๑๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย ให้มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าหายใจออกให้สบายมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม พากันนั่งฟังธรรมที่เป็นพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเราจะได้รู้ได้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
เพื่อให้รู้ให้เข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะได้พากันดำเนินชีวิตไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ครอบงำจิตใจ ครอบงำสติ ครอบงำปัญญา เราจะได้เอาปัญญานำชีวิต เราจะได้เอาปัญญามาใช้มาปฏิบัติ เอาปัญญามาประพฤติมาปฏิบัติให้เป็นความสงบ เอาความสงบเสียสละ เพื่อเป็นศิลปะชีวิต เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นความงามในเบื้องต้นท่ามกลางและสูงสุดด้วยความรู้ความเข้าใจ
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม กรรมที่เกิดจากกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ใจของเราต้องรู้เข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม ใจของเราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง
เราพากันมามีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานของการประพฤติการปฏิบัติ สติสัมปชัญญะคือความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุจากการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ระหว่างจิตใจที่รู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ที่ใจมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ใจที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นใจที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจนั้นมันเป็นความรู้ความเข้าใจ เข้าใจอะไร เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เข้าใจอย่างนี้ ความเข้าใจนั้นถึงไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นก็จะลืม เพราะความจำนั้นมันตั้งอยู่ในขันธ์ สัญญาขันธ์
ความรู้ความเข้าใจนี้จะหยุดอดีตที่ผ่านมาด้วยความรู้ความเข้าใจ จะไม่ได้สร้างปัญหาในอนาคต ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา ผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ ผู้นั้นจะเป็นผู้มีศีลมีสมาธิมีปัญญา สิ่งที่เป็นปัญหาก็จะเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาก็จะเป็นความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบก็จะเป็นการเสียสละ จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ไม่ได้เอามาเพิ่ม ไม่ได้ตัดออก เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม
ความสุขกับความสงบเป็นความหมายอย่างเดียวกัน ให้เราทำความเข้าใจ ถ้าเรามีความสุขเราก็มีความสงบ ถ้าเรามีความสงบเราก็มีความสุข เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ให้เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะความสุขนั้นเป็นความสงบ ความสงบนั้นเป็นความสุข อริยมรรคมีองค์แปดให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
เรามารู้มาเข้าใจ เรามาทำความดีเพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ให้มีความสุขในการทำความดี เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราอย่าไปทำความดีเพราะเราอยากเป็นคนดี ความอยากและไม่อยากนั้นให้เรารู้ให้เข้าใจ เพราะความอยากไม่อยากนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ ไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ มันเป็นความอยากความไม่อยาก นั้นคือความทุกข์ มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มี
ความปรุงแต่งเป็นความทุกข์นะ ความปรุงแต่งนั้นไม่ใช่ความสุขนะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ความปรุงแต่งนั้นจะเกิดไม่ได้ เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่มากไม่น้อย ด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องพากันมาเจริญสติสัมปชัญญะเป็นพื้นเป็นฐาน เอาสติและปัญญาเดินควบคู่กันไปเป็นพื้นฐาน มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอน อิริยาบถทั้ง ๔ อิริยาบถย่อยกินดื่มเคลื่อนไหวต่าง ๆ เราต้องมีสติสัมปชัญญะเป็นพื้นฐาน มีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะเป็นพื้นฐาน จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ เพราะ ๒ อย่างมันคืออันเดียวกัน จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานปัจจุบันชั่วขณะ
เราต้องรู้เข้าใจ ศีลสมาธิปัญญาที่ยกเลิกอัตตาตัวตนที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะนั้นเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ นั้นมันอนาคต มันดับทุกข์ไม่ได้ พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันที่เรารู้เข้าใจ การให้ทานรักษาศีลทำสมาธิเจริญปัญญาที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นการพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่ทำความดีเพราะอยากเป็นคนดี ทำความดีเพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นการเสียสละ ไม่ได้ตัดออก ไม่ได้เอามาเพิ่ม มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความสงบ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้นั้นมันเป็นพระนิพพานในปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เราทุกคนพากันรู้เข้าใจ เราจะได้พากันอยู่ที่พระนิพพาน พระนิพพานคือสติคือสัมปชัญญะ ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี เป็นสิ่งที่ว่างจากธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นความว่าง เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพื่อเราจะได้รู้เข้าใจ เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้เข้าใจ เพราะเรามีตารูปมันถึงมี เรามีหูเสียงมันถึงมี เรามีจมูกกลิ่นมันถึงมี เรามีลิ้นรสมันถึงมี เรามีกายถึงมีสัมผัส เรามีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิดมีเจตสิกต่าง ๆ เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ จะได้เอาสิ่งที่มันเป็นปัญหามาเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญามาเป็นความสงบ เพื่อเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นพระนิพพานที่เป็นความรู้ความเข้าใจที่ย่นย่อลงมาเป็นสติสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจในสิ่ง ๒ อย่าง คือภายนอกคือภายในที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย สติสัมปชัญญะนั้นแหละจะเป็นตัวหยุด เป็นตัวที่ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน การเจริญสติสัมปชัญญะเพื่อเป็นพื้นเป็นฐานในการก้าวไป เพื่อให้เป็นความดีและปัญญา ผู้มีความรู้มาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ เพื่อสติสัมปชัญญะ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละเพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ ความสุขความไม่มีทุกข์นี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม ผู้ที่มีตัวรู้ตัวผู้รู้ต้องมีสติสัมปชัญญะ เพื่อให้ตัวผู้รู้ตัวความรู้นั้นอบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อไม่ให้ไปตามแรงเหวี่ยงแห่งกรรมที่เป็นกรรมทางกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ
เราต้องรู้เข้าใจ เมื่อเรามีธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ เรายังมีลมปราณ เรายังไม่ละสังขาร เรายังมีลมปราณอยู่ เราก็ต้องมีตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้นั้นถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ผู้มีตัวรู้ตัวผู้รู้มาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะเราก็มีแต่ความรู้ ไม่มีการประพฤติการปฏิบัติ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นการประพฤติถึงเป็นการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติถึงอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อจะหยุดตัวผู้รู้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ผู้มีความรู้มาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ สงบด้วยการมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีความสุขในสติรู้ตัวทั่วพร้อม จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ เพราะนี้มันคือการอบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาที่จะก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา
การประพฤติการปฏิบัติของเราถึงต้องมีความสุข ความหมายของความสุขนั้นไม่มีความทุกข์ ถ้ามีความสุข ทุกข์ก็ไม่ได้ ให้เข้าใจอย่างนี้ ถ้ามีความทุกข์ สุขนั้นก็จะไม่มี ความสุขความทุกข์นั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาความสุขทางใจ เพราะกายวาจากิริยามารยาทเป็นอุปกรณ์ของใจ ให้เรารู้ให้เข้าใจ ถ้าใจของเรามีความสุขทุกอย่างนั้นก็จะไม่มีปัญหา รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณนั้นจะไม่มีปัญหา จะมีแต่ปัญญา เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ นี้มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะนะ นี้มันเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะเดินทางไกลระยะทางมันไกลเราต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์ ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบิน ทางทะเลทางมหาสมุทรก็อาศัยเรือขนาดใหญ่ในการเดินทาง เราจะเดินทางข้ามวัฏฏสงสารเราก็ต้องอาศัยยานเพื่อข้ามวัฏฏสงสาร เราต้องพากันรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นพันพระธรรมขันธ์เป็นยานสำหรับในการเดินทาง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ให้เรามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน คำว่าความสุขคือไม่มีความทุกข์ ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขตลอดไป เราต้องรู้ต้องเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เราต้งพากันรู้พากันเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ อาชีพของเราคือมีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการปฏิบัติธรรม ความสุขนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ความสุขนั้นเป็นความสงบ เป็นพระนิพพาน ความสุขนั้นหยุดกาลหยุดเวลา ไม่มีกาลไม่มีเวลา เพราะเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มีความปรุงแต่ง เห็นความดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากเป็นคนดี ทำความดีเพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำความดีเพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา จะเป็นความสุข ความสุขกับความสงบนั้นคืออันเดียวกัน ทานศีลสมาธิปัญญาที่เรารู้ที่เราเข้าใจถึงเป็นพระนิพพาน พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีสติมีสัมปชัญญะให้ดี ๆ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานจะเป็นการหยุดกรรมและไม่สร้างกรรม การเจริญสติสัมปชัญญะนั้นมันเป็นการหยุดกรรม ไม่สร้างกรรม สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดกรรม ไม่สร้างกรรม จะเป็นความสุขจะเป็นพระนิพพานในปัจจุบันเป็นชั่วขณะ ๆ ไป ด้วยความรู้ความเข้าใจ
ตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผล เพราะการกระทำกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ จะเป็นชิพฝังอยู่ในขันธ์ในสัญญาขันธ์ให้เรารู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสหลักการว่า กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อโฟกัสลงที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพให้มีความสุขในการทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเป็นความดีและปัญญาก้าวไป การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๗ วันจะได้ผลสำหรับผู้มีสติสัมปชัญญะติดต่อต่อเนื่อง สำหรับผู้มีสติสัมปชัญญะปานกลาง ๗ เดือน สำหรับผู้มีสติสัมปชัญญะอ่อนติดต่อต่อเนื่องกัน ๗ ปี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ให้เรารู้เข้าใจ ในเรื่องการประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครมาประพฤติมาปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้ นี้เป็นเรื่องเฉพาะตน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราอย่าปล่อยโอกาสผ่านไป ปล่อยให้เวลามันผ่านไป ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อศีลสมาธิปัญญาจะได้ทำหน้าที่ทำงาน เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในอริยมรรค ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่ตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราตั้งใจตั้งเจตนา เอาสมมติสัจจะที่เค้าแต่งตั้งเรา เค้าแต่งตั้งให้เราเป็นมนุษย์เราก็ต้องเป็นมนุษย์ มนุษย์คือผู้รู้ผู้เข้าใจ คือผู้มีปัญญา เอาปัญญามาใช้มาปฏิบัติเพื่อให้เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเพื่อให้เป็นสติสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็จะไม่ได้เป็นมนุษย์ เราก็จะเป็นได้แต่เพียงคน คำว่าคนนี้หมายถึงไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เลยไปตามผัสสะของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ไปตามผัสสะ ไปตามสิ่งแวดล้อม เป็นการวกไปวนมา เดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ในที่เดิม ย่ำต๊อกอยู่ในที่เดิม เค้าถึงมีคำศัพท์ว่าคนคนคน
มนุษย์นี้คือผู้รู้ผู้เข้าใจในอริยสัจสี่ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้ เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในความเสียหาย รู้เข้าใจในความไม่ถูกต้อง ความไม่ถูกต้องมันต้องการความเสียหายต้องเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทยที่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลอยู่ที่ประเทศพม่าศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ระยะทางห่างจากกรุงเทพฯร่วมพันกิโลเมตร ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินสูง ๓๐ กว่าชั้นพังทลาย เพราะความไม่ถูกต้อง เพราะความทุจริต เพราะความผิด เราเทียบเคียงดูมองดู ตึกใหญ่กว่าสูงกว่ามีมากหลายสิบตึกเค้าไม่พังทลายไม่เสียหายเพราะความถูกต้องเค้ามีมากเพียงพอ ความไม่รู้ไม่เข้าใจมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เราคิดดูดี ๆ นะ ผู้มีทรัพย์มาก ผู้มียศตำแหน่งใหญ่ตำแหน่งสูง ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ ใจนั้นมันก็ไม่สงบ เพราะใจไม่รู้ไม่เข้าใจ ใจไม่รู้ไม่เข้าใจนี้มันจะเป็นใจที่บกพร่อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเปรียบอุปมาอุปมัยให้ฟังเหมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันบกพร่องอยู่เป็นนิจ เป็นคนรวยเป็นผู้มีอำนาจก็ต้องมีความสุข เพราะไม่รู้จักพอ เป็นคนจนก็ยิ่งทุกข์ทั้ง ๒ อย่าง ทุกข์เพราะความยากจนทุกข์เพราะความไม่มี ทุกข์ ๒ อย่างทวีคูณเลย ให้รู้เข้าใจ สติสัมปชัญญะนี้แหละ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ เรารู้เข้าใจว่าความดับทุกข์ของเราทุกคนมันอยู่อย่างนี้อยู่ที่ปัจจุบันนี้ จะว่าความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ ที่มันอยู่ที่ปัจจุบัน เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้เข้าใจ มันจะทุกข์ทั้งกายทุกข์ทั้งใจ ทวีคูณแห่งความทุกข์ เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้เข้าใจเราจะพากันมาทุกข์เมื่อร่างกายแก่ ร่างกายเจ็บป่วย ร่างกายที่พลัดพราก เราต้องพากันมารู้เข้าใจปัญหา เพื่อปัญหาเนื่องมาจากธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นี้จะได้หยุดปัญหา เราจะได้ก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยสติสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาความสงบและปัญญาไปพร้อม ๆ กัน สติสัมปชัญญะจะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นความพอดี เป็นออกซิเจนให้กับกายให้กับใจ จะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถอนความยึดมั่นถือมั่นเพื่อเอาของเสียออกจากกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ยกเลิกนิติบุคคล ยกเลิกตัวตน ให้เรารู้ให้เข้าใจ หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความหมายของความสุขคือไม่มีความทุกข์ เมื่อมันผ่านไปแล้วเราก็ปล่อยก็วางเพราะมันผ่านไปแล้วเกษียณไปแล้วเพื่อให้สติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน คือสติสัมปชัญญะ ให้การทำงานทางกายวาจากิริยามารยาทใจจะได้อบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาที่เป็นปฏิปทา เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เป็นการทำงานเพื่องาน เป็นการทำสมาธิเพื่อสมาธิ
อย่างเรานั่งสมาธินี้นะ ให้เรารู้เข้าใจ เรานั่งสมาธิ เรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็ให้สบาย คำว่าสบายนั้นหมายถึงไม่มีความทุกข์ หายใจออกให้สบาย คำว่าสบายหมายถึงไม่มีความทุกข์ หายใจเข้าเพื่อจะเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายหล่อเลี้ยงร่างกาย หายใจออกให้สบายเพื่อเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป ให้เรารู้เข้าใจ ให้เราเอาความสบาย เราอย่าไปอยากให้มันสงบ เพราะความอยากความไม่อยากมันคือความปรุงแต่ง มันคือนิวรณ์
ให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจไม่ได้นะ
เราต้องรู้เข้าใจ เราทำสมาธิเพื่อความสบาย ไม่ใช่เพื่อจะมาเอามามีมาเป็น เราทำเพื่อมีความสุขในหน้าที่ เพราะเห็นว่านี้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ อย่าไปหวังผลตอบแทน หัวใจเราต้องยกเลิกผลตอบแทนนะ หัวใจมีผลตอบแทนเค้าเรียกว่านายทุน ลงทุนทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเพื่อหวังผลตอบแทน นี้มันเป็นการทำความดีเพื่อหวังผลประโยชน์นะ ไม่ใช่สติสัมปชัญญะ เราต้องรู้เข้าใจหายใจเข้าใจออกมันไม่แน่ไม่เที่ยงมันเข้าไปแล้วก็ออกมามันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นอาคันตุกะสัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม ให้เรารู้เข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นพระนิพพาน เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เราอยู่ที่ไหนให้เรารู้ให้เข้าใจ อยู่ที่ไหนถ้าเรามีสติสัมปชัญญะนั้นแหละคือเรามีพระนิพพาน ให้เรารู้ให้เข้าใจ พระนิพพานคือสติสัมปชัญญะคือบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ
เรามาระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประเสริฐ ที่ท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านปีหลายอสงไขยเป็นบริสุทธิคุณ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน ให้รู้เข้าใจ บริสุทธิคุณไม่หวังผลอะไรตอบแทนคือสติสัมปชัญญะ เพื่อจะได้เอาพระธรรมพระวินัยที่เป็นกิจที่ควรทำ อกรณีกิจกิจที่ไม่ควรมทำด้วยความรู้ความเข้าใจ พระธรรมพระวินัยถึงเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ
เรามาลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา