๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๑๓ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

อดีตที่ผ่านมาแล้วก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็จะไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัย เพราะว่าปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต เราต้องมีสติคือความสงบ เราต้องมีสัมปชัญญะคือตัวปัญญา ความสงบและปัญญาต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ความเข้าใจกับการประพฤติการปฏิบัติจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

เรามีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ทำไมเราถึงมีความสุข เพราะเหตุผลว่านี้เป็นการพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน จะว่าความสุขก็ได้ เพราะความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการประพฤติการปฏิบัติที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อที่จะเป็นคนดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เป็นการทำงานเพื่องาน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นการเข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน เป็นนิพพานชั่วขณะ เรารู้เข้าใจเรื่องศีลเรื่องสมาธิเรื่องปัญญาที่เป็นหลักการของพระนิพพานชั่วขณะ

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วถ้าหลายวันหลายเดือนหลายปีแล้วมันลืม ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วมันจะไม่ลืม เพราะความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์มันจะไม่ลืม มันจะเป็นปัจจุบันธรรม ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นความรู้ยกเลิกทุกข์ ยกเลิกเหตุเกิดทุกข์ ยกเลิกข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความรู้ความเข้าใจนี้จะยกเลิกทุกข์ ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นความสุข สุขเพราะความรู้ความเข้าใจ เพราะรู้เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นธรรมเป็นสภาวธรรมที่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี รู้เหตุรู้ปัจจัยอย่างนี้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ถึงหยุดด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายถึงจบลงที่ปัจจุบันจบลงที่ผัสสะ ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ไม่ไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ สิ่งทั้งหมดนี้จะจบลงที่ปัจจุบัน สิ่งที่เป็นปัญหานั้นจะเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญานั้นจะเป็นความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบจะเป็นความเสียสละ จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน เรามารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ การประพฤติการปฏิบัติถึงต้องปฏิบัติในปัจจุบัน เป็นความรู้ความเข้าใจเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรมผลของกรรม กรรมทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม ด้วยเหตุผลนี้ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ท่านถึงให้เรามีสติเป็นพื้นฐาน มีความรู้ความเข้าใจเป็นพื้นฐาน ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นไม่ได้ ใจของเราต้องรู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะในปัจจุบัน เพื่อความสงบและปัญญาจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน การปฏิบัตินั้นถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะในการยืนเดินนั่งนอน เพื่อให้สติและสัมปชัญญะนั้นก้าวไปพร้อมกัน

 

มนุษย์เราถ้ามีสติมีสัมปชัญญะถึงจะเป็นผู้มีศีลมีสมาธิมีปัญญา ถึงจะเป็นผู้มีอนัตตา ไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน ถึงจะเป็นพุทธะ ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ถึงเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มารวมลงที่ใจที่ปัจจุบัน เป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้ อยู่ที่เข้าใจ เมื่อรู้เข้าใจถึงจะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน ใจที่มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นใจที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นใจที่มีปัญญา เป็นใจที่รู้ปัญหาหยุดปัญหา เอาปัญหามาให้เป็นปัญญา เอาความทุกข์เป็นความสุข เอาวิกฤตให้เกิดโอกาส เอาความแก่เจ็บตายพลัดพรากมาเป็นความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ หรือจะว่าพระนิพพานก็ได้ มันเป็นนิพพานชั่วคราวชั่วขณะ

 

เรามองเห็นด้วยปัญญาว่าความแก่เจ็บตายพลัดพรากนั้นเป็นสาเหตุเป็นปัจจัยให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เราเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ให้เราเอาปัญญานั้นมาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละความแก่เจ็บตายพลัดพรากนั้นก็จะเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน สิ่งที่เป็นคุณก็จะกลายเป็นโทษ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อเราจะไม่มีความทุกข์กับการแก่เจ็บตายพลัดพราก เราต้องขอบใจความแก่เจ็บตายพลัดพรากที่เปิดโอกาสให้เราได้ประพฤติได้ปฏิบัติ เพื่อให้เราได้รู้เข้าใจ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจในเรื่องความแก่เจ็บตายพลัดพรากที่เป็นข้อสอบ เราจะตอบด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นการหยุดความปรุงแต่ง ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจมันจะกลายเป็นความสงบ ความสงบที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจมันจะกลายเป็นความสุข ตัวผู้รู้ของเราถึงต้องมีปัญญา ผู้รู้ของเรามีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ตัวสงบมาก ๆ ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อให้สติและสัมปชัญญะก้าวไปพร้อมกันที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา ที่เป็นอนัตตา ไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน

 

เราทุกถึงมามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมทุกอิริยาลถให้ชัดเจน เพื่อจะได้โฟกัสในปัจจุบัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบมาก ๆ เพื่อมีสติสัมปชัญญะชัดเจน ผู้มีความสงบมาก ๆ ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อจะได้ก้าวไปด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อให้ปัญญาและความดีก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในจะไม่ได้ครอบงำใจ ครอบงำสติ ครอบงำสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่เป็นใจผู้รู้ ใจที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

อานาปานสติใช้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติของเราทุก ๆ คน เพราะลมหายใจนั้นมีอยู่กับลมทุก ๆ คน ตั้งแต่วันเกิดถึงวันหมดอายุขัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ใช้หลักการอานาปานสติ เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อให้สติสัมปชัญญะของเรานั้นสมบูรณ์ เราพากันมาหายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย หายใจเข้าให้มีความสุข หายใจออกให้มีความสุข หายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป

 

ถ้าเรารู้เข้าใจ เรามีสติสัมปชัญญะบุคคลนั้นจะมีออกซิเจนไปในตัว จะปล่อยวางความรู้ความเข้าใจที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ปล่อยวางสิ่งที่เสียออกไปด้วยความรู้ความเข้าใจ สติสัมปชัญญะถึงเป็นออกซิเจนนะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นการปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เราต้องรู้เข้าใจ เราถึงจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เหมือนคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ท่านตรัสคติธรรมให้กับประชาชนชาวไทยและชาวโลกให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายขจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพยงพอไม่มากเกินไม่น้อยเกิน

 

เราคิดดูดี ๆ นะ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม การปรุงแต่งของเราถึงมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มี เราถึงรู้เข้าใจเรื่องในอริยสัจสี่ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เราจะได้จบลงด้วยความรู้ความเข้าใจ จบลงด้วยสติสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะจบลงหที่ปัจจุบันจบลงที่ผัสสะ เราทั้งหลายจะไม่ได้ตามธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒

 

เราต้องรู้เข้าใจ อานาปานสติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกว่าเอามาใช้ทุกอิริยาบถนั้นดีนะ ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธิเพื่ออบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

หลวงปู่มั่นสอนว่า หลักการประพฤติการปฏิบัติเราใช้หลักการอานาปานสติทุก ๆ อิริยาบถ ไม่ใช่เฉพาะตอนนั่งสมาธินะ หายใจเข้าให้สบายหายใจออกให้สบาย หายใจเข้าก็ท่องในใจว่าพุทธ หายใจออกท่องในใจว่าโธ สติกับสัมปชัญญะนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียง การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพราะเห็นว่าหน้าที่นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่ประกอบด้วยปัญญา ปัญญาประกอบด้วยความดี การทำหน้าที่นั้นต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ยกเลิกความอยากความต้องการ ยกเลิกความไม่อยากความไม่ต้องการ เพราะความอยากความต้องการมันเป็นความปรุงแต่ง ความไม่อยากไม่ต้องการคือความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นผู้ที่มีความปรุงแต่งให้รู้เข้าใจ ถ้าเรามีความปรุงแต่งเราจะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นการหยุดความปรุงแต่ง

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าความปรุงแต่งนั้นคือความทุกข์ มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย สติสัมปชัญญะนั้นเป็นการหยุดความปรุงแต่ง เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ถ้าเรารู้เราเข้าใจ เราอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาก้าวไปด้วยปฏิปทา การทำอะไรด้วยความรู้ความเข้าจ ทำติดต่อต่อเนื่อง ตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าการทำอะไรด้วยความรู้ความเข้าใจที่ติดต่อต่อเนื่องอย่างมีความสุขที่มีความสุข อย่างเร็วก็ ๗ วัน อย่างกลางก็ ๗ เดือน อย่างนานสุดก็ไม่เกิน ๗ ปี ให้เรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องปัญหา ปัญหานั้นจะเป็นปัญญา ปัญญานั้นจะเป็นความสงบ ความสงบจะเป็นการเสียสละ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ พระอรหันต์ขีณาสพทุก ๆ ประเภทถึงเข้าใจเรื่องอริยสัจ ๔ เป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ที่ว่าพระอรหันต์ไม่หลงลืมเพราะท่านรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพราะใจท่านมีปัญญา ใจท่านไม่มีปัญหา ปัญหาต่าง ๆ นั้นเกิดปัญญา ปัญญาเกิดความสงบ ความสงบเป็นการเสียสละ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ เราเกิดมาเพื่อมารู้มาเข้าใจ เกิดมามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาเพื่อเอาธรรมนำชีวิต เพื่อเดินทางสายกลางระหว่างปัญญากับความสงบ ระหว่างวัตถุและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ระหว่างจิตใจที่เรารู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป เราเกิดมาเพื่อมารู้แจ้งโลก รู้แจ้งธรรม เพื่อมารู้เรื่องโลกธรรม ไม่ให้โลกมันทำร้ายเรา ไม่ให้โลกธรรมมันทำร้ายเรา เพราะเรารู้เข้าใจ จะได้เอาโลกที่ปัญหานั้นมามเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาเสียสละมีปิติมความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้เพราะยกเลิกความทุกข์ จะว่าความสงบก็ได้เพราะความสุขกับความสงบมันก็คืออันเดียว จะว่าไม่มีทุกข์อะไรเลยก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้เป็นพระนิพพานชั่วคราวชั่วขณะ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจนะ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ ยิ่งแก่ยิ่งเฒ่าก็ย่อมมีความทุกข์ เราจะมีความทุกข์ในเมื่อแก่นะ ให้เรารู้เข้าใจ ต้องต้งอมีความสุขในเมื่อก่อน ให้เรารู้เข้าใจนะ จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ เพราะมันเป็นปัญญา ปัญญานั้นเป็นความสงบ ไม่มีความฟุ้งซ่าน ลาก่อนความฟุ้งซ่านที่ท่องเที่ยวกันมานานหลายภพหลายชาติ เป็นเวลานานเหลือกเกิน

 

การปฏิบัติเราต้องรู้เข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ อาชีพคือความรู้ความเข้าใจ อาชีพนี้คือสติคือสัมปชัญญ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะอาชีพนั้นจะไม่มีความทุกข์ อาชีพที่ไม่มีความทุกข์คืออาชีพอะไรล่ะ อาชีพที่เรายกเลิกตัวยกเลิกตน อาชีพที่เรามีสติสัมปชัญญะ นี้คืออาชีพที่ไม่มีความทุกข์

 

การปฏิบัติธรรมะนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นอริยมรรค อริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจรู้เข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่อยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ว่างจากสิ่งที่ไม่มีจะมีประโยชน์อะไร คนตายจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจจะมีประโยชน์อะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่นั้นจะได้จบลงด้วยความรู้ความเข้าใจ ความแก่ความเจ็บความตายพลัดพรากจะได้จบลงที่ความรู้ความเข้าใจ

 

เราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นมาที่ตัวของเราเอง เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติแทนกันได้  เราดูตัวอย่างแบบอย่างขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญพุทธบารมีตั้งหลายล้านชาติท่านเน้นตัยของท่านเอง พระอรหันต์ขีณาสพเมื่อก่อนท่านก็เป็นสามัญชนได้ฟังพระธรรมเทศของพระบรมศาสดาท่านก็เน้นตัวของท่านเอง เราเป็นใครเราก็ต้องเน้นที่ตัวเรา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติที่ตัวเรา คนอื่นก็ให้เป็นเรื่องของคนอื่น

 

เราทุกคนต้องทำหน้าที่ของเรา เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ให้มีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ หรือจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าพระนิพพานก็ได้ เพราะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้ จะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มาประพฤตมาปฏิบัติเพื่อเป็นมรรคเป็นผลเป็ฯพระนิพพานที่เน้นอยู่ที่ปัจจุบัน เราจะได้มีหลักการมีอุดมการณ์อุดมธรรม ชีวิตของเราจะไม่ได้เสียหายจะไม่ต้องพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้นอยู่กลางกรุงเทพมหานคร แผ่นดินไหวอยู่ห่างไกลจากประเทศไทย ห่างไกลเป็นพันกิโล ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่า ด้วยเราเอาความไม่ถูกต้องนำชีวิต เอาทุจริตนำชีวิต ด้วยไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ตึกสตง.นั้นถึงต้องเสียหายต้องพังทลายทั้งที่ตึกอื่นใหญ่กว่าสูงกว่านั้นมีมากเค้าไม่พังทลายเพราะเค้าได้มาตรฐานได้มอก. ความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราไปเอาความหลงนำชีวิตไปเอาความผิดนำชีวิต ชีวิตนี้ก็ย่อมพังทลายต้องเสียหาย

 

เราทุกคนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้จักปัญหา เราอย่าสร้างปัญหาให้กับตัวเอง อย่าหาเรื่องหาราวให้กับตัวเอง ไม่มีเรื่องก็ไปสร้างเรื่องสร้างราว ไม่มีปัญหาก็ไปสร้างปัญหา แล้วก็ว่าตัวเองมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มีเลย เราต้องพากันรู้เข้าใจปัญหา เพื่อเราจะแก้ที่ตันเหตุ ไม่ใช่ไปแก้ที่ปลายเหตุ มาแก้ที่ความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจ มาแก้ที่ความรู้ความเข้าใจ จะไม่ได้เอาความปรุงแต่งนำชีวิต จะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต เดี๋ยวชีวิตนี้มันจะพังทลายอย่างเดียวกันกับตึก สตง.

 

เรามามีปิติสุขในอริยมรรคที่เป็นปัจจุบัน ที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ที่มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มาครอบงำใจของเรา ใจของเรามารู้ทุกข์อย่างนี้ มารู้เหตุเกิดทุกข์ มารู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์อย่างนี้ เราจะได้เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ให้เรารู้เข้าใจนะ ถ้าความอยากความไม่อยากมันจะทำให้ช้าทำให้เร็ว การมารู้เข้าใจถึงเป็นการหยุดกาลหยุดเวลา ผู้ที่ยกเลิกตัวตนถึงยกเลิกกาลยกเลิกเวลานะ ผู้ยกเลิกตัวตนด้วยทานศีลภาวนาถึงผู้เป็นยกเลิกกาลยกเลิกเวลา ไม่มีกาลไม่มีเวลา มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ

 

นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ นักวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาวัตถุก็ต้องพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาทั้งหลายถือเนกขัมมะบารมีก็ต้องรู้เข้าใจ ต้องเอาทั้งจิตใจเอาทั้งวิทยาศาสตร์ไปพร้อมกันเป็นทางสายกลางถึงจะไม่มีโลกส่วนตัว ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจผู้ปฏิบัติผู้บำเพ็ญภาวนาทางใจก็จะเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติเป็นเพียงหินทับหญ้า

 

เราต้องรู้เข้าใจว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมท่านตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ทีรู้เข้าใจเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม ความรู้ความเข้าใจนี้จะจบลงที่ปัจจุบันด้วยการเอาความรู้มาประพฤติมาปฏิบัติจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบชลงที่ผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม  ท่านให้เอาอริยมรรคที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ ต้องมีความสงบมาก ๆ ต้องรู้เข้าใจ ผู้มีความสงบมาก ๆ ต้องเสียสละถึงจะก้าวไปเป็นทางสายกลางเป็นสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ความสุขหรือความไม่มีทุกข์ถึงมีอยู่ทุกแง่ทุกมุมทั้งกายวาจากิริยามายาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ความสุขกับความสงบมีนก็คืออันหนึ่งอันเดียวกัน จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ ให้รู้เข้าใจ นี้มันคือสติสัมปชัญญะ นี้มันคือสมณะที่ ๑ ที่ ๒  ที่ ๓ ที่ ๔

 

ให้รู้ให้เข้าใจ เพราะมันคือความสงบคือปัญญา เป็นพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ในอานคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ มันไกลเหนือเกิน มันดับทุกข์ไม่ได้มันแก้ปัญหาไม่ได้ ให้รู้เข้าใจ อย่างเรานั่งสมาธิเราหายใจเข้าสบายออกสบาย หายใจเข้าก็รู้หายใจออกกรู้ หายใจเข้าก็รู้ว่าไม่แน่ไม่เที่ยง

 

 หายใจออกก็รู้ว่าไม่แน่ไม่เที่ยง หายใจเข้าใจหายออกก็รู้ว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ต้องรู้เข้าใจ เราอย่าไปเอาอะไร ความเอาความไม่เอานี้คือความปรุงแต่งให้รู้เข้าใจ ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะไม่ใช่การปฏิบัติธรรม มันเป็นการปฏิบัติเพื่อตัวเพื่อตน ตัวเราของเรา ตัวกูของกู ตัวสูของสู ที่ท่านหลวงตามหาบัวท่านตรัสว่า  ถ้าเราเอาตัวตนนำชีวิตเราเป็นคนบ้านะ หลวงตาบัวว่า เป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้า มันเป็นบักผีบ้าอีผีบ้า เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชผีบ้า เป็น กกต. สตง. ปปง. ปปช. ผีบ้า มันเสียหาย ท่านหลวงตามหาบัวท่านตรัสว่าตัวตนมันเหม็นสามแดนโลกธาตุ ให้เรารู้เข้าใจ

 

อดีตที่ผ่านไปแล้วเกษียณไปแล้วไม่มีใครเอากลับคืนมาได้ ท่านให้เราปล่อยเราวาง มีความสุขในการปล่อยการวาง อย่าให้กรรมเก่ามันตามเราได้ อย่าให้กรรมเก่าตามเราทัน เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สิ่งที่ยังไม่ถึงเป็นอนาคตเราก็อย่าไปพะว้าพะวงเอาปัจจุบันนี้แหละ ให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ เรามีความสุขในกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ยกเลิกความไม่ถูกต้อง ยกเลิกตัวตน เอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ พระนิพพานไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อย่าไปคิดอย่างนั้น มันแก้ปัญหาไม่ได้

 

เราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นวาระของการประพฤติการปฏิบัติ มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญจะได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนี้มันขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ

 

ให้เราประพฤติปฏิบัติในปัจจุบันนี้แหละ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นพื้นฐานของอนาคต เราเอาความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ยกเลิกอัตตาตัวตน เรามาทำงานเพื่องาน มีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการปฏิบัติธรรม ปัจจุบันเราถึงต้องไม่มีความทุกข์อะไร ให้เรารู้ให้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราอย่าไปสนใจเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ ให้เรารู้เข้าใจ เราอยู่ที่ไหนก็ให้เรารู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้ทำหน้าที่เอาความดีและปัญญาก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา

 

ทางยุโรปเค้าพัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาวัตถุไปไกลกว่าทางเอเชีย ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจในทางสายกลางไปพัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อตัวเพื่อตน ทำอย่างไรมันก็แก้ปัญหาไม่ได้

 

เมื่อสมัยหกสิบกว่าปีก่อน ท่านพระอาจารย์สุเมโธท่านเกิดที่อเมริกา ที่ประเทศพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาวัตถุ ทำอย่างไรมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ ท่านถึงเดินทางมาทางเอเชียเพื่อพัฒนาจิตใจ ท่านไปยังประเทศอินเดียเนปาลศรีลังกาพม่ามาที่ประเทศไทย มาบวชที่ประเทศไทย มาอยู่ประพฤติปฏิบัติกับหลวงปู่ชา สุภัทโทแห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มาปฏิบัติใหม่ ๆ นักวิทยาศาสตร์จะเอาความสุขกับทางกาย เอาความสุขกับทางวัตถุมันก็ไม่สงบ หลวงปู่ชาถึงให้คติธรรมว่า วัดหนองป่าพงเป็นทุกข์ หรือว่าพระสุเมโธเป็นทุกข์

 

การประพฤติการปฏิบัติต้องเอาทางสายกลาง พัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เราต้องรู้เข้าใจ อันหนึ่งปัญญาอันหนึ่งความสงบ ความสงบและปัญญาต้องไปพร้อม ๆ กัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบเพื่อจะได้ยกเลิกความทุกข์ ยกเลิกความฟุ้งซ่าน ผู้มีความสงบก็ต้องเสียสละเพื่อก้าวไปด้วยข้อวัตรกิจวัตรเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา

 

พระอาจารย์สุเมโธรู้เข้าใจถึงบางอ้อ อยู่กับท่านหลวงปู่ชาเป็นเวลาร่วม ๑๐ ปี หลวงปู่ชาถึงบอกท่านอาจารย์สุเมโธว่าถึงเวลาแล้วต้องเอาธรรมะพระธรรมคำสั่งสอนกลับไปทางยุโรป เพื่อไปบอกอริยสัจ ๔ เพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์กับการพัฒนาใจต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

ท่านหลวงปู่ชา เดินทางส่งพระอาจารย์สุเมโธผู้ไปเผยแผ่ ทางประเทศอังกฤษเค้าก็ดีใจ เพราะการเผยแผ่นั้นเอาทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง

 

คนที่ประเทศอังกฤษมีการถามว่า การบำเพ็ญบารมีเป็นพระพุทธเจ้ากับเป็นพระอรหันต์อันไหนมันดีกว่ากัน ถามท่านหลวงปู่ชา ท่านหลวงปู่ชาตรัสว่า การประพฤติการปฏิบัติเราต้องรู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินี้มันเป็นหน้าที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

เราต้องรู้เข้าใจ เพราะความอยากความไม่อยากนั้นมันเป็นความปรุงแต่ งเราต้องรู้เข้าใจอย่าไปอยากเป็นอะไรเลยมัน เพราะความอยากนั้นเป็นความทุกข์ มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป  อยากเป็นพระพุทธเจ้าเราก็อย่าไปอยากเป็นมัน อยากเป็นพระอรหันต์เราก็อย่าไปอยากเป็น เพราะอยากมันเป็นความทุกข์

 

ให้เรารู้เข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้บำเพ็ญภาวนาทางจิตทางใจก็ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เอาทั้งวิทยาศาสตร์เอาทั้งใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง

 

หลวงปู่ชาได้พูดให้คติธรรมเพื่อให้เกิดปัญญาในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ นี้เป็นคติธรรมที่ดีมาก

 

ให้เราทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้เป็นห่วงเราทุก ๆ คนว่าอย่าได้พากันประมาท เพราะความประมาทมันคือความผิดพลาดคือความเสียหายท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมในปัจจุบันไว้เถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

Visitors: 108,090