๒๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๔ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานของข้าราชการ เป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติของหมู่มวลมนุษย์ มนุษย์เราเดินทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ มีหลักการในการประพฤติในการปฏิบัติ

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งฟังให้สบาย คำว่าสบายนี้หมายถึงความสุข ความสุขนั้นคือความสบาย ไม่มีความทุกข์นั้นคือความสุข มีความทุกข์นั้นคือไม่มีความสุข  

การดำเนินชีวิตของมนุษย์เราต้องเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะทุกอย่างนั้นมันเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ การดำเนินชีวิตของเราต้องมีความรู้ความเข้าใจ เราจะไม่ได้ไปตามความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราจะไม่ได้ไปตามผัสสะ จะไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม มนุษย์เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้องถึงจะมีการประพฤติการปฏิบัติให้ถูกต้องได้

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจนั้นมันจะไม่ลืม ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความรู้นั้นก็จะลืม เพราะเป็นความรู้จากความจำ ความรู้ความเข้าใจจะเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เอาปัญญานำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต ไม่เอาความหลงนำชีวิต

 

การประพฤติการปฏิบัติของเราถึงอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ปัจจุบันเรารู้เราเข้าใจ ถึงต้องเอาปัจจุบันมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพราะปัจจุบันนี้จะเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม เพราะเหตุนี้มีสิ่งต่อไปถึงจะมี มนุษย์เราจะได้เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ ในเรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ด้วยเหตุผลนี้ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญ

 

มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีเมตตาตรัสว่า เรื่องนี้นะ ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุ ขึ้นอยู่ที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็อย่างนั้น ทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็แนะนำการประพฤติการปฏิบัติให้เอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ต้องรอชาติหน้า ปัจจุบันมันจะเลื่อนไปเป็นข้างหน้าเอง ปัจจุบันเราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่คือเหตุคือปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี

 

พระนิพพานนั้นเป็นชื่อของความสุข ความสุขนั้นคือความไม่มีทุกข์ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เรามาทำหน้าที่ให้มีความสุข เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ในหน้าที่ เราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่

 

เราทุกท่านทุกคนมาเสียสละทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน

 

เราต้องรู้เรื่องของกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเกิดจากกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม ความรู้ความเข้าใจเราทั้งหลายจะได้มาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเราของเรา

 

เรามารู้มาเข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิเพื่อเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ผู้มีความรู้มาก ๆ ถึงต้องมาหยุดมาก ๆ คำว่าหยุดกับสงบก็คืออันเดียวกัน เมื่อเรารู้แล้วเราต้องหยุดเราต้องสงบ ความรู้กับการปฏิบัติถึงไปพร้อม ๆ กัน เพื่อหยุดกรรม หยุดสัญชาตญาณ

 

เรามามีความสุขในการหยุด ปัญญากับความสงบนี้จะเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ จะเป็นความหยุดเป็นความสงบ ผู้มีปัญญามาก  ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ เพื่อหยุดสัญชาตญาณ หยุดความฟุ้งซ่าน หยุดความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลตัวตน มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นของเรา

 

สัญชาตญาณที่ประดิษฐ์ออกมาเป็นกรรม ที่เป็นรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณนี้ยากที่จะหยุดได้ ต้องอาศัยหลักการที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องอาศัยการประพฤติการปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องในปัจจุบัน

 

ความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในวัฏฏสงสารเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องพากันมารู้เหตุรู้ปัจจัยมารู้ภัยว่าความเกิดความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้มันมาจากผลคือ เราไม่ได้รู้ทุกข์ ไม่ได้รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่ได้รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องรู้เข้าใจ ทุกอย่างนั้นเป็นคุณ อยู่ในคุณนั้นแหละ ถ้าเราไม่เข้าใจมันจะกลายเป็นโทษ

 

ความพอดีความพอเพียงเพียงพอจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เมื่อเรามีปัญญามาก ๆ เราก็ต้องสงบมาก ๆ ให้เข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เมื่อเรามีความสงบมาก ๆ เราก็เสียสละมาก ๆ เพื่อเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ สิ่งที่เป็นความสุขถึงจะเป็นประโยชน์

 

ความสุขเป็นสิ่งที่มีอยู่ให้เรารู้ให้เข้าใจ ความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ให้เรารู้ให้เข้าใจ ความไม่สุขไม่ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราทุกคนจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อข้ามสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน เราจะได้ก้าวล่วงพ้นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒  ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ จะไม่ได้ครอบงำใจของเรา จะไม่ได้ครอบงำสติปัญญาของเรา ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจจะได้ไปพร้อม ๆ กัน ในปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ พากันมาให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เจริญภาวนา พากันมาทำหน้าที่อย่างมีความสุข ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ ความสุขนั้นจะเป็นพระนิพพาน ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจกับการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นพระนิพพาน

 

การทำอะไรเราทุกท่านทุกคนต้องเข้าใจ การทำอะไรนั้นอย่าไปหวังผลตอบแทน ให้เราเข้าใจ เราทำดีมันก็ดีอยู่แล้ว การให้ทานมันก็ถูกต้องอยู่แล้ว การรักษาศีลมันก็ถูกต้องอยู่แล้ว การทำสมาธิยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ มันก็ถูกต้องอยู่แล้ว เราอย่าไปทำความดีเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน การทำอะไรเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนนั้นมันคือความไม่ถูกต้อง มันเอาความปรุงแต่งนำชีวิต

 

ความปรุงแต่งนั้นให้เราเข้าใจนะ ความปรุงแต่งนั้นไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ มันเป็นความปรุงแต่ง  ความปรุงแต่งมันคือการเปรียบเทียบที่สำคัญมั่นหมาย ที่มีความเห็นว่าอันนี้ได้อันนี้เสีย อันนี้ดีอันนี้ชั่ว อันนี้สั้นอันนี้ยาว อันนี้หนักอันนี้เบา นี้มันคือความเปรียบเทียบ อันนี้มันเป็นความปรุงแต่ง ให้เรารู้ให้เข้าใจ ความปรุงแต่งนั้นมันเป็นความทุกข์ได้เกิดขึ้น ความทุกข์ได้ตั้งอยู่ ความทุกข์ได้ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย มันเป็นความทุกข์

 

เราต้องหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ เรามาทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่มาทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี ผู้ที่มีความเห็นเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยในสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี ก็เลยพากันให้ทานรักษาศีลทำสมาธิเจริญภาวนา เพราะเข้าใจว่า เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี การประพฤติการปฏิบัตินั้นยังต้องการผลประโยชน์ตอบแทน เป็นการลงทุนเพื่อต่อทุน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรามีความเห็นอย่างนั้นยังไม่ถูกต้องนะ ยังใช้ไม่ได้นะ

 

ผู้ที่มีความเห็นว่าทุกอย่างมันเป็นจากเหตุจากปัจจัย

การประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรู้ว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราทำความดีมันก็ดีอยู่แล้วจะไปหวังอะไร เราให้ทาน เราทำในสิ่งที่ถูกต้องเราให้ทาน เราจะไปหวังอะไร เพราะทานคือการทำหน้าที่ การรักษาศีลคือการทำหน้าที่ การทำสมาธิคือการทำหน้าที่ การเจริญปัญญาคือการทำหน้าที่ เราต้องรู้เข้าใจ ทานศีลสมาธิภาวนาเป็นหน้าที่ที่เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เราต้องรู้เข้าใจ เมื่อทานคือเสียสละอยู่แล้วเราจะไปหวังผลประโยชน์ ให้เรามีความสุขในการให้ทานก็เพียงพอ เรารู้อยู่แล้วว่าศีลคือการหยุดกรรมหยุดเวรหยุดภัยหยุดอันตรายมันก็ดีแล้วถูกต้องอยู่แล้ว เราจะไปหวังผลอะไร เราต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี เพื่อดับไม่เหลือของการให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา

 

อย่างเราทำงาน เรามีความสุขในการทำงานมันก็ดีอยู่แล้ว เราจะไปเอาอะไรอีก เพราะเรามีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง งานนั้นมันจะเป็นพระนิพพาน เรามีความสุขในการรักษาศีลมันก็ดีอยู่แล้ว มันหยุดกรรมหยุดเวรหยุดภัยทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทมันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไร

 

เราต้องรู้จักความพอเพียงเพียงพอเหมือนคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  ท่านตรัสคติธรรมว่า เราต้องรู้เข้าใจนะ เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี เราคิดดูดี ๆ สิ มันก็พอดีอยู่แล้ว เราอยากได้มากมันก็ไม่มากเพราะของมันมีเท่านี้มันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิมเพราะของมันมีเท่านี้ เราไม่อยากให้มันแก่เจ็บตายมันก็ต้องแก่เจ็บตาย มันเป็นเช่นนั้นเอง เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี เข้าถึงปัจจุบัน อย่าไปปรุงไปแต่งให้เป็นทุกข์ เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอจะได้เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มากไม่น้อยมันเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ

 

อย่างเรานั่งสมาธิ เรานั่งให้สบายมันก็สบายแล้ว นั่งให้มีความสุขมันก็มีความสุขอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก หายใจเข้าก็ให้สบายหายใจออกก็ให้สบายเราจะไปเอาอะไร หายใจเข้าก็รู้ว่าไม่แน่ไม่เที่ยงหายใจเข้าแล้วก็หายใจออก หายใจออกแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนมันสัญจรไปมาเป็นอาคันตุกะชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น มันไมใช่เราเลย เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราอย่าไปเอาความอยากความไม่อยาก ต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจอย่างนี้

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ใหม่ ๆ หลังพรรษาแรก ทรงส่งออกไปเผยแผ่ให้มหาชนได้รู้เข้าใจในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ให้พัฒนาใจพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆ กันจะเอาแต่ใจอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะต้องมีบ้านมีที่อยู่ที่อาศัยมีสิ่งที่อำนวยความสะดวกสบายของร่างกาย เราจะไปเอาแต่ร่างกายแต่วัตถุก็ไม่ได้เราต้องเอาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ทั้ง ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง เป็นความรู้ความเข้าใจจะได้อริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ อาชีพที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นอาชีพที่มีความสุขที่สุดในโลก ไม่เอาความสุขจากความหลง ต้องเอาความสุขจากยกเลิกความหลง ยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยการให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา

 

ประชาชนมหาชนต้องพากันรู้เข้าใจ ทุกคนนั้นพากันทำได้ปฏิบัติได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขในการทำหน้าที่ในการทำงาน ความดับทุกข์ก็จะมีกับประชาชนมหาชนทุกคน เพื่อให้มหาชนรู้อริยสัจ ๔  รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ท่านทรงไปเผยแผ่ให้มหาชนรู้เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม ให้มหาชนมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ให้ยกเลิกแคนเซิลบาปทั้งหลายทั้งปวงทั้งทางกายวาจากิริยามายาทอาชีพ ยกเลิกแคนเซิลบาปทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นบาปเป็นกรรมเป็นเวรเป็นภัย ทำความดีเพื่อให้เป็นบุญเป็นกุศลด้วยปัญญา เน้นการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

มหาชนต้องรู้เข้าใจ จะได้พากันเสียสละความไม่ถูกต้อง ถึงเริ่มต้นด้วยการให้ทาน การให้ทานคือการเสียสละ เสียสละวัตถุสิ่งของ เสียสละด้วยการรักษาศีล ศีลนั้นคือเป็นหลักการยกเลิกตัวยกเลิกตน เสียสละด้วยการทำสมาธิ ถึงมีสัมมาสมาธิ เพื่อจะไม่ให้ธาตุให้ขันธ์อายตนะสิ่งที่ผัสสะทางตาหูจมูกลิ้นกายใจมันครอบงำสติปัญญาของเรา ให้มหาชนรู้เข้าใจในการดำเนินชีวิตที่เป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุมันต้องไปพร้อม ๆ กัน เราไปมีความสุขในการทำงานทำหน้าที่

 

มนุษย์เราถ้ายกเลิกตัวตนถึงจะเป็นคนฉลาดนะ มนุษย์เราถ้าไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน จะเป็นคนที่ไม่มีปัญญานะ จะเป็นคนที่ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์นะ ถ้าเรามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ ความยากจนก็ไม่มี เพราะเรามีความสุขในการทำงานความยากจนมันจะมาจากไหน ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจมันก็เป็นผู้ที่ไม่รู้จักพอ เป็นผู้จนตลอดกาล เป็นความจนอมตะ รวยเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจก็ยิ่งจนเพราะไม่มีทรัพย์สมบัติแล้วก็จนทั้งใจ เป็นความจนทวีคูณหลายทวีคูณเลย ด้วยเหตุผลนี้ มหาชนทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เพื่อจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ มีความสุขในการทำหน้าที่ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา อย่าไปทำอะไรเพื่อหวังตอบแทน อย่าไปเปรียบเทียบ ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ มารู้ทุกข์ มารู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ความคิดความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความคิดของเรามีทั้งคุณมีทั้งโทษ เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเอาวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อเอาปัญหามาเป็นปัญญา เพื่อเอาปัญญามาเป็นความสงบ เพื่อเอาความสงบมาเสียสละให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เจริญสมถะวิปัสสนา

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง มนุษย์เราพากันนอนพากันพักผ่อน ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอนะ ๒๔ ชั่วโมงนอน ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ หลังจากนั้นพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุให้มีความสุข ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ นอนพักผ่อน ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ คำว่าสุขนั้นหมายถึงพระนิพพานนะ เราทำความดีเพื่อความดีไม่หวังอะไรตอบแทน ความสุขนั้นก็เป็นพระนิพพาน จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้นะ ให้เรารู้เข้าใจ อันนี้มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความรู้คู่กับการปฏิบัติ มันเป็นการทำความดีเพื่อความดี มีความสุขกับการทำความดี

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นการปฏิบัติธรรมกับการทำงานอย่างมีความสุข ให้เข้าใจอย่างนี้ เราจะได้ทำงานกับพัฒนาใจให้มีพระนิพพาน เพื่อให้ปฏิปทานั้นติดต่อต่อเนื่อง วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเพื่อไปพัฒนาจิตใจ เพื่อให้ภายใน ๒ วันมันติดต่อต่อเนื่อง เพื่อเราจะไม่ได้ปริโพธกับธุรกิจหน้าที่การงาน ให้ไปเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ นี้เป็นหลักการของหมู่มวลมนุษย์นะ หมู่มวลมนุษย์มีแปดพันกว่าล้านคนใช้หลักการเดียวกันนี้ มี ๑๙๕ ประเทศใช้หลักการเดียวกันนี้หมด

 

ครั้งพุทธกาลเอาวันพระ ๗ ค่ำ ๘ ค่ำเป็นวันหยุด วันพระ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำเป็นวันหยุด เดือนหนึ่งก็หยุด ๘ วันเช่นเดียวกันกับทุกวันนี้ ทุกวันนี้เอาหลักสากล เอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด หยุดทำไม หยุดให้เราไปท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ เหรอ ไม่ใช่ หยุดเพื่อให้เราได้พัฒนาจิตใจของเราทุก ๆ คน ปกติเรามีความสุขในการทำงานทำหน้าที่ แต่การงานหน้าที่นั้นมันยังมีปริโพธกังวลอยู่ ผู้ที่ยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้ายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ยังเป็นเสขบุคคลยังมีความวิตกกังวลอยู่ ท่านจึงให้มีหลักการอบรมบ่มอินทรีย์ให้มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์เพื่อพัฒนาจิตใจ เพราะอายุขัยของมนุษย์มันมีจำกัด ปัจจุบันมีการพัฒนาอายุขัยของมนุษย์อยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี บางคนก็อยู่ได้มากกว่าร้อยปี เพราะทางวิทยาศาสตร์ทางจิตใจมีความสุข อายุขัยของมนุษย์มันมีจำกัดเพื่อพัฒนาเผ่าพันธุ์ของหมู่มวลมนุษย์ให้มีความสงบและปัญญา ให้มีปัญญาและความสงบ เพราะความสงบและปัญญานั้นคือความสุข ทุกคนจะได้อบรมบ่มอินทรีย์เพื่อพัฒนาพระนิพพานให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

ทุก ๆ ท่านต้องพากันเข้าใจอย่างนี้นะ ต้องรู้เข้าใจ เพื่อจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาสัญชาตญาณนำชีวิต เราต้องรู้เข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เราเกิดมาเพื่อมาทำความดีเพื่อความดีนะ เพราะความดีที่เป็นความดีมันเป็นการทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ จะว่าดับทุกข์ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เราต้องรู้เข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เราจะได้มีจุดยืนและหลักการของเราให้ชัดเจน เราจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต เดี๋ยวมันจะเกิดความเสียหายเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทยที่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้นสร้างยังไม่เสร็จดี แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลโน้น อยู่ที่ประเทศพม่าอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ เพราะความไม่ถูกต้องเอาทุจริตนำชีวิตมันเลยเกิดการเสียหายเกิดการพังทลาย ตึกใหญ่ ๆ สูงกว่ามีตั้งหลายตึกที่อยู่ใกล้เคียงทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล เพราะมาตรฐานยังมีความถูกต้องอยู่ มีความถูกต้องพอที่จะรับแผ่นดินไหวนั้นได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในการดำรงชีพดำรงธาตุดำรงขันธ์ดำรงอายตนะของเรา เราต้องพากันรู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจ ๔ ให้พากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ทำความดีอย่าไปหวังอะไรตอบแทน เราจะได้ยกเลิกการเสียหายยกเลิกการพังทลายต้องเอาสติสัมปชัญญะนำชีวิต อย่าไปเอาความฟุ้งซ่าน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้เข้าใจมันเสียหายนะ มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินนี้นะ

 

เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติมันจะเป็นออกซิเจนหล่อเลี้ยงชีวิตของเราเลยนะ มันเป็นความสงบเป็นความสุข ความรู้ความเข้าใจนี้มันจะยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สิ่งที่เสียหาย สิ่งที่จะพังทลายนะ มันจะเป็นการปล่อยวางของปฏิกูล ปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ไปในตัว มันจะเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอนะ

 

พระศาสนานี้คือปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง มีความสุขในการทำหน้าที่ จะว่าความสุขนั้นก็ได้นะ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้นะ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้นะ เราจะได้รู้จะได้เข้าใจ เราจะได้เน้นมาที่ตัวเรา เพราะต้นเหตุนี้อยู่ที่ตัวเรา ที่เราไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพรากอันนั้นมันแก้ไขไม่ได้แล้วมันสายไปแล้ว เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราอย่าไปแก้ไขที่ปลายเหตุ ไปแก้ไขที่ปลายเหตุนั้นไม่ได้ เราต้องเข้าถึงความพอเพียง อันนั้นมันเป็นปลายเหตุแล้ว ความแก่เจ็บตายพลัดพรากมันเป็นปลายเหตุแล้ว เราต้องเข้าใจเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ สิ่งไหนที่เป็นอดีตไปแล้วเราแก้ไขไม่ได้เราต้องปล่อยต้องวาง ไม่อยากให้แก่ให้เจ็บให้ตายให้พลัดพรากเราอย่าไปคิดเป็นเด็ดขาดเลย มันเสียหายมาก เพราะไปคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันเสียหาย สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็แล้วไปช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านตรัสไว้ เราต้องรู้เข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เรามาระลึกถึงให้รู้เข้าใจเป็นปฏิปทาว่า เรามีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นธรรมดาเพราะอันนี้มันเป็นผลของกรรมแล้ว เราต้องเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส  เพื่อจะไม่เอาความผิดพลาดเอาความเสียหายให้ตัวเองเป็นทุกข์เปล่า ๆ

 

เราเกิดมาต้องรู้เข้าใจเรื่องอริยสัจ ๔ เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้คืนอธิปไตยให้กับความถูกต้องเขา ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นอธิปไตยของกรรมของกฎแห่งกรรม ให้เรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของอธิปไตย เราต้องคืนอธิปไตยให้กับความถูกต้อง เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ เอาตัวตนเป็นที่ตั้งอันนี้มันไม่ได้นะ

 

ที่ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ตรัสว่า ตัวตนมันคือบ้านะ มันคือคนบ้า มันเป็นคนผีบ้า นายผีบ้า นางผีบ้า เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชผีบ้า เป็น สตง. เป็นกกต. ปปช. ปปง. ผีบ้า เราอย่าไปเอาความสุขจากสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่ถูกต้อง มันลิดรอนสิทธิเสรีภาพมากเกินไป เราต้องคืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติที่เป็นประภัสสร ให้รู้เข้าใจ การลิดรอนสิทธิเสรีภาพมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเราจะได้พัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กันอย่างมีความสุข เรายกเลิกตัวตนจะเกิดปัญญานะ เป็นปัญญาประดิษฐ์นะ ทำสิ่งที่ดี ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะ เอาทะเลทรายที่แห้งแล้งให้เขียวชอุ่มได้นะ เอาน้ำเค็มจากทะเลมหาสมุทรมาทำเกษตรกรรมเพื่อพืชพันธุ์ธัญญาหารได้นะ เพราะการยกเลิกตัวตน ทำความดีเพื่อความดีมันจะเป็นความสงบ มันจะเป็นความพอดีความพอเพียง จะไม่ได้เป็นคนพลัดถิ่นไปหากินต่างแดน รู้เรื่องภายนอกหมดแต่ไม่รู้เรื่องของตัวเองคือบุคคลที่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต

 

สิ่งที่มันผ่านไปแล้วมันแก้ไขไม่ได้ ให้เอาปัจจุบันทำหน้าที่ในปัจจุบันให้มีความสุขให้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรให้ติดต่อต่อเนื่องนั้นด้วยความเข้าใจด้วยการให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ใช้ปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องตามหลักการตามหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผล ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อชีวิตของเราจะได้เอาพระนิพพานนำชีวิต พระนิพพานเป็นชื่อของความสุข พระนิพพานเป็นธรรมะหยุดกาลหยุดเวลาหยุดการเปรียบเทียบ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นความสงบที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทุกท่านทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ สิ่งที่แก้ปัญหาได้ก็ต้องพัฒนาใจพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆกันเพื่อเข้าถึงพระนิพพานบ้านของเราคือความสุขคือความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ

 

เราทุกท่านทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านให้คติธรรมเราทุกคนว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ต้องเอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติให้มีความสุข ให้เป็นพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 108,090