจเข้าก็รู้ว่ามันไม่แน่ไม่เที่ยง หายใจเข้าแล้วก็หายใจออก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดกับเราที่ธาตุที่ขันธ์ที่อายตนะนั้นเป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วคราว นั้นคือสภาวธรรม

 

ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบันนี้แหละ จบลงที่ผัสสะนี้แหละ เอาปัญหาต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นกับเราทางกายทางใจที่มันเป็นปัญหาให้มันเป็นปัญญา เอาความวุ่นวายนั้นให้เป็นความสงบ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจอย่างนี้นะ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้พากันหยุดลงที่ปัจจุบันนี้ ผู้มีความรู้มาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ อย่างนี้นะ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละมาก ๆ อย่างนี้

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรา การดำเนินชีวิตของเรา เราถึงต้องเอาทางสายกลาง ทางสายกลางนั้นคือสติคือสัมปชัญญะนะ อันหนึ่งความรู้อันหนึ่งการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องเอาปัญหานั้นให้เป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบนั้นมาเสียสละ เราจะได้เอาปัญญานำชีวิต ไม่ต้องเอาความหลงนำชีวิต ไม่ต้องเอาความผิดนำชีวิต

 

เราทุกคนพากันมาคิดดี ๆ ด้วยปัญญานะ คติธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ของเมืองไทยประเทศไทย ท่านตรัสคติธรรมไว้ดีมากนะ ให้เราเข้าถึงสติสัมปชัญญะ ให้เราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ความพอเพียงเพียงพอนั้นคือสติสัมปชัญญะนะ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราจะไปเพิ่มมันทำไม เราจะไปตัดมันทำไม ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจมันจะเป็นทุกข์เปล่า ๆ เป็นทุกข์ฟรี ๆ มันจะหาเรื่องให้กับตัวเอง หาเรื่องให้กับคนอื่น ไม่มีเรื่องก็สร้างเรื่อง ไม่มีปัญหาก็สร้างปัญหา เรียกว่าตัณหาคือความไม่อิ่มไม่พอไม่เพียงพอ มันไม่เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอนะ

คติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ให้เรารู้อริยสัจสี่ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เราไม่มีความสุขในการทำงานมันไม่ได้นะ เพราะการทำงานนั้นคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนั้นคือการทำงาน มันเป็นงานทางกายทางวาจากิริยามารยาทงานทางอาชีพ อาชีพที่ต้องไม่เอาความผิดนำชีวิต ไม่เอาความหลงนำชีวิต อาชีพที่มายกเลิกตัวตน เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจมันไม่ได้ มันเสียหาย มันต้องพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.

 

เราเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้มันเป็นมิจฉาทิฏฐิมันเป็นความผิด ความผิด ความหลง ความไม่เข้าใจ นั้นมันเป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้านะ มันเป็นบักผีบ้าอีผีบ้า มันเป็นข้าราชการผีบ้า เป็นนักการเมืองผีบ้า เป็นนักบวชผีบ้านะ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ นะ ความสงบและปัญญามันต้องเสมอกันนะ  ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเราจะได้ก้าวไปทั้งวัตถุและจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง

 

ปัญหาต่าง ๆ ของเราทุกคนให้เรารู้เข้าใจนะ เข้าใจอะไรล่ะ เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะเข้าใจได้ก็ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตนนะ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนมันจะเข้าใจไม่ได้ มันจะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ

 

สติสัมปชัญญะนั้นมันจะพัฒนาอริยมรรค ที่มันกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ เพื่อเข้าถึงความสงบและปัญญาในปัจจุบัน เข้าถึงความดับทุกข์ตั้งแต่ในปัจจุบัน ให้เรารู้ให้เข้าใจ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะเราจะเข้าถึงความดับทุกข์ในปัจจุบัน จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ นี้มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

เราอย่าไปคิดเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนคิดว่าความสุขความดับทุกข์อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อย่างนี้มันไม่ได้ มันเสียหาย มันจะไปของมันเรื่อย ๆ มันจะเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต นี้มันจะเสียหายมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.นะ

 

มีผู้ที่ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่องนี้นะมันขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น การประพฤติการปฏิบัตินี้ให้เรารู้ให้เข้าใจ ต้องเอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้แล้ว ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เพื่อเราทั้งหลายนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบันนี้แหละ เป็นประโยชน์ที่ปัจจุบันถึงอนาคต ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้สงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเป็นการพัฒนาใจกับวัตถุพร้อม ๆ กันเพื่อเป็นทางสายกลาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ทุกคนรู้เข้าใจ ให้พากันเน้นการประพฤติการปฏิบัติลงที่ปัจจุบัน เน้นที่ตัวเรานี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพท่านก็เป็นเพียงผู้บอกผู้สอน เรื่องอย่างนี้แหละไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันได้ มันเป็นเรื่องเฉพาะตน

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ให้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินี้ถึงต้องเอาทางสายกลาง พัฒนาใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กัน

 

เราทั้งหลายถึงมาเน้นที่ตัวเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เน้นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้อรหันต์ขีณาสพผู้ได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เน้นที่ท่าน เราต้องรู้เข้าใจ เราไม่ต้องไปแก้ที่คนอื่น ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ

 

เรามาเน้นที่ตัวเรา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เรามาคิดดูดี ๆ นะ นี้มันเป็นความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่หยุดสัญชาตญาณที่ยกเลิกตัวตนนะ เบื้องต้นให้เรามายึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัย มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในพระธรรมพระวินัย เพื่อเป็นหลักการในการหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เมื่อมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้วเราต้องปล่อยต้องวาง เพราะมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้ว

 

เรามาทำความดีเพื่อความดี เราอย่าทำความดีเพื่อเป็นคนดีนะ

ที่หลวงปู่ชา ที่ท่านส่งท่านพระอาจารย์สุเมโธ เป็นพระฝรั่งไปเผยแผ่ที่ประเทศอังกฤษ  พระอาจารย์สุเมโธเป็นคนอเมริกา พัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นตัวเป็นตน พัฒนาอย่างไรมันก็ไปไม่ได้ จึงได้เดินทางไปที่ประเทศอินเดีย ประเทศเนปาล ศรีลังกา พม่า มาที่เมืองไทย ได้มาบวชที่เมืองไทยประเทศไทย สมัย ๖๐ กว่าปีก่อนโน้น ท่านไปอยู่กับหลวงปู่ชา ไปอยู่ที่วัดหนองป่าพง เอาตัวตนนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ไม่มีสติสัมปชัญญะ เมื่อไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ มันก็ย่อมมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มีเลย

 

ท่านหลวงปู่ชาท่านรู้เข้าใจ ท่านก็ให้คติธรรมท่านอาจารย์สุเมโธว่า พระสุเมโธเป็นทุกข์หรือว่าวัดหนองป่าพงเป็นทุกข์ ผู้มีปัญญามากก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ถึงต้องเสียสละมาก ๆ ถึงต้องมีสติสัมปชัญญะ

 

ท่านพระอาจารย์สุเมโธรู้เข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการพัฒนาใจกับวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันด้วยสติสัมปชัญญะ ท่านปฏิบัติอบรมบ่มอินทรีย์ใช้เวลายาวนานถึง ๑๐ ปี อินทรีย์บารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญาได้เจริญแก่กล้า ท่านหลวงปู่ชาถึงส่งพระอาจารย์สุเมโธไปเผยแผ่ทางยุโรป เพราะทางยุโรป ทางอังกฤษ อเมริกาหลาย ๆ ประเทศเค้ามีปัญญามาก เพราะเค้าพัฒนาวิทยาศาสตร์เค้ามีปัญญามาก ๆ เพื่อให้กลับไปเผยแผ่ให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้เอาใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อความสงบและปัญญานั้นจะให้เป็นความดับทุกข์ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ นี้มันเป็นพระนิพพาน มันเป็นสติสัมปชัญญะ เป็นความดีและปัญญา

 

หลวงปู่ชาได้ไปส่งพระอาจารย์สุเมโธที่ประเทศอังกฤษ แล้วคนประเทศอังกฤษเค้าก็โอเค้าก็สงบเค้าก็เห็นด้วยว่ามนุษย์เราต้องพัฒนาใจกับพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน เค้าได้สนทนากับหลวงปู่ชาว่า การบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพระอรหันต์กับเป็นพระโพธิสัตย์เพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ท่านหลวงปู่ชาว่าอันไหนจะดีกว่ากัน..?

ท่านหลวงปู่ชาให้คติธรรมว่า

เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจนะ ความรู้ความเข้าใจนั้นมันจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความสงบและปัญญา เราต้องรู้เข้าใจ เราอย่าไปเป็นอะไรเลย เราอย่าไปทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีนะ เราทำความดีก็เพื่อความดีถึงจะถูกต้อง อย่าให้เป็นตัวเป็นตน เป็นอะไรมันก็เป็นทุกข์ทั้งนั้นนะ เราอย่าไปอยากเป็นอะไร ถ้าเรามีความอยากนั้นมันจะมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลยนะ ชื่อว่าความอยากนั้นคือความทุกข์นะ ความอยากความไม่อยากเราต้องรู้ต้องเข้าใจ พระพุทธเจ้าเราก็อย่าไปอยากเป็น พระอรหันต์เราก็อย่าไปอยากเป็น เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ

 

พระพุทธศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นอริยมรรค เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เป็นเรื่องปัจจุบัน เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นสิ่งเก่าไปสิ่งใหม่มา ให้เรารู้เข้าใจ สติสัมปชัญญะนี้แหละจะเป็นความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

เราทุกคนจงพากันภูมิใจในความประเสริฐที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เราจะได้เอาปัจจุบันมาใช้เป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญานั้นมาเป็นความสงบ จะได้เอาความสงบมาเสียสละที่จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ที่จะเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ นี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติของเรา ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายถึงเป็นทั้งคนดีเป็นทั้งคนมีปัญญา

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาที่ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทเพื่อให้เรารู้คุณค่าในการที่เราเกิดมาเพื่อเอาความดีและปัญญานำชีวิต ท่านได้เมตตาตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 106,664