๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันขึ้นปีใหม่ของปีพุทธศักราช ๒๕๖๙

 

เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติคือคาวมสงบ สัมปชัญญะนั้นคือตัวปัญญา ความสงบและปัญญาต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะมีเหตุถึงมีผลของเหตุ เราพากันมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้

 

ความสุขนั้นมีอยู่ ๒ อย่าง ความสุขที่เราได้รับความสะดวกความสบายจากทางวัตถุ เช่น มีบ้านมียานพาหนะ มีสิ่งของที่อำนวยความสะดวกความสบายในการดำเนินชีวิต นี้เป็นความสุขทางร่างกาย

 

ความสุขอีกอย่างหนึ่งคือความสุขทางใจที่ใจมีปัญญา ใจที่มีปัญญานั้นคือใจที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ใจที่มีปัญญานั้นคือใจที่เสียสละ คำว่าเสียสละนั้นหมายถึงไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นคือความรู้ความเข้าใจ เป็นใจที่เสียสละทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ยกเลิก เสียสละ เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นการยกเลิกตัวตน ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่หวังอะไรตอบแทน ไม่ได้ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำงานเพื่องาน ถ้าเราทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีนั้นความทุกข์ก็ย่อมมี

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจในการดำเนินชีวิตของเราทุก ๆ คน เพื่อเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้รับความสะดวกความสบายทั้งฝ่ายวัตถุทั้งจิตใจไปพร้อม ๆ กันด้วยความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง เพื่อการดำเนินชีวิตเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับใจก็ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ จะได้ทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ที่ใจมีปัญญา จะว่าปัญญาก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ หรือว่าที่สุดแห่งความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นทางสายกลางระหว่างใจกับวัตถุด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ในดิถีปีใหม่ให้เราทุกคนรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เราพากันมามีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม มีความรู้มีความเข้าใจมีความตั้งมั่นในหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม ให้รู้เข้าใจเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม และผลของกรรม เราจะได้ทำหน้าที่ของตัวเราให้ถูกต้อง ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบให้มาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ปัญญากับความสงบก็ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้พวกเรารู้พวกเราเข้าใจ เราจะได้ทั้งใจทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เราต้องมีความสุขในการทำงาน เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันเดียวกันนะ ถ้าเรามีความสุขในการทำงานนั่นแหละคือเรามีความสงบ ถ้าเราไม่มีความสุขในการทำงานนั่นแหละคือความไม่สงบ ให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้ เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี เราจะไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ถ้าเรารู้เข้าใจทุกอย่างนั้นก็จะมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ความสุขนั้นถึงเป็นคุณ ความสุขนั้นถึงเป็นกามคุณ เพราะเราทำความดีเพื่อความดี เราไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากเป็นคนดี

 

ความจนและความรวยนั้นอยู่ที่ใจของเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ใจที่ไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นคือใจไม่มีปัญญานะ ใจของเราต้องมีปัญญา เราต้องรู้เข้าใจเราจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเสรีธรรม เราต้องรู้เข้าใจเรื่องการลิดรอนสิทธินี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความอยากหรือความไม่อยากนี้คือจิตใจที่ไม่มีปัญญานะ เป็นใจที่ไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ไม่มีความทุกข์ในปัจจุบัน เราต้องรู้เข้าใจนะ อันนี้มันเป็นอาการของจิตใจของเราเองที่ไม่มีปัญญา เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจ เราทุกคนจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ อย่างเราไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก อยากจะให้เป็นอย่างโน้นอยากจะให้เป็นอย่างนี้ ไม่อยากให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างนี้มันคือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นจริงตามเป็นจริง

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจ ผู้มีความรู้ความเข้าใจมาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ถึงต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เพื่อเอาปัญหามาเป็นปัญญา เพื่อเอาปัญญามาเป็นความสงบ เพื่อเอาความสงบมาเสียสละเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ นี้คือความดับทุกข์ของหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายนะ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ หรือจะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นบารมีเป็นความดีและปัญญาที่ก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

เราทุกคนเกิดมาต้องพากันรู้พากันเข้าใจนะ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะไม่ได้รู้หลักการว่าเราเกิดมาทำไม ทำไมเราถึงเรียนหนังสือ ทำไมเราถึงทำงาน ทำไมเรามารับราชการ ทำไมเรามาเป็นนักการเมือง ทำไมเรามาเป็นนักบวช เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อมาเอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เรามาทำหน้าที่ให้มีความสุขในหน้าที่

 

เราต้องรู้จุดหมายในการเกิดมา จุดหมายของเราอยู่ที่พระนิพพาน พระนิพพานอยู่ที่ไหนล่ะ  อยู่ที่เรารู้เข้าใจมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบันนี้แหละ เพราะเหตุผลว่าอดีตทั้งหลายก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้ อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็รวมอยู่ที่ปัจจุบันนี้ ปัจจุบันเรารู้เข้าใจในหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นวาระสำคัญที่จะก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราพากันมาพัฒนาวัตถุด้วยอาศัยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อใช้หลักการปัญญาประดิษฐ์ ทางวิทยาศาสตร์แก้ไขได้ พัฒนาเอาน้ำเค็มเป็นน้ำจืดก็ได้ พัฒนาเอาทะเลทรายที่แห้งแล้งเป็นที่เขียวชอุ่ม พัฒนาให้เป็นแหล่งอาหารก็ได้

 

ปัญญาประดิษฐ์เป็นปัญญาที่เสียสละที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราทุกคนมายกเลิกตัวยกเลิกตน เราทุกคนถึงจะมีปัญญาประดิษฐ์ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน มนุษย์เรานี้จะไม่มีปัญญานะ มนุษย์เราก็จะมีแต่ปัญหา ผู้มีปัญญามาก ๆ ถ้ามีตัวมีตนก็ย่อมมีปัญหามากตามปัญญานั้น เรามาคิดดูดี ๆ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ เพื่อจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ คนมีปัญญามาก ๆ มีเยอะแยะเลย ปัญหาต่าง ๆ ถึงมีมาก เพราะผู้มีปัญญานั้นไม่มีความสงบ ผู้มีปัญญานั้นไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ คนดีก็มีเยอะแยะมีมากมาย แต่ว่าคนดีนั้นไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ มันเป็นความไม่เพียงพอพอเพียง ความดีกับปัญญาไม่ได้เดินไปพร้อม ๆ กัน มันเลยไม่มีความสมดุลกัน รายรับรายจ่ายมันไม่เสมอกัน

 

เราพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องทุกข์ ในเรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันได้ เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติของเราเอง เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็จะมีตัวมีตน เพราะไม่ใช่ธรรมไม่ใช่ปัจจุบันธรรม มันเป็นนิติบุคคล มันเป็นตัวเป็นตน เราถึงต้องพากันมาให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เจริญปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เรามาทำหน้าที่ของเราอย่างนี้ให้สมบูรณ์ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเราต้องเอามายกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อทำหน้าที่ของตัวเราให้สมบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่อง เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่อง เราต้องพัฒนาจิตใจกับพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน เรามาเสียสละตัวเสียสละตนเพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์กับพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน

 

เรามาทำหน้าที่ของเราเองนะ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เข้าใจว่าปัญหานี้มันเป็นปัญหาของเรา ไม่ใช่ปัญหาของคนอื่น เราไม่ต้องไปแก้ที่คนอื่น เราต้องแก้ที่ตัวของเราเอง เพราะปัญหานี้มันเป็นปัญหาของเรา ไม่ใช่ปัญหาของคนอื่น คนอื่นนั้นเราแก้ปัญหาให้เขาไม่ได้ คนอื่นก็ต้องให้เขาแก้ปัญหาของเขาเอง

 

เราทุกคนพากันมาคิดดูดี ๆ นะ อย่างเช่นข้าราชการนักการเมืองนักบวชที่แก้ปัญหาประเทศ คือเป็นบุคคลที่ไปแก้ปัญหาคนอื่น แต่ปัญหาของตัวเองนั้นไม่ได้แก้ ชีวิตนี้เลยเกิดความเสียหายเกิดความพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้นอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ไกล อยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ห่างไกลจากกรุงเทพฯตั้งพันกว่ากิโล ทั้งที่ตึกใหญ่กว่าสูงกว่านั้นมีอยู่มากมาย แต่ตึกนั้นไม่ได้พัง เพราะความถูกต้องนั้นมีอยู่มากกว่า เพราะเหตุผลว่าไปแก้คนอื่น ตัวเองนั้นไม่ได้แก้ไข

 

เราเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชไม่ได้แก้ตนเอง มันแก้ปัญหาไม่ได้นะ ผู้ที่มีการเรียนการศึกษามาก ๆ เข้าใจมาก ๆ ถึงต้องพากันมาสงบมาก ๆ คำว่าสงบนั้นคือการปฏิบัติ คือการทำหน้าที่ เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำงานให้มีความสุขในการทำงาน จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เรารู้ให้เข้าใจนะ ความสุขกับความสงบคืออันหนึ่งอันเดียวกันนะ  ถ้าเรามีความสุขมันก็มีความสงบ เพราะมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสงบมันก็มีความสุข มันคืออันหนึ่งอันเดียวกันนะ  

 

เราต้องรู้เข้าใจ เรามีความสุขในการทำงานเราจะได้มีความสงบ เมื่อมันสงบแล้วเราก็มาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละมันก็จะเป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นเราเป็นเขา เป็นตัวเราของเราของเขา มันจะเกิดเป็นตัวกูของกู เกิดความยึดมั่นถือมั่น ผู้มีความสงบมาก ๆ ถึงต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเราจะก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา เพื่อเราจะได้ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตน ยกเลิกเรายกเลิกเขา องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านบอกว่าตัวตนนั้นคือความไม่ถูกต้อง ตัวตนนั้นคือคนบ้าคนผีบ้า คือบักผีบ้าอีผีบ้าที่มันมีเชื้อบ้า

 

เรามารู้มาเข้าใจ เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ จะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต จะไม่ได้เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต เราพากันพัฒนาตัวเอง พัฒนาทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตา ใจที่เสียสละ ใจที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ อยู่ที่เรายกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราทุกคนต้องแก้ที่ตัวของเราเอง แก้ด้วยความรู้ความเข้าใจ แก้ด้วยมีสติมีสัมปชัญญะ ตั้งใจประพฤติตั้งใจปฏิบัติ ไม่ต้องเอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต ไม่เอาความสุขจากความหลง ไม่ต้องเอาความสุขจากความฟุ้งซ่าน เรามาทำหน้าที่ทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ มีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการทำหน้าที่ ไม่ต้องเป็นพลัดถิ่นไปหากินต่างแดน นั้นมันคือคนไม่มีบ้านนะ ไม่มีบ้านไม่มีที่อยู่อาศัย เป็นคนโฮมเลสเป็นคนไม่มีบ้าน คนไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่มีความสุขในการเสียสละ เพราะเป็นบุคคลที่ไม่รู้จักปัญหา ไม่เข้าใจปัญหา เราต้องรู้จักปัญหาเข้าใจปัญหา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา สิ่งที่ยากจนจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ สิ่งที่แห้งแล้งจะได้ไม่แห้งแล้ง ไม่ต้องพลัดถิ่นไปหากินต่างแดน เพราะความดับทุกข์อยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เรามีสติสัมปชัญญะ อยู่ที่เราทำงานให้มีความสุข อยู่ที่เรามีกิริยามารยาทยกเลิกตัวตนให้มีความสุข อยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราหยุดวัฏฏสงสารที่เป็นความฟุ้งซ่านอย่างไม่มีที่จบไม่มีที่สิ้น

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องทุกข์เรื่องเหตุเกิดทุกข์เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์มันจะฟุ้งซ่านไปเรื่อย นิวรณ์ทั้ง ๕ เราต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องนิวรณ์ทั้ง ๕ รู้จักหน้ารู้จักตานิวรณ์ทั้ง ๕ นะ เราจะไม่ได้เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ไม่ต้องเอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต เดี๋ยวมันจะไปหากินต่างแดน มันจะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ มันจะอยู่แต่กับความฟุ้งซ่าน มันจะไม่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนรู้เข้าใจ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่าพากันฟุ้งซ่าน ยืนอยู่ก็รู้ว่าตัวเองยืน นั่งอยู่ก็รู้ว่าตัวเองนั่ง เดินก็รู้ว่าตัวเองเดิน นอนก็รู้ว่าตัวเองนอน ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมชัดเจน ถ้ามันฟุ้งซ่านมากก็ใช้หลักการหยุดลมหายใจมันเสียเลย กลั้นลมหายใจมันเสียเลย ใจมันจะขาดมันก็จะหยุด ทำอย่างนี้หลาย ๆ ครั้งเป็นหลักการที่ดีมากนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ใช้หลักการอานาปานสติ คือหลักการหายใจเข้าก็ให้สบายหายใจออกก็ให้สบาย หายใจเข้าก็ให้มีความสุขหายใจออกก็ให้มีความสุข หายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้าหล่อเลี้ยงร่างกาย หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียเอาของปฏิกูลออกไป ด้วยการมีสติสัมปชัญญะ หายใจเข้าก็รู้ว่าไม่แน่ไม่เที่ยงเข้าไปเดี๋ยวก็ออกมา หายใจออกก็รู้ว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนมันเป็นอาคันตุกะสัญจรไปมา

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้จบลงที่มีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นความสงบและปัญญา เป็นความดีและปัญญา  เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เราจะได้เอาปัญญามาเป็นความสงบ เราจะได้เอาความสงบมาเสียสละ ยกเลิกตัวยกเลิกตนยกเลิกความไม่ถูกต้อง เราต้องรู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ ต้องเห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้จบลงที่ปัจจุบัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็อยากให้มันสงบ ความสงบมันจะสงบได้ก็อยู่ที่เรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมมันถึงจะสงบ เพราะสองอย่างนี้สติสัมปชัญญะมันถึงจะสงบ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความหยุดก็ได้ ความสงบกับความหยุดคืออันเดียวกัน เรามีสติสัมปชัญญะนั้นแหละคือความหยุด สติสัมปชัญญะรวมกันเป็นหนึ่งถึงจะหยุดความปรุงแต่งได้ อย่างเราทำงานให้เรามีความสุขในการทำงานมันก็จะเกิดความสงบ ถ้าเราทำงานเพื่อตัวเพื่อตนมันก็จะเกิดความไม่สงบ

 

ให้รู้ให้เข้าใจว่าตัวตนนั้นไม่ใช่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนะ มันยังเป็นความปรุงแต่งอยู่ มันยังทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดี ไม่ใช่ทำความดีเพราะเห็นว่าความดีเป็นความถูกต้อง เห็นว่าความดีนั้นเป็นสัมปชัญญะ เพราะถ้ามนุษย์เราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนั้นมันดับทุกข์ไม่ได้ ความดับทุกข์นั้นถึงมีอยู่ที่สติที่สัมปชัญญะ พระอรหันต์ผู้มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ เราจะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ได้อย่างไร ก็เพราะเรายกเลิกตัวตน การปฏิบัติก็อาศัยความดีอาศัยบารมีที่ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องที่เป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี เพื่อให้ดีและปัญญาก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

การปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อจะไม่ได้แยกธุรกิจหน้าที่การงานทางวัตถุและทางจิตใจ สองอย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อมๆ กันจะแยกันไม่ได้ ทางวัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กันเพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างเรื่องวัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กัน เราได้รับความสุขจากวัตถุเราก็ต้องมาเสียสละ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์

 

การพัฒนาวิทยาศาสตร์การพัฒนาทางใจต้องไปพร้อม ๆ กัน เน้นมาที่ตัวเรา มาแก้ไขที่ตัวเรา มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติที่ตัวเรา เราจะไม่ได้เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต เราจะได้เอาความสงบและปัญญาเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เราจะไม่ได้เป็นคนพลัดถิ่นหากินในต่างแดน หรือว่าหากินกับความหลง เรามาเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ เรามาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ มามีความสุข ทำงานเพื่องาน ไม่ได้มาเป็นผู้จะมาเอามามีมาเป็น มาทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่มาทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

 

Visitors: 105,368