๒๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย คำว่าสบายนี้หมายถึงมีความสุข เรานั่งให้มีความสุข เรานั่งให้สบาย

 

ความสุขความสบายเป็นความอิ่มความเต็มเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ เป็นทั้งความสุขเป็นทั้งความสงบความร่มเย็นเป็นสุข จะเรียกว่าเป็นความสุขก็ได้ จะเรียกว่าความสงบก็ได้ จะเรียกว่าความไม่มีทุกข์ก็ได้ จะเรียกว่าเป็นพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะในปัจจุบัน

 

เราพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เรารู้เรื่องของความทุกข์ เรื่องที่จะเกิดความทุกข์ จะได้รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เราจะได้เอาความสุขนำชีวิต ไม่ต้องเอาความทุกข์นำชีวิต ให้มีตั้งแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ตลอดกาลตลอดเวลาด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะได้รู้จักปัญหา เอาสิ่งที่มันจะเกิดปัญหาให้เป็นปัญญา สิ่งที่เกิดปัญญาจะได้เป็นความสงบ จะได้เอาความสงบมาเสียสละ เพื่อให้เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยการฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ สมมติสัจจะทั้งหลาย เราต้องรู้ต้องเข้าใจ สมมติสัจจะทั้งหลายเราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงมีสมมติสัจจะ สมมติสัจจะทั้งหลายเค้ามีไว้เพื่อให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรามันเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรม จะเป็นผลของกรรม เค้าถึงมีสมมติสัจจะไว้เพื่อให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อให้เราทุกคนได้แยกแยะผิดถูกดีชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก ไม่ดีไม่ชั่ว สมมติสัจจะนั้นต้องเอาไปใช้ให้ถูกต้อง เพราะสมมติสัจจะนั้นมีทั้งคุณมีทั้งโทษ ต้องประพฤติปฏิบัติต่อสมมติสัจจะนั้นให้ถูกต้องตามกาลเทศะ เราจะได้โฟกัสในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจที่จะต้องเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ให้มากไม่ให้น้อย ให้สมบูรณ์ทั้งอรรถะและพยัญชนะอย่าให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ต้องไปเพิ่มไม่ต้องไปตัด มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้ใจเข้าใจในสมมติสัจจะนั้น ๆ  

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำนะ เป็นความรู้เป็นความเข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม ถ้าความจำนั้นเป็นความที่ยังไม่รู้ที่ยังไม่เข้าใจ ไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นมันก็จะหลงลืม การประพฤติการปฏิบัติต้องเป็นความรู้ความเข้าใจ

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ให้พากันเอาไปใช้เอาไปประพฤติปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราประมาท อย่าประมาท อย่าให้ขาดตกบกพร่อง ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ คนฉลาดนั้นมีมาก แต่คนฉลาดนั้นมีมาก แต่คนฉลาดนั้นส่วนใหญ่มีความประมาท คนดีนั้นดีมาก แต่คนดีนั้นตั้งอยู่ในความประมาท

 

เราทุกคนต้องรู้เหตุรู้ปัจจัย ต้องอยู่ในความไม่ประมาท เห็นปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ตั้งอยู่ในความประมาทให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

 

เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ คำว่าความสุขนั้นเป็นชื่อของพระนิพพาน พระนิพพานเป็นบรมสุข เป็นความสุข ไม่มีความทุกข์ เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ก้าวไปที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ จากปัญหากลายเป็นปัญญา จากปัญญาเป็นความสงบ จากความสงบเป็นการเสียสละ เป็นทานศีลสมาธิปัญญา ก้าวไปด้วยปฏิปทาด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นความสุขเป็นพระนิพพาน พระนิพพานที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นอริยมรรค เป็นหนทางเดินของกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงตรงที่ใจ ใจที่รู้ใจที่เข้าใจ ใจที่เป็นพุทธะ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยธรรม

 

ความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติจะเป็นขบวนการกระแสของมรรคผลนิพพาน ด้วยเหตุผลนี้ ทุกท่านทุกคนถึงพากันตั้งใจฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อความรู้เพื่อความเข้าใจ ให้มีสติมีสัมปชัญญะในการนั่งฟัง สิ่งที่ไม่รู้ก็จะได้รู้ สิ่งที่รู้แล้วก็จะได้รู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

สติสัมปชัญญะเป็นความสงบและปัญญา เป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์ เป็นธรรมะที่เป็นอุปการะมาก ส่งเสริมการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนพากันมีสติเป็นพื้นฐาน เพื่อเราจะไม่ได้ฟุ้งซ่านไปตามผัสสะ ไปตามสิ่งแวดล้อม เราต้องมีสติเป็นพื้นฐาน ผู้มีสติต้องมีปัญญา ผู้มีปัญญาต้องมีสติ ๒ อย่างนี้เป็นเพื่อนกันเป็นเกลอกัน ไม่แตกแยกกัน สติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ การยืนเดินนั่งนอนเราต้อมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อโฟกัสให้เกิดความสงบและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง เราทุกท่านทุกคนต้องพากันเข้าใจ เห็นคุณเห็นประโยชน์ในการเจริญสติเจริญสัมปชัญะในปัจจุบัน เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันรวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราถึงต้งอมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้ นี้คือสตินี้คือสัมปชัญญะที่เป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์ มีอุปการะมากกับเราทุก ๆ คน

 

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราต้องมีความสุขของการประพฤติการปฏิบัติ เรามีความสุขมาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ เพื่อจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เพื่อไม่ให้มีความฟุ้งซ่าน เรามีความสงบมาก ๆ เราก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ เพื่อจะได้ไม่ติดอยู่เพียงความสงบ ไม่ติดอยู่เพียงสมาธิ ไม่ติดอยู่เพียงสมาบัติ เพื่อจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจของการประพฤติการปฏิบัติ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราทุกคนถึงต้องมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเป็นนิพพานแห่งชีวิต

 

เราทุกคนต้องมารู้จักเรื่องพระนิพพาน พระพิพพานคือความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ ในเรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการทำความดีเพื่อความดีที่ไม่หวังอะไรตอบแทน ไม่มีความอยากและความไม่อยากเป็นตัวนำ ความอยากความไม่อยากนั้นเป็นความปรุงแต่ง พระนิพพานนั้นไม่มีความปรุงแต่ง พระนิพพานนั้นเป็นการทำความดีเพื่อความดีไม่หวังอะไรตอบแทน ทำความดีเพื่อใจดีเพื่อใจสบายไม่หวังอะไรตอบแทน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจในเรื่องพระนิพพาน พระนิพพานคือการทำความดีโดยไม่หวังอะไรตอบแทน การให้ทานการเสียสละไม่หวังอะไรตอบแทน การรักษาศีลไม่หวังอะไรตอบแทน การทำสมาธิไม่หวังอะไรตอบแทน การเจริญปัญญาไม่หวังอะไรตอบแทน ให้เรารู้ให้เข้าใจ การทำอะไรหวังผลตอบแทนมันคือความทุกข์ ถึงมีคำศัพท์ว่า “บุญ” บุญนี้คือความดีที่ทุกคนต้องทำความดี เพราะทุกอย่างมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็ผลของกรรม บุญนี้คือความดี ผู้ที่ทำความดีก็ต้องมีปัญญา ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจความดีนั้นจะมาทำร้ายความดีเอง ความดีนั้นแหละจะระเบิดความดีเอง มันจะเป็นภูมิแพ้แพ้ภูมิของตัวเอง ผู้ที่ทำความดีต้องมีปัญญาถึงมีคำศัพท์ว่ากุศล กุศลแปลว่าปัญญา ศัพท์บุญกับศัพท์กุศลนี้ถึงแยกกันไม่ได้

 

เราทำความดีเพื่อผลประโยชน์มันจะมีความเครียดไปในตัว เราทำความดีเพื่อความดี ความอยากความไม่อยากมันเป็นอาการของตัวตน ให้เราทุกคนเข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจในการให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องของพระนิพพาน  พระนิพพานถึงไม่มีความอยากไม่มีความต้องการ ไม่มีความอยากความไม่อยากอยู่ในพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมีความสุขในการให้ทาน มีความสุขในการรักษาศีล มีความสุขในการทำสมาธิ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน เราต้องรู้เข้าใจ เหตุมีอยู่ที่ไหนผลก็ย่อมมีอยู่ที่นั่น เราไม่ต้องไปมีความอยากความไม่อยาก เราเพียงมีปิติมีความมสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ เพื่อเข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ

 

การให้ทาน รักษาศีล เสียสละ ทำสมาธิ เจริญปัญญานั้นก็เป็นพระนิพพา พระนิพพานเป็นความสุขอยู่ตลอดกาลตลอดเวลาด้วยความรู้ความเข้าใจที่มีตั้งแต่ความสุขไม่มีความทุกข์อะไร อย่างเราทำงานมีความสุขไม่หวังอะไรตอบแทนนั้นก็เป็นพระนิพพาน อย่างเราเรียนหนังสือให้มีความสุขในการเรียนหนังสือมันก็เป็นพระนิพพาน เราทำความสะอาด ทำธุรกิจหน้าที่การงานอย่างมีความสุข การกระทำนั้น ๆ มันก็เป็นพระนิพพาน จะทำอะไรก็เป็นพระนิพพานไปหมด ยืนเดินนั่งนอนทำธุรกิจหน้าที่การงาน ทำอะไรก็เป็นพระนิพพานไปหมด เพราะเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติไม่หวังผลอะไรตอบแทน การทำอะไรที่มีความสุขไม่หวังผลอะไรตอบแทน จะเป็นบริสุทธิคุณทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

เรานั่งสมาธิ มีความสุขมีความสบายในการนั่ง หายใจเข้าก็สบาย หายใจออกก็สบาย ไม่หวังอะไรตอบแทน การนั่งสมาธินั้นก็จะเป็นพระนิพพาน ถ้าเราหวังอะไรตอบแทน ต้องการให้เกิดความสงบ ต้องการเพื่อให้เป็นมรรคเป็นผลนั้นมันเป็นความอยากความต้องการ นั้นเป็นความปรุงแต่ง เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้รู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ ความอยากความต้องการเราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ มันเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น ความทุกข์ที่ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย เราทุกคนต้องพากันมารู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนพากันมีความสุข ความสุขที่เกิดจากรู้เข้าใจ ความสุขที่เกิดจากการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขนั้นมันอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันเรามีความสุข ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี เราทุกคนจะได้มีพระนิพพานเป็นเครื่องอยู่ เราจะมีพระนิพพานเป็นบ้านของเราอยู่ที่ปัจจุบันนี้นะ ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ มันอยู่เบื้องหน้าโน้น มันใช้ไม่ได้ ต้องรู้เข้าใจ พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เรามีความสุขในการให้ทาน มีความสุขในการรักษาศีล มีความสุขในการทำสมาธิ มีความสุขในการเจริญภาวนาวิปัสสนา เจริญพระกรรมฐาน เจริญพระไตรลักษณ์ รู้เรื่องเหตุเรื่องปัจจัย รู้เรื่องพระไตรลักษณ์ รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่ามีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

 

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นหน้าที่ของเรา ไม่มีใครประพฤติใครปฏิบัติให้กันและกันได้ เรามาอยู่ร่วมรวมกันเป็นหมู่เป็นคณะ เป็นทีมเวิร์ค เป็นครอบครัว เป็นประเทศชาติ ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติแทนกันได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ พากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เอาหลักการที่เป็นสมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมคำสั่งสอน ต้องทำหน้าที่ของเราทุก ๆ คนอย่างมีความสุข เพื่อจะได้เอาพระธรรมพระวินัยเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ ไม่ให้ใครทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย ต้องเข้าสู่กระบวนการแห่งเหตุแห่งปัจจัย เพื่อเอาพระนิพพานนำชีวิต ยกเลิกทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน เราอย่าพากันก้าวไปด้วยทิฏฐิมานะ ก้าวไปด้วยตัวด้วยตน ยกเลิกความสำคัญมั่นหมายด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัติ ผู้มีความรู้มาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เพื่อจะไม่ได้ฟุ้งซ่านไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ ต้องสงบมาก ๆ ผู้สงบมาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละ

 

การนอนการพักผ่อนของเรา ๒๔ ชั่วโมงเรานอนพักผ่อน ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ เราต้องมีความสุขในการนอนการพักผ่อน การนอนการพักผ่อนคือยกเลิกตัวตนนะ เพื่อไม่ให้มีตัวมีตน การยกเลิกตัวตนนี้มันจะเป็นสาระแห่งความสุข ผู้ที่ละตัวละตนมันเป็นความสุข สุขอย่างมาก ๆ เลย

 

เราสังเกตุดูสิ คนที่นอนหลับ คนนอนกรนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว คนที่นอนไม่หลับน่ะรำคาญ นั้นแสดงถึงความสุขที่เค้าปล่อยความทุกข์ออกมานะ ใจเค้าปล่อยวาง เค้าขาดอากาศหายใจเค้าเลยหายใจเข้าออกแรง กรนเสียงดัง คนที่นอนไม่หลับคือคนไม่มีความสุขนะ การนอนถึงต้องมีความสุขในการนอน ผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับเอาไปใช้เอาไปปฏิบัตินะ ให้มีความสุขในการนอนการพักผ่อน ความสงบกับความยกเลิกคืออันเดียวกัน ความสงบกับความมสุขคืออันเดียวกัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พวกเราเข้าใจนะ พวกมีปัญญามากก็ต้องมีความสงบ ผู้มีปัญญามาก ๆ นี้ก็ต้องมีความสุข ความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน ให้เข้าใจนะ ปัจจุบันเราถึงมีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่ออริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพจะได้เป็นความสุข เพราะความสุขกับความสงบมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้มีปัญญามากชอบนอนไม่หลับ นอนไม่หลับนั้นคือไม่มีความสุขนะ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงมีความสุขในการนอนการพักผ่อน ความสุขกับความสงบมันถึงเป็นสิ่งเดียวกัน ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ มีความสุขกับการมีสติสัมปชัญญะในการทำอะไร นั่นแหละคือความสุขกับความสงบ เพราะความสุขกับความสงบมันเป็นของสิ่งเดียวกัน เราทำหน้าที่อะไรถึงต้องมีความสุขกับการทำหน้าที่นั้น ๆ เพราะหน้าที่นั้นมันเป็นความสุขและความสงบ ๒ อย่างนี้เป็นอันเดียวกัน ความสุขกับความสงบนั้นถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมันต้องอยู่ที่ปัจจุบันนะ

 

เราอย่าเอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต เราอย่าเอาความอยากไม่อยากนำชีวิต ต้องรู้เข้าใจ ต้องเอาสติสัมปชัญญะนำชีวิตถึงจะมีความสุขในปัจจุบัน ถึงจะมีความสงบในปัจจุบัน ถึงจะมีพระนิพพานในปัจจุบัน ถ้าเรามีความสุขสารแห่งความสุขนั้นก็จะหล่อเลี้ยง จะเป็นทางสายกลางระหว่างความสุขกับจิตใจ ระบบกายกับใจ ระหว่างลมหายใจกับระบบความคิด มันจะเป็นออกซิเจนไปในตัว มันจะเป็นการปล่อยวางเอาความทุกข์เอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป ด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่องการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาวิปัสสนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ให้กับมหาชนรู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ในเรื่องของพระนิพพาน เพื่อจะได้เอาพระนิพพานไปใช้ไปปฏิบัติในปัจจุบันในชีวิตประจำวัน ทุกท่านทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน จะได้เอาพระนิพพานเป็นการดำรงชีวิตด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อความดีและปัญญาจะได้ก้าวไปที่เป็นปฏิปทาของเราทุก ๆ คน

 

การประพฤติการปฏิบัติต้องอาศัยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องถึงจะได้ผลเห็นผล ตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ ทำอะไรติดต่อต่อเนื่องกัน ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผล เนื่องจากการติดต่อต่อเนื่อง ความรู้ความเข้าใจถึงต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพื่อจะเป็นขบวนการเป็นกระแสแห่งมรรคผลพระนิพพาน

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจนะ เรามีความสุขร่างกายของเราก็จะแข็งแรงนะ เรามีความสุขจิตใจของเราก็จะแข็งแรงนะ เรามีพระนิพพานกายของเราก็จะแข็งแรงใจของเราก็จะแข็งแรง สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นความแข็งแรงทั้งกายและใจ พระนิพพานถึงเป็นความสุข ถึงเป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ ถึงเป็นความพอดี เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพานนะ

 

เราต้องเข้าใจนะทุกคนน่ะ ความสุขความดับทุกข์ที่เป็นพระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบันที่เรามีความสุขในการทำหน้าที่ด้วยไม่หวังผลอะไรตอบแทน เพื่อดับไม่เหลือแห่งความทุกข์นะ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ทุกคนทำความดีเพื่อความดี เป็นบุญเป็นกุศล

 

เราทุกท่านทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติ หลายล้านปี หลายอสงไขย ท่านได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในการละสังขารเสด็จสู่มหาปรินิพพานไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 108,098