๓๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๓๐ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นวันปลายปี ๒๕๖๘ เพื่อย่างเข้าสู่ปีใหม่ ปี ๒๕๖๙

 

อดีตผ่านไป อนาคตยังมาไม่ถึง เราอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ

 

เข้าใจอะไร เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นย่อมเป็นไปตามเหตุไปตามปัจจัย ปัจจุบันนี้ก็มาจากพื้นฐานของอดีต อนาคตที่ยังมาไม่ถึงก็อยู่ที่พื้นฐานของปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมารู้เหตุรู้ปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี เราทุกคนถึงมารู้เหตุมารู้ปัจจัย มารู้เรื่องทุกข์ มารู้เรื่องของความทุกข์ มารู้เรื่องของเหตุที่จะเกิดความทุกข์อีกต่อไป มารู้เรื่องข้อวัตรข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์เพื่อไม่ให้มีความทุกข์อีกต่อไป

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่จะเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ใจที่ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต เราทุกคนมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ อดีตผ่านมาเป็นสิ่งที่เกษียณไปแล้ว อนาคตที่ยังไปไม่ถึง เราทุกคนก็ปฏิบัติไม่ได้ ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เราทุกคนต้องปฏิบัติในปัจจุบันให้ถูกต้อง ปัจจุบันเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความสงบและปัญญา เป็นปัญญากับความสงบ เป็นคำ ๒ คำ อันหนึ่งความสงบ อันหนึ่งปัญญา ผู้มีปัญญาก็ต้องมีความสงบ ผู้มีความสงบก็ต้องเสียสละถึงจะมีปัญญา ความสงบและปัญญาต้องเดินควบคู่กันไป

 

เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นความสมดุลระหว่างวัตถุกับใจ ก้าวไปด้วยความพอเพียงเพียงพอ ด้วยความพอดี ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เราทุกคนมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ลมหายใจของเรากับระบบสมองก็จะไปพร้อม ๆ กันที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พวกเราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ ที่ท่านส่งสาวกพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ เพื่อให้มนุษย์มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้มนุษย์รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพราะความดับทุกข์ของมนุษย์อยู่ที่มนุษย์รู้เข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตนั้นเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้นปฏิบัติไม่ได้ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนั้นต้องให้เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความสงบและปัญญา เพื่อก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีความสงบ ปัจจุบันเราต้องมีปัญญา ปัจจุบันเราต้องมาเสียสละ

 

เราต้องมายกเลิกตัวยกเลิกตน หรือว่ายกเลิกความไม่ถูกต้อง มาทำหน้าที่ของเราในปัจจุบัน ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ สติสัมปชัญญะนั้นคือหน้าที่ เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตน ที่เป็นสัตว์บุคคลเป็นตัวเป็นตน ที่เป็นเราเป็นเขา เป็นตัวของเราตัวของเขา ที่เป็นตัวของกู ที่เป็นตัวของสู เราต้องหยุดตัวเราของเรา หยุดตัวกูของกู หยุดตัวสูของเรา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะมีกูมีสูอีกต่อไปไม่ได้ เพราะตัวกูของกูตัวสูของสูนั้นมันเป็นสัญชาตญาณ มันเป็นนิติบุคคลตัวตน สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นตัวหยุดสัญชาตญาณ ที่มันเป็นตัวตน มันเป็นตัวเราของเรา

 

เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เรามีความตั้งมั่นในการประพฤติการปฏิบัติ จะเป็นความตั้งมั่นยึดมั่นที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ที่เป็นหลักการที่ยกเลิกนิติบุคคลตัวตนด้วยความรู้ความเข้าใจที่จะมาเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มาตั้งอกตั้งใจประพฤติตั้งใจปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันได้ อันนี้เป็นเรื่องของเราเอง เราถึงต้องมามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มาเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ เกิดจากการประพฤติการปฏิบัติ มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบันนี้ อดีตที่ผ่านมาเราจะยกเลิกอดีตได้ก็เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ เราจะยกเลิกอนาคตได้ก็เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องให้มันจบลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจที่มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทุกคนพากันมาเน้นที่ตัวเรา เรามาคิดดูดี ๆ นะ พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเข้าใจ ท่านก็ประพฤติปฏิบัติที่ตัวท่าน ท่านก็มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติของท่าน ผู้ที่เป็นสามัญชน มีความรู้ความเข้าใจท่านก็ปฏิบัติที่ท่านจนท่านได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนถึงพากันมาประพฤติพากันมาปฏิบัติที่ตัวของเราเอง เพราะการประพฤติการปฏิบัติธรรมมันเป็นตัวของเรา เรามาเน้นการประพฤติการปฏิบัติของเรา มาเน้นที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพด้วยความรู้ความเข้าใจ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เพื่อก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะให้เรารู้เข้าใจนะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นพระนิพพานบ้านของเรา จะว่าพระนิพพานก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ นี้เป็นความว่างจากตัวจากตน ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เป็นความรู้ความเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

มีผู้ที่ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีเมตตาตรัสว่า เรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนั้นขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกว่า ให้เข้าใจนะ อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่ยังไปไม่ถึงนั้นก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องปฏิบัติถึงความดับทุกข์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะได้จบลงที่ปัจจุบัน จะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่มันจะมีประโยชน์อะไร อย่างคนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร อย่างคนไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก ไม่มีลิ้น ไม่มีกาย ไม่มีใจมันจะมีประโยชน์อะไร

 

เราทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะให้ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่มันไม่ได้นะ เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเรามีความรู้ความเข้าจแล้ว เราก็หยุด คำว่าหยุดนั้นคือความสงบ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละมันก็เป็นตัวเป็นตน ปัญญาก็จะไม่มีเพราะมันมีตัวมีตนปัญญามันจะมีได้อย่างไร เพราะเรามีตัวมีตน ผู้มีปัญญามากถึงต้องสงบมาก ๆ อย่างนี้ ผู้มีความสงบมาก ๆ ถึงต้องเสียสละให้มาก ๆ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะได้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ได้แก่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรารู้เราเข้าใจ เราก็จบลงที่ปัจจุบัน ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ไม่เอาความหลงนำชีวิต เอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้น เราอย่าไปมองหาสมณะภายนอกนะ เราต้องมองหาสมณะในตัวของเรานี้แหละ เรามามองหาสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ในตัวของเรา ว่าตัวของเรานี้มีสติมีสัมปชัญญะแล้วหรือยัง ผู้มีสติมีสัมปชัญญะนั้นถึงจะเป็นผู้มีความสงบเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้รู้เข้าใจ เป็นผู้ที่เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ความว่างจากสิ่งที่ไม่มี

 

เราพากันมาเน้นมาประพฤติมาปฏิบัติในตัวของเราเอง เพราะธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เราอยู่ที่ไหนเรารู้เข้าใจ เราประพฤติเราปฏิบัติ ที่นั้นก็จะมีความสงบมีแต่ปัญญา ที่นั้นก็จะมีพระ พระนั้นคือผู้เสียสละ ผู้ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกความไม่ถูกต้อง ไม่เอาความไม่ถูกต้องนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ของตัวเราเอง เราไม่ต้องเอาความสุขจากความหลงนะ เราต้องรู้เข้าใจ ความหลงนั้นมันดับทุกข์ไม่ได้นะ ความนั้นมันจะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูงสามสิบกว่าชั้น แผ่นดินไหวอยู่ไกลพันกว่ากิโล ศูนย์กลางอยู่ที่มัณฑะเลย์ประเทศพม่า ตึกใหญ่กว่าสูงกว่าหลายสิบตึกเค้าก็ไม่เป็นไรไม่เสียหาย มันมีพังทลายตึกเดียวเฉพาะเจาะจงเฉพาะตึก สตง. เพราะเหตุผลว่ามันไม่ถูกต้อง มันไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานเนื่องมาจากทุจริต ตัวตนนั้นแหละคือทุจริต ให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะไปเอาความสุขจากความหลงนั้นก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. ให้เรารู้ให้เราเข้าใจนะ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อเอาสติเอาสัมปชัญญะเอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต ไม่เอาความหลงนำชีวิต เดี๋ยวชีวิตนี้มันจะเกิดความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.

 

เราทุกคนทุกชาติทุกศาสนาพากันปฏิบัติได้เหมือน ๆ กัน ไม่มีใครยกเว้น ให้ทุกคนเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นมันเป็นสากล ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมันเป็นสากล ความทุกข์ทางกายความทุกข์ทางใจมันเป็นสากล ทุกชาติทุกศาสนาก็ใช้หลักการอันเดียวกันทั้งหมดนี้ ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ แบ่งชาติแบ่งตระกูล เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ มาเอาสมมติสัจจะทั้งหลายเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ทำหน้าที่ดี ๆ ให้มีความสุขที่มีความสุขที่ประกอบด้วยปัญญา เราอย่าไปมองข้ามสมมติสัจจะที่เค้าสมมติว่าดีว่าชั่วว่าผิดว่าถูก ว่าไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูกนั้นเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ มาทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราจะเอาตัวเอาตนนำชีวิตนั้นไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

การปฏิบัติของเราต้องก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา เพื่อเป็นปฏิปทาด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้เป็นตัวของพระนิพพาน จะว่าพระนิพพานก็ได้ จะว่าการเสียสละก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความไม่มีทุกข์ก็ได้ เพราะนี้มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ความรู้ของเราทุกคนนั้นมีมาก ปัญญาของเราทุกคนนั้นมีมาก แต่สติสัมปชัญญะนั้นมีน้อย มีแต่ปัญญาแต่ไม่มีความรับผิดชอบ ปัญญานั้นก็ย่อมใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีความตั้งมั่น ขาดความรับผิดชอบ ความไม่รับผิดชอบก็ได้แก่ผู้ที่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะที่ติดต่อต่อเนื่อง ถึงจะมีปัญญามากมันก็ใช้ไม่ได้ เพราะความรับผิดชอบนั้นมันต่ำเกิน มันน้อยเกิน ผู้มีปัญญามากถึงเป็นโรคปวดหัวเป็นโรคไมเกรน ผู้มีปัญญามากถึงต้องเป็นโรคซึมเศร้า ถึงมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์ไม่มีเลย ผู้มีปัญญามากนั้นถึงเป็นโรคไบโพล่า อารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เพราะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ไม่มีความสงบ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ คือมีสติมีสัมปชัญญะ ต้องรับผิดชอบ ต้องรู้เข้าใจ เห็นภัยในการที่ไม่ได้รับผิดชอบ ผู้มีปัญญามากถ้าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะถึงมีความทุกข์มาก มีปัญญาเท่าไหร่ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะก็ทุกข์เท่ากับปัญญานั้นแหละ ให้ทุกคนพากันรู้เข้าใจนะ

 

ผู้ที่มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มีความสบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละ ไม่เสียสละไม่ได้นะ ไม่เสียสละมันก็จะเป็นทิฏฐิมานะ เป็นอัตตาตัวตน ความสุขความสงบนั้นมันก็จะเป็นเพียงตัวกูของกู เป็นตัวสูของสู มันจะเป็นได้แต่เพียงสมาธิบัติเพียงสมาบัติ ผู้ที่มีความสงบมาก ๆ ถึงต้องมาเสียสละมาก ๆ เรามาเอาตัวอย่างแบบอย่างขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงเสียสละตลอดกาลตลอดเวลา การที่มีสติมีสัมปชัญญะนั้นคือการเสียสละ ให้เรารู้ให้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบรรทมทรงพักผ่อนเพื่อเสียสละสรีระร่างกายวันละ ๔ ชั่วโมง เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ วันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วก็ ๒๔ ชั่วโมง

 

การเสียสละนั้นคือการมีสติสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนั้นไม่ใช่การเสียสละ มันยังเป็นการทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี มันยังเป็นตัวเป็นตนอยู่ มันไม่ใช่ทำความดีเพื่อความดี เพราะความดีนั้นมันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ การทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ เพราะความดีต้องเป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เพราะความอยากความต้องการ

 

 

ทำความดีมันต้องยกเลิกตัวตน ต้องไม่มีตัวไม่มีตนถึงจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เราไม่มีตัวมีตนถึงจะมีสติมีสัมปชัญญะ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เราทุกคนต้องเข้าใจอย่างนี้ เพื่อมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติปฏิบัติความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

เรามาเอาปัญหามาให้เป็นปัญญา เรามาเอาปัญญาให้เป็นความสงบ มาเอาความสงบมาเสียสละ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เรามารู้มาเข้าใจ เราจะได้ส่งท้ายปีเก่าด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะได้ต้อนรับปีใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะปัจจุบันนี้เราต้องมีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ อันนี้ให้เรารู้เข้าใจ นี้คือสติคือสัมปชัญญะ นี้เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดี

 

เรามารู้มาเข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ จะได้เอาสมมติสัจจะทั้งหลายประพฤติมาปฏิบัติให้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องพากันก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ศีลสมาธิปัญญาจะเป็นพระนิพพานบ้านของเรา เราทั้งหลายต้องมามีปิติมีความสุข พากันมามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน รู้ในการยืนเดินนั่งนอนให้ชัดเจนด้วยมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกท่านสอนให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ความสงบและปัญญา ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม มันจะเป็นความสงบและปัญญา จะเป็นสิ่งที่ยกเลิกอัตตาตัวตน เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อต้องการอยากเป็นคนดี

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เพื่อให้ลมหายใจกับระบบสมองเดินทางไปทางเดียวกัน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขในการทำหน้าที่ ระบบสมองกับลมหายใจก็จะเดินทางไปพร้อม ๆ กัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราพากันมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ด้วยการเอาทั้งใจเอาทั้งวัตถุที่เป็นทางสายกลางไปพร้อม ๆ กัน ผู้มีความรู้มาก ๆ ผู้ฉลาดมาก ๆ ก็ต้องเอาความสงบมาก ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเอาการเสียสละมาก ๆ ไปพร้อม ๆ กัน

 

เราต้องมีความสุขในการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่มีความสุขในการทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีนะ เพื่อพัฒนาสติพัฒนาสัมปชัญญะ เพื่อเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจ คติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ท่านให้คติธรรมท่านให้ความรู้ความเข้าใจแก่ปวงประชาชนคนไทยและต่างประเทศว่าให้พากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะได้เข้าถึงความสงบและปัญญา เพราะเราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพราะความดับทุกข์ของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ความรวยหรือความยากจน เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ อยู่ที่เรายกเลิกตัวตน อยู่ที่เรามีสติสัมปชัญญะ เราทุกคนถึงไม่ต้องมีทุกข์อะไร ไม่ต้องหาเรื่องหาราวให้ตัวเองเป็นทุกขื ไม่ต้องหาเรื่องหาราวให้ผู้อื่นเป็นทุกข์

 

ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือการทำงาน เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ในการทำงาน ให้เรารู้ให้เข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพคือการทำงานนะ เราต้องทำงานให้มีความสุข มีความสนุกในการทำงาน เราะจะได้ทั้งวัตถุได้ทั้งจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ระบบสมองกับลมหายใจมันจะไปด้วยกัน ความสงบกับปัญญามันจะไปด้วยกัน เราต้องรู้เข้าใจ ต้องทำงานให้มีความสุข ต้องสนุกในการทำงาน เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญในการทำหน้าที่

 

หลักการเจริญสติสัมปชัญญะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ใช้หลักการในการเจริญอานาปานสติ ให้มีความสุขในการหายใจเข้า ให้มีความสุขในการหายใจออก หายใจเข้าก็ให้มีความสุขหายใจออกก็ให้มีความสุข หายใจเข้าก็ให้สบายหายใจออกก็ให้สบาย หายใจเข้าก็เพื่อเอาออกซิเจนเข้าสู๋ร่างกาย หายใจออกก็ให้เอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียเอาของปฏิกูลออกไป หายใจเข้าก็ให้รู้ว่ามันไม่แน่ไม่เที่ยงมันเข้าไปแล้วก็ออกไป หายใจเข้าก็ให้รู้ว่าอันนี้ไม่ใช่อัตตาไม่ใช่ตัวตน นี้เป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราใช้หลักการนี้ ใช้ได้ ดีมาก ดีพิเศษเลย เราใช้ได้ทุก ๆ อิริยาบถในการเจริญสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ใช้ได้เฉพาะตอนนั่งสมาธินะ ให้เรามีความสุขในการเจริญอานาปานสติอย่างนี้ ถ้าเราไปเน้นเรื่องใจ เราก็ต้องมีความสุขในการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้นะ

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ต้องส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๓๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 106,668