๒๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ความสุขความทุกข์ของเรานี่
อยู่ที่ความคิดของเรานะ
เราต้องรู้จักความคิดของเรา
เรามันคิดเองเออเองนะ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจในสิ่งต่างๆ น่ะ
ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ
เราก็จะหาเรื่องหาราวให้กับตัวเอง
หาเรื่องหาเรื่องราวให้กับคนอื่น
เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ
เราจะได้มีพระนิพพานเป็นบ้านของเรานะ
พระนิพพาน คือ ความสุข
รู้จักอริยสัจ ๔ ไม่ไปตามสิ่งต่างๆ
ให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มันจบอยู่ที่ปัจจุบันน่ะ
จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะน่ะ
เพื่อที่จะได้เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา
เราจะไม่ได้ไปตามความหลง
ไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต
เอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต
มีความสุขมากไปเลย
ปัจจุบันต้องเป็นนิพพานในปัจจุบันนี้
บอกว่านิพพานเป็นขณะๆ ไป
เรารู้เราเข้าใจน่ะ
การปฎิบัติเราให้ติดต่อต่อเนื่อง
ถึงให้เอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฎิบัติ
อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันนี้แล้ว
อนาคตจะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง
ปัจจุบันเรารู้เข้าใจ
มีความสุขในการประพฤติการปฎิบัติ
ความสุขกับความสงบ มันคืออันเดียวกัน
ถ้าเรามีความสุข มันก็ความสงบนะ
ถ้าเรามีความสงบ มันก็มีความสุขอย่างนี้
มันแยกกันไม่ได้หรอก
เพราะมันเป็นเกลอกัน เพื่อนกัน
เราเรียนหนังสือให้มีความสุขอย่างนี้
ก็ได้พระนิพพานแล้วอย่างนี้
เราทำงานให้มีความสุข ได้นิพพานแล้ว
เรารู้เข้าใจ เราทำเพราะเราเห็นว่า
หน้าที่ คือ ธรรมะ
ธรรมะ คือ หน้าที่
เราอย่าไปเอาความอยาก ไม่อยากนำ
เพราะความอยาก ความไม่อยาก
มันคือ ความปรุงแต่ง
เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ
การให้ทานถึงจะเป็นพระนิพพาน
การรักษาศีลจะเป็นนิพพานนะ
การทำสมาธิถึงจะเป็นนิพพานน่ะ
เราต้องเข้าใจง่ายๆ อย่างนี้
เห็นด้วยกับหลวงพ่อมั้ย
อย่างเรามีความสุขในการหายใจเข้าอย่างนี้
มันก็ได้นิพพานแล้ว
หายใจออกให้สบายก็ได้พระนิพพานแล้ว
ถ้าเราจะไปเอาความสงบ
เดี๋ยวมันจะได้นรกนะ
มันจะไม่ได้พระนิพพานนะ
พระพุทธเจ้าส่งพระอรหันต์ออกไปเผยแผ่
เมื่อท่านตรัสรู้ใหม่ๆ น่ะ
บอกให้มหาชนเข้าใจในการดำเนินชีวิตน่ะ
เพื่อให้รู้ใจเข้าใจในระบบความคิด คำพูด
การกระทำกิริยามารยาท อาชีพ
ที่ยกเลิกตัวยกเลิก
การยกเลิกตัวตน
ถึงจะเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา
เราเกิดมา เราต้องรู้เข้าใจ
เราต้องเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ
มีความสุขในการประพฤติในการปฎิบัติ
ถ้าเราไม่มีความสุข
มันก็คือเรามีความทุกข์น่ะ
สองอย่างนี้เราต้องรู้จัก
เราต้องรู้จักนรก รู้จักนิพพานนะ
เราจะไปคิดผิด เข้าใจผิด
คิดว่า พระนิพพานอยู่อนาคตกาล
เบื้องหน้าโน้นเทอญ มันไกลเกิน
พระพุทธเจ้าบอกว่า มันใช้ไม่ได้
มีผู้ไปถามพระพุทธเจ้าว่า
ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วสูญ
พระพุทธเจ้าบอกว่า แล้วแต่เหตุ แล้วแต่ปัจจัย
เราต้องเข้าใจในการประพฤติการปฎิบัติน่ะ
เพราะอดีตก็ย่นย่อมาที่ปัจจุบัน
อนาคตไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันน่ะ
ปัจจุบันเราต้องเข้าถึงความดับทุกข์ ความไม่มีทุกข์น่ะ
มนุษย์เราต้องเป็นผู้รู้เข้าใจ
จะได้เป็นข้าราชการ นักการเมือง จะได้เป็นนักบวชน่ะ
เพราะทุกอย่าง มันคือเหตุคือปัจจัย
ถ้าอย่างนั้นเราเป็นข้าราชการ
เป็นนักการเมือง เป็นนักบวชไม่ได้
เค้าให้เป็น เพื่อมายกเลิกตัวตนนะ
ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นนะ
เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ
เอาความหลงนำชีวิตน่ะ
เอาคอร์รัปชันนำชีวิต
. . .
อันนั้นมันเป็นเรื่องของคนอื่นน่ะ
พระพุทธเจ้าบอกว่า เรื่องของคนอื่น
เราไปยุ่งเรื่องของคนอื่น
เดี๋ยวเราบาปอีก
มันต้องมีปัญหาอย่างนี้ มันถึงมีปัญญา
มันต้องมีปัญญา ถึงจะมีความสงบนะ
มีความสงบ เราจะได้เสียสละน่ะ
ถ้าไม่เสียสละ
มันก็เป็นเพียงสมาธิ เป็นเพียงสมาบัติ
มาบวชหลายปียิ่งขี้เกียจน่ะ
. . .
เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ
เราจะได้มีความสุขที่สุดในโลกเลย
เราอย่าไปคิดว่า เราต้องการความสงบ
เรามีความสงบ เราก็ต้องเสียสละอย่างนี้
เราพักผ่อน เราก็ต้องทำงานอย่างนี้
เพราะงานคือหน้าที่ หน้าที่คืองาน
เราต้องมีความสุขอย่างนี้
เราต้องรู้ต้องเข้าใจอย่างนี้
. . .
เราเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง
เราก็ต้องมีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากน่ะ
เราต้องยกเลิกตัวตนนะ
ถ้าไม่ยกเลิกตัวตน
ลูกเราไม่นับถือเราหรอก
เราต้องเข้าใจอย่างนี้นะ
เห็นด้วยมั้ย
ใครยกเลิกตัวตนน่ะ
ทุกคนถึงจะโอเคนะ
เราทุกคนต้องมีความสุขกันนะ
พยายามมีสติมีสัมปชัญญะกัน
มาอยู่วัดให้มีความสุขน่ะ
เพราะความสุขกับความสงบ มันอันเดียวกัน
เราอย่าไปคิดว่า
เรามาเอาความสงบแล้ว จะได้โรคประสาทนะ
เห็นด้วยมั้ย
โยม : ปัญญามาก ทำไมไม่สงบ
หลวงพ่อ : ก็โยมไม่มีความสุข จะมีความสงบได้ยังไง
ไม่เข้าใจเรื่องความสงบน่ะ
ความสงบกับความสุขมันอันเดียวกัน
เราทำงานมีความสุข
มันก็เป็นความสงบอยู่แล้ว
เห็นด้วยมั้ยๆ ทำอย่างนี้แหละ
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เรารู้เข้าใจ
เราคิดดีๆ อะไรไม่ดี
อย่าเป็นคนผีบ้าไปคิดมันสิ
หลวงพ่อกัณหาไม่ได้ว่า หลวงตามหาบัวว่าแล้ว
อันไหนไม่ดี ไม่คิดมัน
คิดก็เป็นคนผีบ้านะ
อันไหนไม่ดี อย่าไปพูดมัน
พูดก็เป็นคนผีบ้านะ
นั่นแหละคือ บักผีบ้า อีผีบ้าน่ะ
หลวงตามหาบัวว่า
เห็นด้วยมั้ย
การปฏิบัติธรรม มันคือคิดดีๆ พูดดีๆ
กิริยามารยาทดี อาชีพดีๆ ยกเลิกตัวตน
เราจะไปเอาความสุขจากความหลงได้ยังไง
อยู่ดีๆ สร้างความทุกข์ให้ตัวเอง
. . .
เราต้องรู้จักปัญหา
ถ้าอย่างนั้นมันไม่มีปัญญา
เราต้องขอบใจทุกอย่าง
เพื่อเราจะได้มีปัญญา
ไม่ใช่ให้ตัวเองมีปัญหา
ให้เข้าใจอย่างนี้นะ
เรากลับไปแก้ตัวใหม่
ทุกคนกลับแก้ไขตัวใหม่
. . .
เราต้องรู้เข้าใจปัญหานะ เราจะได้มีปัญญา
. . .
เราจะให้ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่
มันจะมีเป็นประโยชน์อะไร
เราต้องรู้เข้าใจ
ต้องขอบใจความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากน่ะ
พระพุทธเจ้าให้เอาปัจจุบันให้มีความสุขน่ะ
ท่านให้เราให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เจริญภาวนา
ต้องเอาที่ปัจจุบันนี้นะ
เข้าถึงความพอเพียง เพียงพอ
เหมือนมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ท่านให้คติธรรมน่ะ
เราอยากให้มาก มันก็ไม่มาก
เราอยากได้น้อย มันไม่น้อย
มันหาเรื่องหาราวเฉยๆ
เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้มีความสุข
มันอยู่ที่ความคิดของเราน่ะ
. . .
มันอยู่ที่ความคิดนะ
อย่างคนมาถือศีลอย่างนี้น่ะ
เราก็รู้อยู่แล้วว่า ศีล ๕ อย่างนี้
ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้
เราก็มีความสุขอย่างนี้น่ะ
เราไม่มีความปรุงแต่ง
เรามีความสุขในการทำหน้าที่
เราก็มีความสุขน่ะ เราก็ไม่หิวข้าว
อย่างเราถือศีล ๘ หรือว่านักบวชอย่างนี้
เค้าสมมติให้สมมติสัจจะ
ให้เราทำอย่างโน้น เรามีความสุขน่ะ
เราก็ไม่ไปคิด เพราะถ้าไปคิด มันหิวน่ะ
พระพุทธถึงบอกว่า
อย่าไปคิดมัน อย่าไปตรึกในกาม
อย่าไปตรึกในพยาบาท หาเรื่องหาราวอะไร
เดี๋ยวคิดหลายครั้ง เดี๋ยวมันอยากได้เมียนะ
คิดหลายครั้ง เดี๋ยวอยากได้ผัวนะ
เราต้องรู้เข้าใจความคิดน่ะ
อย่างเราเดินข้ามป่านี้แหละ เป็น ๑๕ วันอย่างนี้
ไม่มีอะไรฉันอย่างนี้ เราก็ไม่ไปคิดอะไร
เรามีความสุขอย่างนี้ มันก็เหนื่อยน้อยน่ะ
ถ้าเราเข้าสมาธิสักชั่วโมงหนึ่ง ๒ ชั่วโมง
มันก็กำลังกัน เดินต่อได้อย่างนี้
ความคิดของเรามีปัญหานะ
. . .
มาบวชแล้วก็ยังมาคิดมาปรุงมาแต่ง
เดี๋ยวก็จะพากันเป็นสมีกันทั้งประเทศนะ
สมี แปลว่า มีเมียไม่ได้จดทะเบียน
เค้าเรียกว่า สมี
ถ้าสึกไปแล้ว เค้าเรียกสมีเนอะ
เราต้องรู้เข้าใจ
ทุกคนต้องมีความสุข
ในการประพฤติปฏิบัติตัวเองนะ
เรามาอยู่วัด…
มารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนดีมากเลย
เห็นหน้าใครก็มีแต่หน้าที่เอามรรคผลนิพพานน่ะ
เห็นด้วยมั้ย เห็นดีด้วยมั้ย
สาระสำคัญมันอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ
เราจะได้กลับถึงพระนิพพานบ้านของเรานะ
หลงทางมาหลายล้านปีแล้ว
ทุกคนโอเคมั้ยๆ
. . .
บวชนี้ดีที่สุดในโลกนะ
เพราะบวชนี้ บ้านไม่ได้เช่า ข้าวไม่ได้ซื้อ
เค้าเอาของมาให้ ยังมาไหว้อีก
แล้วก็มีความสุขในการประพฤติในการปฎิบัติ
เพราะคำว่าพระนี้ แปลว่า
ยกเลิกความทุกข์ ยกเลิกวัฏสงสาร
มีความสุขที่สุดในการที่หยุดก่อน ลาก่อน
คอนเซิลก่อนวัฏสงสารนะ (Cancel : ยกเลิก)
พระพุทธเจ้าบอกว่า มันทำติดต่อต่อเนื่อง
ให้เป็นกระบวนการของมรรคนิพานนะ
การบวชมันคือความสุขอย่างนี้นะ
มาถือนิสัยพุทธะน่ะ
ยกเลิกนิสัยของพระเทวทัตน่ะ
มีความสุขในการประพฤติการปฎิบัติอย่างนี้
เรายกเลิกตัวตน ธรรมะถึงเกิดได้
เค้าถึงเรียกว่า พระ
พระ แปลว่า ผู้วางของหนักคือความหลง
วางภาระ วางวัฏสงสารนี่นะ
พระ คือ พระธรรมพระวินัย
ยกเลิกสัญชาตญาณน่ะ
. . .
ผ่านมันไปเลย
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
เราต้องรู้เข้าใจ
เราจะไม่ตกอยู่ในสัญชาตญาณ
มันจะครอบงำธาตุทั้ง๔ ขันธ์ทั้ง ๕
ผู้มีความสงบต้องเสียสละ
อย่างนี้มันถึงเป็นพระนะ
ต้องรู้เข้าใจ
ถ้าอย่างนั้นเราไปวิ่งหาความหลงน่ะ
ความหลงยังไม่พอ มันวิ่งหา
จะไปวิ่งหาความสงบอยู่ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร
ห้วยขาแข้ง เขาใหญ่
ภูสอยดาว สอยเดือน หรือสอยดวงอาทิตย์
อย่างนี้มันจะฟุ้งซ่านไปเรื่อย
เรารู้เข้าใจทีนี้ต้องมีความสุขล่ะ
เห็นด้วยมั้ย
ปัจจุบันเรามีความสุขอย่างนี้
เราทำหน้าที่อย่างนี้
เราก็มีพระนิพพานอยู่แล้ว
เรามีความสุขน่ะ ก็ทำอาหารอร่อยอีกด้วย
เห็นด้วยมั้ย
--------------------
หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๙
ธรรมะ@กุฏิหลวงพ่อ