๒๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๐ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ เป็นวันที่ทำธุรกิจหน้าที่การงานพร้อมกับการประพฤติปฏิบัติธรรม ทำทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน เพื่อให้ทานรักษาศีลประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเดียว

 

มนุษย์เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง อาศัยการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

มนุษย์เราต้องมีความสุขในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน คำว่าความสุขนั้นหมายถึงไม่มีความทุกข์ ต้องให้มีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อให้ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขตลอดกาล นอกจากความสุขนั้นไม่มี ความสุขนี้จะหยุดกาลหยุดเวลา ความสุขนี้มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความสุข เป็นความสงบและปัญญา เป็นปัญญาและความสงบ เป็นความรู้ความเข้าใจต่อการปฏิบัติ เป็นออกซิเจน สติสัมปชัญญะนี้เป็นออกซิเจน ความรู้ความเข้าใจเป็นการปล่อยวาง ปล่อยวางเรื่องอดีตที่ผ่านมา เป็นการหยุดเรื่องอนาคต เป็นความรู้ความเข้าใจ รู้จักปัญหา ยกเลิกปัญหา ไม่สร้างปัญหา ปัจจุบันก็ว่างจากตัวว่างจากตน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ปัจจุบันถึงมีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะในปัจจุบัน เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์เป็นความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราพากันเข้าใจ ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำนะ ความเข้าใจคือความรู้ความเข้าใจ เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ มีความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะจบลงด้วยความรู้คู่กับการปฏิบัติ ความรู้กับการปฏิบัตินี้จะทำงานไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันกี่เดือนปี่ความจำนั้นก็จะลืม ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วมันจะไม่ลืม เพราะมันรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ ต้องประพฤติต้องปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงต้องเอาความดีและปัญญาดำเนินชีวิต ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ที่ไม่ใช่ความจำ

 

มนุษย์เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะไม่ได้เป็นได้แต่เพียงคน คำว่าคนนี้หมายถึงความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม ทำทั้งผิดทั้งถูกทั้งดีทั้งชั่ว วกไปวนมาเดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่า ย่ำต๊อกอยู่ที่เดิม ถึงมีศัพท์คำว่าคน

 

มนุษย์คือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ เป็นผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เป็นผู้ที่รู้จักปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเป็นความเสียสละ เพื่อเป็นทานเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้ใจที่เข้าใจ ใจที่มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมรู้เรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูก ไม่ดีไม่ชั่ว มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอน ตลอดถึงอิริยาบถย่อย มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีความสุขในการมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม รู้เข้าใจ เพื่อจะเอาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นหยุดลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยทานศีลสมาธิภาวนา

 

มีความรู้มีความเข้าใจว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีปิติมีความสุขในการทำหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความไม่มีทุกข์ทางจิตใจมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่ดับไม่เหลือด้วยความรู้พร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติ ที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ที่เป็นธรรมนูญ เป็นความไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป เป็นความพอดี เป็นความพอเพียงเพียงพอ เหมือนดั่งคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านให้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราอยากให้มันมากกว่านี้มันก็ไม่มากกว่านี้เพราะของมันมีเท่านี้ เราอยากให้น้อยกว่านี้มันก็ไม่น้อยกว่านี้เพราะของมันมีเท่านี้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความอิ่มความเต็ม ๆ ๆ ที่เป็นความพอดีความพอเพียง เป็นเศรษฐกิจเพียงพอ เป็นความสุข จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพาน แต่เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ถ้าเรารู้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เราทำความดีกับปัญญาก้าวไปที่ความดีและปัญญาติดต่อต่อเนื่อง ด้วยความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ความดีและปัญญานั้นก็จะสมบูรณ์ด้วยความรู้ด้วยการปฏิบัติ

 

พระศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นติดต่อต่อเนื่อง ความรู้ความเข้าใจนี้จะไม่ไปตามผัสสะ จะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เป็นปัญหาที่ผ่านมานั้นก็จะเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาก็พัฒนาให้เป็นความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบก็เสียสละ เพื่อให้เป็นทานศีลสมาธิปัญญา ก้าวไปด้วยความดีและปัญญา เป็นพระศาสนา พระศาสนานี้เกิดมาจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องผล รู้เรื่องของกรรม กฎแห่งกรรม แล้วก็ผลของกรรม ความเข้าใจนี้ถึงเป็นปัญญาประดิษฐ์ ประดิษฐ์กายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจประดิษฐ์ ใจที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ พระศาสนาถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ ใจมีแต่ปิติมีแต่ความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้กับการปฏิบัติถึงเป็นความสุข เพราะความรู้กับการปฏิบัตินั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความพอเพียงเพียงพอ 4

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามาเน้นที่ตัวเรา เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติทดแทนกันได้ เราพากันคิดดูดี ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เน้นที่ตัวของท่าน พระอรหันต์ขีณาสพเมื่อก่อนท่านก็เป็นสามัญชน ท่านได้ฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติไปปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

คำว่าพระนี้เป็นคำที่ยกเลิกความทุกข์ ยกเลิกกรรม กรรมทางกาย กรรมทางวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ยกเลิกด้วยความรู้ความเข้าใจ ให้กรรมนั้นจบลงที่ปัจจุบัน จบลงเพียงผัสสะ เป็นการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้ปฏิปทาความดีและปัญญาติดต่อต่อเนื่อง เป็นความสุขที่รู้เข้าใจ ความดีเรียกว่าบุญ ความรู้ความเข้าใจเรียกว่ากุศล เป็นผู้ทำความดีด้วยปัญญา เข้าใจปัญหา ทำความดีเพื่อความดี เพราะเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำด้วยปัญญา เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ไม่มีคำว่าอยากและไม่อยาก ไม่มีความปรุงแต่ง ถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ ถึงเป็นพุทธะ ไม่ใช่ทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี เป็นการให้ทานรักษาศีลทำสมาธิเจริญปัญญาตามแบบพุทธะ ถึงเป็นการให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เจริญปัญญา ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ด้วยเหตุผลนี้ สติสัมปชัญญะของเราถึงสมบูรณ์ สมบูรณ์ด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ สมบูรณ์ด้วยการประพฤติการปฏิบัติ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ที่เป็นความสุข

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องทุกข์ ในเรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำธุรกิจหน้าที่การงานพร้อมกับการประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อเอา ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน เน้นทางจิตทางใจ เพื่อตัดปริโพธกังวลในธุรกิจหน้าที่การงาน ในญาติวงศ์ตระกูล มาเจริญสติสัมปชัญญะ มามีเมตตากรุณาตนเอง ความเมตตาเป็นธรรม เป็นธรรมที่คุ้มครองโลก

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องความเมตตา ความเมตตานี้ต้องเกิดจากปัญญา เราต้องเมตตาตนเองนะ เราต้องพากันมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ถึงจะเมตตาตนเองได้ ไม่ปล่อยตัวเองเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต เดี๋ยวมันจะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกสูงใหญ่ ๓๐ กว่าชั้นสร้างยังไม่เสร็จดีอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลอยู่ที่ประเทศพม่าระยะทางร่วมพันกิโล ด้วยความไม่ถูกต้อง เอาทุจริตนำชีวิต เอาความไม่ถูกต้องนำชีวิต อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจึงได้พังทลาย เพราะไปแก้ไขไม่ถูกต้อง ไปแก้ไขคนอื่น ไปช่วยเหลือแต่คนอื่นแต่ตัวเองไม่ได้ช่วย เพราะไม่รู้จักคำว่าเมตตาตัวเอง

 

วันเสาร์วันอาทิตย์ที่หยุดธุรกิจหน้าที่การงานก็เพื่อเมตตาต่อตนเอง เอาความรู้กับการปฏิบัติมาใช้มาปฏิบัติ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติมันติดต่อต่อเนื่อง ๒ วัน ๒ คืน เพื่อสติสัมปชัญญะจะได้ก้าวไปให้สมบูรณ์ เพื่อเน้นมาที่ตัวเรา เพื่อหยุดปริโพธกังวลในธุรกิจหน้าที่การงาน เรื่องพ่อเรื่องแม่เรื่องญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล ด้วยการมาเจริญสติสัมปชัญญะ ผู้มีปัญญามาก ๆ พากันมาสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ มาเสียสละมาก ๆ เพื่อหยุดปัญหา เพื่อไม่มีปัญหา เพื่อไม่มีปริโพธกังวล เพื่อเป็นตัวของตัวเอง เพื่อคืนอธิปไตยให้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีปริโพธกังวล รูปก็ให้เป็นรูป เสียงก็ให้เป็นเสียง กลิ่นก็ให้เป็นกลิ่น รสก็ให้เป็นรส ใจก็ให้เป็นใจ สิ่งภายนอกก็เป็นภายนอก สิ่งภายในก็ให้เป็นสิ่งภายใน ไม่มีปริโพธกังวล ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นเขา ว่าเราดีกว่าเขา เก่งกว่าเขา หรือว่าเสมอเขา สู้เขาไม่ได้ ไม่มีการเปรียบเทียบ หยุดสมมติด้วยความรู้ความเข้าใจ เข้าใจเรื่องภายนอกภายใน เข้าใจในเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เรื่องอายตนะ ความเข้าใจนั้นมันจะเกิดสติเกิดสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นมันจะเป็นความสงบ จะเรียกว่าความสงบก็ได้ จะเรียกว่าความสุขก็ได้ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกัน จะเรียกพระนิพพานก็ได้เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกัน

 

มนุษย์เรานี้ พากันรู้พากันเข้าใจ พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง ๑๘ ชั่วโมงนั้นเอาไปใช้ในการทำธุรกิจหน้าที่การงานด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการทำธุรกิจหน้าที่การงาน เพื่อเอากายวาจากิริยามารยาทเอาอาชีพไปทำงาน เพื่อธุรกิจหน้าที่การงานนั้นจะเป็นพระนิพพาน เพื่อที่จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะที่เป็นความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มายกเลิกกิจกรรมที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่มันเป็นตัวเป็นตน เราต้องมายกเลิกด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบรรทมพักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมงก็เพียงพอ การทำอะไรให้เรารู้ให้เข้าใจ เราต้องมีความสุข อย่าให้มีความทุกข์ เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขนั้นเป็นออกซิเจน ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ สมองกับลมหายใจมันจะได้เดินทางไปพร้อมกัน ไม่มีความขัดแย้ง วัตถุกับจิตใจต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กันไม่มีความขัดแย้ง ความสงบและปัญญาจะได้ไปพร้อม ๆ กัน ไม่มีความขัดแย้ง ความขัดแย้งนั้นคือความไม่สงบ ให้เรารู้เข้าใจ ความสงบนั้นคือความไม่ขัดแย้ง ความสงบนั้นเป็นความพอเพียงเพียงพอระหว่างวัตถุกับจิตใจ ความสงบกับความสุขถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย พากันมาให้ทานมาเสียสละ มารักษาศีลทำสมาธิเจริญปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาก้าวไป การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะเห็นผล เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การทำอะไรต้องให้ติดต่อต่อเนื่องอย่างน้อย ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล เพื่อให้ทุกคนรู้เข้าใจ เพื่อจะได้มีหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม เพื่อจะได้เอาศีลสมาธิภาวนามาใช้มาประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อให้ทานศีลสมาธิปัญญาได้ก้าวไปเป็นปฏิปทาในการดำเนินชีวิตด้วยความรู้ความเข้าใจ ต้องอาศัยปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันเข้าใจอย่างนี้ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้ทั้งวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นอริยมรรคในการดำเนินชีวิต ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่ออริยมรรคของเราจะได้สมบูรณ์ ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อไม่ให้เราทุกคนได้ตั้งอยู่ในรากฐานของความประมาท เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เรื่องเล็กเรื่องใหญ่เรื่องน้อย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาท ต้องเห็นภัยในวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อไม่ให้อวิชชาความหลงทำธุรกิจทำหน้าที่ทำการทำงาน

 

ความรู้ความเข้าใจที่มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินี้แหละสำคัญ เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นี้มาครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา เราต้องรู้เข้าใจเรื่องปัญหา อย่าให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มันครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราต้องหยุดด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้พระธรรมรู้พระวินัย รู้เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูก ต้องรู้เข้าใจ ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอน เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ ต้องมีความสุขในการมีสติสัมปชัญญะ จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้จะว่าพระนิพพานก็ได้เพราะมันเป็นการหยุดวัฏฏสงสารที่มันเกิดจากความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้หมู่มวลมนุษย์ใช้หลักการในการเจริญอานาปานสติ เพราะอานาปานสติคือลมหายใจเข้าหายใจออกมีกับเราทุก ๆ คนตั้งแต่เกิดมาจนสิ้นอายุขัย เอาอานาปานสตินี้แหละมาเจริญสติสัมปชัญญะ พากันมามีความสุขในการหายใจเข้า มามีความสุขในการหายใจออก มีความสุขรู้ว่าหายใจเข้ามันก็ไม่แน่ไม่เที่ยง มันหายใจเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายด้วยออกซิเจนแล้วก็หายใจออกเอาของเสียเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปมันก็ไม่แน่ไม่เที่ยงอย่างนี้ เพราะทุกอย่างไม่ใช่นิติบุคคลตัวเป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมา เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี

 

การใช้อานาปานสติไม่ใช่ไปใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธินะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ใช้ทุกอิริยาบถได้เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ เรามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์มันก็ไม่มีเพราะเรามีความสุข จะว่าควาสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เราต้องรู้เข้าใจ การดำเนินชีวิตของเราด้วยกายวาจากิริยายาทอาชีพด้วยความรู้เข้าใจ ด้วยอาศัยหลักการทานศีลสมาธิภาวนาที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ที่เป็นความสงบเป็นความสุขเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ สมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมพระวินัยที่ชี้ให้เห็นเรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เอาสมมติสัจจะมาทำหน้าที่เป็นกรณียกิจเป็นกิจที่ควรทำ เป็นอกรณียกิจเป็นกิจที่ไม่ควรทำ เราต้องรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นมรรคเป็นอริยมรรค ผลปฏิบัติก็จะเป็นผลปฏิบัติเอง เป็นความทุกข์ไม่มีความทุกข์ เพราะเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์จะมาจากไหน เพราะเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ผู้มีความสุขถึงต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละมันก็จะเป็นเพียงสมาธิสมาบัติ มันใช้งานไม่ได้

 

เรามาเอาทรัพยากรที่ประเสริฐที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อพัฒนาพระนิพพานชั่วขณะ ให้เป็นพระนิพพานที่ถาวรด้วยทานศีลสมาธิภาวนา ด้วยปฏิปทาที่เป็นความรู้ความเข้าใจ

 

เราพากันมาเจริญสมถะกับวิปัสสนา อันหนึ่งความสงบ อันหนึ่งปัญญา การปฏิบัติธรรมถึงไม่มีกาลไม่มีเวลา เป็นการยกเลิกกาลยกเลิกเวลานะ มันเป็นความสุขเป็นความดับไม่เหลือที่จะสมบูรณ์ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องปัญหา เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ ยกเลิกความผิด ยกเลิกทุจริต เราทุกคนจะได้เป็นมนุษย์ผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะได้เป็นเทวดาผู้มีปัญญามีสัมมาทิฏฐิ จะได้เป็นพรหม พรหมวิหาร ผู้รู้ผู้เข้าใจ ผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องรู้เข้าใจปัญหาอย่างนี้ ปัญหานั้นอยู่ที่ไม่รู้เข้าใจ ระบบการดำเนินชีวิตของเราถึงเป็นธรรมนูญ ระบบการบริหารการปกครองต้องเอาธรรมนูญเอารัฐธรรมนูญ ต้องเอาปัญญานำชีวิต ไม่ใช่เอาอวิชชานำชีวิต เราต้องมารู้เข้าใจปัญหา ปัญหานั้นเกิดจากที่เราเอาความไม่ถูกต้องนำชีวิต ความไม่ถูกต้องมันคือทุจริต ที่ผลิตผลออกมาเป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชที่ทุจริต ทุจริตนั้นก็คือความผิด ผิดนั้นก็ได้แก่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์ไม่มีเลย มันเป็นการเสียหายเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน อย่างเดียวกันเลย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีใช้เวลาหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย ท่านได้ตรัสรู้เข้าถึงความเต็มๆ ๆ ๆ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ พัฒนาใจพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันอย่างมีความสุข ท่านได้ส่งพระอรหันต์ออกไปเผยแผ่ ไปบรรยายให้ประชาชนให้มหาชนได้รู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ในเรื่องของความทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดความทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพื่อจะได้เอากายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติที่ปัจจุบัน มนุษย์เราถึงจะดับทุกข์ได้

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเอาทางวัตถุกับใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้ที่พัฒนาวัตถุพัฒนาวิทยาศาสตร์ก็ต้องพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้พัฒนาใจผู้บำเพ็ญภาวนาก็ต้องเอาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน เพราะการประพฤติการปฏิบัติเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพไปเผยแผ่อย่างนี้ เมื่อรู้เข้าใจ ประชาชนมหาชนเค้าจะได้พากันประพฤติพากันปฏิบัติให้ถูกต้อง เทวดามนุษย์พรหม รู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เค้าพากันประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงเหตุถึงปัจจัย เค้าถึงพากันตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ให้ทานรักษาศีลสมาธิภาวนา เพื่อผลตอบแทนคือผลประโยชน์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้เราพากันมีปัญญามากกว่านั้น

ให้เรารู้เข้าใจว่าทุกอย่างมันมีเหตุมีปัจจัย เราอย่าพากันทำความดีเพื่อสร้างเหตุสร้างปัจจัยเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทน เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เรารู้เข้าใจ เราเอาทานศีลสมาธิภาวนามาละเหยื่อในโลกนี้ เพื่อไม่ให้มีความอยากความต้องการเป็นตัวนำ เราอย่าไปทำความดีเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน เราทำความดีเพื่อละเหยื่อในโลกนี้เสีย ถึงจะเข้าถึงสันติ สันตินี้หมายถึงไม่หวังผลอะไรตอบแทน ถึงจะเป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ ถึงจะเป็นความพอดี ถึงจะหยุดกาลหยุดเวลา ไม่มีกาลไม่มีเวลา ถึงจะหยุดปัญหาไม่มีปัญหา

 

เราทุกคนพากันมารู้เข้าใจ เพื่อเอาสมมติสัจจะ เอาพระธรรมเอาพระวินัยที่เป็นทั้งคำสั่งและคำสอนมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติของตัวเราเอง เราทุกคนต้องปรับตัวเข้าหาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อความดีและปัญญาจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

เรามาอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นหมู่เป็นคณะเป็นครอบครัว ด้วยอาศัยสมมติสัจจะ อาศัยพระธรรมพระวินัยที่เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมีความสุข เราต้องยกเลิกตัวเราตัวเขา ตัวเราตัวเขา ตัวกูของกู ตัวสูของสูนี้ ท่านหลวงตามหาบัว ท่านพูดว่าท่านตรัสว่า ตัวตนนั้นนะมันคือความไม่ถูกต้อง ตัวตนนั้นมันเป็นอวิชชาความหลง ตัวตนมันเป็นคนผีบ้า มันเป็นบักผีอ้า อีผีบ้า เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชผีบ้า เป็น กกต. สตง. ปปช. ปปง. ผีบ้า เราต้องรู้เข้าใจมันมีเชื้อบ้า ปัจจุบันเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมีสติมีสัมปชัญญะสมบูรณ์ เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์อายตนะ เพื่อไม่ให้โลกธรรมครอบงำใจของเรา สติปัญญาของเรา เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องเอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้าย เพื่อไม่ให้เราประมาท

 

ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 108,090