๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

คณะพยาบาลมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้มาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ใช้เวลา ๓ วันในการปฏิบัติเพื่อจะได้แนวทางได้หลักการในการประพฤติในการปฏิบัติ 

 

มนุษย์เรามีหลักการในการดำเนินชีวิต ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ เพื่อให้ความรู้กับการปฏิบัตินั้นจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย อย่างเป็นอย่างไรผลก็ย่อมเป็นอย่างนั้น จะไม่เป็นอย่างอื่น มันเป็นเรื่องของกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม มนุษย์เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรม ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ความรู้ก้าวไปกับการปฏิบัติ เป็นความสมดุลระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ มนุษย์เรามีธาตุทั้ง ๔ มีขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖

 

สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากไหน สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากกรรม เกิดจากฎแห่งกรรม เกิดจากผลของกรรม ที่เป็นกรรมทางกาย กรรมทางวาจากิริยามารยาทอาชีพ มารวมลงที่ใจ ใจที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ใจนั้นก็จะเป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นของเรา เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ด้วยเหตุผลว่า เราไม่รู้เหตุรู้ปัจจัย เราไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราได้พากันตกอยู่ในสัญชาตญาณ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนมันครอบงำเรากดดันเรา เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจในเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ นี้เป็นกรรมเก่า เราต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องกรรมเก่า และมาเข้าใจเรื่องกรรมใหม่ กรรมใหม่ก็ได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ นี้จะเป็นกรรใหม่ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ทั้งเรื่องกรรมเก่ากรรมใหม่ เราจะได้ยกเลิกกรรมเก่าไม่สร้างกรรมใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจกรรมใหม่และกรรมเก่ามันก็จะเป็นวัฏฏสงสาร เพราะเราไม่รู้ ไม่เข้าใจ เพราะเราไม่เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เราทั้งหลายต้องพากันมาเข้าใจ จะได้เอาความไม่เข้าใจนั้นให้เข้าใจ จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะเอาปัญญานั้นมาเป็นความสงบ จะได้เอาความสงบมาเสียสละ

 

ให้เรารู้เข้าใจ ผู้ที่มีความรู้มาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ เหมือนรถดี ๆ เครื่องบินดี ๆ เรือดี ๆ ก็ต้องมีเบรกดี ๆ เรามีธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ มีอายตนะ ๑๒ เราก็ต้องมีความรู้ เพราะเรายังมีลมปราณอยู่มีลมหายใจอยู่ เรามีธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๑๒ เรามีสัมผัสอยู่ ความรู้นั้นก็ย่อมมี ผู้มีความรู้มาก ๆ จากธาตุทั้ง ๔ จากขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๖ ต้องมีความสงบ อันหนึ่งออกซิเจน อันหนึ่งคาร์บอนไดออกไซด์

 

 

ให้เรารู้เข้าใจ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ อันหนึ่งเป็นออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงร่างกายจิตใจ อันหนึ่งเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อปล่อยของเสียออกจากกายออกจากใจ เพราะมันผ่านไปแล้วเป็นอดีตไปแล้วมันเกษียณไปแล้ว ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า เพราะทุกอย่างคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

มนุษย์เราต้องเดินทางสายกลางระหว่างวัตถุด้วยอาศัยหลักการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์นั้นก้าวหน้า และพัฒนาจิตใจเพื่อให้ใจเกิดปัญญา พัฒนา ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน ผู้มีความรู้มาก ๆ มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องให้สงบมาก ๆ เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ เป็นความดีและปัญญา

 

ผู้มีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ ก็ต้องเสียสละให้มาก ๆ เพื่อจะได้เกิดประโยชน์ทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ ศาสตร์

 

เรียทำไม..? เรียนเพื่อรู้เพื่อเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจนั้นมันจะไม่ลืม เพราะรู้เพราะเข้าใจ ความรู้นั้นจะไม่ลืม ที่เราไปเรียนไปศึกษานั้นส่วนใหญ่นั้นเรียนเพื่อเอาใบประกาศ ส่วนใหญ่ยังไม่ใช่ความรู้จริง ยังเป็นความรู้จำ จำมาจากหนังสือ ความจำนี้ถ้าหลายวันหลายปีมันก็จะลืม

 

หลักการเรียนการศึกษาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะเอาความรู้นั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรค เป็นหนทางของกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

ทำไมเราต้องประพฤติในปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันเราเอาความรู้ความเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะอันนี้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี เป็นวัตถุที่พัฒนาวิทยาศาสตร์ ทางจิตใจที่พัฒนาปัญญาเพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เราทุกคนให้รู้เข้าใจ เพราะเหตุผลว่าไม่มีใครมาประพฤติมาปฏิบัติให้เราได้ ปฏิบัติแทนเราได้ ตัวของเราต้องประพฤติต้องปฏิบัติเอง ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ในการทำหน้าที่ ให้เข้าใจว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ

 

เราทำความดีเพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ดับทุกข์ เราอย่าไปทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นความถูกต้องนั้นอย่างหนึ่งนะ ทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดีอยากเป็นคนดีมันอีกอย่างหนึ่งนะ เพราะความอยากนั้นมันคือความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งคือความไม่สงบ ความสงบกับความทุกข์นั้นคืออันเดียวกัน ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเรามีความสุขใจของเราก็สงบ เมื่อใจของเราสงบเราก็มีความสุข เพราะว่ามันหยุดความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งมันเป็นความทุกข์ ความปรุงแต่งมันเป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ มันบกพร่องอยู่เป็นนิจ เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจนะ ว่าเราเกิดมาทำไม เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจว่าเราเรียนหนังสือทำไม ทำงานทำไม เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองทำไม เป็นนักบวชทำไม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจในความหมายนั้น ๆ เราจะได้มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ความสุขนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราจะไปเอาความสุขในอนาคตนั้นมันจะเป็นความปรุงแต่ง มันจะเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ มันจะเป็นความปรุงแต่ง มันจะเป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอ

 

เหมือนคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านตรัสคติธรรมให้รู้ให้เข้าใจ ให้กับปวงชนชาวไทยและชาวโลกว่า เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เข้าถึงความสงบและปัญญา เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะเอาความปรุงแต่งนำชีวิต เอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิตไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจ เราอยากได้มากมันก็มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียง เราจะได้รู้ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์อยู่ที่เรารู้เข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน เพื่อจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิตไม่ได้เอาความปรุงแต่งนำชีวิต เอาปัญหาต่าง ๆ นั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาเป็นความสงบ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงอย่างนี้ เป็นคนดีก็ต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละนั้นมันจะเป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะตัวตนนั้นคือความทุกข์ ตัวตนนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอในปัจจุบัน

 

มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ เพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อันนี้ขึ้นอยู่กับเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัย ขึ้นกับเงื่อนไข องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เราเอาที่ปัจจุบัน ปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นพื้นฐานของอนาคต ปัจจุบันเรามีความรู้มาก ๆ เราก็ต้องสงบมาก ๆ อย่างนี้ ปัจจุบันเราสงบมาก ๆ เราก็ต้องเสียสละมาก ๆ อย่างนี้

 

เราต้องประพฤติปฏิบัติในปัจจุบัน เป็นความรู้ความเข้าใจที่จะไม่ต้องไปตามผัสสะ ไม่ต้องไปตามสิ่งแวดล้อม ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา

 

มนุษย์เราอยู่ในโลกนี้ปัจจุบันนี้มีแปดพันกว่าล้านคน มีประเทศน้อยใหญ่ ๑๙๕ ประเทศ ใช้หลักการอันเดียวกันหมด ใช้ความรู้ความเข้าใจ ใช้การเรียนการศึกษาเป็นหลักสากลอันเดียวกันหมด มีการเรียนการศึกษาทั้งหมด ๑๘ ศาสตร์ ๑๘ ศาสตร์มีอะไรบ้าง ๑๘ ก็ได้แก่

 

    ๑. ยุทธศาสตร์  วิชานักรบ

    ๒. รัฐศาสตร์  วิชาการปกครอง

    ๓. นิติศาสตร์   วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ

    ๔. พาณิชยศาสตร์  วิชาการค้า

    ๕. อักษรศาสตร์  วิชาวรรณคดี

    ๖. นิรุกติศาสตร์   วิชาภาษาทั้งของตน และของชนชาติ ที่เกี่ยวข้องกัน

    ๗. คณิตศาสตร์  วิชาคำนวณ

    ๘. โชติยศาสตร์  วิชาดูดวงดาว

    ๙. ภูมิศาสตร์  วิชาดูพื้นที่ และรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ

     ๑๐. โหราศาสตร์   วิชาโหรรู้จักพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ

     ๑๑. เวชศาสตร์   วิชาแพทย์

     ๑๒. เหตุศาสตร์   วิชาว่าด้วยเหตุผล หรือตรรกวิทยา

     ๑๓. สัตวศาสตร์   วิชาดูลักษณะสัตว์ และรู้เสียงสัตว์ว่าดี หรือร้าย

     ๑๔. โยคศาสตร์   วิชาช่างกล

     ๑๕. ศาสนศาสตร์   วิชาศาสนารู้ความเป็นมา และหลักศาสนาทุกศาสนา

     ๑๖. มายาศาสตร์   วิชาอุบาย หรือตำหรับพิชัยสงคราม

     ๑๗. คันธัพพศาสตร์   วิชาร้องรำ หรือนาฎยศาสตร์ และวิชาดนตรี หรือดุริยางค์ศาสตร์

      ๑๘. ฉันทศาสตร์   วิชาการประพันธ์

 

การเรียนการศึกษาเพื่อให้เรารู้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะได้เอาไปใช้เอาประพฤติเอาไปปฏิบัติ ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เรารู้เข้าใจ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอในปัจจุบัน

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจ ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์อยู่ที่เรารู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน เราจะได้ทำหน้าที่ของเราให้มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน ความสุขกับความสงบนั้นคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่นั้นแหละคือความสงบ ถ้าเราไม่มีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่นั้นแหละคือความทุกข์ ความสุขความทุกข์ให้เรารู้เข้าใจมันอยู่ที่ปัจจุบันนะ ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็จะไม่มีเพราะเรามีความสุข เราเข้าใจให้ดี ๆ นะ เราจะได้เข้าใจเรื่องของความสุขเรื่องของความทุกข์ ให้เรารู้เข้าใจ อันหนึ่งคือปัญหานะ คือหนึ่งคือปัญญานะ เราจะได้รู้เรื่องความสงบ เราจะได้รู้เรื่องความปรุงแต่ง

 

มนุษย์เรามีหลักการดำเนินชีวิตเพื่อพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน อย่างหนึ่งวัตถุ อย่างหนึ่งใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เราทุกคนต้องพากันเข้าใจนะ ถ้าไม่เข้าใจนี้ไม่ได้นะ ถ้าไม่เข้าใจแล้วมันจะสุดโต่ง มันซ้ายจัดขวาจัด มันจะสุดโต่ง ต้องเอาทั้งทางวัตถุเอาทั้งทางใจไปพร้อม ๆ กัน เราจะไปแยกวัตถุแยกใจออกจากกันไม่ได้ เพราะ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เพื่อไม่ให้เสียการเสียงานเสียเวลา ผู้พัฒนาวัตถุพัฒนาวิทยาศาสตร์ก็ต้องเอาใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้พัฒนาใจก็ต้องเอาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันอย่างนี้ มันจะแยกกันไม่ได้เลย ถ้าแยกกันแล้วเป็นอันเสียเป็นอันพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศ กรุเทพมหานคร แผ่นดินไหวอยู่ห่างไกลร่วมพันกิโลโน้น ศูนย์กลางอยู่เมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่า ตึกใหญ่กว่าสูงกว่าตั้งหลายตึกไม่พังทลาย พังเฉพาะเจาะจงเฉพาะตึก สตง. เพราะความไม่ถูกต้อง เอาความผิดนำชีวิต เอาทุจริตนำชีวิต ชีวิตนั้นก็ย่อมพังทลาย ถ้าเราไปเอาแต่ทางวัตถุ เอาแต่ทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียวไม่เอาใจไปพร้อม ๆ กันชีวิตนี้ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึกสตง. เราไปเอาแต่ทางวัตถุเอาแต่วิทยาศาสตร์อย่างเดียวก็ไม่ได้ เอาจะไปเอาแต่ทางจิตทางใจอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ทางสายกลาง

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน ให้พัฒนาจิตใจ เราคิดดูดี ๆ อย่างวันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ เรามีความสุขในการพัฒนาวัตถุพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน มันก็ยังไม่เพียงพอ วันเสาร์วันอาทิตย์ถึงให้มีหลักการให้หยุดเพื่อพัฒนาจิตใจ เพื่อใจของเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะติดต่อต่อเนื่องกันเป็นเวลา ๒ วัน ๒ คืน การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่องกันที่เกิดสติเกิดสัมปชัญญะ ที่ความดีและปัญญาก้าวไป จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นการอบรมบ่มอินทรีย์เป็นความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน นี้เป็นเนกขัมมะบารมีเป็นความดับทุกข์อยู่กับสติสัมปชัญญะ

 

การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องกันมันจะเป็นชิพติดอยู่ในขันธ์ในสัญญาขันธ์ ตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์นั้นผลวิจัยออกมาทำอะไรติดต่อต่อเนื่องกัน ๓ อาทิตย์ขึ้นไปจะเห็นผลเป็นรูปธรรมนามธรรม ให้รู้เข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย

 

พยาบาลต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะได้ประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๓ วัน ๒ คืน เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ พากันมีปิติมีความสุขในการประพฤติปฏิบัติ พากันมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอน สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน ให้ทุกคนมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีความสุขในการมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ นี้เป็นพระนิพพานชั่วคราว เมื่อไหร่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เมื่อนั้นเราจะมีพระนิพพาน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะติดต่อต่อเนื่องกันมาก ๆ เราก็จะมีความสุข ความสุขกับความสงบคืออันเดียวกันนั่นแหละคือพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่ความฟุ้งซ่านเป็นบ้านของเรานะ ไม่ใช่ความทุกข์คือบ้านของเรานะ

 

เรามาฝึกหายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย หายใจเข้าให้เอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป หายใจเข้าก็ให้มีความสุข ความสุขกับความสงบนั้นคืออันเดียวกัน หายใจออกก็ให้มีความสุข ความสุขกับความสงบนั้นคืออันเดียวกัน การนั่งสมาธินี้ให้เรารู้ให้เข้าใจ การนั่งสมาธินั้นคือเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป ให้เข้าใจอย่างนี้ เพราะเราทุกคนอยู่กับตัวอยู่กับตน อยู่กับความฟุ้งซ่านอยู่กับความไม่สงบ เรามาหายใจเข้าให้มีความสุข ความสุขกับความสงบมันคือเอาอันเดียว หายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกให้หายเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป เราอย่าไปทำสมาธิเพื่อจะเอาความสงบ

 

เราต้องรู้เข้าใจ เพราะความอยากมันเป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอคติทั้ง ๔ ให้เรารู้เข้าใจ  เราจะได้เข้าใจว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราจะได้ทำความดีเพื่อเห็นว่าความดีนั้นมันเป็นความถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เราทำสมาธิเพื่อจะเอาความสงบเพื่ออยากจะได้ความสงบ ถ้าเรามีความอยากเมื่อไหร่ความสงบนั้นก็ย่อมไม่มี เพราะความอยากนั้นมันคือความปรุงแต่ง เราต้องรู้เข้าใจ ทำไมพระพุทธเจ้าท่านถึงมีสติมีสัมปชัญญะสมบูรณ์ เพราะท่านอยู่อริยสัจสี่ ท่านรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ท่านยกเลิกความอยากความต้องการ ท่านเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความเต็มเต็มเต็ม เราดูประวัติขององค์สมด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงความเต็มท่านเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ท่านมาจุติในพระครรภ์ก็วันพระจันทร์เต็มดวง ท่านประสูติก็วันพระจันทร์เต็มดวง ท่านตรัสรู้ก็วันพระจันทร์เต็มดวง แสดงพระธรรมเทศนาธัมมจักกัปวัตตนสูตร ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันก็วันพระจันทร์เต็มดวง ท่านตรัสบอกมหาชนว่าอีก ๓ เดือนข้างหน้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็วันพระจันทร์เต็มดวง ท่านเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็วันพระจันทร์เต็มดวง

 

ความหมายคำว่าความเต็มหมายถึงความพอเพียงเพียงพอ เป็นธรรมเป็นปัจจุบัน เป็นความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ ถ้าเรารู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในชีวิตประจำวันของเรานี้ก็จะมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ปัญหาต่าง ๆ ก็ต้องจะเกิดปัญญา เราทั้งหลายจะได้เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้าในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญมันไกลเหลือเกิน มันไม่ใช่ความดับทุกข์ มันเป็นความหลง

 

เราทุกคนต้องพากันมาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารของตัวเองด้วยความรู้ความเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้เข้าใจไม่ได้นะ เราเป็นคนรวยถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจก็ย่อมมีความทุกข์ คนรวยไม่สงบมันก็ต้องมีความทุกข์ คนจนก็ยิ่งมีความทุกข์มากทวีคูณ ทุกข์เพราะไม่มีวัตถุที่อำนวยความสะดวกความสบาย ทุกข์เพราะใจที่ไม่ได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ

 

เรามาประพฤติมาปฏิบัติธรรม เรามาเจริญสติสัมปชัญญะ เจริญสติปัฏฐาน พยายามมาอยู่กับตัวเอง ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นก็อย่าไปพูดไปคุยกัน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นเราก็อย่าไปใช้โทรศัพท์ จะทำให้เราเสียเวลาในการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพราะเวลา ๓ วัน ๒ คืนให้เป็นเวลาที่มีคุณค่า ฝึกเจริญอานาปานสติ ฝึกหายใจเข้าให้สบายออกสบาย หายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปหรือจะท่องในใจว่าหายใจเข้าพุทธ หายใจออกโธอย่างนี้ก็ได้ เพราะสติสัมปชัญญะของเราจะได้อยู่กับเนื้อกับตัว การเจริญอานาปานสติใช้ได้ทุกอิริยาบถ ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธิ เมื่อเราหายใจเข้าสบายออกสบายมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ใจของเราก็จะหยุดความฟุ้งซ่าน

 

เราต้องพากันรู้เข้าใจนะ การที่มีสติสัมปชัญญะนี้สำคัญ เราพากันไปคิดดูดี ๆ สิ คนมีปัญญามากมีเยอะแยะเลย แต่ผู้มีปัญญานั้นไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะเราต้องให้ติดต่อต่อเนื่องกันให้มากที่สุด เราอย่าไปพูดคุยกัน อย่าไปเล่นโทรศัพท์ อย่าไปไลน์โทรศัพท์ ถ้าเรามีความสุขในการหายใจเข้าหายใจออกความฟุ้งซ่านเรามันจะอ่อนกำลังลงลดลง เราพากันฝึกทำอะไรให้มีความสุข เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีความสุขในการทำงานนั่นแหละคือความสงบ ผู้มีปัญญามากไม่มีความสุขในการทำงานนี้เสียหายมาก ยิ่งมีปัญญามากก็ยิ่งเสียหายมาก เพราะตัวปัญญานั้นมันทำลายตัวของมันเอง มนุษย์เราถ้าเรามีความสุขสมองของเราก็จะดี การพูดจากิริยามารยาทแม้แต่ทำอาหารก็จะอร่อยนะ

 

เราต้องพากันมีความสุขในการทำงานในปัจจุบัน เพราะความสุขมันเป็นความสงบ ความสงบเป็นความสุข ให้เรารู้ให้เข้าใจ ความสุขนั้นถ้ามันติดต่อต่อเนื่องกันมันจะเป็นความยั่งยืน ความสุขมันจะหยุดกาลหยุดเวลานะ เพราะความสุขมันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงมีความสุขในการทำหน้าที่ เน้นประพฤติปฏิบัติที่ตัวเรา เราต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เราจะไปช่วยเหลือใครได้ เราจะไปช่วยเหลือพ่อช่วยเหลือแม่ช่วยเหลือญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลช่วยเหลือประเทศชาติได้อย่างไร เพราะตัวเราเองก็ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที เรายกเลิกตัวตนสติสัมปชัญญะของเราถึงจะมี ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวตนสติสัมปชัญญะของเราก็จะไม่มี

 

ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านตรัสว่าเราต้องรู้เข้าใจ เอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิตไม่ได้นะ มันเสียหาย เอาตัวตนนำชีวิตมันคือบ้านะ มันคือคนผีบ้า ท่านตรัสอย่างนี้จริงมากทีเดียวเลยนะ ตัวตนมันคือคนผีบ้า บักผีบ้า อีผีบ้า ข้าราชการผีบ้า นักการเมืองผีบ้า นักบวชผีบ้า สตง. กกต. ปปช. ปปง. ผีบ้า ตัวตนนั้นมันเป็นเสียหาย ตัวตนนั้นมันทำร้ายตัวของมันเอง เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดปัญหาด้วยปัญญาด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราทุกคนเป็นมนุษย์เป็นผู้ประเสริฐเราต้องมารู้มาเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้รู้เข้าใจในการดำเนินชีวิตด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยสติสัมปชัญญะ ปัญหาต่าง ๆ นั้นก็จะได้เกิดปัญญา ปัญญาจะเกิดความสงบ ความสงบเราจะได้มาเสียสละ

 

เราทั้งหลายมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 108,098