๒๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๒๙ ปลายเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๙

 

เรามารู้มาเข้าใจในการดำเนินชีวิต ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิตนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย ความรู้ความเข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม

 

เราต้องพากันมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ มารู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า อดีตที่ผ่านมาก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจกับการประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำธุรกิจหน้าที่การงานกับการปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ได้ทั้งใจ ได้ทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าใจกับวัตถุต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน จะแยกกันนั้นไม่ได้ ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงานภายนอก มาเน้นเรื่องใจ เรื่องสติเรื่องสัมปชัญญะ สติคือความสงบ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา เพื่อให้สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ความดับทุกข์ของหมู่มวลมนุษย์เทพเทวาอินพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่ที่มีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะเป็นตัวดับทุกข์ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ หรือจะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นความสงบและปัญญา

 

เราทุกคนต้องพากันมาเข้าใจ มาเข้าใจเรื่องอริยสัจสี่ ในเรื่องทุกข์ ในเรื่องเหตุเกิดทุกข์ ในเรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นทางกายทางใจ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ จะได้จบลงได้ที่ปัจจุบันด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ชีวิตของเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พวกเรารู้เข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม ต้องรู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม เหนือผลของกรรม สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน จะเป็นรายรับรายจ่ายที่สมดุล เป็นธนาคารชีวิตที่สมบูรณ์ คนมีปัญญานั้นมีมาก คนดีนั้นมีมาก คนดีก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ คนมีปัญญาก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบ เพื่อเอาความดีและปัญญาก้าวไปให้เป็นปฏิปทา เพื่อให้ปฏิปทาสม่ำเสมอ ติดต่อต่อเนื่อง ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ด่างไม่เศร้าหมอง เพื่อความเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เพื่อให้สติสัมปชัญญะนั้นยกเลิกตัวยกเลิกตนเพื่อให้สมองและลมหายใจจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน สติและสัมปชัญญะนี้จะทำให้ระบบความคิดกับลมหายใจจะได้ไปพร้อม ๆ กัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นความสงบและปัญญา อย่างหนึ่งเป็นสมถะ อย่างหนึ่งเป็นวิปัสสนา ก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

เรามารู้มาเข้าใจ มาทำหน้าที่ ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เราพากันมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ลมหายใจกับระบบสมองของมนุษย์เดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

ระบบสมองของมนุษย์กับลมหายใจของมนุษย์จะเดินทางไปพร้อม ๆ กันก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สตินั้นถึงเป็นความสงบ สัมปชัญญะนั้นถึงเป็นตัวปัญญา จะเป็นธรรมะที่ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตน ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีเราไม่มีเขา ไม่มีตัวกูของกู ตัวสูของสู มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ ด้วยเหตุผลนี้ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อให้ระบบสมองกับจิตใจกับลมหายใจได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการทำงานเราก็จะได้ทั้งงานทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะความสุขนั้นมันเป็นความสงบ ร่างกายของเราก็จะดี ใจของเราก็จะดี

 

การทำงานทุกอย่างให้เรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้มีความสุขกับการทำงาน เราจะได้ทำงานเพื่องาน มีความสุขในการทำงาน เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำงานเพื่อตัวเพื่อตน ทำความดีเพื่อตัวเพื่อตน เราต้องรู้เข้าใจ เพราะตัวตนนั้นไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะนะ ตัวตนนั้นมันคือความเสียหาย มันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าไม่พัง พังตึกเดียวเฉพาะตึก สตง. เราเอาตัวตนนำชีวิต ชีวิตของเราก็ต้องพังทลายอย่างเดียวกันกับตึก สตง. ความพังทลายนั้นถึงไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะนั้นคือความไม่สมดุล ระหว่างรายรับรายจ่าย

 

เรามารู้มาเข้าใจ เราจะได้เอาปัญหาทั้งหลายมาเป็นปัญญา เราจะได้เอาปัญญามาเป็นความสงบ เราจะได้เอาความสงบมาเสียสละ เพื่อให้สติสัมปชัญญะให้ลมหายใจกับสมองของเราก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

 อานาปานสติลมหายใจเข้าหายใจออก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราเอามาใช้เป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบาย หายใจเข้าก็มีความสุข หายใจออกก็มีความสุข เราจะได้เอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป เอาสิ่งที่เป็นปฏิกูลออกไป เพื่อเอามาใช้เพื่อให้มีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อเราจะไม่ได้ไปตามผัสสะ ไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาจะได้เป็นปัญญา ที่เป็นปัญญาจะได้เป็นความสงบ ที่เป็นความสงบจะได้มาเสียสละ เพื่อให้ลมหายใจกับระบบสมองเดินทางไปพร้อม ๆ กัน อานาปานสตินี้ใช้ได้ทุกอิริยาบถ ยืนเดินนั่งนอน ไม่ใช่เรามาใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธินะ

 

 ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราใช้หลักการเจริญอานาปานสตินี้แหละ หายใจเข้าก็ให้สบายหายใจออกก็ให้สบาย หายใจเข้าหายใจออกก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม  หายใจเข้าก็รู้ว่ามันไม่แน่ไม่เที่ยงมันเข้าไปแล้วก็ออกมา หายใจเข้าหายใจออกก็รู้ว่าทุกอย่างไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาเท่านั้นเอง

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ จะได้พัฒนาใจพัฒนาวัตถุเพื่อใจกับวัตถุจะได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งระบบสมองระบบความคิด อันหนึ่งลมหายใจ ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ทุก ๆ คนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อลมปราณและระบบสมองเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เรามามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความไม่มีทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เพราะนี้คือสติคือสัมปชัญญะ คนดีนั้นมีมาก คนมีปัญญานั้นมีมาก แต่คนดีถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะชีวิตนี้ก็ย่อมล้มละลายพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึกสตง. คนมีปัญญามากก็มีมาก แต่ถ้าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะชีวิตนี้ก็ย่อมล้มละลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ปิติสุขเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติมันเป็นความสุขเป็นความสงบ มันเป็นการทำที่สุดแห่งทุกข์ ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นในปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เรายึดมั่นถือมั่นตั้งมั่น เป็นความสุขเป็นความสงบเป็นการทำที่สุดแห่งทุกข์ ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท ให้พากันยกเลิกตัวยกเลิกตนเสีย ยกเลิกความไม่ถูกต้องเสีย มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพื่อเป็นหลักการที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้ลมหายใจกับสมองได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เราพากันมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์อย่างนี้ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทอย่างนี้ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ต้องรู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันไม่จบ เราต้องรู้เข้าใจ สิ่งภายนอกภายใน เรามีตาก็ย่อมมีรูป เรามีหูก็ย่อมได้ยินเสียง เรามีจมูกก็ย่อมได้กลิ่น เรามีลิ้นก็ต้องได้สัมผัสกับรส เรามีกายก็ได้สัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ เรามีใจก็ย่อมมีความรู้สึกนึกคิด เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้จบลงในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะมาครอบงำใจ ใจของเราจะได้มีปัญญา ใจของเราจะไม่มีปัญหา สิ่งที่เคยเป็นปัญหาจะได้เป็นปัญญา ด้วยอาศัยปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นศีลเป็นสมาธิที่เป็นปัญญา ผู้มีปัญญาทั้งหลายถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ มีคำถามว่าการปฏิบัตินี้จะปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจ การปฏิบัติไม่ใช่หยุดไม่ใช่ไป การปฏิบัติเราต้องรู้ต้องเข้าใจ การปฏิบัตินั้นเป็นหน้าที่ หน้าที่คือการประพฤติการปฏิบัติ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ เราจะเป็นผู้เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

 เรามาคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะแล้ว สติสัมปชัญญะเป็นความสุขความดับทุกข์น่ะ สติสัมปชัญญะนั้นจะมีแต่ปิติสุขเอกัคคตาที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะไม่มีความปรุงแต่ง จะไม่ได้เพิ่มจะไม่ได้ตัด เป็นความพอเพียงเพียพอ เป็นความพอดี เป็นการพัฒนาวัตถุด้วยอาศัยวิทยาศาสตร์ เป็นการพัฒนาใจด้วยการเสียสละที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนอย่างนี้ การยกเลิกตัวยกเลิกตนถึงเป็นเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด เป็นความดีและเป็นปัญญา

 

    ให้เรารู้ให้เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเราไปเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ชีวิตนี้ก็ย่อมพังทลายย่อมเสียหายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.นะ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งที่มีอยู่มันเป็นอย่างไร ให้เรารู้เข้าใจนะ เราว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะนั่นแหละคือการว่างจากสิ่งที่มีอยู่ วัตุก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ใจก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะเราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไปว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จะมีประโยชน์อะไร คนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายมันจะมีประโยชน์อะไร

 

เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ การที่ไม่มีตัวไม่มีตนที่มีสติสัมปชัญญะนั้นแหละคือการว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้จักปัญหา ปัญหานั้นแหละจะเป็นปัญญา ปัญญานั้นแหละจะเป็นความสมงบ ความสงบนั่นแหละจะได้เสียสละ จะว่าสติสัมปชัญญะก็ได้ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้

 

ให้เรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เราพยายามเจริญสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เดินอยู่ก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรากำลังเดิน ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน ยืนอยู่ก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรายืนให้ชัดเจน นั่งอยู่ก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรานั่งให้ชัดเจน นอนอยู่ก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะอย่างนี้ สิ่งภายนอกก็ย่อมเป็นภายนอก สิ่งภายในก็ย่อมเป็นภายใน เพราะใจของเรานั้นมีสติมีสัมปชัญญะ

 

การเจริญสติปัฏฐาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้หลักการอุดมการณ์อุดมธรรม ถ้าใครเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้ติดต่อต่อเนื่องไม่ให้ขาดสาย อย่างเร็วก็ ๗ วัน อย่างกลางก็ ๗ เดือน อย่างช้าก็ ๗ ปี ผู้นั้นก็จะได้เป็นพระอรหันต์เป็นพระขีณาสพ เราต้องรู้เข้าใจนะ ผู้มีปัญญามากมีเยอะแยะแต่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ผู้ที่เป็นคนดีมีมากมีเยอะแยะแต่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เพราะยังไม่รู้ไม่เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อมาปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง ความรับผิดชอบนั้นมันต่ำมาก ถึงพากันเป็นโรคไมเกรน ถึงเป็นโรคซึมเศร้า ถึงเป็นโรคไบโพล่า

 

 เราทุกคนถึงต้องมารู้ปัญหา มารู้จักปัญหา เพื่อเอาปัญหามาเป็นปัญญา ไม่พากันตั้งอยู่ในความประมาท

 

เราเป็นคนดีก็ต้องมีปัญญา เราเป็นคนมีปัญญาก็ต้องมีความสงบ เราเป็นคนมีความสงบก็ต้องมาเสียสละถึงจะมีสติมีสัมปชัญญะ

 

เราพากันรู้พากันเข้าใจในหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ สิ่งที่มันผ่านมาแล้วเกษียณไปแล้วเราต้องเสียสละ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ เพื่อลมหายใจของเราจะได้สมบูรณ์ เพื่อระบบสมองของเราจะได้สมบูรณ์ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เราต้องรู้เข้าใจ สิ่งเก่า ๆ ผ่านไป สิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามา เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เราจะได้รู้เรื่องเก่ารู้เรื่องใหม่

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสว่าปัจจุบันนี้นะเป็นวาระสำคัญ เธอทั้งหลายอย่าพากันประมาท ต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เราอย่าอาศัยความหลงเป็นเครื่องอยู่นะ เพราะสรีระร่างกายของเรานี้ไม่จีรังยั่งยืน อายุขัยส่วนใหญ่ของมนุษย์อยู่ได้ไม่เกินร้อยปี ถ้าปฏิบัติธรรมเอาทั้งใจเอาทั้งวัตถุอย่างมากก็อยู่ได้ร้อยกว่าปี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งสาวกพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ให้แก่ประชาชนให้แก่มหาชน เพื่อให้ประชาชนรู้เข้าใจ จะได้เอาปัจจุบันนำชีวิต เพื่อพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ให้ไปบอกไปสอนให้ประชาชนมหาชนเข้าใจในเรื่องความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ เพื่อให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ที่ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา เอาปัญญามาให้เป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ เพราะความดับทุกข์ของมนุษย์นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม มนุษย์ทั้งหลายจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต เพราะมันจะเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

 

จะได้พากันรู้ปัญหา ให้ปัญหานั้นเป็นปัญญา เน้นการประพฤติการปฏิบัติของผู้นั้นเอง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันได้

 

อย่างพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ทำพุทธกิจของพระพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ขีณาสพ เมื่อก่อนท่านก็เป็นสามัญชน เมื่อท่านรู้เข้าใจ ท่านก็ทำหน้าที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เอาธรรมนำชีวิตท่านก็ได้เป็นพระอรหันต์

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติน่ะเราไม่ต้องไปแก้ที่ใคร เราเป็นใครก็แก้ที่คนนั้น ปัญหาต่าง ๆ นั้นถึงเป็นปัญญา

 

เราต้องแก้ปัญหาให้ถูกต้อง เราต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ชีวิตของเราจะได้เป็นความดีและปัญญาก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เราทั้งหลายจะได้พากันเป็นมนุษย์ผู้รู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เราจะได้เป็นเทวดาผู้รู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เราจะได้เป็นพระพรหมผู้รู้เข้าใจผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เราจะได้เป็นข้าราชการนักการเมืองนักบวชผู้รู้เข้าใจผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร

 

สมมติสัจจะทั้งหลายให้พวกเรารู้เข้าใจ สมมติสัจจะเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ให้มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในสมมตินั้น ๆ เพื่อเอาไปทำหน้าที่ เพื่อเอาหน้าที่นั้น ๆ มาเสียสละ เพื่อการเสียสละนั้นคือการเจริญสติสัมปชัญญะ นั้นคือศีล นั้นคือสมาธินั้นคือปัญญา นั้นคือการยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตน เราต้องรู้เข้าใจ ตัวตนนั้นคือความทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มี เกิดขึ้นและดับไปด้วยความทุกข์เป็นอมตะทุกข์

 

เราทั้งหลายต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เพื่อจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต ไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต เราต้องเสียสละ มาให้ทานวัตถุต่าง ๆ มาให้ทานกายวาจากิริยามารยาทที่มันหยาบช้าที่มันยกหูชูงวง ผู้มีความรู้มาก ๆ ก็ต้องยกเลิกตัวตน ไม่ยกหูชูงวง ไม่มาเป็นคนบ้า ไม่เป็นคนผีบ้า ไม่มาเป็นบักผีบ้า อีผีบ้าที่มีแต่เชื้อบ้าทั้งนั้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาบอกพระโมคคัลลานะว่า เราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกการเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต เราอย่าเป็นคนยกหูชูงวง อย่าไปหลงตนเองว่าตนเองดีกว่าเค้า เก่งกว่าเค้า รวยกว่าเค้า มีเพาเวอร์กว่าเค้า มีอิทธิปาฏิหารย์มากกว่าใคร เราอย่าไปยกหูชูงวง มันไม่ถูกต้อง

เรามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์มาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เรามีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เพราะความสงบดับความสุขนั้นคืออันเดียวกัน ความสงบกับความเคารพมันคือสติคือสัมปชัญญะ มันเป็นสิ่งเดียวกัน ตัวตนนั้นคือชูงวง ไม่สงบไม่เคารพ ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนะ

 

สิ่งมันผ่านไปแล้วก็ให้แล้วไป ถือว่าเราส่งท้ายปีเก่า ช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เหมือนคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ที่ท่านตรัสว่า มันผ่านไปแล้วเราก็ปล่อยก็วาง เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ ปัจจุบันเราต้องมีปิติมีความสุขในการทำหน้าที่ในการทำงาน

 

ให้รู้เข้าใจว่ากายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้คืองานนะ เป็นอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ ถ้ามีสติมีสัมปชัญญะ เราจะมีความสุขในการหายใจเข้าหายใจออกให้สบาย เราจะมีความสุขในการปล่อยวางจิตใจให้ดีใจสบาย เพื่อให้เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม นักวิทยาศาสตร์ผู้มีปัญญาทั้งหลายก็ต้องเข้าใจอย่างนี้ ผู้พัฒนาใจทั้งหลายก็ต้องเข้าใจอย่างนี้ เพื่อให้การพัฒนาใจกับการพัฒนาที่จะเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เพื่อสมองกับลมหายใจจะได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นสภาวธรรม หยุดปัญหา ให้ปัญหานั้นเป็นปัญญา ให้ปัญญามาเป็นการประพฤติการปฏิบัติ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ นั้นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ ผู้มีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ ต้องพากันมาเสียสละถึงจะยกเลิกตัวยกเลิกตนได้

 

ความกตัญญูกตเวทีนี้เป็นเครื่องหมายของคนดี เป็นคุณสมบัติของผู้ดี เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องความกตัญญูกตเวทีนะ การประพฤติการปฏิบัติธรรมนี้คือความกตัญญูกตเวที เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ นี้เป็นของพ่อของแม่ เราจะกตัญญูกตเวทีต่อพ่อต่อแม่ เราก็ต้องพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน

 

เรามาเน้นที่ตัวเรานี้แหละ เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรมคือกฎแห่งกรรมและผลของกรรม เรามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มาทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นคือธรรมะ ธรรมะนั้นคือหน้าที่ อริยมรรคเป็นหนทางที่ประเสริฐ เป็นหนทางเดินทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี ความกตัญญูกตเวทีเราต้องกตัญญูกตเวทีอย่างนี้นะ

 

เราต้องยกเลิกตัว ยกเลิกตน เพื่อเป็นผู้มีศีลเป็นผู้มีสมาธิเป็นผู้มีปัญญาเป็นผู้ยกเลิกอัตตาตัวตนเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ก้าวไปด้วยสติสัมปชัญญะ พ่อแม่ก็คือตัวเราเองนี้แหละ ที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ ก็คือตัวเราเองนี้แหละ

 

 ให้เราทำหน้าที่เพื่อกตัญญูกตเวที เรามาคิดดี ๆ ยกเลิกตัวตน หยุดตรึกในกามหยุดตรึกในพยาบาท นั้นแหละคือความกตัญญูกตเวที มามีสติมีสัมปชัญญะ ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ให้ทุกอย่างจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะนี้ ไม่ให้เกิดความปรุงแต่ง ไม่ให้ตัดด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เราประพฤติปฏิบัติทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ด้วยปิติด้วยความสุขด้วยเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติไม่ขาดตกบกพร่อง เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ เราจะได้กตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ที่เป็นส่วนสรีระร่างกาย ที่เป็นส่วนของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ ที่พ่อแม่ที่แก่เฒ่าชรา เจ็บไข้ไม่สบาย ท่านไม่เข้าใจในธรรมะก็ให้เข้าใจในธรรมะ ท่านมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนก็ให้ไปบอกไปสอนให้ท่านรู้เข้าใจ ให้ท่านยกเลิกตัวยกเลิกตน ท่านเป็นผู้ที่ไม่เสียสละตัวไม่เสียสละตนไม่เสียสละสิ่งของก็ไปบอกไปสอนให้ท่านรู้เข้าใจ ให้ท่านยินดีในการให้ทานในการเสียสละ เพราะมนุษย์เราต้องรู้เข้าใจว่าความทุกข์นั้นอยู่ที่ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

ทุกคนต้องพากันมาให้ทานมาเสียสละ ไม่มีศีลก็แนะนำให้ท่านมีศีล เพราะศีลนี้เป็นอุปกรณ์ที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ศีลนี้จะเป็นความสุขความดับทุกข์ เพราะความทุกข์นั้นอยู่ที่มีตัวมีตนอยู่ที่ไม่มีศีล ท่านไม่มีสมาธิก็ไปสอนท่านให้รู้จักสมาธิ สมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิที่ยกเลิกตัวตน ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ ท่านไม่มีปัญญาก็ต้องไปบอกไปสอนให้ท่านมีปัญญา

 

ท่านให้รู้เรื่องพระไตรลักษณ์ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน เราจะเอาตัวเอาตนนั้นมันไม่ถูกต้อง เพราะตัวตนนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย พ่อแม่ส่วนใหญ่เค้าจะไม่ฟังเรา เค้าจะไม่เชื่อเรา ทำไมเค้าไม่เชื่อเรา ก็เพราะเรามีตัวมีตน เค้าจะมาเชื่อเราทำไม เราต้องมายกเลิกตัวยกเลิกตน พ่อแม่ถึงจะเคารพนับถือเชื่อเรา เราต้องรู้เข้าใจ คนฉลาดมันมีมากแต่ว่าคนฉลาดนั้นไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ คนดีนั้นมีมาก แต่คนดีนั้นไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ

 

เราต้องคิดดูดี ๆ นะ เนกขัมมะบารมีคือสติคือสัมปชัญญะ เป็นความกตัญญูกตเวทีสูงสุด เรามาคิดดูดี ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทิ้งพ่อทิ้งแม่ทิ้งครอบครัวเพื่อไปเจริญสติสัมปชัญญะหรือว่าไปเจริญเนกขัมมะบารมี ก็เพราะความกตัญญูกตเวที ผู้ที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ตัวเองยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราจะไปช่วยเหลือใคร

 

เราคิดดูดี ๆ นะ มีคนหลายคนที่มาบวช บวชแล้วมาซึ้งในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งใจจะเป็นคนกตัญญูกตเวที จะลาสิกขาไปช่วยพ่อช่วยแม่ เพราะพ่อแม่แก่เฒ่าชราหรือพ่อแม่อัมพฤกษ์อัมพาต แต่เพราะตัวเองสติสัมปชัญญะมันไม่สมบูรณ์ เป็นคนดีจริงอยู่แต่คนดีไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เป็นคนมีปัญญาจริงอยู่ แต่เป็นผู้ปัญญาที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ ผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เราจะไปช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร

 

เรามาคิดดูดี ๆ นะ อย่างครอบครัวของพระสารีบุตรอย่างนี้ เค้ามีพี่น้องด้วยกัน ๗ คน ทุกคนรู้เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ออกบวชประพฤติปฏิบัติ เจริญสติสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพหมดทุกคนเลย นี้คือความกตัญญูกตเวที องค์พระสารีบุตรนั้นได้เป็นอัครสาวกฝ่ายขวาฝ่ายปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปกติแล้วอัครสาวกฝ่ายขวาฝ่ายซ้ายต้องเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก่อนพระบรมศาสดา เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านประกาศเป็นทางการว่าอีก ๓ เดือนข้างหน้าพระตถาคตเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านพระสารีบุตรพระเถระเจ้าท่านถึงกราบทูลอำลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าท่านจะเสด็บดับขันธ์ปรินิพพาน

 

บั้นปลายชีวิตของพระสารีบุตรเถระเจ้า องค์ท่านมีชีวิตอยู่มาจนกระทั่งถึงระยะปัจฉิมโพธิกาล (ระยะเวลาใกล้สิ้นยุคพุทธกาล)

ท่านพระสารีบุตรเถระเจ้านิพพานก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ๑ ปี คือนิพพาน ในปีที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุ ๗๙ พรรษา

 

พระสารีบุตรเถระเจ้า ได้เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ที่บ้านของท่านเอง ด้วยโรคปักขันทิกาพาธ (ถ่ายจนเป็นเลือด)

 

ดังมีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่ง ท่านเข้าผลสมาบัติอยู่ในที่พักกลางวันของท่านในวัดเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ออกจากผลสมาบัติแล้วพิจารณาเห็นว่าพระอัครสาวกย่อมนิพพานก่อนพระพุทธเจ้า ดังนั้นท่านจึงได้ตรวจดูอายุสังขารของตนเองและเห็นว่าจะมีชีวิตอยู่ไปได้อีก ๗ วันเท่านั้น

 

ท่านได้พิจารณาต่อไปถึงสถานที่ที่จะไปนิพพาน ก็เห็นว่าควรจะไปนิพพานที่บ้านเกิด ทั้งนี้เพื่อจะได้โปรดโยมมารดาซึ่งยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ให้ได้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย อีกทั้งยังเห็นด้วยว่าโยมมารดามีอุปนิสัยสามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้เมื่อได้ฟังธรรมที่ท่านแสดง

 

เมื่อปลงใจได้ดังนั้นแล้ว ท่านจึงแจ้งพระจุนทะผู้เป็นน้องชายให้ทราบ และบอกพระจุนทะให้แจ้งแก่บรรดาศิษย์ของท่านให้ทราบด้วย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วท่านได้เก็บกวาดเสนาสนะ แล้วออกมายืนอยู่ที่หน้าเสนาสนะนั้น ท่านมองดูทุกสิ่งทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้าย แล้วพาพระจุนทะและพระบริวาร ๕๐๐ รูปเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

 

 “ข้าแต่พระบรมศาสดา” ท่านกราบทูล หลังจากกราบถวายบังคมแล้ว

 

 “อายุของข้า พระองค์ใกล้สิ้นแล้ว ข้าพระองค์ขอกราบพระบาทเป็นครั้งสุดท้าย เพราะนับจากนี้ไปอีก ๗ วัน ข้าพระองค์จะได้ทอดทิ้งร่างกาย ขอได้ทรงพระกรุณาอนุญาตให้ข้าพระองค์นิพพานด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า”

 

 “สารีบุตร เธอจักไปนิพพานที่ไหน” พระพุทธเจ้าตรัสถาม

 

 “ที่บ้านเกิด พระพุทธเจ้าข้า”

 

 “สารีบุตร” พระพุทธเจ้าตรัสเรียกพร้อมทั้งอนุญาต แล้วตรัสต่อไปว่า

 

 “ต่อนี้ไปภิกษุทั้งหลายจะไม่ได้เห็นพระสาวกเช่นเธออีกแล้ว ขอเธอได้ช่วยอนุเคราะห์แสดงธรรมให้ภิกษุทั้งหลายฟังก่อนเถิด”

 

ท่านเข้าใจถึงพุทธประสงค์ได้ดี จึงลุกขึ้นถวายบังคมรับพระพุทธดำรัส แต่ก่อนที่จะแสดงธรรม ท่านได้เหาะขึ้นไปสูงได้ชั่วลำตาล ๑ แล้วกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้า จากนั้นก็ได้เหาะกลับขึ้นไปอีกแล้วกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้าอีก ท่านทำอยู่อย่างนี้ถึง ๗ ครั้ง

 

กล่าวคือ ท่านเหาะขึ้นไปสูงสุดถึง ๗ ชั่วลำตาล และในแต่ละชั่วลำตาลนั้นท่านได้เหาะกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้าทุกครั้ง ขณะที่เหาะอยู่สูงถึง ๗ ชั่วลำตาลนั้นท่านได้แสดงฤทธิ์ต่างๆ มากกว่าร้อยแล้วจึงแสดงธรรม

 

ขณะที่แสดงธรรมอยู่นั้นท่านได้แสดงฤทธิ์ด้วย โดยบางครั้งทำให้คนเห็นตัวท่าน แต่บางครั้งก็ทำให้ไม่เห็น คงให้ได้ยินแต่เสียง หรือให้เห็นเพียงครึ่งตัว เสียงของท่านบางครั้งก็ได้ยินจากข้างบน บางครั้งก็ได้ยินจากเบื้องล่าง ท่านยังปรากฏกายให้เห็นเป็นรูปต่างๆ บางครั้งเป็นรูปพระจันทร์ บางครั้งเป็นรูปพระอาทิตย์ บางครั้งเป็นรูปภูเขา บางครั้งเป็นรูปมหาสมุทร บางครั้งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ บางครั้งเป็นท้าวเวสสุวรรณ บางครั้งเป็นพระอินทร์ บางครั้งเป็นท้าวมหาพรหม ครั้นแสดงฤทธิ์และแสดงธรรมถวายตามพุทธประสงค์แล้ว ท่านก็ได้เหาะกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วเข้าไปประคองพระบาท พลางกราบทูลว่า

 

 “ข้าแต่พระบรมศาสดา ข้าพระองค์สู้สร้างบารมีมาช้านานนับได้ ๑ อสงไขยกับ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ก็ด้วยตั้งใจจะได้ถวายบังคมพระบรมบาท”

 

จากนั้นท่านได้กราบถวายบังคมลา พระพุทธเจ้าเสด็จออกมาส่งหน้าพระคันธกุฎี และตรัสบอกพระสาวกทั้งหลายในที่นั้นให้ไปส่งท่าน ครั้นถึงซุ้มประตูเชตวันมหาวิหาร ท่านบอกพระที่ตามมาส่งท่านให้กลับ พร้อมทั้งกล่าวสอนไม่ให้ประมาท

 

ท่านพร้อมด้วยพระจุนทะและพระบริวารเดินทางอยู่ ๗ วันก็ถึงอุปติสสคามบ้านเกิดของท่าน ที่เมืองนาลันทา แคว้นมคธ ท่านพร้อมด้วยคณะได้ยืนพักเหนื่อยอยู่ที่โคนต้นไทรใกล้ทางเข้าบ้านของท่าน และได้พบกับอุปเรวตะผู้เป็นหลานชาย จึงได้แจ้งความประสงค์ที่จะมาพักที่บ้านกับโยมมารดาให้หลานชายทราบ

 

ฝ่ายนางสารีโยมมารดาเมื่อได้ทราบว่า พระลูกชายพาพระบริวารมาเยี่ยม ก็รู้สึกดีใจเป็นกำลัง จึงสั่งคนงานในบ้านให้จัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ จัดที่พักและตามประทีปไว้พร้อมสรรพ 

 

 และเมื่อได้ทราบว่าท่านประสงค์จะพักในห้องที่ท่านเกิด นางสารีก็จัดให้ตามประสงค์ แต่ในขณะเดียวกันก็สงสัยอยู่ว่า ทำไมพระลูกชายจึงได้พาพระบริวารมามากมายเพียงนี้ หรือว่ามาเพื่อจะสึก

 

 เมื่อท่านพร้อมด้วยพระจุนทะและพระบริวารเข้าพักในสถานที่ที่โยมมารดาให้คนจัดให้ตามประสงค์แล้ว

 

ตกดึกคืนนั้นเองท่านได้เกิดป่วยเป็นโรคปักขันธิกาพาธ (ถ่ายจนเป็นเลือด) อย่างปัจจุบันทันด่วน ท่านได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส พระจุนทะและพระบริวารได้ช่วยกันพยาบาลอย่างใกล้ชิด ฝ่ายโยมมารดาเห็นว่าท่านอาพาธหนัก จึงมาเฝ้าดูอาการด้วยความเป็นห่วง

 

ขณะนั้น เทวดาองค์สำคัญ ๆ ต่างมาเยี่ยมอาการป่วยของท่านตามลำดับ คือ

ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้แก่ ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักข์ ท้าววิรุฬหก และท้าวเวสสุวรรณ ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสุยามา ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นยามา ท้าวดุสิต ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดุสิต ท้าวสุนิมมิตะ ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นนิมมานรดี และท้าวปรนิมมิตวสวัดดี ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัดดี รวมทั้งท้าวมหาพรหมแห่งพรหมโลก ชั้นสุทธาวาสก็ได้มาเยี่ยมอาการป่วยของท่านด้วย

 

 เทวดาและท้าวมหาพรหมนั้นแต่ละองค์ล้วนมีรัศมีเปล่งปลั่งงดงาม ต่างพากันมาเยี่ยมอาการป่วยของท่านด้วยความเป็นห่วงและด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

 

นางสารีเห็นเหตุการณ์นั้นตลอด เมื่ออาการของพระเถระค่อยบรรเทาลง นางได้เข้าไปหาและสนทนาด้วย โดยได้ถามถึงเทวดาองค์สำคัญๆ ที่มาเยี่ยมซึ่งนางไม่ทราบว่าเป็นใคร ท่านได้บอกให้โยมมารดา ได้ทราบตามลำดับจนกระทั่งถึงท้าวมหาพรหม

 

 “อุปติสสะ” โยมมารดาเรียกชื่อเดิมของท่านด้วยความอัศจรรย์ใจ

 

 “นี่ลูกของแม่ใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมอีกหรือ” (โยมมารดาขณะนั้น นับถือท้าวมหาพรหมเป็นที่สุด)

 

 “ใช่... โยมแม่” ท่านตอบรับ

 

ทันใดนั้น โยมมารดาก็เกิดปีติอย่างใหญ่หลวง สีหน้าเอิบอิ่ม เมื่อได้ทราบว่าพระลูกชายยิ่งใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมที่ตนเคารพ

 

 “อุปติสสะลูกชายของเรายิ่งใหญ่ขนาดนี้ แล้วพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดาของลูกชายเราเล่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน”

 

 นางสารีคิดไปถึงพระพุทธเจ้า พระเถระสังเกตดูโยมมารดาตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าจิตใจเริ่มอ่อนโยน เหมาะจะรับน้ำย้อมคือคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้ จึงเริ่มแสดงธรรมโปรด โดยพรรณนาถึงพระพุทธคุณนานาประการ

 

อาทิว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอรหันต์ห่างไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง

 

โยมมารดาฟังแล้วเลื่อมใสยิ่งนัก และเมื่อจบพระธรรมเทศนา นางก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล มีดวงตาเห็นธรรม มีสัมมาทิฎฐิพ้นจากการเห็นผิด

 

พระเถระได้ตอบแทนพระคุณโยมมารดาด้วยการตอบแทนที่ล้ำค่า คือให้พ้นจากความเห็นผิดที่มีมานานเสียได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญ

 

ส่วนโยมมารดารู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมาที่ไม่ได้สัมผัสอมตธรรม จึงพูดกับท่านเป็นเชิงต่อว่า ว่า

 

 “ลูกรัก ทำไมจึงเพิ่งมาให้อมตธรรมนี้แก่แม่เล่า”

 

หลังจากโยมมารดาได้ลากลับเข้าไปที่พักผ่อนแล้ว ท่านได้บอกพระจุนทะให้นิมนต์พระบริวารมาประชุมพร้อมกัน ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้สว่าง ท่านดูอิดโรยเต็มที แต่ถึงกระนั้นก็พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง โดยพระจุนทะคอยประคองอยู่ตลอดเวลา

 

 “ท่านทั้งหลาย” พระเถระเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

 

 “ผมกับท่านอยู่ด้วยกันมานานถึง ๔๔ ปี หากกายกรรมและวจีกรรมของผมอันใดไม่เป็นที่พอใจ ขอได้อภัยให้ผมด้วย”

 

 “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ” พระบริวารกล่าวตอบ “พวกกระผมติดตามท่านมานาน ยังมองไม่เห็นกายกรรมและวจีกรรมอันใดของท่านที่ไม่เหมาะสมเลย แต่พวกกระผมสิจะต้องขอให้ท่านได้โปรดยกโทษในกายกรรมและวจีกรรมที่ไม่สมควร”

 

ท่านกับพระบริวารต่างกล่าวคำขอขมากันและกันแล้ว แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าแล้ว เช้าวันนั้นเบญจขันธ์อันอ่อนล้าของ พระเถระก็ดับลงอย่างสนิท

 

 ท่านนิพพานเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ในห้องที่ท่านเกิด

 

 เทวดาและมนุษย์ได้พร้อมใจกันฌาปนกิจศพของท่านอย่างสมเกียรติ พระจุนทะนำผ้าขาวมาห่ออัฐิของท่านแล้วนำไปพร้อมทั้งบาตรและจีวร เพื่อมอบให้พระอานนท์นำไปถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรับอัฐิของท่านแล้วโปรดให้สร้างสถูปบรรจุไว้ที่ใกล้ประตูเชตวันมหาวิหาร เพื่อให้พุทธบริษัทได้สักการะต่อไป

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจเรื่องความกตัญญูกตเวที ทุกคนต้องพากันมามีปิติมีสัมปชัญญะ ความเกิดความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นมันมาจากความเกิด ความรู้ความเข้าใจถึงเป็นสาระที่สำคัญ เราทั้งหลายจะได้หยุดปัญหาด้วยปัญญา ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องให้ตัวเองสงบมาก ๆ ต้องหยุดความฟุ้งซ่าน ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์เพื่อความดีและปัญญาจะได้ก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเราจะได้กตัญญูกตเวทีเหมือนตัวอย่างที่พระสารีบุตรพร้อมด้วยน้อง ๆ ทั้ง ๗ คนพากันประพฤติพากันปฏิบัติ

 

ความสงบเราก็ต้องเพียงพอ เมื่อเรามีปัญญาความสงบเราก็ต้องเพียงพอ การตัดสินใจของเราจะไม่ได้ฟุ้งซ่าน เราเอาความฟุ้งซ่านนำชีวิตไม่ได้ ต้องเอาความสงบนำชีวิต จะว่าความสงบก็ได้นะ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้นะ จะว่าความสุขก็ได้นะ จะว่าพระนิพพานก็ได้นะ ความกตัญญูกตเวทีเป็นคุณสมบัติของคนดี เป็นระบบลมหายใจกับสมองต้องไปพร้อม ๆ กัน เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๒๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 106,664