๑๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

เมื่อเกิดขึ้น ก็ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป
เรามีตาก็เห็นรูป
เรามีหูก็ได้ยินเสียงนะ
มีจมูกก็ได้กลิ่นน่ะ
มีลิ้นเราก็ได้รสน่ะ
เรามีกายก็มีสัมผัสน่ะ
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปน่ะ

เราเกิดมา เราต้องมารู้มาเข้าใจ
มีความรู้ความเข้าใจแล้ว
ก็ไม่ตามผัสสะ ไม่ตามสิ่งแวดล้อม
เราจบลงที่ปัจจุบันนี้ล่ะ
ถ้าเรารู้เข้าใจอย่างนี้ มันก็ง่ายนะ
เรามามีความสุขในการประพฤติการปฎิบัติน่ะ

ความสุขกับความสงบ มันอันเดียวกัน
ถ้าเรามีความสุข มันก็ความสงบน่ะ
ถ้าเรามีความสงบก็มีความสุข มันแยกกันไม่ได้
ถ้าเรารู้เราเข้าใจ
เราก็มีความสุขในการประพฤติการปฎิบัติน่ะ

ศีล สมาธิ ปัญญา มันก็จะเป็นพระนิพพาน
พระนิพพาน คือ ความไม่มีทุกข์น่ะ
ความทุกข์ ยังไม่ตายก็ตกนรกทั้งเป็นแล้ว
เราต้องรู้เข้าใจ

พระพุทธเจ้าบอกให้เรารู้เข้าใจนะ
ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ เราจะมีความทุกข์นะ
เราต้องรู้เข้าใจ ช่างหัวเผือก ช่างหัวมัน
เหมือนมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ว่านะ
เราไม่อยากให้มันแก่ มันก็แก่
เราไม่ต้องไปคิดให้มันเป็นทุกข์น่ะ
ไม่อยากให้มันเจ็บ มันก็เจ็บ
ไม่อยากให้มันตาย ก็ตายน่ะ

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
ต้องขอบใจปัญหาจะได้มีปัญญา
เราต้องขอบใจปัญญา เราจะได้ความสงบน่ะ
เราต้องขอบใจความสงบ เราจะได้เสียสละน่ะ
เราทุกคนจะต้องมีความสุขอย่างนี้
เพราะความสุขมันอยู่กับเราในปัจจุบันแล้ว
ความสุขใจสบายใจ ไม่ต้องเป็นทาสของใครน่ะ

ตัวตนมันเป็นทาสน่ะ
มันเป็นทาสของธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟน่ะ
เป็นทาสของขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มันเป็นทาสน่ะ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
ทุกคนเราเป็นพระได้พอๆ กันน่ะ

พระ คือ ผู้รู้ ผู้เข้าใจน่ะ
พระ คือ ผู้เห็นภัยในความไม่ถูกต้องน่ะ
เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง
เดี๋ยวมันจะเสียหาย มันจะพังทลาย
เหมือนตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ของเมืองไทย ประเทศไทยน่ะ
แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกล พันกว่ากิโลน่ะ
อยู่ประเทศพม่าโน้นน่ะ
ความไม่ถูกต้องเป็นความผิดทุจริต
เอาความหลงนำชีวิต เค้าเรียกว่า ทุจริตน่ะ

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
เราจะได้ยกเลิกความไม่ถูกต้องน่ะ
เราต้องรู้เข้าใจ
เราจะได้มีความสุขในการทำหน้าที่
มีความสุขในการทำงาน

พุทธะบอกว่า
มีความสุขแล้ว อย่าไปขี้เกียจขี้คร้านนะ
เพราะว่ามันจะเป็นตัวเป็นตน
อย่างมากก็เป็นแค่สมาธิ แค่สมาบัติ
เมื่อมีความสุขแล้วก็ต้องเสียสละน่ะ

. . .

พระพุทธเจ้าบอกว่า
เราเกิดมา เพื่อมาเป็นผู้เสียสละน่ะ
มีความสุขในการเสียสละ
มีความสุขในการทำหน้าที่
มีความสุขในการทำงานน่ะ
อย่าไปโง่มาก ไม่มีความสุขในการทำงาน
เค้าเรียก คนผีบ้านะ

หลวงตาบัวบอกว่า
คนผีบ้าไม่มีความสุขในการทำงาน
คนผีบ้า บักผีบ้า อีผีบ้านะ

เราทุกคนเกิดมา…
ต้องมามีความสุขในการทำงาน ในการเสียสละ
เราไม่เสียสละ เราก็เป็นตัวเป็นตนน่ะ
ตัวตน คือ ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป
นอกจากทุกข์ไม่มีเลย

ตัวตนน่ะ เวลาแก่ เวลาเจ็บ เวลาตาย
เป็นทุกข์ที่สุดในโลกเนอะ
เราต้องรู้เข้าใจ
เราต้องมีความสุข
ในความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากอย่างนี้

เราไม่มีความสุข
ในความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก
มันก็คือความทุกข์
เห็นด้วยมั้ย

ยิ่งแก่ก็ยิ่งมีความสุข ให้ต้องเข้าใจอย่างนี้
ถ้าเราไม่เข้าใจ เดี๋ยวเราจะเป็นทุกข์เมื่อแก่นะ
เห็นด้วยมั้ย

เราต้องเข้าใจน่ะ
ทำไมพวกนี้ (พระ) โกนหัวน่ะ
เพราะเค้าไม่ต้องการเป็นภาระนะ
ความหมายเพื่อไม่ให้เป็นภาระน่ะ
เพราะผมยาว มันเป็นภาระ
ความหมายอย่างนี้
พวกที่มาบวชน่ะ
ต้องการยกภาระเรื่องผมยาว มันคันหัว
มันต้องโกนออกน่ะ
หลวงพ่อดูแล้วน่ะ (นักบวชเกาหลี)
ประมาณ ๗ วันเค้าต้องปลงผมครั้งหนึ่งนะ

. . .

ในชีวิตประจำวัน เราก็พากันมีความสุขกัน
มีความสุขในการทำหน้าที่
มีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะ
อย่ามัวแต่อยู่กับเล่นโทรศัพท์ ไลน์ (Line)โทรศัพท์อย่างเดียวนะ

. . .
พวกคนแก่ก็ต้องมีความสุขนะ
ถ้าไม่มีความสุข มันก็เป็นความทุกข์นะ
พวกคนเจ็บก็ต้องมีความสุข
ถ้าไม่มีความสุขก็เป็นความทุกข์

ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญนะ
ปัจจุบันนี้มันเป็นความดับทุกข์นะ
เราต้องรู้เข้าใจ
เราอย่าไปมีความทุกข์ในปัจจุบันน่ะ
เห็นด้วยมั้ย

เพราะเรายังไม่รู้ว่า นาทีหน้าจะเป็นยังไง
ถ้าปัจจุบันเราไม่มีความสุข
ปัจจุบันเราก็ตกนรกแล้ว
ยังไม่ตายก็ตกนรกเลย
เราทำอย่างนี้แหละ
ทำอย่างนี้ เดี๋ยวมันจะค่อยพัฒนาไป

เราไม่ต้องห่วงลูกห่วงหลานห่วงใครหรอก
ยิ่งห่วงก็ยิ่งทำลายตัวมันเอง
ใครจะเป็นอะไรก็ช่างหัวมันน่ะ
อย่างนี้เค้าเรียกว่า เรากำลังเจริญเมตตานะ

เราเป็นทุกข์ เค้าเรียกว่า คนไม่มีเมตตานะ
ปล่อยให้ตัวเองเป็นทุกข์
ปล่อยให้ตัวเองเป็นโรคประสาท
เค้าเรียกว่า คนไม่มีเมตตา
เราจะไปช่วยคนอื่น สงสารแต่คนอื่น
เห็นคนอื่นก็น้ำตาไหลนะ
ปล่อยให้ตัวเองเป็นโรคจิต โรคประสาทน่ะ

พวกนั้นอยากมีเมตตาเยอะเหมือนหลวงพ่อ
อยากมีเมตตาต้องจะทำยังไงล่ะ
ก็ต้องยกเลิกตัวตน มันถึงจะมีเมตตา ใช่มั้ย

เพราะร่างกายนี้เป็นของพ่อแม่บรรพบุรุษน่ะ
เราทำให้พ่อแม่นอนไม่หลับ มันจะถูกต้องเหรอ
อย่างนี้ไม่ใช่คนดี ไม่มีคุณสมบัติผู้ดีนะ
เป็นคนเสียคนนะ ปล่อยให้ตัวเองมีความทุกข์
เห็นด้วยกับหลวงพ่อมั้ย

วันเกิดนี้สำคัญนะ
วันเกิด คือ ปัจจุบันนี้แหละ
ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ
ความเกิดไม่เกิด มันอยู่ที่ปัจจุบันนะ

ถ้าเรารู้เข้าใจ มันจะหยุดกาลหยุดเวลา
ยกเลิกกาล ยกเลิกเวลานะ
ตัวตน คือกาล คือเวลาน่ะ
พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า
ยกเลิกกาลเวลาด้วยความรู้ความเข้าใจ
ถึงจะเป็นผู้เข้าถึงอมตะ
เราต้องรู้เข้าใจอย่างนี้
ให้ทุกคนมีความสุขกันนะ

. . .
ไม่มีใครใหญ่กว่าความถูกต้องน่ะ
เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้มีความสุขกัน
เห็นด้วยมั้ย

. . .

ปัญหานั้นเราต้องรู้เข้าใจปัญหา
ปัญหานั้นเรามีความบกพร่อง
ทางความคิด คำพูด การกระทำกิริยามารยาท อาชีพ
ที่ทำให้ทุกคนมีปัญหา

เราทุกคนน่ะ พากันมาแก้ที่ตัวของเรานี่แหละ
ไม่ต้องไปแก้ที่คนอื่นหรอก
คนอื่นก็ให้เค้าแก้ของเค้าเอง
ถ้าเรายกเลิกตัวตนน่ะ
ปัญหาต่างๆ หมดไปเลย

อย่าไปทำเหมือนภิกษุณีคนหนึ่ง
ไม่ทำวัตรสวดมนต์ ไม่ทำอะไรเลย
มีโลกส่วนตัวอย่างนี้
ถ้าปัญหาอย่างนั้น
เราก็ต้องใช้หลักธรรมนูญอย่างนี้
ถ้าใครไม่ทำตามหลักธรรมนูญก็ไม่ได้นะ

คนเราถ้ายกเลิกตัวตนน่ะ มันไม่มีปัญหานะ
เพราะว่าตัวตน คือ ปัญหา
ไม่มีตัวตน คือ ไม่มีปัญหา
ถ้าภิกษุณีมีความสุข ไม่มีปัญหานะ
เห็นด้วยมั้ยๆ

คนไม่มีความสุขก็ไม่มีความสงบใช่มั้ย
ถ้ามีความสุขแล้ว มันก็มีความสงบ
มันก็ไม่มีเรื่องอะไร ไม่มีปัญหาอะไร
เห็นมั้ยคนนอนหลับ มันปล่อยวางหมด
อินซูลินอะไรมันเต็มที่เลย
มันมีความสุขนะ เพราะมันปล่อยวางน่ะ
ไปเพิ่มความสุขให้กับตัวเองนะ
เห็นด้วยมั้ย

ถ้าเรารู้เข้าใจ
เรามีความสุขอย่างนี้ มันก็มีออกซิเจน
ปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์
ของเสียมันก็ออกไปน่ะ
เราบวชไม่สึกนี่ดีแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร

. . . .
คนเราต้องเสียสละนะ
คนไม่เสียสละ. . .
มาประเทศไทย ไม่ยอมเรียนภาษาไทย มันเห็นแก่ตัว
คนเราต้องเสียสละ มีความสุขในการเรียนน่ะ
ให้มีความรู้ความเข้าใจน่ะ
ความรู้ความเข้าใจนี้สำคัญนะ
ที่เราเรียนเราศึกษานี้ ไม่ใช่ความเข้าใจ
มันเรียนเพื่อเห็นแก่ตัว
เรียนเพื่อเอาใบประกาศ
เรียนเพื่อเป็นผีบ้านะ

. . .
เราเห็นแก่ตัว ไม่อยากเสียสละ
มันเลยปวดหัวเป็นโรคไมเกรนเลย

เราต้องรู้เข้าใจ
ออกซิเจน คือ ความสงบ
คาร์บอนไดออกไซด์ คือ การปล่อยวางน่ะ

เราเรียนมีความสุขก็ได้ออกซิเจนนะ
ถ้าเรียนเพื่อตัวตน มันไม่ได้ มันทำลาย
ทำลายระบบสมอง สรีระร่างกายน่ะ
เข้าใจเนอะ

 

-------------------


หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
วันศุกร์ที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๙
ธรรมะ@กุฏิหลวงพ่อ

Visitors: 108,364