๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๕ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงาน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน มนุษย์เรามีหลักการ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงาน เสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุด มนุษย์เรามีหลักการในการดำเนินชีวิต วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำธุรกิจหน้าที่การงานพร้อมกับการประพฤติการปฏิบัติธรรม ทำ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน เพื่อพัฒนาใจให้ใจเกิดปัญญา
มนุษย์ของเราเอาทางสายกลางนำชีวิต พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ทำธุรกิจหน้าที่การงานกับพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์หยุดงาน หยุดธุรกิจหน้าที่การงาน ประพฤติปฏิบัติพัฒนาใจอย่างเดียว ไม่ต้องทำธุรกิจหน้าที่การงาน
ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เราจะได้สร้างเหตุสร้างปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ต้องรู้ต้องเข้าใจ เห็นภัยในความแก่เจ็บตายพลัดพราก ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นมันก็จะไปของมันเรื่อย ๆ ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะได้รู้ว่าความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมันมาจากความไม่รู้ ด้วยเหตุนี้เราถึงต้องรู้ เราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องรู้ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมันมาจากความไม่รู้ เรามีความรู้ความเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้หยุดลงที่ปัจุบัน จบลงที่ปัจจุบัน หยุดกรรมเก่า ไม่สร้างกรรมใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ สติคือความสงบ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา สติและสัมปชัญญะที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน
เราทุกคนมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ พากันรู้พากันเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความหลง มาหยุดปัญหาเพื่อเอาปัญญา มาเอาปัญญาเป็นความสงบ มาเอาความสงบเพื่อเสียสละ เราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เราทุกคนรู้เข้าใจในเรื่องความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก เพราะมันมาจากเหตุจากปัจจัย เราทั้งหลายต้องมาหยุดเหตุปัจจัยด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนต้องมาเน้นที่ตัวของเราเอง ให้รู้เข้าใจ การทำงานคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมคือการทำงาน ๒ อย่างนี้มันคืออย่างเดียวกัน เพราะ ๒ อย่างนี้มันเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้หยุดกรรมเก่าไม่สร้างกรรมใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน
เราทุกคนพากันมารู้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอุปกรณ์ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อเราจะไม่ได้เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นั้นมาเป็นเรา มาเป็นตัวเราของเรา สิ่งที่ผ่านมาแล้วก็แล้วไป เราต้องรู้เข้าใจว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ นี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่คนอื่น นี้คือเหตุคือปัจจัย
เราจะหยุดเวียนว่ายตายเกิดได้ก็เพราะเรารู้เข้าใจ เราจะหยุดปัญหาได้ก็เพราะเรารู้ปัญหา อยู่ที่เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ การเจริญสติสัมปชัญญะ ปัญญากับความสงบเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องมีความสงบมาก ๆ ถึงจะดับทุกข์ได้ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ถึงจะดับทุกข์ได้
วัตถุก็ต้องประดิษฐ์ต้องพัฒนา ใจของเราก็ต้องประดิษฐ์ต้องพัฒนา ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ สติคือการประพฤติคือการปฏิบัติ ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องปฏิบัติมาก ๆ เราต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ที่เราเอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะมาเป็นเรา เราต้องหยุด เราต้องยกเลิก ถ้าเราไม่หยุดไม่ยกเลิกมันก็จะไปของมันเรื่อย ๆ เราทุกคนต้องมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
ความสุขกับความสงบนั้นเราพากันคิดดูดี ๆ นะ มันคืออันเดียวกันนะ ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่เราก็มีความสงบ ที่เราเป็นทุกข์กันเพราะเราไม่มีความสุขในการทำหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ ธรรมะที่จะเกิดได้ก็ต้องมาจากความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้มีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ ให้เรารู้ให้เข้าใจ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ หรือจะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ มันเป็นพระนิพพานชั่วครู่ชั่วยามชั่วขณะ
ถามว่าทำไมไม่ใช่พระนิพพานถาวร..?
ก็เพราะเหตุผลว่าสติสัมปชัญญะของเราไม่ติดต่อต่อเนื่อง ความดีและปัญญาของเรายังไม่เจริญสมบูรณ์เพียงพอ เปรียบเสมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง เอาเมล็ดพันธุ์มาเพาะปลูก ก็ต้องอาศัยกาลอาศัยเวลา เมื่อต้นไม้ต้นเล็ก ๆ นั้นได้รับการอนุบาล ดูแลรักษาอุปัฏฐากย์ ต้นไม้นั้นถึงจะเจริญเติบตโตถาวรสมบูรณ์ได้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ผู้มีปัญญานั้นมีมาก ๆ ไม่ใช่ไม่มี แต่ความรับผิดชอบนั้นไม่พอไม่เพียงพอ คนที่เป็นคนดีนั้นมีมาก มีมาก ๆ ไม่ใช่ไม่มี แต่ความผิดรับชอบนั้นไม่พอไม่เพียงพอ ความรับผิดชอบนั้นได้แก่สติได้แก่สัมปชัญญะ สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบเป็นตัวสติตัวสัมปชัญญะ ให้พวกเรารู้ให้พวกเราเข้าใจ เราต้องรับผิดชอบกายวาจากิริยามารยาท รับผิดชอบใจของเรา เพื่ออนุบาลกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความไม่มีทุกข์ก็ได้ หรือจะว่าพระนิพพานก็ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ในเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เรื่องอายตนะ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบัน ให้รู้เข้าใจ สิ่งต่าง ๆ มันจะมีได้เป็นได้เก็เนื่องมาจากผัสสะ เมื่อเรามีตารูปนั้นถึงมี เมื่อเรามีหูเสียงนั้นถึงมี เมื่อเรามีจมูกกลิ่นนั้นถึงมี เมื่อเรามีลิ้นรสนั้นถึงมี เมื่อมีกายสัมผัสนั้นถึงมี เมื่อเรามีใจเราถึงมีเรื่องจิตเรื่องใจ พวกเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้จบด้วยความรู้ความเข้าใจ อนุบาลด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะสิ่งต่าง ๆ นั้นมันป็นเพียงอาคันตกะที่สัญญรไปมาชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น เราต้องรู้เข้าใจ สิ่งที่เป็นปัญหานั้นได้จะเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญานั้นจะได้สงบ สิ่งที่เป็นความสงบจะได้เสียสละ ด้วยสติและสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้หยุดเวียนว่ายตายเกิดด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะเอาผัสสะนำชีวิตไม่ได้ ผัสสะอะไรเราก็ไปกับสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ ให้เอาผัสสะที่เป็นปัญหามาเป็นปัญญา
เราจะไปเอาความปรุงแต่งนำชีวิตไม่ได้ เพราะความปรุงแต่งนั้นมันคือความดับทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความดับทุกข์ดับไป มีแต่ความทุกข์อย่างเดียว มันหาเรื่องให้เรา เราก้ไปหาเรื่องให้คนอื่น เราต้องรู้เราต้องเข้าใจในความปรุงแต่ง เราจะหยุดความปรุงแต่งได้ก็เพราะเรารู้เข้าใจ ก็เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ
เราต้องรู้ให้เข้าใจนะ เดี๋ยวมันจะหาเรื่องหาราวมาให้เราเอง แล้วก็หาเรื่องหาราวให้คนอื่น ไม่มีเรื่องมันก็หาเรื่องมาให้เรา ไม่มีปัญหาก็จะหาปัญหามาให้เรา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ สติสัมปชัญญะนี้แหละจะหยุดปัญหา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดปัญหา การประพฤติการปฏิบัติของเราการอนุบาลของเราต้องติดต่อต่อเนื่อง เราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นติดต่อต่อเนื่องด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าความสุขกับความสงบนั้นคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการทำงาน สุขภาพกายเราก็จะดี สุขภาพใจเราก็จะดี เรามีความสุขในการรักษาศีล ทำข้อวัตรกิจวัตร สุขภาพกายของเราก็จะดี สุขภาพใจของเราก็จะดี เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทำความดีเพื่อความดี เพราะเป็นความถูกต้อง เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นความพอดี เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่ใช่เราทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี คำว่าอยากนี้ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ คำว่าอยากนั้นมันเป็นนิติบุคคลตัวตน คำว่าไม่อยากนั้นก็ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ มันคือตัวคือตน ธรรมะที่เป็นสติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นธรรมะที่อยู่นอกเหตุเหนือผล เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นสภาวธรรม ไม่มีสภาพปรุงแต่ง ถ้ามีความปรุงแต่งอยู่ก็ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ เป็นการทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี
เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบมันคือสิ่งเดียวกันนะ ถ้าเรามีความสุขมันก็มีความสงบ ความสุขที่เราได้พัฒนาวิทยาศาสตร์ ได้รับความสะดวกสบายในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เราต้องรู้ต้องเข้าใจความสุขที่เราได้จากพัฒนาวิทยาศาสตร์ ได้พัฒนาสิ่งที่อำนวยความสะดวกความสบายในการดำเนินชีวิต ความสุขอย่างนี้เป็นความสุขชั่วครู่ชั่วยาม เราไม่จากความสุขไป ความสุขก็จากเราไป การดำรงชีวิตของเราในชีวิตประจำวัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเอาทั้งวัตถุด้วยการพัฒนาวิทยาศาสตร์พร้อมทั้งพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ใจของเราจะได้มีปัญญา ผู้ที่มีความสุขมาก ๆ ถึงต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อใจของเราจะได้ก้าวไปด้วยปัญญา เพื่อความสุขนั้นจะได้ก้าวไปด้วยปัญญา ถึงต้องมีการเสียสละ การเสียสละนั้นคือการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพื่อปัญญากับสมาธิจะได้ไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่ไปหลงอยู่ในความสุขความสะดวกความสบาย เพราะความสุขความสะดวกความสบายนั้นมันเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัย มันเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ประดิษฐ์วัตถุเพื่ออำนวยความสะดวกสบายตามหลักเหตุหลักผลหลักวิทยาศาสตร์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ วัตถุที่เราได้พัฒนาจากปัญญาประดิษฐ์นั้นจะก่อภพก่อชาติเป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นการเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ด้วยเหตุผลนี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีความสุขในการทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ เพราะนี้เป็นความดีที่เป็นสัมมาทิฏฐิที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาประดิษฐ์ เมื่อมันผ่านไปแล้วเราก็ต้องเสียสละ การเสียสละนั้นคือการเจริญสติสัมปชัญญะ
เราต้องหยุดอดีตด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องยกเลิกอนาคตที่เป็นนิติบุคคลด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี เราจะไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากเป็นคนดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ใจของเรามีปัญญา เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะมันครอบงำจิตใจของเรา ใจของเราต้องมีปัญญารู้เข้าใจ ใจของเราต้องเสียสละ ใจที่เสียสละคือใจที่มีสติมีสัมปชัญญะ ใจที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ความดีเพื่อความดี มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เอาผัสสะเอาอายตนะนั้นมาเป็นปัญญา ด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่มีสติสัมปชัญญะธาตุขันธ์อายตนะก็ย่อมครอบงำเราได้ ใจของเราก็ย่อมเศร้าหมอง เพราะธาตุเพราะขันธ์เพราะอายตนะสิ่งแวดล้อมมันครอบงำเรา
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ กายก็ให้มันเป็นกาย ใจก็ให้มันเป็นใจ เราต้องรู้เข้าใจว่า ๒ อย่างนี้มันคนละอย่างนะ อันหนึ่งรูปธรรมอันหนึ่งนามธรรม ๒ อย่างนี้มันคนละอย่าง เราจะไม่ได้ก้าวกายสิทธิซึ่งกันและกัน เราต้องรู้เข้าใจ ทุกอย่างเป็นใหญ่เฉพาะตน เราจะไปก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพนั้นไม่ได้ คำว่าก้าวก่ายนั้นหมายถึงการเข้าไปปรุงไปแต่ง การปรุงแต่งนั้นไม่ใช่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ใช่ความสงบและปัญญา นั้นเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพเสรีชน
การเจริญสติสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ด้วยมีสติด้วยมีสัมปชัญญะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอน เราทุกคนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน เพื่อการพัฒนาสติสัมปชัญญะ เพื่อจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ การเจริญสติสัมปชัญญะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมนี้ความมุ่งหมายได้แก่ความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราใช้หลักการพัฒนาใจด้วยการเจริญอานาปานสติ ให้เรามีความสุขในการหายใจเข้าหายใจออก ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เรารู้เข้าใจ อย่างผู้ที่มีปัญญามาก ๆ ถ้าเรามีความสุขในการหายใจเข้าหายใจออกมันก็สงบแล้วเพราะมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้มีปัญญามากไม่รู้ไม่เข้าใจ หายใจเข้าหายใจออกก็อยากให้มันสงบ มันจะสงบได้อย่างไรเพราะมันมีความอยาก ให้เรารู้ให้เข้าใจ ความอยากนั้นมันจะไม่มีความสุข ควาไม่อยากนั้นจะไม่มีความสงบ มันเป็นความไม่เพียงพอพอเพียง
ให้เรารู้ให้เข้าใจนะ ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มาปฏิบัติธรรมเพื่อจะได้บรรลุธรรม เพื่อจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจนะ พระนิพพานไม่ใช่ความอยากความไม่อยากนะ พระนิพพานนั้นให้เรารู้เข้าใจ พระนิพพานเป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะได้มรรคผลพระนิพพาน
เราต้องรู้เข้าใจนะ ถ้าไม่รู้เข้าใจแล้ว เราคิดว่าเราจะมาแก้ปัญหา เราเป็นผู้ที่มาสร้างปัญหานะ อย่างเรานั่งสมาธิ เรามานั่งเพื่อเสียสละ มาปล่อยวางเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตนอย่างนี้ เรามามีความสุขในการยกเลิกตัวตน มีความสุขในการหายใจเข้าก็เพื่อมายกเลิกตัวตน เรามามีความสุขหายใจออกก็เพื่อมายกเลิกตัวตน มีความสุขในการหายใจเข้าสบาย มีความสุขในการหายใจออกสบาย เราไม่ต้องไปอยาก คำว่าอยากนี้มันมีความทุกข์ทั้งนั้น คำว่าไม่อยากนี้มันเป็นความทุกข์ทั้งนั้น
มันจะมีความสุขได้อย่างไร เพราะเหตุผลว่าเรามีความอยาก เรามีความสุขไม่ได้เพราะเรามีความอยาก เราจะมีความสุขได้อย่างไรเพราะเรามีความไม่อยาก ความต้องการนั้นก็ย่อมเป็นทุกข์ ความไม่ต้องการนั้นก็ย่อมเป็นทุกข์ ความอยากความต้องการนั้นมันมีความพร่องอยู่เป็นนิจ
ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติใจของเราต้องมีปัญญา เพื่อมาหยุดปัญหาเรื่องของความอยากไม่อยาก เพราะความอยากความไม่อยากนี้ให้เรารู้เข้าใจ มันเป็นโรคไบโพล่า อารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา มันไม่มีความสงบ มันเหวี่ยงไปเหวี่ยงมามันไม่สงบ เราต้องรู้เข้าใจ ว่าอารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาความอยากไม่อยากนี้
ปัญหาของเรานี้มันอยู่ที่ความอยากความต้องการ อยู่ที่ความไม่อยากอยู่ที่ความไม่ต้องการ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจนะ
ท่านพระสารีบุตร ผู้เลิศด้วยปัญญา พระโมคคัลลานะผู้เลิศด้วยอิทธิปาฏิหารย์ พระโมคคัลลาได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพก่อนพระสารีบุตร ประวัติความเป็นมาของพระโมคคัลลาสารีบุตร ผู้ที่บำเพ็ญสาวกบารมีเพื่อเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา พระสารีบุตรนั้นได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพช้ากว่าพระโมคคัลลา เพราะผู้มีปัญญามาก จะเล่าประวัติของพระสารีบุตรเพื่อให้เกิดปัญญา
พระสารีบุตรเถระเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา เป็นธรรมเสนาบดีและเอตทัคคะผู้เป็นเลิศด้านปัญญาผู้ทรงมีคุณูปการอย่างยิ่งยวดต่อพระพุทธศาสนา
พระสารีบุตรเมื่อแรกเกิดนั้นมีชื่อว่า "อุปติสสะ" เป็นบุตรของนางพราหมณี ชื่อ "สารี" และนายวังคันตะพราหมณ์ ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านอุปติสคามแห่งตำบลนาลกะ หรือตำบลนาลันทา ที่ท่านได้ชื่อว่า "อุปติสสะ" นี้เพราะเป็นบุตรแห่งสกุลอันประเสริฐสุดในอุปติสสคาม อุปติสสะนั้นมีน้องชายสามคน คือ พระจุนทะ พระอุปเสน พระเรวัตตะ และมีน้องสาวอีกสามคน คือ นางจาลา อุปจาลา และสีสุปจาลา ซึ่งล้วนออกบวชในบวรพุทธศาสนาและได้บรรลุพระอรหัตตผลในที่สุดทุกองค์
ในวันเดียวกับที่นางสารีพราหมณีได้ให้กำเนิดอุปติสสะนั้น นางโมคคัลลีพราหมณีในบ้านโกลิตะก็ได้ให้กำเนิดบุตรชื่อว่า "โกลิตะ" หรือต่อมาคือพระมหาโมคคัลลานะ เช่นกัน ครอบครัวของนางพราหมณีสารีนั้นมีความมั่งคั่งสมบูรณ์พร้อมมูลพอ ๆ กับครอบครัวของโกลิตะ นิสัยใจคอของทั้งอุปติสสะและโกลิตะก็คล้ายคลึงกัน ท่านทั้งสองได้คบหาและเล่าเรียนจนสำเร็จศิลปศาสตร์ทุกอย่างด้วยกันมาแต่เล็ก ๆ จนเติบใหญ่ นอกจากนี้ ครอบครัวของทั้งสองก็ยังเป็นสหายเกี่ยวเนื่องกันมาถึง ๗ ชั่วโคตร ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนรักกันอย่างยิ่ง
วันหนึ่ง อุปติสสะและโกลิตะไปเที่ยวเล่นในงานรื่นเริงประจำปีในกรุงราชคฤห์ แต่มิได้มีความสนุกสนานอย่างเคย เพราะญาณปัญญาเริ่มแก่กล้าทำให้มีสติปัญญาพิจารณาหาสาระในมหรสพและชีวิต ก็เกิดความสลดใจขึ้นว่า ไม่เห็นจะมีอะไรควรดูควรได้จากมหรสพนี้ คนที่แสดงเหล่านี้ทั้งหมดมีชีวิตไม่ถึง ๑๐๐ ปี ก็จะล้มหายตายจากกันไป เราทั้งหลายควรจะแสวงหาโมกขธรรมเครื่องหลุดพ้นจากบ่วงเช่นนี้ สองวันต่อมาจึงพากันไปบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชก ณ กรุงราชคฤห์นั้นเอง และสำเร็จการศึกษาในสำนักนั้นโดยใช้เวลาเพียงสองสามวัน เมื่อจบแล้วก็ออกจากสำนัก แต่ยังไม่พึงพอใจเพราะเห็นว่าความรู้จากสำนักนั้นหาใช่ที่ตนค้นหาไม่ จึงตกลงแยกกันไปตามหาครูผู้สามารถสอนความจริงของโลกให้ประจักษ์ได้อย่างแท้จริง และสัญญากันว่า หากผู้ใดระหว่างเราสองคน ใครได้บรรละอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่อีกคน
สมัยนั้น องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบรรลุพระปรมาภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร แล้วได้ส่งพระสาวกออกประกาศคำสอน ส่วนพระองค์ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์ พระอัสสชิผู้เป็นหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ หลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนบรรลุอรหัตตผลแล้ว วันหนึ่งท่านถือบาตรและจีวร ไปสู่กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตแต่เช้าตรู่ อุปติสสะได้พบพระอัสสชิเถระ ก็เกิดความประทับใจในอิริยาบถน่าเลื่อมใสสำรวมดีของท่านพระอัสสชิเถระ ผู้มีอินทรีย์ฝึกดีแล้ว จึงเกิดความคิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์ จึงได้ตามท่านพระอัสสชิเถระไปข้างหลัง รอคอยโอกาสอยู่ แล้วสอบถามว่าใครเป็นศาสดาของท่านพระอัสสชิ และสอนอย่างไร
ท่านพระอัสสชิเถระได้แสดงความลึกซึ้งในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้
เมื่ออุปติสสะได้ฟังก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาบัน หลังจากนั้น อุปติสสะกราบลาพระอัสสชิเถระ แล้วนำธรรมะที่ได้รับฟังมา ไปบอกเพื่อนสนิทคือโกลิตะ จนได้บรรลุโสดาบันเช่นเดียวกัน ทั้งสองได้ไปชักชวนสัญชัยปริพาชกให้ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่สัญชัยปริพาชกปฏิเสธ ทั้งสองจึงได้พาปริพาชก ๒๕๐ คน ไปฟังธรรมจากพระพุทธองค์
หลังจากฟังธรรมครั้งนั้น ปริพาชก ๒๕๐ คน บรรลุอรหัตผล แต่อุปติสสะและโกลิตะยังคงบรรลุเพียงโสดาบันเช่นเดิม พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ทั้งหมดด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ภายหลังบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านอุปติสสะมีชื่อเรียกใหม่ว่าพระสารีบุตร ส่วนโกลิตะได้ชื่อว่าพระมหาโมคคัลลานะ
พระสารีบุตรใช้เวลาล่วงเลยไปครึ่งเดือนนับจากวันบวชจึงจะบรรลุพระอรหัตตผลที่ถ้ำสุกรขาตา เชิงเขาคิชกูฏ นครราชคฤห์ โดยเหตุเพราะพระพุทธองค์เสด็จไปโปรดทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลานของพระสารีบุตร โดยทีฆนขะได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลถามปัญหา พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับทิฏฐิและเวทนา เมื่อได้ฟังพระธรรมนั้นทีฆนขะได้บรรลุโสดาบัน ส่วนพระสารีบุตรผู้กำลังถวายงานพัดพระพุทธองค์ ก็ได้ยินธรรมเหล่านั้นอยู่ด้วย จึงได้ส่งญาณพิจารณาตามพระเทศนาจึงได้บรรลุที่สุดแห่งอรหัตตมรรค สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้นเอง ซึ่งในวันนั้นคือวันเพ็ญเดือนมาฆะ โดยมีเหตุการณ์สำคัญถัดไปคือ พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ให้กับพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป รวมพระอัครสาวกทั้งสองด้วย
หลังจากพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ จำพรรษาและแสดงพระอภิธรรม ณ ดาวดึงส์ เสด็จลงมา ณ ประตูเมืองสังกัสสะ พระสารีบุตรพร้อมทั้งภิกษุ ภิกษุณี และสาธุชนจำนวนมากมาเฝ้ารอรับเสด็จ พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสถามปัญหาในวิสัยของปุถุชนเป็นต้น พวกปุถุชนแก้ปัญหาได้ในวิสัยของตนเท่านั้น ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระโสดาบันได้
พระอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระโสดาบันเป็นต้นก็เหมือนกัน ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระสกทาคามีเป็นต้น พระมหาสาวกที่เหลือไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระมหาโมคคัลลานะ พระมหาโมคคัลลานะไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระสารีบุตรเถระได้ แม้พระสารีบุตรเถระก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน
ในครั้งนั้น มหาชนจึงได้รู้จักพระสารีบุตรว่าเป็นผู้เลิศทางปัญญา โดยพระพุทธดำรัสที่ว่า “พระสารีบุตรเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก” นอกจากจะเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาและเป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศด้านปัญญาแล้ว ท่านพระสารีบุตรยังมีคุณความดีและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนาอีกมากมาย อาทิ
๑. พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นผู้มีปัญญาอนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิตด้วยกัน ตัวอย่างครั้งหนึ่งที่กรุงเทวทหะ ภิกษุพากันเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลลาจะไปปัจฉาภูมิชนบท พระองค์ตรัสให้ไปลาพระสารีบุตร เพื่อท่านพระสารีบุตรจะได้แนะนำสั่งสอน ในการไปของพวกเธอ จะได้ไม่เกิดความเสียหาย
๒. ทรงยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นคู่กับพระมหาโมคคัลลานะ เช่น ทรงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายคบกับสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด... สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้วนั้น สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องบนสูงกว่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีคำยกย่องว่า พระสารีบุตรเป็นอัครสาวกฝ่ายขวา และพระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย
๓. มีคำเรียกยกย่องพระสารีบุตร อีกอย่างหนึ่งว่า พระธรรมเสนาบดี ซึ่งเป็นคู่กับพระบรมศาสดาว่า พระธรรมราชา
๔. พระสารีบุตรเป็นผู้มีปฏิภาณในการแสดงพระธรรมเทศนา คือ ชี้แจงแสดงให้ผู้ฟังเข้าใจได้ชัดเจน
๕.ท่านเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที พึงเห็นตัวอย่างได้จากเมื่อท่านได้ฟังธรรมเทศนาที่พระอัสชิแสดง ได้ธรรมจักษุแล้วมาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่นั้นมาท่านก็นับถือพระอัสสชิว่าเป็นอาจารย์ ทำการเคารพอยู่เสมอ แม้ได้ยินข่าวว่าพระอัสสชิอยู่ในทิศใด เมื่อท่านจะนอน ท่านจะนมัสการไปทางทิศนั้นก่อน แล้วนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น
อีกตัวอย่างหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรยังราธพราหมณ์ให้อุปสมบท เพราะระลึกถึงคุณที่ราธพราหมณ์ได้ถวายบิณฑบาตแก่ท่านเพียงทัพพีเดียว
๖. ท่านเป็นผู้เสนอความคิดให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยเพื่อความมั่นคงแห่งพระสัทธรรม
๗. ท่านได้นำคำสอนของพระพุทธองค์จัดเป็นหมวดหมู่
๘. เป็นพระเถระรูปแรกที่คิดทำสังคายนา
๙. เป็นพระอุปัชฌาย์ของสามเณรรูปแรก คือ สามเณรราหุล
๑๐. ก่อนที่ท่านจะนิพพาน ท่านพระสารีบุตรพิจารณาเห็นว่าอายุสังขารจวนจะสิ้นแล้ว ปรารถนาจะไปโปรดมารดา คือ นางสารี ที่ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ เมื่อท่านไปถึงบ้านเดิมแล้ว ได้เกิดปักขันทิกาพาธขึ้นในคืนนั้น ในเวลาที่พระสารีบุตรกำลังอาพาธอยู่นั้น ท่านได้เทศนาโปรดมารดา จนนางสารีได้บรรลุโสดาบัน
การที่บุตรได้ชักนำบุพการีให้นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนได้มรรคผล นับเป็นการตอบแทนคุณอย่างยอดเยี่ยม คืนนั้น เป็นวันเพ็ญเดือนสิบสอง พระสารีบุตรก็ปรินิพพานในห้องที่ท่านเกิดในบ้านเดิมของท่านที่เมืองนาลันทาหลังจากที่ได้ไปเทศนาโปรดมารดาในคืนนั้นเอง
รุ่งขึ้น พระจุนทะผู้เป็นน้อง ได้ทำฌาปนกิจสรีระพระเถระเจ้า เสร็จแล้วจึงเก็บอัฏฐิธาตุของท่าน นำไปถวายพระบรมศาสดา ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี พระพุทธองค์ทรงโปรดให้ก่อเจดีย์บรรจุอัฏฐิธาตุของพระสารีบุตรไว้ ณ ที่นั้น
ยกเอาประวัติของพระสารีบุตรมาให้ฟังเพื่อให้เกิดปัญญา เพื่อให้ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบให้มาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ ความสงบและปัญญานี้ถึงจะเป็นสติสัมปชัญญะ การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องก้าวไปด้วยปฏิปทาอย่างนี้ ด้วยโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่บริสุทธิคุณ เราทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา