๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๘ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเอาไปใช้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องมีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นความสงบและปัญญาเดินไปพร้อม ๆ กัน เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน พัฒนาใจพัฒนาวัตถุด้วยปัญญาและความสงบ

 

ทุกคนพากันเข้าใจในหน้าที่ของตัวเราเอง ผู้มีปัญญานั้นมีมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ผู้ที่เป็นคนดีนั้นมีมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ทำให้การประพฤติการปฏิบัติไม่ติดต่อต่อเนื่อง การประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องกันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เมื่อเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมามันก็อยู่ที่เดิม การประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เราทุกคนถึงพากันมารู้ปัญหา ปัญหาของเรา ความดีและปัญญาไม่ได้ติดต่อต่อเนื่อง มันเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

พวกเราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารับผิดชอบมากกว่านี้ สัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบ เพื่อเราทุกคนจะได้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง ความสุขกับความสงบนั้นมันคือสิ่งเดียวกัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ถ้าเรามีความสุข ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี อริยมรรคคือการประพฤติคือการปฏิบัติ เราทุกคนต้องมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ เราทุกคนต้องไม่มีความทุกข์ในการประพฤติในการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักทุกข์ ทุกข์มันมาจากไหน ทุกข์มาจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ สุขมันมาจากไหน สุขมันมาจากความรู้ความเข้าใจ ทุกข์นี้มาจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ สุขนี้มาจากความรู้ความเข้าใจ เราต้องมารู้ความทุกข์ มารู้ความสุข มันมาจากใจของเรานี้เอง เราไปคิดเองเออเอง เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจในเรื่องนี้ เราจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความสุขความทุกข์นี้แหละอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่ใจของเรานี้เอง ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราปฏิบัติในปัจจุบัน เอาความรู้กับการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน ให้เรารู้ให้เข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นอุปกรณ์ของใจนะ ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ใจของเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้เป็นธรรมะที่มีอุปการะมาก เป็นธรรมะที่มีอุปการคุณ

 

เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะเราจะทิ้งปัจจุบัน เราจะอยู่กับอดีตอยู่กับอนาคต ปัจจุบันเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เอาปัญหานี้มาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อเราจะไม่ได้ไปตามผัสสะไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม เพื่อจะไม่ได้ไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราถึงต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ของเราดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา

 

ความรู้ความเข้าใจอาศัยสติสัมปชัญญะอบรมบ่มอินทรีย์ที่ประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เราทั้งหลายจะได้พากันว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องรู้ต้องเข้าใจในความว่าง เมื่อเรามีตาก็ย่อมมีรูป มีหูก็ย่อมได้ยินเสียง มีจมูกก็ต้องได้กลิ่น มีลิ้นก็ต้องได้รส มีกายก็ต้องมีสัมผัส มีใจก็ต้องมีจิต มีเจตสิกต่าง ๆ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยที่เป็นภายนอกภายในสิ่งนี้มันถึงมี สิ่งนี้ก็เป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในเรื่องความว่างอย่างนี้

 

เราทุกคนต้องมีสติมีปัญญา เราทุกคนต้องมีปัญญา ต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราจะหยุดสิ่งเหล่านี้ได้ก็เพราะความรู้ความเข้าใจ ปัญหาก็จะได้เกิดปัญญา ปัญญาก็จะได้เกิดความสงบ ความสงบจะได้เกิดการเสียสละที่เป็นสติและเป็นสัมปชัญญะ เราจะก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ การปฏิบัติถึงต้องติดต่อต่อเนื่องที่เป็นกระบวนการเป็นกระแสของพระนิพพาน เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี เรารู้เราเข้าใจ เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นมันจะมีประโยชน์อะไร คนตายจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายมันจะมีประโยชน์อะไร พระนิพพานถึงเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พวกเราเข้าใจ มามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความเข้าใจอย่างนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ สิ่งที่เป็นปัญหานั้นแหละจะเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาจะได้เป็นความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบจะได้เสียสละ พระนิพพานคือความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ในปัจจุบัน ด้วยอาศัยความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่อง การปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องจะเป็นการหยุดกาลหยุดเวลา ไม่มีกาลไม่มีเวลา เป็นการจบลงที่ความรู้ความเข้าใจ การให้ทานรักษาศีลทำสมาธิเจริญปัญญาถึงเป็นการดับไม่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่อนาคต ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่หวังผลอะไรตอบแทน ถ้าเราหวังผลอะไรตอบแทนมันคือความปรุงแต่ง ทำความดีต้องไม่หวังผลตอบแทนถึงจะไม่มีความปรุงแต่ง ท่านไม่ให้เราทำความดีเพื่อต้องการผลประโยชน์ตอบแทน มนุษย์เทวดาพระพรหม ไม่รู้อริยสัจสี่ ไม่รู้ไม่เข้าใจ ทำอะไรทำความดีเพราะต้องการผลประโยชน์ตอบแทน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราทำความดีอย่าไปหวังผลอะไรตอบแทน ทำความดีถ้าเราหวังผลอะไรตอบแทนไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ มันยังเป็นความปรุงแต่งอยู่ การประพฤติการปฏิบัติธรรม การทำหน้าที่เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ทำอะไรไม่หวังอะไรตอบแทน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่อย่างเดียว นี้ถึงจะเป็นความดับไม่เหลือที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ การให้ทานรักษาศีลทำสมาธิเจริญปัญญา ถึงจะเข้าถึงพื้นฐานถึงจะเข้าถึงพระนิพพาน เราทำหน้าที่ที่มีความสุข ไม่มีความปรุงแต่งอะไร เราทำหน้าที่ของเราให้มีความสุข คำว่าความสุขนี้คือไม่มีความทุกข์ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าไม่มีทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เพราะเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ มันอนาคต มันไม่ใช่ปัจจุบัน มันยังใช้งานไม่ได้ มันแก้ปัญหาไม่ได้ มันเป็นการสร้างปัญหา เราให้ทานอย่างมีความสุข เรารักษาศีลอย่างมีความสุข เราทำสมาธิอย่างมีความสุข เราเจริญปัญญาอย่างมีความสุขอย่าไปหวังอะไรตอบแทน เพราะความอยากความต้องการมันเป็นการปรุงแต่ง มันเป็นวัฏฏสงสาร มันยังต้องการผลประโยชน์ตอบแทน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจแล้วก็มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเราก็ฟังคำว่าความสุข ความสุขก็คือไม่มีความทุกข์ ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการให้ทาน มีความสุขในการรักษาศีล มีความสุขในการทำสมาธิ มีความสุขในการพัฒนาปัญญา มันก็คือความสุข ความรู้ความเข้าใจไม่หวังผลอะไรตอบแทนอย่างนี้ถึงจะเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาของพุทธะ

 

คำว่าพุทธะนี้คือความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่หวังผลอะไรตอบแทนเรียกว่าพุทธะ ถ้าเราต้องการผลอะไรตอบแทนนี้ยังไม่ใช่พุทธะนะ อย่างเราเรียนหนังสือที่มีความสุขอย่างนี้แหละ ความทุกข์มันก็จะไม่มี การเรียนหนังสือนั้นก็จะเป็นพระนิพพาน ทำไมเราเรียนหนังสือถึงไม่มีความทุกข์ เราจะไปทุกข์มันทำไม เพราะทุกข์มันลำบาก เรามีความสุขในการเรียนหนังสือ เพราะเราต้องมารู้ทุกข์ เราจะไปทุกข์ทำไม เพราะความทุกข์มันเป็นความไม่สบาย ความทุกข์มันเป็นการตกนรกทั้งเป็น มันเผาเราทั้งขึ้นทั้งล่องเลย เราจะไปตกนรกมันทำไม เราจะไปเป็นคนบ้า เป็นคนผีบ้า เป็นบักผีบ้าอีผีบ้า ไปตกนรกทั้งเป็นทำไม เราต้องเข้าใจในเรื่องทุกข์ เราต้องมีความสุขในการเรียนการศึกษาอย่างนี้ เราต้องมีความสุขในการทำงานในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีความสุขในการทำงาน เพราะความสุขมันไม่มีความทุกข์ เราต้องเข้าใจอย่างนี้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ อย่าพากันฟุ้งซ่าน ต้องมีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ งานทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพต้องมีความสุข เมื่อมันผ่านไปแล้วเราก็ปล่อยก็วาง เพราะมันผ่านไปแล้วเกษียณไปแล้ว ถึงจะดีจะชั่วจะผิดจะถูกอะไรก็ช่างหัวมัน เอาเหมือนคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านให้คติธรรมว่า ช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เมื่อมันผ่านไปแล้วเกษียณไปแล้วก็ปล่อยก็วาง เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิมาใช้มาปฏิบัติ

 

การดำเนินชีวิตของเราทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ใจที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ใจที่รู้ปัญหา ปัญหานั้นกลับกลายเป็นปัญญา เป็นปัญญานั้นเป็นความสงบ ความสงบนั้นเป็นความเสียสละ เราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องขอบใจความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากต้องขอบใจเค้ามาก ๆ นี้เป็นข้อสอบ เป็นโจทย์เป็นข้อสอบ เราจะได้ตอบด้วยความรู้ความเข้าใจ ตอบด้วยมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ให้เอาปัจจุบันนี้ให้เป็นความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันอยู่ที่ปัจจุบัน อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เพื่อปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา ปัญญานั้นจะได้เป็นความสงบ ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคตทั้ง ๔ ด้วยความรู้ควมเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยข้อวัตรข้อปฏิบัติที่เป็นการเสียสละให้ทาน เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา

 

เราอย่าไปทำอะไรเพื่อหวังอะไร เรามาดำเนินชีวิตด้วยความดับไม่เหลือของวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ ให้เรารู้ให้เข้าใจ ถึงมันจะอร่อยจะแซบจะลำจะนัวจะหรอยก็ช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เราต้องมาจบกันด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

มนุษย์เราถึงต้องมีหลักการดำเนินชีวิตที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาวันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานที่มีความสุขพัฒนาวัตถุกับพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน การทำงานกับการปฏิบัติธรรมต้องเอา ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน ไปพัฒนาแต่เรื่องจิตเรื่องใจอย่างเดียว พากันถือเนกขัมมะบารมีไม่เอาความสุขจากภายนอก เอาความสุขจากเรื่องจิตเรื่องใจ พากันไปเจริญสติเจริญสัมปชัญญะให้ใจสงบ มนุษย์เราต้องรู้เข้าใจ อย่างเราเจริญสติสัมปชัญญะนี้ให้ใจอยู่กับกายด้วยสติด้วยสัมปชัญญะให้มีความสุขอยู่กับกาย ให้ใจอยู่กับเวทนาให้มีความสุขอยู่กับเวทนา เวทนาจะเป็นความสุขความทุกข์ให้ถือว่าเป็นเรื่องของกาย แต่ใจของเรานั้นต้องมีความสุขอยู่กับเวทนา เวทนามันจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน เราต้องมีความสุขในเวทนานั้น ๆ ใจของเราต้องมีปัญญา ใจของเราต้องไม่สุขไม่ทุกข์กับเวทนา ใจของเรามีปัญญา

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจนะ มีคนส่วนใหญ่พากันมีปัญหาในใจว่า ความตายนั้นไม่กลัว แต่กลัวเวทนา เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพ การที่เราไม่อยากแก่อยากเจ็บอยากตายไม่อยากพลัดพราก นี้คือความคิดที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพนะ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องเวทนา ให้เข้าใจเรื่องปัญหา ถ้าไม่มีเวทนาไม่มีปัญหาเราก็จะไม่มีปัญญานะ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องมีความสุขในเวทนานั้น ๆ เพราะความสุขก็คือไม่มีความทุกข์นั้นแหละ เราจะไปเป็นทุกข์ทำไม มันอยากแก่อยากเจ็บอยากตายอยากพลัดพราก็แล้วแต่ธาตุขันธ์อายตนะ เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนใจของเราต้องมีความสุข เพราะเราต้องรู้เข้าใจ

 

เราต้องรู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรมนะ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้มันเป็นอานิสงส์ของอวิชชาของความหลงนะ เราได้สร้างบาปสร้างกรรมสร้างเวรสร้างภัย เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องกรรมเรื่องผลของกรรม เวทนานี้มันเป็นผลของกรรม ด้วยเหตุผลนี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราพิจารณาให้เป็นปฏิปทาให้ความรู้ความเข้าใจได้ติดต่อต่อเนื่องกันว่าเรามีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นธรรมดาเพราะอันนี้มันเป็นผลของกรรมของเราทุก ๆ คน ไม่มีใครอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือผลของกรรม เราต้องมีความสุขในทุกขเวทนา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากมันเป็นสากล มันเป็นเหมือนกันทุก ๆ คนนั่นแหละ ไม่มีใครยกเว้น เราต้องมีความสุขในการเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก เพราะความสุขนั้นคือความไม่มีทุกข์ จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ให้เรารู้ให้เข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ จะครอบงำจิตใจของเรา จะครอบงำสติปัญญาของเรา เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจ อวิชชาความหลงนี้มันจะครอบงำจิตใจของเรานะ เราพยายามมีความสุขกับการเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากให้มาก ๆ ต้องขอบใจความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก จะได้ให้เราทำใจมีความสุข เพื่อจะไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มันครอบงำจิตใจของเรา เพื่อปัญหาที่เกิดจากธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายนะ ๑๒ มาเป็นปัญญาเป็นความสุข จะว่าควาสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ ให้เรารู้ให้เข้าใจ

 

ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ไม่ได้นะ มันจะเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศ แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกล อยู่ที่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่มัณฑะเลย์ ระยะทางห่างกันร่วมพันกิโลเมตร ตึก สตง. อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ตึกสูงใหญ่ ๓๐ กว่าชั้น พังทลายเสียหาย เพราะสาเหตุเนื่องมาจากความไม่ถูกต้อง ความไม่ถูกต้องคือความเสียหาย มันถึงต้องพังทลาย ทั้ง ๆ ที่ตึกใหญ่กว่าสูงกว่าอยู่ในกรุงเทพมหานครมีหลายตึกเค้าไม่พัง เพราะเค้าได้มาตรฐานได้ มอก. เค้าทนแผ่นดินไหวได้

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อจะไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มันครอบงำจิตใจครอบงำสติปัญญาเรา เพื่อไม่ให้รูปเวทนาสัญญสังขารวิญญาณลาภยศสรรเสริญมันครอบงำจิตใจของเรา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจปัญหา เราจะได้หยุดปัญหา เพื่อเอาปัญญานำชีวิต เอาความรู้ความเข้าใจนำชีวิต เราจะก้าวไปทั้งความดีและปัญญา เพื่อดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ที่เป็นความสุขไม่ต้องไปทุกข์อะไร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เอาใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กันเลย มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราเอาปัจจุบันดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ทุกคนต้องทำความดีเพื่อความดีอย่างนี้ ไม่ได้ทำความดีเพราะต้องการผลประโยชน์ตอบแทน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านมีเมตตาตรัสว่า เรารู้เข้าใจต้องละเหยื่อในโลกนี้เพื่อมุ่งสันติเถิด ทำความดีเพื่อต้องการผลประโยชน์ตอบแทนมันคือผลประโยชน์ มันคือรายรับรายจ่าย มันคือกาลคือเวลา การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องมาหยุดกาลหยุดเวลา ทานศีลภาวนาคือเหตุคือปัจจัยที่หยุดกาลหยุดเวลา ไม่ต้องมาต้องการผลประโยชน์ตอบแทน เราต้องรู้เข้าใจ ผลประโยชน์ตอบแทนมันคือความแก่เจ็บตายพลัดพราก เราต้องรู้เข้าใจปัญหานะ ปัญหานั้นจะได้เกิดปัญญา ปัญญานั้นจะได้เกิดความสงบ ความสงบนั้นจะได้เกิดความเสียสละ เป็นดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติให้เรารู้ให้เข้าใจ

 

เรายกเลิกตัวตนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นออกซิเจนที่ดีมาก ๆ เลย การเสียสละตัวตนเป็นการปล่อยวางของเสียปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ไปในตัวให้รู้เข้าใจ เราต้องรู้ต้องเข้าใจอย่างนี้

 

การประพฤติการปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัยที่เป็นหลักการทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่มีความสุขนี้ถึงเป็นการเดินทางของพุทธะทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มารวมลงที่ใจที่มีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้

 

การที่เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินี้นั้นดีมากเลยนะ เป็นความดีและปัญญาเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เป็นเพื่อนเป็นเกลอกัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ คนดีและคนมีปัญญาต้องไปพร้อม ๆ กันในปัจจุบัน ความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความดีนั้นมันจะเป็นนิติบุคคลตัวตน คนดีนั้นถึงต้องเสียสละเพื่อไม่ให้มีทิฏฐิมานะ อัตตาตัวตน มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นของเราเป็นตัวตนของเรา สำคัญว่าตัวเองดีกว่าเขาเก่งกว่าเขา รวยกว่าเขา มียศมีตำแหน่งสูง มันเป็นมานะ ๙ ก้าวไปด้วยมานะทิฏฐิ นั้นเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ ทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนความสำคัญมั่นหมายที่ท่านหลวงตามหาบัว ท่านกล่าวไว้ว่า อันนั้นคือคนบ้า คนผีบ้า คนมีเชื้อบ้า ด้วยเหตุผลนี้แหละ เมื่อเราเป็นคนดีมาก ๆ เราต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อความดีนั้นจะได้เป็นปัญญา ปัญญากับความดีจะก้าวไปพร้อมกัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจมันจะระเบิดตัวของมันเอง ความดีนี้แหละมันระเบิดความดี เพราะทำความดีเพื่อหวังผลตอบแทนมันก็ต้องระเบิดตัวเอง มันเป็นกาลเป็นเวลาระเบิดตัวเองไปในตัว ธรรมะนั้นคือเป็นการหยุดกาลหยุดเวลา หยุดระเบิดตัวเอง เราทำความดีอย่างมีความสุข โรคอัลไซเมอร์ที่กำลังจะเป็นก็จะหายนะ ผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์แล้วจะดีขึ้น ความดีที่ประกอบด้วยปัญญาไม่หวังผลอะไรตอบแทน นี้แหละคือความดับไม่เหลือ นี้แหละคือทานศีลภาวนา นี้คือพระนิพพานในปัจจุบัน ให้เรารู้ให้เข้าใจ

 

เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจในการดำเนินชีวิตเพื่อให้ชีวิตของเราก้าวไปด้วยบารมีความดีและปัญญา

 

เรามาระลึกถึงบริสุทธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นทั้งคำสั่งและคำสอนเป็นกรณียกิจ เป็นอกรณียกิจเป็นกิจที่ควรทำและไม่ควรทำ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานไว้อย่างสมบูรณ์

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมของพระบรมศาสดาที่ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 108,098