๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๑ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้เราพากันนั่งให้สบาย คำว่าสบายนี้หมายถึงไม่มีความทุกข์ เป็นความว่างจากตัวจากตน ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีเราไม่มีเขา เป็นความว่างจากตัวจากตน ตัวตนนั้นมันคือความทุกข์ มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย
เราว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตน มีแต่ความสบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อความรู้ความเข้าใจ เราจะได้เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ เพื่อให้ความรู้กับการปฏิบัตินั้นไปพร้อม ๆ กัน เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา
เราต้องพากันมารู้เรื่องพระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะ เป็นคำสั่งคำสอน จากท่านผู้รู้คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้บำเพ็ญความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ใช้เวลายาวนานหลายล้านปีหลายล้านชาติหลายอสงไขย ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความรู้กับการปฏิบัติ ได้เผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนเพื่อให้พวกเราได้รู้ได้เข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ สมถะคือศีลคือสมาธิ วิปัสสนา คือการปล่อยวาง
เราต้องมารู้เรื่องสมถะ เราต้องมารู้เรื่องวิปัสสนา สมถะเป็นเรื่องปัจจุบัน วิปัสสนาเป็นเรื่องอดีต ปัจจุบันเราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ อดีตที่ผ่านไปแล้วเราต้องปล่อยเราต้องวาง ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ สมถะนี้เปรียบเสมือนออกซิเจนที่หล่อเลี้ยงร่างกาย วิปัสสนาเปรียบเสมือนเราถ่ายเทของเสีย ของปฏิกูลออกจากร่างกาย ทานศีลสมาธิเป็นความสุขในปัจจุบัน ความเข้าใจในเหตุในปัจจัยนั้นเป็นปัญญาวิปัสสนา เมื่อมันผ่านมาแล้วเราต้องปล่อยต้องวาง เราถึงจะได้ก้าวไปด้วยความสงบและปัญญา เพื่อให้ทานศีลภาวนาได้ก้าวไปทั้งสมถะและวิปัสสนา เพื่อเราจะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพของเรามาใช้ประพฤติปฏิบัติอย่างมีความสุข
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ต้องพากันมามีความสุขในการให้ทาน ในการรักษาศีล การทำสมาธิ เจริญวิปัสสนา จะได้พากันอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาไปพร้อม ๆ กัน ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกรรม ในเรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจเรื่องความแก่เจ็บตายพลัดพราก มันเป็นเรื่องของกรรม เรื่องผลของกรรม ความยากดีมีจนเนื่องมาจากกรรม มาจากผลของกรรม เป็นอานิสงส์ของกรรม ด้วยเหตุผลนี้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจให้กับมหาชน เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าใหม่ ๆ ท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ ๖๐ รูป ให้ไปคนละทาง อย่าไปทางเดียวกัน เพราะทรัพยากรของพระอรหันต์นั้นยังมีน้อย ให้ไปบรรยายพระธรรมพระวินัยให้กับประชาชนมหาชนเข้าใจในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ประชาชนให้มหาชนได้รู้เหตุรู้ปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเนื่องมาจากเหตุจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี มันมาจากเหตุปัจจัย ไปบอกเหตุของความทุกข์ ข้อวัตรข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
นิโรธคือผลของเหตุปัจจัย ความดับทุกข์นั้นมีได้กับทุก ๆ คน ไม่เกี่ยวกับจนไม่เกี่ยวกับรวย อยู่กับความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง ให้ประชาชนให้มหาชนได้รู้ได้เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะเหตุปัจจัยนั้นเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม
ความรู้ความเข้าใจนี้เราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วมันจะไม่ลืม จะกี่วันกี่เดือนกี่ปีนานเท่าไหร่มันก็จะไม่ลืม ถ้าเป็นความจำไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีมันจะลืม ด้วยเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
เราทุกคนต้องมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ มีความสุขในการให้ทาน ในการเสียสละ มีความสุขในการรักษาศีล มีความสุขในการทำสมาธิ เจริญภาวนา ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจไม่ใช่เกิดจากความจำที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัจจุบันเราต้องมีความสุข ความสุขนั้นถึงเป็นทานศีลสมาธิอยู่ที่ปัจจุบัน เปรียบเสมือนออกซิเจนที่หล่อเลี้ยงกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ตัวผู้รู้ จะเป็นการเข้าถึงความสงบความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เป็นความพอดี พอเพียงเพียงพอ เป็นความสวยสดงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าความสุขก็ได้ ความสงบก็ได้ ความไม่มีทุกข์ก็ได้ หรือจะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ เป็นพระนิพพานชั่วคราวสำหรับผู้กำลังบำเพ็ญคุณธรรมความดีเพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ ก้าวไปด้วยอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ปล่อยก็วาง เพื่อให้เป็นปัญญาวิปัสสนา คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นในอดีตที่ผ่านมา
เบื้องต้นมามีความสุขในการให้ทานรักษาศีลทำสมาธิ เมื่อเป็นอดีตเราก็ต้องปล่อยต้องวาง เปรียบเสมือนเราปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ เอาของเสียออกไป เอาของปฏิกูลออกไป เพื่อไม่ให้ของเสียนั้นมาหล่อเลี้ยงกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความสุขในการทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะเหตุปัจจัยนั้นคือหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เมื่อมันผ่านไปแล้วเราก็ปล่อยก็วาง เพื่อปัจจุบันเราจะได้ว่างจากตัวจากตน เป็นผู้ว่างด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี เป็นความว่างจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ เป็นผู้ว่างด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นผู้ว่างจากความรู้ความเข้าใจของเหตุของปัจจัย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็จะหยุดลงที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ประชาชนมหาชนได้รู้ได้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติอย่างเป็นหนึ่งอย่างเหนียวแน่น ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ในการทำหน้าที่ของตนเอง เพราะมีความรู้มีความเห็นมีความเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้แหละไม่มีใครมาประพฤติมาปฏิบัติแทนเราได้แทนกันได้ มันเป็นเรื่องความรู้ความเข้าใจของเรา มันเป็นเรื่องการประพฤติการปฏิบัติของเรา เราทุกคนต้องมามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
วันหนึ่งคืนหนึ่งเรานอนเราพักผ่อนให้เพียงพอ สามัญชนคนทั่วไปพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง นอนวันละ ๖ ชั่วโมงนั้นพอเพียงเพียงพอ วันหนึ่ง ๑๒ ชั่วโมง คืนหนึ่ง ๑๒ ชั่วโมง นอนพักผ่อน ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ
เราทุกคนมามีความสุขในการทำหน้าที่ ทำธุรกิจหน้าที่การงาน คำว่าความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขเราก็มีความสงบ ถ้าเรามีความสงบเราก็มีความสุข เราทุกคนถึงต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ ผลลัพธ์มันจะออกมาเองเป็นความสงบ ถ้าเรามีความสุขเมื่อไหร่นั่นแหละคือความสงบ เรามีความสงบเมื่อไหร่นั่นแหละคือความสุข ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ
ความสุขความทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ให้เรารู้ให้เข้าใจ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ถึงต้องมีความสุขในการให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนาในปัจจุบัน เหตุอย่างไรผลมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นในปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้นะ ให้ประชาชนให้มหาชนเข้าใจอย่างนี้ ที่ท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ ไปบอกให้ประชาชนให้มหาชนเข้าใจอย่างนี้ จะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาประพฤติปฏิบัติให้มีความสุข เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ ไปบอกประชาชนมหาชนว่าทำบุญอย่างนี้จะได้ไปสวรรค์ จะได้ไปพระนิพพาน ท่านให้ไปบอกไปสอนประชาชนมหาชน ทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ อย่าไปทำอะไรเพื่อหวังผลตอบแทน อย่าไปทำความดีเพื่ออยากไปสวรรค์ อย่าไปทำความดีเพื่ออยากไปพระนิพพาน เราต้องเข้าใจเรื่องความอยาก ความอยากนั้นมันคือนิวรณ์ทั้ง ๕ คืออคติทั้ง ๔ ให้รู้ให้เข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราทำความดีเพื่ออยากจะไปสวรรค์เพื่ออยากจะไปพระนิพพาน เราไปทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่อยากจะเป็นคนดี อยากได้สวรรค์ อยากได้พระนิพพาน เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ความอยากความไม่อยากนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง ความอยากความไม่อยากมันเป็นความคิดที่สุดโต่ง มันเป็นความคิดไบโพล่า มันเป็นอารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาทั้งซ้ายทั้งขวา มันไม่ใช่ความสงบ มันเป็นไบโพล่า
เราทำความดีเพื่อความดับไม่เหลือด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เรามาให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาเพื่อความดับไม่เหลือ เพื่อจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เราไม่ต้องไปอยาก ไปไม่อยาก เราต้องรู้เข้าใจ เราให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนามันก็ดีอยู่แล้วถูกต้องอยู่แล้ว เราต้องรู้เข้าใจ เราจะไปอยากมันทำไม จะไปปรุงแต่งมันทำไม เพราะความปรุงแต่งนั้นมันไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะมันคือความปรุงแต่ง มันคือโรคไบโพล่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจนะ
เมื่อครั้งหลวงปู่ชา ส่งพระอาจารย์สุเมโธไปเผยแผ่ที่ประเทศอังกฤษ คนประเทศอังกฤษถามหลวงปู่ชาว่า การที่เราบำเพ็ญภาวนาเป็นพระอรหันต์ขีณาสพเพื่อสิ้นอาสวะ กับการที่เราบำเพ็ญภาวนาเพื่อจะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันไหนมันดีกว่ากัน
ท่านหลวงปู่ชาได้พูดกับชาวอังกฤษว่า ความอยากความต้องการมันคือความทุกข์ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราอย่าเอาความอยากนำ ถ้าเรามีความอยากแล้วมันเป็นทุกข์ พระอรหันต์ก็อย่าไปเป็นมันเลย พระพุทธเจ้าก็อย่าไปเป็นมันเลย ให้เรารู้เข้าใจ เราทำความดีเพื่อความดี ถึงจะเป็นความดีถึงจะเป็นบารมี ถึงจะเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม มันยกเลิกความอยาก ยกเลิกความไม่ปรุงแต่ง ชื่อว่าความปรุงแต่งนั้นมันมีแต่ความทุกข์ได้เกิดขึ้น ความทุกข์ได้ตั้งอยู่ แล้วความทุกข์ก็ดับไป เราต้องรู้ต้องเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ
หลักการดำเนินชีวิตของหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายเราใช้หลักการอันเดียวกันทั้งหมด ใช้ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าธรรมะนั้นเป็นสากล ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก ความสุขความทุกข์มันเป็นสากล ด้วยเหตุผลนี้แหละ ธรรมะที่เป็นความรู้ความเข้าใจถึงเป็นหน้าที่ของเราทุก ๆ คน ทุก ๆ คนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย
สมมติสัจจะทั้งหลายมีตั้งหลายล้านสมมติให้เรารู้ให้เข้าใจ เค้าสมมติว่าถูกมันก็คือถูก เค้าสมมติว่าผิดมันก็คือผิด เค้าสมมติว่าดีมันก็คือดี เค้าสมมติว่าชั่วมันก็คือชั่ว เค้าสมมติว่าไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูกมันก็คือความจริงของสมมตินั้น เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อเอาสมมตินั้นมาประพฤติมาปฏิบัติ เพราะสมมตินั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม ให้เรารู้ให้เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้แหละ เราถึงต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้มีความสุขในการใช้การปฏิบัติต่อสมมตินั้น ๆ อย่าพากันไปเพิ่ม อย่าพากันไปตัด เพื่อเราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ไม่ให้มันมากเกิน ไม่ให้มันน้อยเกิน
เราอย่าไปเอาความอยากความไม่อยากนำ เพราะความอยากความไม่อยากนั้นมันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เราต้องหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยสมมติสัจจะ ที่เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้ให้มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ เราปฏิบัติต่อสมมติสัจจะให้มีความสุข เพราะสมมติสัจจะนั้นมันจะเป็นออกซิเจนของชีวิต เป็นความสงบและปัญญา เราจะได้ปล่อยวางของเสียของปฏิกูลออกไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านตรัสว่า นิติบุคคลตัวตนมันคืออวิชชาคือความหลง ความหลงมันคือความบ้า คือความเป็นคนบ้า คนผีบ้า เป็นบักผีบ้า อีผีบ้า มันมีเชื้อบ้านะ
เรามาคิดดูดี ๆ ก็เหมือนท่านหลวงตามหาบัวท่านว่านั่นแหละ ไม่เป็นอย่างอื่นเลย เป็นเหมือนท่านหลวงตามหาบัวว่านั่นแหละ มันเป็นคนผีบ้า เป็นข้าราชการผีบ้า เป็นนักการเมืองผีบ้า เป็นพระผีบ้า เป็น กกต. สตง. ปปช. ปปง. ผีบ้า
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้เข้าใจก็ต้องเกิดความเสียหายก็ต้องเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูงก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ๓๐ กว่าชั้น อยู่ใจกลางของเมืองหลวงประเทศไทย แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลโน้นนับเป็นพันกิโล อยู่ที่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ทำไมมันถึงพัง เพราะเนื่องมาจากทุจริตโกงกินคอร์รัปชั่น การก่อสร้างนั้นไม่ได้มาตรฐาน ตึกอื่นใหญ่กว่าสูงกว่านั้นมีหลายตึกเค้าก็ไม่พัง เพราะเค้าได้มาตรฐานพอที่จะรับแผ่นดินไหวได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ให้เราพากันประพฤติพากันปฏิบัติในปัจจุบัน ให้พวกเราทั้งหลายพากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน อย่าไปปล่อยปัจจุบันให้เสียโอกาสเสียเวลา
เราพากันนอนพากันพักผ่อน ๖ ชั่วโมงน่ะเพียงพอแล้ว ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติวันละ ๑๘ ชั่วโมง เด็กน้อยก็นอนมากกว่านั้น คนป่วยคนอาพาธก็นอนมากกว่านั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบรรทมพักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมง เพราะท่านมีความสุขมากในการทำพุทธกิจ ท่านเสียสละวันละ ๒๐ ชั่วโมง การเสียสละนั้นเป็นความสุข การไม่เสียสละนั้นเป็นความทุกข์
เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจในอริยสัจ ๔ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องพากันมาเสียสละ พากันมาให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา พากันมาเสียสละ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมาสงบมาก ๆ พากันมาเสียสละ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละ เพื่อเราทุกคนจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ ทุกคนต้องไม่ตามใจของตัวเอง ไม่ตามอารมณ์ของตัวเอง ต้องพากันมาเสียสละ มาเอาสมมติสัจจะ มาปฏิบัติต่อสมมติสัจจะให้สมบูรณ์ ทั้งอรรถะทั้งพยัญชนะ เพื่อเป็นวิชชาจรณะสัมปันโน เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติที่สมควร ที่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ถ้าเราปฏิบัติต่อสมมติสัจจะที่ถูกต้องนั้นแหละคือวิมุตติความหลุดพ้นที่เราได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะเราปฏิบัติต่อสมมติสัจจะที่ถูกต้อง
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะได้ว่างจากความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก หรือว่างจากสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ สิ่งที่มีอยู่มันคือความปรุงแต่ง เหมือนอยู่ในวงสนทนาที่เค้ากำลังสนทนากันว่า ใบไม้มันไหวหรือว่าลมมันไหว ผู้ที่รู้เข้าใจได้บอกให้ผู้ที่กำลังสนทนากันอยู่นั้นว่าลมก็ไม่ได้ไหว ใบไม้ก็ไม่ได้ไหว แต่เป็นความปรุงแต่งของเราต่างหาก ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้เข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ผู้มีความรู้มาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ถึงก้าวไปด้วยทานศีลภาวนา
อย่างเรามาอยู่ร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติอยู่ในวัดนี้เพื่อเป็นหมู่เป็นคณะเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพื่อเอาสมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เพื่อเอามาใช้เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพื่อใช้เป็นหลักการด้วยความสมัครสมานสามัคคี อาศัยซึ่งกันและกันเป็นหมู่เป็นคณะเป็นทีมเวิร์ค ทุกคนพากันมายกเลิกวัฏฏสงสารของตัวเอง มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะหน้าที่คือความสุข ความสุขคือหน้าที่ อย่าพากันมาทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย มายกเลิกตัวตน มายกเลิกอัธยาศัย มายกเลิกตามใจ มาเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้มีความสุข มาทำหน้าที่ของตัวของเราเองอย่างมีความสุข
คำว่าวัดนี้ก็หมายถึงข้อวัตรข้อปฏิบัตินะ เค้าจะสร้างบ้านสร้างอาคารสร้างประเทศสร้างบ้านสร้างเมือง เค้าก็ต้องวัดความสั้นความยาวความสูงความต่ำ ชั่งน้ำหนักหนักเบาอย่างนี้เค้าก็ต้องมีเครื่องวัด สมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมพระวินัยเราต้องเอามาใช้ประพฤติปฏิบัติให้มีความสุข มีความสุขอย่างมากมีความสุขอย่างยิ่ง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติละทิฏฐิมานะ ละตัวละตน ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านว่ามานะ ๙ เราอย่าเอาตัวเอาตนก้าวไป ต้องมายกเลิกตัวยกเลิกตน มายกเลิกตัวตนว่าเป็นเราเป็นเขา ต้องไม่มีเราไม่มีเขา ต้องมาหายพยศ ลดมานะ ละทิฏฐิ มามีความสุขในการหยุดทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เราจะไปตามใจตามอัธยาศัยตามอารมณ์ของเราได้อย่างไร เราอย่าไปคิดว่า วันนี้เหนื่อยขอทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยสักหน่อย เราอย่าไปว่าอย่างนั้น เราต้องปรับเข้าหาพระธรรมพระวินัอย่างนี้มีความสุข ปรับเข้าหาข้อวัตรข้อปฏิบัติอย่างนี้มีความสุขเพื่ออบรมบ่มอินทรีย์อย่างมีปัญญาในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนั้นคือออกซิเจน การปล่อยวางตัวตนคือการปล่อยวางของเสียปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากายวาจากิริยามารยาทออกจากใจที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตนเป็นมานะเป็นทิฏฐิ ที่มีการเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบนั้นคือความปรุงแต่ง
ให้เรารู้ให้เข้าใจนะ เรามาถือพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็๗พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามาถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามาประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรให้ติดต่อต่อเนื่อง ต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล เพื่อทุกคนจะได้ยกเลิกทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย เราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ถึงจะเป็นการหยุดกาลหยุดเวลา ถึงจะเป็นการหยุดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน
เรามามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิตเอาข้อวัตรข้อปฏิบัตินำชีวิต เรามาอยู่ร่วมรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน อาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะ อาศัยพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร สาราณียธรรม เอาความดีและปัญญานำ ทำอะไรพร้อมกันทำ ทำอะไรพร้อมกันเลิก ต้องหยุดตัวเอง เพราะตัวเองมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ตัวเองนั้นคือโรคซึมเศร้านะ เราจะยกเลิกโรคซึมเศร้าได้ก็ต้องอาศัยธรรมะโอสถนี้แหละ ธรรมะโอสถนี้คือพระธรรมพระวินัยคือสมมติสัจจะมายกเลิกตัวตน มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์
สติสัมปชัญญะถึงมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ พระธรรมพระวินัยนั้นคือสติสัมปชัญญะ เป็นความพอดี ความพอเพียงเพียงพอ เพื่อจะได้หยุดไม่ให้ใครทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อจะเอาพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ การยกเลิกตัวตนด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัย เราต้องเอาพระธรรมพระวินัยเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ เราจะเป็นคนที่มีบ้านมีที่อยู่ที่อาศัย จะไม่ได้เป็นคนพลัดถิ่น เป็นคนโฮมเลส
เราทุกคนต้องพากันสร้างบ้านสร้างที่อยู่ที่อาศัย ด้วยมีความสุขในการประพฤติปฏิบัติในการให้ทาน ในการรักษาศีล เจริญภาวนาอย่างมีความสุข เราจะได้สร้างบ้านสร้างที่อยู่อาศัยด้วยการสร้างพระธรรมพระวินัย ด้วยสัมมาทิฏฐิความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง การปฏิบัติถูกต้องด้วยสัมมาสมาธิ เพื่อความติดต่อต่อเนื่อง เป็นขบวนการเป็นกระแสแห่งความดีและปัญญา เป็นพระนิพพาน เป็นบ้านของเรา
เรามาระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนที่เป็นสมมติสัจจะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้ว ด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจต้องเอามาใช้มาปฏิบัติอย่างมีความสุข จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้จะว่าพระนิพพานก็ได้ เพราะนี้คือสติคือสัมปชัญญะ คือพระนิพพานบ้านของเรา
เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์ของเราและมหาชน เพื่อยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา