๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๘ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นปลายเดือนสุดท้ายของปี
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเพื่อการบำเพ็ญความดีและปัญญา เพื่อให้ใจเกิดสติเกิดปัญญา หลักการของการดำเนินชีวิตของมนุษย์ พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันในปัจจุบัน ถึงได้มีหลักการในการประพฤติปฏิบัติ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับการปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้วัตถุกับใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง ทางกายก็จะได้รับความสะดวกความสบายในการประพฤติในการปฏิบัติ ทางใจก็จะได้เกิดปัญญา ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นสาระที่สำคัญ
เราถึงต้องรู้ต้องเข้าใจ ทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง ธรรมะถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจในหน้าที่ของเรา เพราะนี้คือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม
ให้เราพากันรู้จักปัญหา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญามาเป็นความสงบ จะได้เอาความสงบมาเสียสละ มนุษย์เราผู้มีปัญญาถึงต้องพากันมาเสียสละ
อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้เสียสละตลอด ๒๔ ชั่วโมง วันหนึ่งคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง ท่านทรงบรรทมพักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมง เพื่อสรีระร่างกาย ทรงเสียสละให้กับประชาชนให้กับมหาชนวันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันเป็น ๒๔ ชั่วโมง
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ มาให้ทานมาเสียสละ เสียสละทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ การเสียสละก็คือการเป็นผู้ให้เป็นผู้ไม่เอา มีความสุขในการเป็นผู้ให้ มีความสุขในการเป็นผู้ไม่เอา ไม่หวังผลอะไรตอบแทน ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี ให้ทานเสียสละเพื่อให้ทานเสียสละ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน ผู้ให้ทานต้องพากันรู้พากันเข้าใจอย่างนี้ ถ้าเราให้ทานเรายังมาหวังอะไรตอบแทนน่ะมันจะไม่เป็นสติไม่เป็นสัมปชัญญะ มันจะเป็นอัตตาเป็นตัวเป็นตน มันจะหยุดความเป็นตัวเป็นตน มันจะหยุดสัญชาตญาณแห่งความเป็นตัวเป็นตนนั้นไม่ได้
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราอย่าไปเอาอะไร เรามาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ มาเป็นผู้ให้ทานทางวัตถุ สิ่งของ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการให้ทานในการเสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน ไม่ได้หวังคำว่าขอบคุณ เพื่อความดีและปัญญา เพื่อปัญญาและความดี ผู้ให้ทานผู้ยกเลิกตัวตนก็ย่อมมีสติมีสัมปชัญญะ ถึงจะเป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ ถึงจะเข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียง
เรามีตัวมีตนเราก็ย่อมเป็นคนตระหนี่ ย่อมเป็นคนยึดมั่นถือมั่น จะเป็นแต่ผู้เอา ไม่ได้เป็นผู้ให้ ไม่ได้เป็นผู้เสียสละ มีชีวิตอยู่กับความยึดมั่นถือมั่นที่มันเป็นตัวเป็นตน เราอย่าพากันคิดว่าแม้แต่ตัวเราเองก็ไม่พออยู่พอกินพอใช้ เราจะเอาอะไรไปเสียสละ การเสียสละการให้ทานนั้นมันมีตั้งหลายอย่างนะ มนุษย์เราทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจนะ เราอย่าไปคิดว่าเราไม่มีวัตถุในการให้ทาน เราจะเอาอะไรให้ทาน
การให้ทานนั้น มันมีตั้งหลายอย่างที่จะต้องให้ทาน ให้ทานในแรงงาน ให้ทานในการทำงาน ให้ทานทางคำพูดที่เป็นธรรมทาน มนุษย์เราเมื่อรู้เมื่อเข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพไปเผยแผ่ เพื่อบอกให้ประชาชนรู้อริยสัจสี่ ให้รู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์เพื่อเป็นธรรมทาน เพราะมนุษย์เราสาระสำคัญของความเป็นมนุษย์อยู่ที่รู้เข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่เพื่อเป็นธรรมทาน ไปพูดให้เค้ารู้ให้เข้าใจ เพราะสาระที่สำคัญของมนุษย์อยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ นี้จัดว่าเป็นธรรมทาน
กายวาจากิริยามารยาทของเรานี้ เราต้องเอามาใช้เอามาเสียสละ เพื่อหยุดยกหูชูงวง เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกเรายกเลิกเขาที่เป็นตัวเราของเรา เป็นตัวกูของกู ตัวสูของสู ไม่มีเราไม่มีเขา ไม่มีกูไม่มีสู
เราต้องคืนความไม่ถูกต้องคืนอธิปไตยให้กับปวงชนให้กับประชาชน ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบมาก ๆ ต้องหยุดยกหูชูงวง หยุดมีตัวกูของกู หยุดมีตัวสูของสู ไม่ต้องมีกู ไม่ต้องมีสู
เราต้องรู้เข้าใจ มานะการถือตัวถือตน ถือว่าตัวเองดีกว่าเขา เก่งกว่าเขา ฉลาดกว่าเขา มีเพาเวอร์สูงกว่าเขา เป็นคนรวยเป็นคนมีตระกูลเป็นคนสูงศักดิ์ เราต้องหยุดยกหูชูงวง ชูความหลง ไม่ต้องเอาความหลงนำชีวิต ไม่ต้องเอาความผิดนำชีวิต เดี๋ยวชีวิตนี้มันจะเสียหาย ชีวิตนี้จะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจตเงินแผ่นดินของประเทศไทย มันเสียหาย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พัง มันพังตึกเดียวเฉพาะเจาะจงแต่ตึก สตง.ตึกเดียว แผ่นดินไหวอยู่ไกลอยู่ที่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่ที่มัณฑะเลย์ห่างไกลเป็นพันกิโล ตึกที่ใหญ่กว่าสูงกว่าตึก สตง.มีตั้งหลายตึกเค้าก็ไม่พังทลาย เพราะความบริสุทธิคุณของเค้าดีกว่ามาตรฐานกว่า
ผู้มีปัญญามาก ๆ ผู้ที่มีการเรียนการศึกษามาก ๆ ผู้ที่เป็นคนรวยเป็นคนมีปัญญาทั้งหลายต้องพากันมาให้ทานเสียสละ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ เพราะการที่มีตัวมีตน ที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเราดีกว่าเขา เก่งกว่าเขา เรารวยกว่าเขา เรามีความรู้ความสามารถมากกว่าเขา นี้มันเป็นความฟุ้งซ่าน ถึงแม้เราจะดีจะเก่งจะฉลาดเราจะรวยมันก็ดับทุกข์ไม่ได้ เพราะว่ามันไม่สงบ มันยกหูชูงวง มันชูความหลง เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต เราจะเอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิตนั้นไม่ได้
นักวิทยาศาสตร์ผู้มีปัญญาทั้งหลายต้องหยุดยกหูชูงวง ก็ต้องหยุดตัวกูของกู ตัวเราของเขา ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์กับการพัฒนาใจจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กันเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม
เราต้องรู้เราต้องเข้าใจในการเสียสละ การจะคิดดี ๆ ไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาทนี้เราก็ต้องให้ทานต้องเสียสละ เพื่อจะมาหยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาท กามและพยาบาทมันก็คืออันหนึ่งอันเดียวกัน เปรียบเสมือนงูพิษตัวหนึ่งนี้แหละ ทางหนึ่งเป็นหัวของงู ทางหนึ่งเป็นหางของงู
เราทั้งหลายมารู้ทุกข์ มารู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้หยุดเราจะได้ยกเลิกในการตรึกนึกคิดหมกมุ่นในกาม เราจะได้หยุดหมกมุ่นกับปฏิฆะพยาบาท ถ้าเรามีกามในใจ มีพยาบาทในใจ เราต้องรู้เข้าใจว่าอันนี้มันมีแต่ความทุกข์ได้เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่และความทุกข์ได้ดับไป นอกจากทุกข์แล้วไม่มีเลย
ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ย่อมไม่ตรึกในกาม ไม่ตรึกในพยาบาท เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ เพื่อใจของเราจะได้ยกเลิกความไม่ถูกต้องรู้ถึงความเสียหายของความไม่ถูกต้อง เดี๋ยวมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราต้องรู้เข้าใจ ที่เราไปตรึกในกามที่เราไปตรึกในพยาบาท นี้มันเป็นความเสียหาย นี้เป็นความไม่ถูกต้อง มนุษย์เราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องรู้เข้าใจเห็นภัยในความไม่ถูกต้อง ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ อย่าไปตรึกในกาม อย่าไปตรึกในพยาบาท ผู้ที่ตรึกในกามตรึกในพยาบาทให้เรารู้นะ นั่นแหละคือภพคือชาติ นั่นแหละคือใจไม่มีปัญญา ไม่เกิดปัญญา ใจไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
มนุษย์เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ รู้เข้าใจในเรื่องกาม เข้าใจเรื่องของรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณที่เป็นสิ่งภายในและสิ่งภายนอก ให้เรารู้ให้เข้าใจ เห็นภัยทั้งภายนอกเห็นภัยทั้งภายในด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อจะไม่ได้ตรึกในกาม เพื่อจะไม่ได้ตรึกในพยาบาท เราจะหยุดได้ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ หลักการในการประพฤติการปฏิบัติท่านถึงให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะนั้นจะดับทุกข์ไม่ได้ เพราะความดับทุกข์ของมนุษย์นั้นจะมีได้ก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อให้สติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้หลักการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ กายเวทนาจิตธรรม เราทั้งหลายถึงมามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ในการยืนก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ในการเดินก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ในการนั่งก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ในการนอนก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อพัฒนาสติสัมปชัญญะของเรา ความหมายของการเจริญสติสัมปชัญญะเพื่อจะให้เราไม่มีความฟุ้งซ่าน เพื่อจะได้หยุดความฟุ้งซ่าน ความฟุ้งซ่านนั้นจะทำให้เราตรึกในกามตรึกในพยาบาท ถ้าสติสัมปชัญญะของเราไม่เพียงพอ มันจะหยุดตรึกในกามหยุดตรึกในพยาบาทนั้นไม่ได้ ให้เรารู้ให้เข้าใจ ใจที่ตรึกในกามในพยาบาทนั้นเป็นใจที่ก่อภพก่อชาติ เป็นใจที่มีครอบครัว เป็นใจที่มีผัวมีเมียมีลูกมีหลานมีครอบครัว นี้ไม่ใช่สตินี้ไม่ใช่สัมปชัญญะ นี้เป็นปัจจัยที่เป็นตัวเป็นตนนะ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในความผิด เห็นภัยในทุจริต เราจะได้จบลงในปัจจุบันนี้ด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ
สติสัมปชัญญะเป็นธรรมะที่หยุดความฟุ้งซ่าน ผู้มีปัญญาทั้งหลายต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นหลักการในการประพฤติในการปฏิบัติ
เรื่องอดีตก็ให้มันจบลงด้วยสติสัมปชัญญะ ปัจจุบันเราถึงก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ทั้งอดีตทั้งอนาคตจะได้จบลงที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะไม่ได้ก่อเรื่องก่อราว ไปสร้างเหตุสร้างปัจจัยให้มันมีเรื่องมีราว ให้เรารู้จักปัญหาเพื่อจะได้เอาปัญญานำชีวิต ไม่ใช่เอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต
ปัจจุบันเราจะได้เข้าสู่ความว่างจากตัวจากตนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นความดับทุกข์ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ นี้คือสติคือสัมปชัญญะ
ผู้ที่เป็นคนดีนั้นมีอยู่มาก ผู้ที่มีปัญญานั้นมีอยู่มาก ถ้าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ความดีและปัญญานั้นก็จะใช้ไม่ได้ เพราะมีแต่ความรู้ไม่มีการประพฤติการปฏิบัติ
เมื่อครั้งพุทธกาลที่ผ่านมาพระโปฐิละผู้ที่เป็นคนเก่งเป็นคนฉลาด
พระโปฐิลเถระ ซึ่งเรารู้จักกันในนามของพระใบลานเปล่า ท่านเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกในศาสนาของพระพุทธเจ้ามาถึง ๗ พระองค์ ครั้นออกบวชก็ตั้งใจศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน และยังสอนธรรมะให้กับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป นอกจากนี้ ท่านยังเป็นเจ้าคณะใหญ่ถึง ๑๘ คณะ ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของภิกษุสามเณรเป็นอย่างดี
พระบรมศาสดาปรารถนาจะให้พระโปฐิละเป็นผู้มีความรู้ทั้งทางด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และเทศนา คือได้ทั้งคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ สมกับที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์ แต่เนื่องจากพระโปฐิละมัวแต่สอนคนอื่นจนไม่มีเวลาสอนตนเอง ไม่ยอมปลีกวิเวกไปบำเพ็ญสมณธรรมตามลำพังบ้าง วันๆ ได้แต่เตรียมสอนธรรมะ และตอบปัญหาข้อสงสัยให้กับลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านจึงไม่มีความคิดที่จะสลัดออกจากกองทุกข์เพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน
เพราะฉะนั้น เวลาท่านไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา จึงถูกพระพุทธองค์ทักทายว่า “ท่านใบลานเปล่ามาแล้วเหรอ เชิญนั่งเถิดท่านใบลานเปล่า” ครั้นท่านกราบนมัสการลา ก็ถูกทักอีกว่า “ท่านใบลานเปล่าไปแล้วหรือ” ทำให้ท่านกลับไปคิดตริตรองว่า “เราเป็นผู้ทรงไว้ทั้งพระไตรปิฎก แต่พระบรมศาสดาก็ยังตรัสเรียกเราว่าใบลานเปล่า อาจเป็นเพราะเราเป็นผู้ไม่มีคุณวิเศษภายใน”
เนื่องจากท่านมีปัญญามาก จึงรู้ถึงนัยของพุทธองค์ กล่าวคือ ผู้รู้ เขาแค่เตือนแบบสะกิดกันนิดเดียว ก็สามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง พระเถระรู้ตัวเช่นนี้เกิดความสลดสังเวชใจว่า ที่ผ่านมาตนเองเปรียบเหมือนคนเลี้ยงโค แต่ไม่เคยดื่มกินปัญจโครสเลย คือรู้ธรรมะด้วยสุตมยปัญญา เพราะอ่านมามาก ได้ยินได้ฟังมามาก แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติให้เข้าถึงเลย
ท่านตัดสินใจเพื่อเข้าสู่การประพฤติการปฏิบัติ เน้นที่ตัวของท่าน ออกปลีกวิเวกตามลำพังในป่า แต่เมื่อจะลงมือปฏิบัติ ก็กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย คือ มีความรู้มากก็ยิ่งยากนาน ครั้นจะไปถามพระถามเณรในวัดก็เขินอาย เพราะพระเณรเกือบทุกรูปที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพนั้นล้วนเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านเอง
ท่านจึงออกเดินทางไปไกลถึงสองพันโยชน์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้จำท่านได้ ตั้งแต่พระสังฆเถระ ไล่เรื่อยลงมาจนถึงพระนวกะ ต่างก็ปฏิเสธที่จะแนะนำธรรมะให้ท่าน เพราะรู้ว่าท่านเป็นผู้รู้มาก มีปัญญามาก เป็นพระธรรมกถึกผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเวลานั้นขณะนั้น ผู้ที่ท่านเคยบอกเคยสอนส่วนใหญ่ก็เป็นพระอรหันต์ขีณาสพกัน
และที่ท่านเหล่านั้นได้บรรลุธรรมาภิสมัย ก็เพราะอาศัยพระเถระเป็นผู้บอกผู้สอนเป็นครูบาอาจารย์ ดังนั้น ต่างเกรงว่าสิ่งที่แนะนำไปจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน
เมื่อไม่มีใครแนะนำ สุดท้ายท่านต้องยอมตนไปขอความรู้ภาคปฏิบัติกับสามเณรน้อยซึ่งอายุเพียง ๗ ขวบ แต่เป็นสามเณรอรหันต์ พระเถระเป็นผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมมาก แต่ท่านยอมทำตัวเหมือนเด็กอนุบาล เป็นนักศึกษาที่ดีมาก แม้สามเณรจะทดสอบให้ท่านเดินลงไปในสระน้ำ ท่านก็ไม่ได้ลังเลใจ ยอมทำตามที่สามเณรบอกทันที
สามเณรเห็นว่า พระโปฐิละได้ลดมานะละทิฏฐิ เพื่อแก้ไขตนเอง เพราะมีมานทิฏฐินั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะมานะทิฏฐิมันเป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นความปรุงแต่งที่สำคัญมั่นหมายที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่น ผู้ที่ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่นถึงจะมีความสงบมีปัญญา มีปัญญามีความสงบ
เมื่อละเราละเขาถึงเป็นความสงบเป็นผู้มีปัญญาถึงเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ไม่เป็นผู้ว่ายากสอนยาก เพราะตัวตนนั้นคือผู้ว่ายากสอนยาก
ยอมอยู่ในโอวาทของสามเณร แม้สามเณรจะให้ทำอะไรก็ทำ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเลิกตัวยกเลิกตนยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อจะได้เอาความดีเอาความถูกต้องให้เกิดความสงบเกิดปัญญา แม้จะให้ไปกระโจนลงเหว หรือกระโดดเข้ากองเพลิง ท่านก็ยอมทำตามทุกสิ่งทุกอย่าง สามเณรจึงให้ท่านกลับขึ้นมายืนที่ริมฝั่ง แล้วกล่าวให้นัยว่า “ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง มีช่องอยู่ ๖ ช่อง เหี้ยได้เข้าไปในจอมปลวกช่องหนึ่ง ผู้หวังจะจับเหี้ย จึงอุดช่องทั้ง ๕ ไว้ คอยจับเหี้ยออกทางช่องที่ ๖ บรรดาทวารทั้งหก แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ แล้วเปิดมโนทวาร กำหนดใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ที่ตรงนั้น”
เนื่องจากพระเถระเป็นพหูสูต ทรงพระไตรปิฎกมาหลายภพหลายชาติ นัยที่สามเณรให้จึงเป็นประดุจการลุกโพลงขึ้นของดวงประทีป ท่านเริ่มประคองใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน มีสติตั้งมั่นเป็นสมาธิ แม้พระบรมศาสดาประทับนั่งในที่ไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ ทรงเห็นความแก่รอบแห่งญาณของพระโปฐิละ จึงเปล่งรัศมีออกไปดุจปรากฏต่อหน้าพระเถระ แล้วตรัสว่า “ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบความเพียร ท่านพึงตั้งตนไว้โดยประการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้เถิด” พระเถระตั้งใจทำภาวนาจนเกิดภาวนามยปัญญา และในที่สุดก็แทงตลอดในคำสอนของพระบรมศาสดา บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในท่ายืนนั่นเอง
ด้วยเหตุผลนี้ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องเอาปัญญามาก ๆ นั้นมาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อจะได้เกิดสติเกิดสัมปชัญญะ ถ้าไม่อย่างนั้นความรู้นั้นปัญญานั้นจะไม่มีคุณไม่มีประโยชน์อะไร ผู้ที่เป็นคนดีและมีปัญญาไม่มีสติสัมปชัญญะ ผู้มีปัญญาเป็นคนดีนั้นเลยเป็นโรคไมเกรน ผู้ที่มีปัญญาที่เป็นคนดีถึงเป็นโรคซึมเศร้า เป็นโรคไบโพล่า
เพราะเหตุผลอะไรล่ะ เพราะเป็นคนดีเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบน้อย เป็นผู้มีความรับผิดชอบต่ำ เพราะผู้มีปัญญามีความรับผิดชอบน้อยมีความรับผิดชอบต่ำ สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นตัวรับผิดชอบ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมะที่สำคัญ เป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์มาก ๆ มีประโยชน์จริง ๆ เป็นธรรมะที่เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ จะไม่ได้ตั้งอยู่ในความประมาท
ผู้ปฏิบัติทั้งหลายต้องจับหลักจับประเด็นให้ได้ มนุษย์เรานี้แหละต้องรู้เข้าใจ มนุษย์เราต้องพัฒนาใจกับพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ เราต้องแก้ปัญหาให้ถูกต้อง เพื่อเอาปัญหานั้นให้เป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละที่จะเป็นทานศีลภาวนา เป็นความดับทุกข์ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ นี้คือสติคือสัมปชัญญะที่จะมีคุณมีประโยชน์ต่อเราทุก ๆ คนนะ
ส่วนใหญ่เราทุกคนยังไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพราะเราขาดสติขาดสัมปชัญญะหรือว่าขาดความรับผิดชอบ โครงสร้างของมุนษย์นี้ดีมากที่มีโครงสร้าง ที่มีข้าราชการมีนักการเมืองมีนักบวช อันนี้ดีมากเป็นโครงสร้างสีขาวเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ให้เรารู้เข้าใจนะ เราทั้งหลายต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อจะได้เอาสมมติสัจจะทั้งหลายนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์
เราต้องพากันคิดดูดี ๆ ดั่งคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ท่านให้คติธรรมว่า เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจตามความเป็นจริงเพื่อจะได้ทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้องเพราะธรรมะคือหน้า หน้าที่คือธรรมะ เพื่อความรู้จะได้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรู้เข้าใจ เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราต้องมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ รู้แล้วไม่ปฏิบัติมันจะดับทุกข์ได้อย่างไร เพราะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยในการดับทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงมีเมตตาบอกสอนให้เรารู้เข้าใจ ให้เราพากันประพฤติพากันปฏิบัติพากันทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันต้องเอาความคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเราไม่มีการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบันเรานั้นจะเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความประมาท โครงสร้างสีขาวที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ใจ รวมลงใจที่สติสัมปชัญญะ เราก็ก้าวไปตามโครงสร้างสีขาว ตามโปรแกรมเมอร์สีขาวนั้นไม่ได้ เราก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ เป็นได้แต่เพียงคน คำว่าคนก็หมายถึงตัวหมายถึงตน เป็นผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ มันเป็นการเดินข้างหน้าแล้วถอยกลับมา ย่ำต๊อกอยู่ในที่เดิม เค้าถึงเรียกว่าคน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เราต้องทำให้มันถูกต้องถึงจะเป็นข้าราชการนักการเมืองถึงจะเป็นนักบวช ถึงจะเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาวเป็นโครงสร้างสีขาว
ในปัจจุบันนี้นะ เรายังไม่ได้ทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้องให้สมบูรณ์ในความรู้สึกในความเข้าใจของเรา เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ตัวเราก็เสียหาย คนอื่นก็เสียหาย เพราะเอาความผิดนำชีวิตเอาทุจริตนำชีวิต ชีวิตของเราเลยเป็นมนุษย์ไม่ได้ เป็นได้แต่เพียงคนเป็นได้แต่เพียงความหลง เรามองดูตัวเรา มองดูข้าราชการนักการเมืองนักบวช ความรู้สึกมันเลยเห็นแต่หน้าโจรมันลอยขึ้นมา ทำไมถึงว่าอย่างนั้น เพราะตัวตนมันคือความทุกข์ ไม่ใช่ความดับทุกข์ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่มาพัฒนาประเทศ พัฒนาส่วนรวมมันมาจากภาษีอากรของประชาชนที่อยู่ในประเทศที่บริโภคใช้สอย เค้าเก็บภาษีอากรต่าง ๆ ไว้เสร็จสรรพในตัว ผู้ที่เข้ามาในประเทศก็ต้องเสียภาษีอากร ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ถ้าเราไม่มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติหน้าที่ ให้เราทุกคนรู้เข้าใจ อันนี้แหละคือทุจริต นี้แหละคือความเสียหาย การจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ถึงต้องเอาทางสายกลางพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เกิดสติเกิดสัมปชัญญะ
หลักการในการดำเนินชีวิตถึงเป็นหลักการให้ทานเสียสละ รักษาศีล เจริญสมาธิ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ เพื่อความสงบและปัญญา สิ่งที่ผ่านมาคือสิ่งที่เกษียณไปแล้ว เราต้องส่งท้ายปีเก่าด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องต้อนรับปีใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้แหละ คือความทุกข์
ให้เรารู้เข้าใจ เมื่อครั้งพุทธกาลที่ผ่านมา มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นอย่างนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้หลักการให้เราเอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็รวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต นี้คือความดับทุกข์ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะเรียกพระนิพพานก็ได้ เพราะว่ามันคือความไม่มีทุกข์ เพราะสติเพราะสัมปชัญญะนะ
เราทุกคนมารู้มาเข้าใจในปัญหาจะได้เกิดปัญญา ปัญญาจะได้เกิดความสงบ ความสงบจะได้เป็นการประพฤติการปฏิบัติ เราจะได้มีพระนิพพานเป็นเครื่องอยู่ ที่อยู่ของเราคือพระนิพพานนะ
เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา