๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
เราทุกคนพากันเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยของความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ความแก่เจ็บตายพลัดพราก เนื่องมากจากเหตุจากปัจจัย เมื่อมีเหตุแล้วก็ต้องมีปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปนั้นถึงมี เราต้องพากันมารู้เหตุรู้ปัจจัย สิ่งที่มันผ่านมาแล้ว มันเกษียณแล้วมันแก้ไขไม่ได้ สิ่งที่เป็นอนาคตที่อยู่เบื้องหน้านั้นมันก็ปฏิบัติไม่ได้เพราะมันอยู่ที่อนาคต
ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ อดีตที่ผ่านมาหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึงให้เรารู้ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้คือการประพฤติการปฏิบัติของเรา
อดีตที่ผ่านมาก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องของเหตุเรื่องของปัจจัย ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราทั้งหลายต้องพากันมารู้ทุกข์ มารู้เหตุเกิดทุกข์ มารู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มารู้เรื่องการประพฤติการปฏิบัติของเรา การประพฤติการปฏิบัติของเรานี้มันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน
ถามว่าปฏิบัติอย่างไร..? ปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ใจของเราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ที่ใจรู้ใจเข้าใจ ใจมีปัญญา ใจมีสัมมาทิฏฐิ ที่ใจมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ถึงมีการที่ปฏิบัติถูกต้อง
เราต้องพากันปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ นี้คือการประพฤติการปฏิบัติของเรา นี้มันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นหนทางเดินของชีวิตด้วยอาศัยกรรม อาศัยกฎแห่งกรรม จะได้เป็นอริยมรรคทั้งทางกายทางวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุข ใจที่มีปัญญา ใจที่มีความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะทำให้ทุก ๆ คนมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง จะได้เอาความดีพร้อมทั้งปัญญาปฏิบัติควบคู่กันไป ความดีและปัญญานี้แยกกันไม่ได้ ที่จะต้องเป็นปฏิปทาของเราทุก ๆ คน คำว่าปฏิปทานั้นคือการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง
ผู้มีปัญญาก็ต้องเอาความดีนำชีวิต ผู้ที่เป็นคนดีก็ต้องเอาปัญญานำชีวิต ความดีและปัญญาต้องก้าวไปพร้อม ๆ กันอย่างนี้ถึงจะเป็นทางสายกลางระหว่างการพัฒนาวัตถุกับจิตใจเพื่อเป็นทางสายกลาง ทางสายกลางนี้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความสงบและปัญญาถึงจะเป็นทางสายกลาง
เราทุกคนต้องมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ความสุขนั้นคือความไม่มีทุกข์นะ ถ้ามีความทุกข์แล้วความสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้ ความไม่มีทุกข์คือความสุข เมื่อเรามีความสุขไม่มีความทุกข์ถึงจะมีความสงบ
ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกันนะ ถ้าเรามีความสุขเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็มีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเมื่อไหร่เมื่อนั้นเราก็มีความสุข
การดำเนินชีวิตของเรา เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเอาความสุขนำชีวิต ทำไมเราถึงเอาความสุขนำชีวิต เพราะอันนี้เป็นความถูกต้อง นี้มันเป็นหลักการที่เป็นกรรม ที่เป็นกฎแห่งกรรมแล้วก็จะเป็นผลของกรรม ที่เป็นกรรมดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี ที่ทำความดีเพื่อความดีเพราะเห็นความดีเป็นความถูกต้อง ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี การทำความดีนั้นจะเอาความอยากนำไม่ได้ เพราะความอยากนั้นเป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนนั้นต้องรู้ว่าความดีนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือความดี เรามีปิติมีความสุขเอาความดีและปัญญานำชีวิต เพื่อเอาความสงบและปัญญา เป็นสติสัมปชัญญะ
เราไม่ต้องเอาความทุกข์นำชีวิต
ความทุกข์คืออะไรล่ะ..? ความทุกข์คือตัวความอยากความต้องการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเราจะได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ ไม่ใช่ทำความดีเพื่อตัวเพื่อตน เดี๋ยวมันจะเสียหายมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย มันจะเป็นเช่นนั้น
อริยมรรคเป็นหนทางดำเนินชีวิตที่แสดงออกทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้มารวมลงที่ใจ ที่ใจมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่ใจมีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี
ด้วยเหตุผลนี้ ใจของเราทุกคนต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ของกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มารวมลงที่ใจ ที่ใจรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องมายกเลิกความทุกข์ ยกเลิกด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อไม่เอาความอยากนำ เพื่อเอาสติสัมปชัญญะนำ เอาปัญญาบริสุทธิคุณนำไม่ต้องมีความทุกข์อีกต่อไป
เราประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างการพัฒนาวัตถุกับการพัฒนาจิตใจ เพื่อให้วัตถุกับใจได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เป็นทางสายกลาง ทางวัตถุเราก็พัฒนาด้วยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยอาศัยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ทางจิตใจก็ต้องพัฒนาให้ใจของเราเกิดปัญญา เพื่อปัญญากับวัตถุนั้นจะได้ไปพร้อม ๆ กัน
เราพัฒนาวัตถุพัฒนาวิทยาศาสตร์ได้รับความสะดวกความสบายจากการพัฒนาวัตถุด้วยอาศัยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เมื่อเราไม่พัฒนาใจ ใจของเราก็จะหลงในความสุข หลงในความสะดวกความสบาย หลงในวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุผลนี้ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องพากันมาสงบมาก ๆ ถ้าผู้ปัญญามาก ๆ ไม่สงบแล้วมันจะฟุ้งซ่าน รถดี ๆ เครื่องบินดี ๆ เรือดี ๆ ก็ต้องมีเบรกดี ๆ เพื่อความสมดุล ถึงจะเกิดการเซฟตี้ ผู้มีปัญญามาก ๆ ๆ ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ๆ ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ๆ ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละมาก ๆ ๆ ๆ เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ ทั้งปัญญาทั้งความสงบ วัตถุกับจิตใจต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เพราะนี้คือกรรมนะ นี้มันคือกฎแห่งกรรม นี้มันคือผลของกรรม ความสุขความไม่มีทุกข์อยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เรามีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง มันอยู่ที่ปัจจุบันนี้นะ ไม่ได้อยู่ที่อดีตที่อนาคต
ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องของร่างกาย เราต้องมารู้เข้าใจในเรื่องจิตในเรื่องใจ กายนี้คือธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เราต้องรู้เข้าใจเพื่อให้ใจของเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องเข้าใจในเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากเหตุ เกิดจากปัจจัย เกิดจากกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม
เรามารู้มาเข้าใจ เราจะได้ประพฤติปฏิบัติในปัจจุบัน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะได้จบลงที่ปัจจุบัน เพื่อวัฏจักรจะได้จบลงที่ปัจจุบันนี้ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เราทุก ๆ คนมารู้ทุกข์ มารู้เรื่องเหตุเกิดทุกข์ มารู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ที่มันเกิดปัญหามันจะได้เป็นปัญญา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน เพราะสิ่งต่าง ๆ นั้นมันจะจบได้ก็เพราะเรารู้เข้าใจ เพราะเราประพฤติปฏิบัติ เกิดจากเหตุที่เราได้ประพฤติได้ปฏิบัติ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีความรู้ถ้าเราไม่ปฏิบัติมันก็ไม่ได้ เรามีความรู้แล้วเราต้องประพฤติปฏิบัติ
ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นความสงบและเป็นปัญญา เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา ความสงบและปัญญานี้จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้จลงที่ปัจจุบัน ให้เรารู้เข้าใจ เมื่อเรามีกายมันก็ต้องมีใจ ให้รู้อย่างนี้ ให้เรารู้เข้าใจ เมื่อมันมีตามันก็รูป มีหูก็มีเสียง มีจมูกก็มีกลิ่น มีลิ้นก็มีรส มีกายก็ย่อมมีสัมผัส มีใจก็มีความรู้สึกนึกคิด ให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนรู้เข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะได้หยุดลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ให้เป็นความสุข ความสุขกับความสงบนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกันนะ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสุขมาก ๆ ความสุขนั้นแหละคือความสงบ ความสงบนั้นแหละคือความสุข ความสุขนั้นคือความพอเพียงเพียงพอ
ถ้าเรารู้เข้าใจว่า เรามีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากจากไปเป็นธรรมดา เราก็มีความสุขในความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก ความสุขนั้นแหละใจของเรามันจะสงบ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราไม่ยินดีไม่พอใจในความแก่เจ็บตายพลัดพราก เราก็ไม่มีความสุข เพราะเราไม่ต้องการ เราไม่ชอบ เราไม่พอใจ ใจของเราก็ย่อมมีความทุกข์ ใจของเราไม่มีความสุข ใจของเราเลยไม่สงบ ให้เรารู้ให้เข้าใจ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านให้เรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราไม่อยากให้มันแก่มันเจ็บมันตายมันพลัดพรากมันก็ย่อมมีความทุกข์ เพราะเราไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางปัญญา เราต้องรู้เข้าใจเรื่องความแก่เจ็บตายพลัดพราก เพื่อจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิทางปัญญา
หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ภาวนาวิปัสสนา ท่านถึงให้เราทุกคนมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อความรู้ความเข้าใจนั้นจะได้เป็นพื้นเป็นฐานทางจิตทางใจไว้ภาวนาอยู่เสมอ ว่าเรามีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของธรรมชาติ เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เราจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางปัญญาของเรา เราทั้งหลายถึงจะมีสติมีสัมปชัญญะ
เราทุกคนต้องพากันรู้มาเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ในเรื่องความแก่เจ็บตายพลัดพราก ความเข้าใจนี้มันจะเป็นสมถะวิปัสสนา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ
เราทุกคนจะไม่ได้ตามผัสสะที่มันเป็นความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก เราจะได้หยุดความแก่เจ็บตายพลัดพรากลงที่ปัจจุบัน เราจะไม่ได้ผัสสะที่มันเกิดขึ้นทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ จะไม่ได้ตามรูปตามเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ลาภยศสรรเสริญสุขทุกข์ เราจะไม่ได้ตามสิ่งนั้นไป
เราจะรู้เข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่มาเกี่ยวข้องกับเรา ที่มันเป็นปัญหาจะได้เป็นปัญญา ที่มีนเป็นปัญญาจะได้เป็นความสงบ ที่มันเป็นความสงบจะได้เสียสละ เราจะได้รู้เข้าใจที่มันเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เราพากันมามีความสุขในการดำเนินชีวิตด้วยความรู้ความเข้าใจ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานที่รู้เข้าใจ เป็นนิพพานชั่วขณะ ไม่ใช่นิพพานที่ถาวร
เรารู้เข้าใจ เรื่องของความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรนะ นี้มันเป็นเรื่องธรรมดา เรามีการภาวนาวิปัสสนา ภาวนาด้วยความรู้ความเข้าใจ เรามาทำบ่อย ๆ ปฏิบัติบ่อย ๆ เหมือนคติธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสถามพระอานนท์ว่า อานนท์เอย อานนท์ระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระอานนท์ได้ทูลตอบว่า ระลึกถึงความตายวันละพันครั้งพระเจ้าค่ะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านกับพระอานนท์ให้รู้เข้าใจว่า เราต้องภาวนาให้เป็นปกติด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบัน ไม่ให้ความปรุงแต่งมันปรุงแต่งจิตใจของเราได้ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เรามารู้มาเข้าใจเราจะได้เอาปัญหาเรื่องความแก่เจ็บตายพลัดพรากนั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ
เราพากันมาให้ทานมาเสียสละ ทำไมถึงว่าอย่างนั้น เรารู้เรื่องความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากอันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่จะตื่นเต้นอะไร อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เรายอมรับเราพอใจในเรื่องกรรม ในเรื่องกฎแห่งกรรม ในเรื่องผลของกรรม ถ้าเราไม่รู้เข้าใจ มันก็จะไปของมันไปเรื่อย เราต้องรู้เข้าใจ
เรามาระลึกถึงคติธรรมที่เป็นประวัติศาสตร์ เพื่อเราจะเอาประวัติศาสตร์นั้นมาพัฒนาใจของเรา
ในสมัยพุทธกาล ลาภสักการะได้เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก พวกนอกศาสนาพุทธมีความเสื่อมลาภ ประชาชนเค้าไม่เคารพสักการะ เค้าไม่ให้ทาน ไม่ให้ความเคารพนับถือ จึงเกิดความริษยา จึงคิดกันว่า เพราะอาศัยพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์มากทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ลาภสักการะเสียงสรรเสริญเยินยอของพวกเราถึงได้เสื่อมไป ควรที่จะฆ่าพระเถระโมคคัลลานะเสีย
จึงได้จ้างวานโจร มหาโจร พวกโจรพวกมหาโจรทั้งหลายจึงได้ไปล้อมกุฏิพระเถระ พระโมคคัลลานะก็หนีไปด้วยอิทธิปาฏิหารย์ของอิทธิฤทธิ์ ทางรูกุญแจเล็กนิดเดียวก้หนีไปได้ หนีไปทางช่อฟ้าหลังคากุฏิก็หนีไปได้ จนสุดท้าย ท่านพิจารณาด้วยปัญญาว่านี้คือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรมที่ท่านได้ก่อไว้ทำไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน ท่านได้ระลึกชาติผลบาปอดีตที่ผ่านมา ที่ท่านเคยทุบตีบิดามารดาถึงแก่ความตาย เพราะไปหลงภรรยา ภรรยาบอกให้ฆ่าบิดามารดา เราเอาตัวเอาตนนำชีวิต เรามีตาก็มีแต่ตาเนื้อตาหนังไม่มีตาปัญญา หลงตัวลืมตาย หลงกายลืมแก่ หลงผัวหลงเมียลืมพ่อลืมแม่ หลงตัวหลงตนทำให้เกิดวัฏฏสงสาร ทำให้เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม ในชาตินี้ท่านโมคัลลานะท่านถึงได้ถูกทุบตี จากพวกโจรจากพวกมหาโจรทั้งหลาย ท่านปล่อยวางให้โจรทั้งหลาย ให้ทุบตีกระดูกแหลกละเอียด เพราะเราทุกคนเกิดมาจะเหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรมไปไม่ได้
พระมหาโมคคัลลานะเมื่อถูกโจรมหาโจรทุบละเอียด ท่านถึงใช้อภิญญาประสานกระดูกด้วยการเข้าฌาน เพื่อไปเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลลาปรินิพพานและปรินิพพาน พวกโจรพวกมหาโจรถูกพระเจ้าอชาติศัตรูจับได้ และจับนักนอกพระพุทธศาสนา เพราะตัวตนนั้นคือบุคคลไม่มีพระศาสนา เพราะว่าพระศาสนานั้นคือธรรมะ ธรรมะคือพระศาสนา พระศาสนานั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน
พระราชาให้ฆ่าอย่างทรมานกับพวกชนเหล่านั้น พระภิกษุประชุมกันว่า กรรม คือการถูกฆ่าของพระมหาโมคคัลลานะไม่สมควรเลย พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
พระพุทธเจ้าเมื่อทรงทราบ ทรงตรัสว่า กรรมที่โมคคัลลานะ สมควรแล้ว ทรงตรัสเล่าเรื่องในอดีตกาลว่า สมัยหนึ่ง มีกุลบุตรเลี้ยงมารดาบิดาอยู่ผู้เดียว มารดาบิดาผู้ตาบอด สงสารบุตร จึงนำภรรยามาให้ แต่เพราะภรรยาเป็นคนพาล เพียงอยู่ด้วยกัน ๒-๓ วันก็ไม่อยากให้บิดา มารดาของกุลบุตรผู้นั้นอยู่ จึงกล่าวว่า บอกกับสามีว่า บิดามารดาของท่านทำไม่ดี สามีไม่เชื่อ จึงใส่ร้ายโดยการทำพื้นสกปรก และกล่าวหาว่าบิดามารดาทำ สามีที่เป็นอดีตชาติของพระมหาโมคคัลลานะเชื่อ จึงหาอุบาย โดยการกล่าวกับบิดามารดาผู้ตาบอดว่า จะพาไปเยี่ยมญาติ ระหว่างทาง แกล้งทำเป็นเสียงโจร เพราะความรักลูก ของบิดามารดา จึงไล่ให้ลูกชายหนีไป ส่วนกุลบุตรนั้นก็ทุบตีบิดามารดาจนถึงแก่ความตาย ด้วยกรรมนั้นทำให้ท่านตกนรกอเวจีเป็นเวลานานถึงแสนชาติแสนปี และถูกทุบตีตายเวลาเป็นเวลายาวนานถึง ๑๐๐ ชาติ
มารดาบิดาได้ยินเสียงนั้น ด้วยสำคัญว่า "พวกโจรซุ่มอยู่" จึงกล่าวว่า "ลูกเอ๋ยแม่และพ่อแก่แล้ว เจ้าจงรักษาเฉพาะตัวเจ้า (ให้พ้นภัย) เถิด" เขาทำเสียงดุจโจรทุบตีมารดาบิดา แม้ผู้ร้องอยู่อย่างนั้นให้ตายแล้ว ทิ้งไว้ในดง แล้วกลับไป
พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของพระมหาโมคคัลลานะนั้นแล้วตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะ ทำกรรมประมาณเท่านี้ ไหม้ในนรกหลายแสนปี ด้วยวิบากที่ยังเหลือ จึงถูกทุบตีอย่างนั้นนั่นแลละเอียดหมด ถึงมรณะ สิ้น ๑๐๐ อัตภาพ ...
เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องกรรม ในเรื่องกฎแห่งกรรม ในเรื่องผลของกรรม เพื่อเราจะได้พัฒนาปัญญา ใจของเราทุกคนจะได้เป็นใจที่มีปัญญา เราทุกคนจะได้หยุดความทุกข์ทางจิตใจ เราจะได้มีความสุขทางจิตใจ รู้ความจริงในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุของความทุกข์ เราทั้งหลายจะได้พากันมีความสุข เราจะไม่ได้มีความทุกข์ เรามีความสุขด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มันเป็นผ่านปัญหาที่ผ่านมาจะได้เป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาจะได้เป็นความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบเราจะได้เสียสละ เรามามีความสุขในการทำความดีบำเพ็ญบารมี เพื่อเป็นทั้งความดีทั้งปัญญาก้าวไปด้วยทางสายกลาง เป็นการพัฒนาวัตถุกับการพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน
เราพากันรู้พากันเข้าใจ ทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ ต้องมาแก้ที่ตัวของเราเอง ต้องมาปฏิบัติที่ตัวของเราเองทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุข ให้เรารู้เข้าใจ อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน เราต้องก้าวไปด้วยปิติด้วยความสุขเอกัคคตา สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาให้มันเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาจะได้เป็นความสงบ จะได้หยุดความฟุ้งซ่าน เราต้องรู้เข้าใจ ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เราถึงจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ที่ผ่าน ๆ มาแล้วก็แล้วไป เพราะมันผ่านมาแล้วเกษียณมาแล้วให้เอาที่ปัจจุบัน
ให้เราพากันมามีความสุขในการทำธุรกิจหน้าที่การงานทั้งกายวาจากิริยามารยาทให้มีความสุข พัฒนาวัตถุด้วยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาใจให้กับสมถะวิปัสสนา สองอย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กันให้เป็นทางสายกลาง เพื่อเป็นปฏิปทาของเราทุก ๆ คน
ให้เรามีความสุขในการพัฒนาใจ ทั้ง ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ความดีและปัญญามันจะก้าวไปเป็นปฏิปทาในปัจจุบัน ในชีวิตประจำวัน ที่เป็นความสุขไม่มีความทุกข์ ความสุขกับความสงบนั้นจะเป็นพระนิพพาน พระนิพพานคือความไม่มีทุกข์ ผู้ที่ไม่มีความทุกข์ได้ก็ต้องรู้เข้าใจด้วยอาศัยความรู้คู่กับกาประพฤติการปฏิบัตินี้ที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านมีเมตตาตรัสว่าครั้งสุดท้ายในการที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
การบรรยายพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเช้าของวันที่ ๑๒ นี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา