๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๓๑ เดือนธันวาคม เป็นเดือนสุดท้ายของปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

 

เราทุกคนมารู้มาเข้าใจ มาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ อดีตได้ผ่านไปเกษียณไป ปัจจุบันอยู่ตรงกลาง อนาคตกำลังจะมา เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ เราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติคือความสงบ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา เราจะได้ก้าวไปด้วยติด้วยปัญญา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของชีวิต เราจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องมารู้มาเข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม

 

ชีวิตของเรามันคือรายจ่ายและรายรับ เหตุอย่างไรผลมันก็ย่อมอย่างนั้น ความสุขความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจพร้อมกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

อริยมรรคเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เราจะได้ปฏิบัติถูกต้อง ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีปัญญา ใจที่มีสัมมาทิฏฐิ เป็นหลักการเป็นอุดมการณ์เป็นอุดมธรรมของเราทุก ๆ คนที่จะต้องประพฤติต้องปฏิบัติ เราต้องพากันประพฤติพากันปฏิบัติเอาเอง เพราะไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันได้

 

สัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบที่จะต้องเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าความดับทุกข์ของหมู่มวลมนุษย์อยู่ที่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกตัวตน ตั้งใจมั่นชอบทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ตั้งใจมั่นชอบเพื่อยกเลิกทุกข์ ยกเลิกเหตุเกิดทุกข์ ยกเลิกข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ต้องยกเลิกเรา ตัวของเรา ยกเลิกตัวกูของกู ยกเลิกตัวสูของสู ไม่มีกูไม่มีสู มีความตั้งมั่นด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ผู้มีความรู้มาก ๆ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบให้มาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ถึงจะมีสติถึงจะมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน จะแยกกันไม่ได้ เหมือนธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นี้จะแยกกันไม่ได้จนกว่าหมดลมปราณ จนกว่าจะหมดลมหายใจ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม มาเรียนหนังสือทำไม เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชทำไม ให้พวกเรารู้ให้พวกเราเข้าใจ ให้เราพากันคิดว่าเราเกิดมาเพื่อบำเพ็ญความดีบำเพ็ญบารมีในเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุด เพื่อเอาความดีและบารมีเดินทางพร้อม ๆ กัน สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาจะได้เกิดปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาจะได้เกิดความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบจะได้มาเสียสละ

 

พระพุทธเจ้าให้พวกเรารู้เข้าใจ ว่าพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัย เป็นความรู้ความเข้าใจเรื่องสมมติสัจจะ วิมุติสัจจะที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ที่เป็นความดีเป็นบารมีเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุด ให้พวกเราพากันรู้เข้าใจในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้

 

พระพุทธเจ้านั้นเป็นผู้ขลังศักดิ์สิทธิ์ ทำไมถึงขลังศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่ายกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน เป็นอมตะธรรมทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นอาชีพที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ความดีเพื่อตัวเพื่อตน เป็นปัญญาเพื่อปัญญา ไม่ใช่ปัญญาเพื่อตัวเพื่อตน การยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นถึงเป็นการยกเลิกความเกิดความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นสภาวธรรมที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่พลัดพราก สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นนิโรธ ความดับทุกข์ ความไม่มีทุกข์

 

ความดับทุกข์ของมนุษย์นี้นะ ให้พวกเราเข้าใจง่าย ๆ ถ้าเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติความดับทุกข์ ความไม่มีทุกข์ก็จะเกิดขึ้นกับเรา จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ หรือจะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นได้แก่พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์จะได้เกิดขึ้นกับผู้มีสติมีสัมปชัญญะ

 

เราต้องรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะ สมมติว่าดีว่าชั่ว ว่าผิดว่าถูก ว่าไม่ดีไม่ชั่ว ว่าไม่ผิดไม่ถูก เป็นทั้งคำสั่งเป็นทั้งคำสอน เป็นคำสั่งให้ปฏิบัติ เป็นคำสั่งไม่ให้ปฏิบัติ เราต้องมารู้มาเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นี้หมายถึงอริยมรรค อริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ใจที่มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง เพราะเหตุว่าอนาคตที่จะเกิดมันเป็นพื้นเป็นฐานจากปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราอย่าไปทำ เรายังลังเลสงสัยเราอย่าไปทำ ต้องศึกษาให้รู้ให้เข้าใจเพื่อความตั้งมั่นในพระธรรมในพระวินัย เราต้องมาศึกษาพระธรรมพระวินัยให้รู้ให้เข้าใจ ปริยัติกับการปฏิบัติถึงแยกกันไม่ได้ ความรู้กับการปฏิบัติมันแยกกันไม่ได้

 

ให้เราพากันรู้ให้พากันเข้าใจ คนดีนั้นมีมาก แต่คนดีนั้นส่วนใหญ่จะยังไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ คนฉลาดนั้นมีมาก แต่คนฉลาดส่วนใหญ่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลาย สติสัมปชัญญะเป็นคุณเป็นสิ่งที่มีอุปการคุณต่อหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลาย ปัจจุบันนี้แหละเราถึงต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ยืนเดินนั่งนอน

 

เราต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน เราต้องมารู้พระธรรมพระวินัยให้ชัดเจนที่เป็นสมมติสัจจะ เรามาสำรวมในพระธรรมในพระวินัยด้วยปิติสุขเอกัคคตา พระธรรมพระวินัยมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์หาโทษมิได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาท ต้องประพฤติปฏิบัติในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็อย่าได้ประมาท ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็อย่าประมาทต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะจะได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยความรู้ความเข้าใจ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดในเรื่องอดีต รู้เข้าใจในเรื่องอนาคต

 

มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เราต้องรู้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาหลักการในปัจจุบันอย่างนี้ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมาสติมีสัมปชัญญะ ตัวสติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต เป็นความดีเป็นบารมี เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เราไม่ใช่ตัวของเรา ไม่ใช่ตัวของกูตัวของสู ไม่มีกูไม่มีสู มีแต่พระธรรมพระวินัย นี้เป็นสติสัมปชัญญะ นี้คือความดับทุกข์ของหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลาย จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ นี้คือสติคือสัมปชัญญะ

 

ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราอย่าเอาความหลงนำชีวิต เราอย่าเอานิติบุคคลตัวตนนำชีวิตเดี๋ยวชีวิตจะเสียหาย ชีวิตมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้น ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ไกล อยู่เมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่า อยู่ห่างกันร่วมพันกิโลกับตึกสตง.ของประเทศไทย ตึกใหญ่กว่าสูงกว่านั้นมีเป็นส่วนมากเค้าก็ไม่พังทลาย เพราะความถูกต้องเค้ามีมากกว่า เค้าถึงไม่พังทลาย ความไม่ถูกต้องนั้นก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.

 

เราทุกคนต้องพากันรู้มาเข้าใจ เพื่อเราจะได้ส่งท้ายปีเก่าด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะได้ต้อนรับปีใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราต้องเอาปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาบริสุทธิคุณนี้เป็นปัญญาที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน นี้เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ให้เรารู้ให้เข้าใจ ศีลสมาธิที่เป็นความดีและปัญญาที่เป็นบริสุทธิคุณ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี ทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงานเพื่อตัวเพื่อตน ให้เราทุกคนจับหลักให้ได้ จับประเด็นให้ได้ ให้เราเอาปัจจุบันนี้ จิตดวงสุดท้ายมันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะเป็นสภาวธรรมที่ยกเลิกเรื่องอดีตเรื่องอนาคต เพราะอันนี้มันคือสติคือสัมปชัญญะ ให้เรารู้ให้เข้าใจนะ

 

 จิตที่จะก้าวไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันเรารู้เราเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราก็จะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้หยุดลงที่ปัจจุบัน หยุดลงที่ผัสสะ ปัญหาทั้งหลายที่ผ่านจะได้จบลงที่ปัจจุบัน เอาปัญหาต่าง ๆ นั้นมาเป็นปัญญา  ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ปฏิบัติที่ปัจจุบัน ไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท เพราะโอกาสสำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน เรามาคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ ยกเลิกตัวตน เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราเอาปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องให้สงบมาก ๆ หมายถึงผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องปฏิบัติให้มาก ๆ ปฏิบัติอย่างไรปฏิบัติมาก ๆ เอาธรรมวินัยเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพราะพระธรรมพระวินัยนี้เป็นหลักการที่หยุดสัญชาตญาณที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติ เห็นคุณเห็นประโยชน์ในพระธรรมในพระวินัย เอาพระธรรมพระวินัยมามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ ให้การปฏิบัตินั้นมันติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผล ถึงจะเห็นผล เราจะไม่ได้เป็นคนสมาธิสั้น ไปตามผัสสะ ไปตามสิ่งแวดล้อม เป็นความตั้งมั่นทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ เป็นสัมมาสมาธิ

 

ความสงบและปัญญาที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ อันหนึ่งเป็นออกซิเจนหล่อเลี้ยงร่างกายจิตใจ อันหนึ่งเป็นการปล่อยวาง เพื่อเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียเอาสิ่งที่ปฏิกูลออกไป อันหนึ่งยึดมั่นถือมั่นที่เป็นความสุขที่สุดในโลก จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ หรือเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ ให้เข้าใจอย่างนี้

 

เราทุกคนพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะนะ ไม่ใช่อยู่ที่ความจนความรวย ผู้ที่มีฐานะร่ำรวย มีอำนาจ มีชื่อเสียงเกียรติยศ ถ้าใจมันไม่สงบมันจะมีความสุขได้อย่างไร ผู้ที่มีฐานะยากจน ไม่มีทรัพย์ไม่มีสมบัติข้าวของเงินทองชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ยิ่งความทุกข์ทั้งกายทั้งใจพร้อมกันไป ๒ เท่าทวีคูณ

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจ ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เรารู้ปัญหา รู้จักปัญหา เราต้องรู้เข้าใจปัญหารู้จักปัญหา เราพากันคิดดูดี ๆ นะ คติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ท่านให้คติธรรมแก่พสกนิกรชาวไทยและชาวโลกว่า เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพ อเข้าถึงความพอดี ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ เรารู้เข้าใจ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม

 

เราต้องรู้เข้าใจ จะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสัจธรรมตามความเป็นจริง ผู้มีปัญญษมาก ๆ ผู้ที่มีวัตถุเพียบพร้อมมีลาภยศสรรเสริญก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ ถ้าไม่เสียสละมาก ๆ ความสงบนั้นก็จะเป็นนิติบุคคลตัวตน ความสงบนั้นมันจะเป็นตัวเป็นตนมันจะเป็ฯนิติบุคคลตัวตน ความคิดอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นเพียงสมาธิสมาบัติ ให้ทุกคนรู้เข้าใจ

 

เราทั้งหลายต้องพากันมารู้จักปัญหามาเข้าใจปัญหา เพื่อจะได้เป็นปัญญา

 

เราทุกคนรู้เข้าใจ ปัจจุบันนี้เรารู้เข้าใจ เราจะได้ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปิติด้วยความสุขเอกัคคตา

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจ พากันทำธุรกิจหน้าที่การงานกับการพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ๒ อย่างนี้แยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันแล้วมันจะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน เป็นวันที่พัฒนาจิตใจเพื่อจิตใจมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อเป็นหลักการของหมู่มวลมนุษย์ เป็นโครงสร้างสีขาว เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว เราต้องรู้เข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย ให้เรารู้เข้าใจ ให้เรารู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญของเราทุก ๆ คน

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับการปฏิบัติธรรม วันเสาร์วันอาทิตย์หยุดทำธุรกิจหน้าที่การงานมาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ

 

เดือนหนึ่ง วันหยุดพัฒนาใจ ๘ วัน วันทำงานกับวันปฏิบัติธรรม เดือนหนึ่ง ๒๒ วัน หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ก็ใช้หลักการเดียวกันหมด ปัจจุบันนี้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายมีอยู่ด้วยกันแปดพันกว่าล้านคน มีประเทศน้อยใหญ่ ๑๙๕ ประเทศ ใช้หลักการอันเดียวกันนี้หมด ทุกชาติทุกศาสนาก็ใช้หลักการเดียวกันนี้หมด เป็นหลักสากล เป็นการพัฒนาวัตถุ เป็นการพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง อันหนึ่งความสงบ อันหนึ่งปัญญา เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตานการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ถ้าเรามีตัวมีตนเราจะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เราจะเป็นผู้ไม่มีศีลไม่มีสมาธิไม่มีปัญญา เราพากันมาประพฤติมาปฏิบัติให้มีความสุขทุก ๆ คน ความสุขมาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ อย่างนี้ ความสงบมาก ๆ ก็เสียสละมาก ๆ ให้มันเป็นปิติเป็นสุขเป็นเอกัคคตาอย่างนี้ เราทั้งหลายพากันมาเสียสละ มาเสียสละเหมือนดั่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสียสละตลอดกาลตลอดเวลา ชีวิตที่เป็นอมตะนั้นถึงเป็นชีวิตที่เสียสละเป็นชีวิตที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนวันหนึ่งคืนหนึ่งท่านเสียสละตลอด เสียสละให้สรีระร่างกายวันละ ๔ ชั่วโมง เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายวัน ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วก็ ๒๔ ชั่วโมง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ ให้ไปทางละรูป เมื่อท่านตรัสรู้ใหม่ ๆ ท่านให้ไปบอกความจริงให้ประชาชนให้มหาชนให้รู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญ เมื่อใครรู้เข้าใจ มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ผู้นั้นก็จะมีสติมีสัมปชัญญะ จะเป็นความสุขเป็นความสงบ จะเป็นพระนิพพานทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่มีสติมีสัมปชัญญะ

 

ให้ไปบอกหลักการของกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพื่อให้เข้าถึงนิโรธคือความดับทุกข์ ความไม่มีทุกข์ เพื่อจะได้ปกครองตนเองและคนอื่น เพื่อเป็นโปรแกรมสีขาว เป็นแบบพิมพ์สีขาว เรายกเลิกความไม่ถูกต้อง มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องในปัจจุบัน เราทุกคนต้องมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้หลักการในการเจริญสติสัมปชัญญะ ท่านให้ใช้หลักอานาปานสติ หายใจเข้าเพื่อเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายให้มีความสุข หายใจออกเพื่อเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียเอาของปฏิกูลออกไป เพื่อเป็นหลักการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพื่อมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็รู้ว่ามันไม่แน่ไม่เที่ยง เอาออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย มันอยู่ไม่ได้เพราะมันไม่อมตะ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น หลักการในการเจริญอานาปานสตินี้ใช้ได้ทุกอิริยาบถ ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธิ ใช้ได้ทุกอิริยาบถเพื่อฝึกสติฝึกสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นนิโรธ ความดับทุกข์ ความไม่มีทุกข์ จะว่าความดังทุกข์ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ หรือจะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ นี้คือสติคือสัมปชัญญะนะ ที่เป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์ มีคุณมาก ๆ มีประโยชน์มาก ๆ

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเรื่องปัจจุบัน ไม่เลือกกาลสถานที่ เราต้องรู้เข้าใจในหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเป็นอริยมรรคในปัจจุบัน เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ปัจจุบัน ให้เรารู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราต้องรู้จักปัญหา เราอย่าไปกลัวปัญหา ปัญหานั้นคือปัญญานะ เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราเลยต้องการความว่างจากสิ่งที่ไม่มี เราต้องรู้เข้าใจ เรามีตามันก็ต้องมีรูป เรามีหูมันก็ต้องมีเสียง เรามีจมูกเราก็ต้องได้กลิ่น เรามีลิ้นเราก็ได้รับรส เรามีกายก็ต้องมีสัมผัสสะ เรามีใจก็ต้องมีความรู้สึกนึกคิด เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราอยู่ที่ไหนจะสัมผัสอะไรก็จะไม่มีปัญหา ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ เรารู้เข้าใจว่าเพราะสิ่งนี้มันมี สิ่งที่มาสัมผัสมันก็ต้องมี เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบัน ปัญหาต่าง ๆ นั้นจะได้เป็นปัญญา ปัญญานั้นจะได้เป็นความสงบ ความสงบจะได้เป็นความเสียสละ เพราะจิตที่อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว จิตที่จะก้าวสู่อนาคตก็อยู่ที่ปัจจุบันแล้ว ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราทั้งหลายจะได้หนีรูปหนีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ลาภยศสรรเสริญก็ต้องหนีด้วยความรู้ความเข้าใจ หนีด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ให้เราพากันคิดดี ๆ นะ คิดดี ๆ ด้วยปัญญา คิดทุกแง่ทุกมุม คิดอย่างครบวงจร  เพื่อเอาปัญหามาให้เป็นปัญญา เพื่อเอาปัญญามาเป็นความสงบ เพื่อเอาความสงบมาเสียสละ เราจะได้ทำธุรกิจหน้าที่การงานอย่างมีความสุข เพื่อความรู้ความเข้าใจ

 

การคิดดี ๆ เราคิดเพื่อจะยกเลิกความไม่ถูกต้อง เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ให้มีความสุขในการคิดดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญาอย่างนี้ เมื่อเรายกเลิกตัวตน เราไม่อยากให้มันสงบมันก็สงบก็เพราะว่าเรายกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้นมันไม่สงบ ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ถ้าเรายกเลิกตัวตนเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเราก็สงบ ถ้าเรามีตัวมีตนเมื่อไหร่เมื่อนั้นเราไม่สงบนะ เมื่อเราสงบแล้วเราก็ต้องมาเสียสละ มาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ

 

เรามาระลึกถึงโอวาทขององค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทให้พวกเราทั้งหลายว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

เราทั้งหลายต้องรับเอาพรจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ยกเลิกตัวตน เป็นอริยมรรคเป็นหนทางที่ประเสริฐ เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รู้เข้าใจเพื่อเอาความรู้ความเข้าใจมาเป็นสติสัมปชัญญะ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เพื่อความสมดุล ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อความสมดุลเพื่อให้สติสัมปชัญญะก้าวไป พระธรรมพระวินัยนี้แหละที่จะเป็นพรที่ประเสริฐสูงสูด ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นสัมปชัญญะ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าอมตะนิรันดร์ที่เป็นความสงบเย็นเป็นพระนิพพานก็ได้

 

ขอท่านทุกคนจงรับเอาพรอันประเสริฐขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในโอกาสนี้ด้วยกันทุกท่านทุกคนด้วยเทอญ

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 106,668