๑๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๐ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันเด็กแห่งชาติ คณะนักศึกษาพยาบาลปี ๔ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวน ๘๐ คน ได้มาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ใช้เวลา ๓ วัน ๒ คืน วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการกลับไป

 

ให้นักศึกษาทุกคนพากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นสาระสำคัญ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้มีหลักการมีจุดยืนในการดำเนินชีวิตที่เราต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ให้เอาปัญหานั้นเป็นปัญญา เอาปัญญามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพราะด่านที่เราจะผ่านไปนั้นได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕  อายตนะ ๑๒ เป็นด่านที่พวกเราจะต้องผ่านไป สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง เราจะได้ปฏิบัติถูกต้อง เพื่อจะได้ผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ทุกอย่างนั้นให้เราเข้าใจ ทุกอย่างนั้นเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม ทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มาจากพื้นจากฐานของปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้ผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ สติสัมปชัญญะเป็นหลักการที่เราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติ อันหนึ่งเป็นความรู้ อันหนึ่งปฏิบัติ ความรู้กับการปฏิบัติต้องเดินคู่เสมอกันไป ให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม

 

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง มีความตั้งมั่นในความถูกต้อง มีความตั้งมั่นทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ถูกต้อง เป็นสัมมาสมาธิทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจเป็นสัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบ เราทั้งหลายมามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ให้เราเอาปัญหานั้นเป็นปัญญา เอาปัญญาที่เรารู้เข้าใจมาเสียสละ มาให้ทานมาเสียสละ เสียสละสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เรามามีความสุขในการให้ทานการเสียสละ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความสงบและปัญญา เป็นหลักการของการเสียสละ เราจะข้ามสัญชาตญาณข้ามด่านของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราต้องเสียสละ เสียสละอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตน อนาคตก็อยู่ที่ฐานที่ปัจจุบันนี้

 

เรามามีความสุขในการเสียสละ มีความสุขในการรักษาศีล มีความสุขในการทำสมาธิ มามีความสุขในการเจริญปัญญา เราจะได้ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา ด้วยหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม เพื่อเราจะได้ผ่านด่านของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

เราต้องหยุดอดีตของเราให้ได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะอดีตมันได้ผ่านมาแล้วเกษียณมาแล้ว เราต้องเสียสละต้องปล่อยต้องวาง ปัจจุบันเราต้องว่างจากตัวจากตน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราจะว่างจากตัวจากตน เพราะสติสัมปชัญญะนั้นคือการหยุดความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งจะหยุดได้อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เป็นพระนิพพานในปัจจุบันชั่วครู่ชั่วขณะที่มีสติมีสัมปชัญญะ เรามามีความสุขในการมีสติมีสัมปชัญญะ จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เข้าใจอะไร เข้าใจเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ถึงจะหยุดความทุกข์ได้ หยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราต้องผ่านด่านทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ไปด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราต้องรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ รู้อะไรเข้าใจอะไร รู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดลงที่ปัจจุบัน ให้เรารู้ให้เข้าใจ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ความทุกข์นั้นมันจะไม่มี ความทุกข์จะมีได้เพราะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เราทุกคนต้องพากันเข้าใจอย่าไปแก้ที่ปลายเหตุ อย่าไปแก้ที่คนอื่น ต้องแก้ที่เรา

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจหลักการในการดำเนินชีวิต วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันของหมู่มวลมนุษย์พากันทำธุรกิจหน้าที่การงานพร้อมกับการปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้ง ๒ อย่าง เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งทางวัตถุและทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะอันนี้คือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่หยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน พากันเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อให้จิตใจมีความสงบมีปัญญา ให้ใจมีปัญญามีความสงบ ใช้เวลา ๒ วัน ๒ คืน ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อเอาความดับทุกข์ในเรื่องจิตเรื่องใจ ถ้าใจมีสติมีสัมปชัญญะความทุกข์ทางจิตใจนั้นจะไม่มี ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะนั้นความทุกข์จะไม่มี ทุก ๆ ชาติทุกศาสนาก็ใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องความสากล ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นสากล ความสุขความทุกข์ความไม่สุขไม่ทุกข์มันเป็นสากล ทุกชาติทุกศาสนาก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ทั้งหมด ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจอย่างนี้ เพราะความรู้ความเข้าใจจะเอาไปใช้เป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ รู้เข้าใจอะไร รู้เข้าใจอริยสัจสี่ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ รู้ว่าทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ใครจะยิ่งใหญ่กว่ากรรมนั้นไปไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจพากันมาเสียสละ เกิดมาเพื่อความรู้ความเข้าใจ เกิดมาเพื่อยกเลิกเรื่องอดีตที่ผ่านมา ที่เป็นวัฏฏสงสาร มายกเลิกอนาคตที่เราเอาสัญชาตญาณที่ธาตุทั้ง  ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นี้มาเป็นตัวเรา ให้ยกเลิกด้วยความรู้ความเข้าใจ ทุกคนมาเข้าใจอย่างนี้ มาเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ต้องยกเลิกความไม่ถูกต้อง เพราะความไม่ถูกต้องนั้นเป็นความเสียหาย ความไม่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราต้องมาเข้าใจ เข้าใจเรื่องทุกข์เรื่องเหตุเกิดทุกข์เรื่องปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เรามามีปิติมีความสุขเพื่อหยุดสิ่งที่ไม่ถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราทุกคนต้องพากันมีสติมีสัมปชัญญะ ต้องพากันก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เน้นการประพฤติการปฏิบัติที่ปัจจุบันทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพต้องเน้นที่ปัจจุบัน

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันได้ นี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวเฉพาะตน เราทุกคนต้องมารู้มาปฏิบัติ เอาสิ่งที่เป็นปัญญานี้ให้เป็นปัญญา เอาสิ่งที่เป็นปัญญาจะได้เป็นความสงบ มาเอาความสงบมาเสียสละ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ให้เรารู้เข้าใจ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราต้องผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติต้องอาศัยการปฏิบัติตดต่อต่อเนื่อง การปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องมันเป็นการเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่เดินไปข้างแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม การที่เราเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาย่ำต๊อกอยู่ที่เดิมเค้าถึงมีคำศัพท์ว่ามันเป็นได้แต่เพียงคน มันเดินไปแล้วก็ถอยกลับมาย่ำต๊อกอยู่ที่เดิม ดังนั้นการประพฤติการปฏิบัติต้องติดต่อต่อเนื่อง อย่าให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาครอบงำสติปัญญาของเรา

 

เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องของด่าน ด่านที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราต้องเข้าใจ เราทุกคนต้องมีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้ทำงาน เราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องผ่านด่านที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เรามามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในของเราเอง มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม การมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมนั้นคือสติสัมปชัญญะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรากำลังยืน รู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรากำลังเดิน รู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรากำลังนั่ง มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรากำลังอนอน ถ้าเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ใจจของเราจะมีนิพพานชั่วขณะที่เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม

 

พระนิพพานนี้คือการหยุดความปรุงแต่ง ผู้มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมความปรุงแต่งจะไม่มี นี้คือความดีที่ประกอบด้วยปัญญา นี้คือปัญญาประกอบด้วยความดี นี้คือความสงบ จะว่าความสงบก็ได้ จะความสุขก็ได้หรือจะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ หรือจะเรียกพระนิพพานก็ได้ มันเป็นพระนิพพานในปัจจุบันชั่วขณะมันเป็นความดีที่กำลังอบรมบ่มอินทรีย์เพื่อให้ติดต่อต่อเนื่องด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ความรู้ความเข้าใจด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพรวมลงที่ ใจสิ่งเหล่านี้จะเป็นนิพพาน พระนิพพานคือบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรา ไม่ใช่ความฟุ้งซ่านเป็นบ้านของเรา ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน อริยมรรคมีองค์แปด

 

อริยมรรค มีองค์ ๘ คือหลักการในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นจะเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม

 

 ๑. สัมมาทิฏฐิ (ปัญญาอันชอบ) ปัญญาคือความรู้ความเข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นมันจะไม่ลืม เพราะมันรู้มันเข้าใจ เพราะปัญญามันรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ปัญญามันรู้กรรม รู้กฎแห่งกรรมรู้ผลของกรรม เพราะไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่งไปกว่ากรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม ปัญญาต้องมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องเป็นผู้มีปัญญาที่เห็นชอบ เป็นปัญญาที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงเอาปัญญานำชีวิต เอาความรู้ความเข้าใจนำชีวิต

 

๒. สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) ดำริออกจากกามออกจากพยาบาท รู้เข้าใจว่ากามและพยาบาทมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย เราจะดำริออกจากกามได้อย่างไร ความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในความเสียหาย เห็นภัยอันตรายในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม ใจของเราต้องรู้เข้าใจ ใจของเราต้องมีปัญญา สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นหลักการหยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาท

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนต้องเห็นภัยในการตรึกนึกคิดในกามในพยาบาท เพื่อเราจะได้ข้ามสัญชาตญาณที่มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราต้องรู้เข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ สติสัมปชัญญะที่เกิดจากปัญญา เกิดจากความรู้ความเข้าใจ จะเป็นสิ่งที่หยุดสัญชาตญาณขั้วบวกขั้วลบ ใจของเราเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ไม่มีตัวไม่มีตน เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ด้วยความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ใจของเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ต้องรู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เพื่อไม่ให้ใจตรึกในกามตรึกในพยาบาท ใจจะหยุดตรึกในกามหยุดตรึกในพยาบาทได้เพราะมีสติมีสัมปชัญญะ ถึงจะข้ามสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนได้ เพราะเหตุผลว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัยที่อาศัยผัสสะ เมื่อมีผัสสะเราต้องมีปัญญา รู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้ข้ามสัญชาตญาณ เพื่อเราจะได้จบลงที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เห็นภัยในกามเห็นภัยในพยาบาท

 

เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ เราทั้งหลายจะพากันตรึกในกามตรึกในพยาบาท ใจที่ตรึกในกามใจที่ตรึกในพยาบาทให้เรารู้เข้าใจ นี้แหละคือหัวใจที่มีลูกมีผัวมีเมียมีครอบครัว ผู้ที่ตรึกในกามตรึกในพยาบาท นี้แหละคือผู้ที่มีผัวมีเมีย กามนี้ไม่ใช่ทางเพศอย่างเดียวนะ กามนี้คือตัวคือตน ความอยากได้อยากมีอยากเป็นอยากเด่นอยากดัง ความอยากจะมีความสุข นี้เป็นกามทั้งหมด ความไม่อยากได้ไม่อยากมีไม่อยากเป็นไม่อยากเด่นไม่อยากดัง นี้คือพยาบาททั้งหมดนะ เราต้องรู้ทั้งกามรู้ทั้งพยาบาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ เห็นภัยในความปรุงความแต่ง เพื่อหัวใจของเราจะไม่ได้เป็นวัฏฏสงสาร เพื่อหัวใจของเราจะไม่ได้มีครอบครัว ความรู้ความเข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ต้องอาศัยการเจริญสติสัมปชัญญะ ต้องอาศัยเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอน อาศัยการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔  

 

เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ เราจะไปตรึกในกามไม่ได้ ไปตรึกในพยาบาทไม่ได้ ต้องเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพื่อเอาปัญหาที่เราตรึกในกามตรึกในพยาบาทให้เป็นปัญญา ด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เห็นภัยในความเสียที่จะเกิดขึ้นแก่เราด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

๓. สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ) องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราใช้วาจาของเรานี้เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อไม่ยกหูชูงวง อย่าเป็นคนวาจาสารพัดพิษ ครบวงจร ปากติดระเบิด ติดอาก้า ติดอาร์พีจี 

 

เราต้องรู้เข้าใจเพื่อเอาสัมมาวาจามายกเลิกตัวมายกเลิกตน มายกเลิกเรามายกเลิกเขา ไม่มีเราไม่มีเขาด้วยสัมมาวาจา วาจาที่เป็นพระนิพพาน ไม่ใช่วาจาที่เป็นตัวเป็นตน

 

ใช้วาจาให้เกิดประโยชน์ต่อเราเองและมหาชน ใช้วาจาให้เป็นพระนิพพานด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องใช้หลักการด้วยมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เราจะมีวาจาชอบได้อย่างไร ให้เรามีความสุขด้วยอาศัยสัมมาวาจา คือการพูดที่เป็นพระนิพพานเป็นวาจาชอบ อย่าไปใช้วาจาให้เกิดความเสียหาย เพราะก่อนเราจะพูดเราเป็นนาย เมื่อเราพูดไปแล้วเรากลายเป็นบ่าวนะ ก่อนที่เราจะพูดเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม

 

๔. สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) การทำงานให้เรารู้เข้าใจ เพราะงานคือเหตุคือปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็อย่างนั้น การทำงานคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมคือการทำงาน งานทางกาย งานทางวาจา งานทางมารยาท งานคืออาชีพ เราทุกคนต้องมาเสียสละมายกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อมามีความสุขในการทำงาน เรามีความสุขในการทำงาน เราก็จะได้ทั้งทางวัตถุได้ทั้งทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นการพัฒนาวัตถุด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เป็นการพัฒนาใจให้เกิดปัญญา เพราะเห็นว่าการงานนั้นคือเหตุคือปัจจัย เราต้องรู้เข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย เราทุกคนต้องมีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ เอาหน้าที่ที่เราทำงานนั้นให้เกิดความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เพราะอันนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เราจะได้ทั้งทางวัตถุได้ทั้งทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทั้งหลายถึงมามีความสุขในการทำหน้าที่ทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุข เราจะได้ทั้งวัตถุได้ทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นที่ปัจจุบัน ให้มีความสุขในการทำหน้าที่ในปัจจุบัน เราต้องรู้ความสุขนะ เพราะความสุขนี้อยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทำหน้าที่ ความสุขนั้นไม่ได้อยู่ที่อนาคตนะ ความสุขนั้นมีอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันที่รู้เข้าใจ ความสุขนั้นอยู่ที่อริยมรรคในปัจจุบันที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่ในความสุข จะว่าความสงบก็ได้จะว่าความสงบก็ได้เพราะนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเพราะการทำงานคือความสุข นี้เป็นการทำงานที่ได้พระนิพพานไปในตัวนะ ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเราไม่มีความสุขในการทำหน้าที่ ไม่มีความสุขในการทำงาน เราจะไปมีความสุขเมื่อไหร่ให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้เข้าใจ เราก็ไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่มีความสุขในการทำหน้าที่ การทำงานนั้นก็จะไม่เป็นพระนิพพาน ให้เรารู้เข้าใจ การทำงานต้องเป็นพระนิพพานให้เรารู้เข้าใจ พระนิพพานคือปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เข้าใจมีความสุขในการทำงาน จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้จะว่าพระนิพพานก็ได้ พระนิพพานชั่วขณะ ถ้าเราพัฒนาไปเรื่อย ๆ ที่เป็นความดีเป็นบารมีเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด เราก็จะได้พระนิพพานที่สมบูรณ์ เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพระนิพพานที่สมบูรณ์

 

๕. สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ) การเลี้ยงชีวิตชอบให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เมื่อเรามีความสุขในการทำงานก็ต้องให้การงานนั้นถูกต้อง การงานนั้นต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น การงานของเราต้องตั้งอยู่ในหลักของศีลหลักของธรรม มีทั้งศีลมีทั้งธรรม เราทุกคนมารู้มาเข้าใจ การเลี้ยงชีพของเรานั้น ต้องไม่เบียดเบียนคนอื่นสัตว์อื่น ต้องมาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้ที่เสียสละคนอื่นสัตว์อื่น เราต้องไม่เป็นผู้มาเอา เราต้องมาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ เราดูตัวอย่างแบบอย่างที่ดีที่ประกอบด้วยปัญญา อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเกิดมาเป็นผู้ให้ผู้เสียสละ ๒๔ ชั่วโมงท่านเสียสละทั้ง ๒๔ ชั่วโมงเลย ท่านเสียสละให้สรีระร่างกายได้บรรทมพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายได้บรรทมพักผ่อน ๔ ชั่วโมง เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวาอินพรหมมารสรรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันเป็น ๒๔ ชั่วโมง เรารู้เข้าใจ เราเกิดมาเป็นผู้ให้เกิดมาเป็นผู้เสียสละ เสียสละทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เราไม่เบีดยเบียนคนอื่นสัตว์อื่น เราต้องมาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ เราไม่มาเอาของใคร เรามาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ

 

เราต้องรู้เข้าใจนะ ถ้าเราไม่รู้เข้าใจ เราจะมีความทุกข์นะ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเป็นความคิดที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพนะ มันไม่เป็นธรรมไม่ยุติธรรม เราต้องพากันคิดพากันใช้ปัญญานะ ว่าเราเป็นผู้ให้พ่อให้แม่ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลหรือยัง เราให้กับตัวเองแล้วหรือยัง เรารู้เข้าใจมั๊ยว่าเราเกิดมาทำไม เราต้องรู้เข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม มาเรียนหนังสือทำไม เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชเพราะอะไร

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจนะ เราเกิดมาเพื่อเป็นผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ ผู้ที่เสียสละเท่านั้นถึงจะไม่มีความทุกข์ ผู้ที่จะเป็นผู้เอาคือผู้ที่มีความทุกข์ เป็นผู้ที่ไม่อิ่มไม่พอไม่เพียงพอ มีความบกพร่องอยู่เป็นนิจ ดังคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ท่านตรัสให้คติธรรมแก่ประชาชนแก่มหาชนให้รู้เข้าใจ เราจะได้เป็นผู้ให้ป็นผู้ที่เสียสละ อย่าเอาความหลงนำชีวิต อย่าไปเอาความผิดนำชีวิต อย่ามาเป็นผู้เอา ยังไม่ตายยังไม่สิ้นลมปราณก็เป็นเปรต เป็นผู้ไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ ไม่เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียง เราต้องรู้เข้าใจ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เพราะของมันมีเท่านั้น เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจเราจะได้เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอ เราจะได้เลี้ยงชีวิตชอบ เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ

 

เราคิดดูดี ๆ นะ ผู้มีความร่ำรวยทางวัตถุ ถ้าเราไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักเต็มไม่รู้จักพอก็ย่อมไม่มีความสุข ยิ่งผู้ที่มีความยากจนทางวัตถุ ก็ย่อมมีทุกข์ทวีคูณ ทุกข์ทางความยากจน ทุกข์ทั้งจิตใจไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ยังไม่ตายก็เป็นเปรตที่ยืนเดินนั่งนอน มันเป็นเปรตในปัจจุบันในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุผลนี้เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในอริยสัจสี่ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราทั้งหลายจะได้มีความสุข จะได้มีพระนิพพานในปัจจุบัน

 

๖. สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) ให้เรารู้ให้เราเข้าใจนะ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะไม่มีความเพียรชอบ เราคิดดูดี ๆ นะ คนเก่งคนฉลาดมีมาก แต่คนเก่งคนฉลาดนั้นมีความรับผิดชอบต่ำ มีความรับผิดชอบตกต่ำ ถึงจะเป็นคนเก่งคนฉลาด ถ้าความรับผิดชอบน้อย คนเก่งคนฉลาดนั้นก็เสียหายก็ต้องพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.นะ คนเก่งคนฉลาดนั้นก็ย่อมเป็นโรคไมเกรนนะ คนเก่งคนฉลาดนั้นก็ย่อมเป็นโรคไบโพล่า อารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเพราะไม่มีสติสัมปชัญญะเพราะความรับผิดชอบมันต่ำ คนเก่งคนฉลาดนั้นก็ได้รับความเสียหายก็ย่อมพังทลาย มีความทุกข์ทั้งกายมีความทุกข์ทั้งใจ มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย ความทุกข์นั้นเป็นโรคซึมเศร้า

 

เราต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่มีความฉลาดมาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ก็ต้องรับผิดชอบมาก ๆ เพื่อให้ความฉลาดและความเก่งนั้นก้าวไปด้วยความดีที่มีปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อความดีที่จะได้ก้าวไปเป็นความเพียรชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ สติสัมปชัญญะนั้นแหละจะเป็นตัวทำงาน เราต้องรู้เข้าใจ  มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะความสุขนั้นมันอยู่ที่ปัจจุบัน มันอยู่ที่ความดีและปัญญาก้าวไปด้วยปฏิปทาที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

๗. สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) สติกับสัมปชัญญะให้เรารู้ให้เข้าใจ สติคือความสงบ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา สติและสัมปชัญญะนี้ให้เรารู้ให้เข้าใจ สติสัมปชัญญะนั้นคือตัวรู้ทุกข์ รู้เหตุทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ สัมมาสมาธิกับสัมปชัญญะนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีสัมมาสติเราก็มีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสัมปชัญญะเราก็มีสัมมาสติมันก็คืออันหนึ่งอันเดียวกัน สติสัมปชัญญะนี้เป็นคุณเป็นอุปการคุณ สติสัมปชัญญะนั้นถึงมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เราทุกคนพากันมารู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ เอาปัจจุบันนี้เป็นการประพฤติการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของเราและมหาชน ตั้งอยู่ในสัมมาสมาธิ เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่มีสติมีสัมปชัญญะ

 

เราทั้งหลายมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาผู้ที่บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านปีหลายอสงไขยได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ไปบอกความแก่ประชาชนกรของโลกให้รู้เข้าใจ เพื่อเป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่มีทางอื่นใดที่จะดับทุกข์ได้ เราจะดับทุกข์ได้ด้วยความรู้ความเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ทุกสิ่งุทกอย่างนั้นก็จะเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน ที่เป็นการทำความดีเพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นความถูกต้อง ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากเป็นคนดี ทำความดีเพื่อยากจะเป็นคนดีมันเป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ

 

เราทั้งหลายมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาท่านตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า "หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 106,053