๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๘ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
ให้เรารู้ให้เข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญในการประพฤติในการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติในการปฏิบัติของเราทุก ๆ คน เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันถึงเป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติ เราทุกคนต้องพากันเข้าใจ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ การประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน
ทุก ๆ คนมามีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นสิ่งที่รีบด่วนมาก ๆ ให้เราทุกคนถือเอาปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นสิ่งที่รีบด่วน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ มีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจนในปัจจุบัน หายใจเข้ายาว ๆ ลึก ๆ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน หายใจออกยาว ๆ ลึก ๆ ให้ชัดเจน เพื่อมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อให้สติให้สัมปชัญญะของเราชัดเจน ความสงบของเราจะได้เพียงพอ เมื่อเรามีความสงบเราก็จะมีสัมปชัญญะ สติกับสัมปชัญญะนั้นมันคือสิ่งเดียวกัน เมื่อเรามีสติเราก็มีสัมปชัญญะ เมื่อเรามีสัมปชัญญะเราก็มีสติ
หลักการในการเจริญสติสัมปชัญญะที่เราใช้อานาปานสติ หายใจเข้ายาว ๆ ลึก ๆ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจออกยาว ๆ ลึก ๆ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อให้กายกับใจมีความสงบควบคู่กันไป ระหว่างลมหายใจกับระบบความคิด
การเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม จุดมุ่งหมายเพื่อจะให้กายกับใจได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งคือความสงบ อันหนึ่งปัญญา ๒ อย่างนี้จะได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน
หลักการในการปฏิบัติธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเอาความสงบและปัญญาเดินทางไปพร้อม ๆ กัน สมถะคือความสงบ วิปัสสนาเป็นตัวปัญญา ๒ อย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งคือความสงบ อันหนึ่งคือปัญญา
ปัจจุบันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ผู้ปฏิบัติธรรมต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่างเราเป็นพนักงานนับแบงค์นับธนบัตร ปัจจุบันเราต้องสงบ เพื่อไม่ให้การนับแบงค์นับธนบัตรนั้นหลงลืม เราจะไม่หลงไม่ลืมในการนับแบงค์นับธนบัตร เราก็ต้องสงบเราก็ต้องไม่ฟุ้งซ่าน ถ้าฟุ้งซ่านเมื่อไหร่มันก็จะหลงทันที ด้วยเหตุผลนี้ความสงบและปัญญาถึงต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กันอย่างหนึ่งก็คือความสงบ อย่างหนึ่งก็ปัญญา ๒ อย่างนี้ถึงต้องไปพร้อม ๆ กัน
หลักการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบันนี้ในชีวิตประจำวันของเรา เราถึงต้องพากันมาทำหน้าที่ หน้าที่ทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพของเราต้องมีความสงบและปัญญา หรือว่ามีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อโฟกัสในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เราจะอยู่กับความปรุงแต่งอยู่กับความฟุ้งซ่านนั้นไม่ได้
ถ้าเราอยู่กับความปรุงแต่งความฟุ้งซ่านการนับเงินนับธนบัตรมันก็ต้องหลงก็ต้องลืมแน่นอน เพราะเราไม่สงบเราฟุ้งซ่าน อริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นปัจจุบันธรรม เราทุกคนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อจะได้อยู่กับความสงบอยู่กับเนื้อกับตัว จะไม่ได้มีความฟุ้งซ่าน ระบบสมองของเรากับลมหายใจจะได้ไปพร้อม ๆ กัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญของเราทุก ๆ คนนะ
เราแต่ละคนพากันเน้นหน้าที่ของตัวเอง เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่อง เราจะได้ผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยทานศีลสมาธิภาวนา เรามาทำความดีเพื่อความดีที่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน เพื่อให้เข้าถึงความดับไม่เหลือในปัจจุบัน อาศัยหลักการในการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เป็นการทำความดีเพื่อความดีไม่หวังอะไรตอบแทน
เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ความหยุดความสงบการยกเลิกให้เรารู้ให้เข้าใจ เมื่อเราหยุดเรายกเลิก มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นทานศีลสมาธิภาวนา ด้วยความรู้ความเข้าใจเรื่องอริยสัจสี่คือเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราให้ทานเสียสละเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อให้ปัจจุบันก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยไม่หวังผลอะไรตอบแทน ไม่หวังในความเป็นมนุษย์รวย เทวดาสะดวกสบาย พระพรหมผู้สงบ มีความรู้ความเข้าใจไม่หวังผลอะไรตอบแทน ความหวังนี้เป็นความอยากเป็นความต้องการ เปรียบเสมือนทะเลที่ไม่อิ่มด้วยน้ำ ไฟที่ไม่อิ่มด้วยเชื้อ มีความบกพร่องอยู่เป็นนิจ นี้ไม่ใช่ความสงบ นี้ไม่ใช่ความพอเพียงเพียงพอ ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ
เราพากันมารู้มาเข้าใจ มามีความสุขในการทำหน้าที่ ให้เรารู้เข้าใจ ความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความสงบเราก็มีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้
ที่มีผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีเมตตาตรัสว่า อันนี้แหละขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยนะ เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี ท่านยังแนะแนวในการประพฤติการปฏิบัติให้เอาปัจจุบันนี้นะ เพราะอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันนี้คือเหตุคือปัจจัย เราต้องรู้เหตุรู้ปัจจัย มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน จะเข้าถึงพระนิพพาน จะได้หยุดกาลหยุดเวลา สมองกับลมหายใจที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นมาจากสติมาจากสัมปชัญญะนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ในปัจจุบัน ให้เรารู้ให้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ปฏิบัติให้มีความสุข พุทธะนั้นคือบุคคลที่รู้เข้าใจในทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ถึงต้องพากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญในการประพฤติการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติให้เราเข้าใจ เพราะการปฏิบัตินี้จะไม่มีคำว่าได้ จะไม่มีคำว่าเสียนะ การปฏิบัตินี้จะหยุดคำว่าได้ว่าเสียว่ามีว่าเป็นนะ มันเป็นความรู้เป็นความเข้าใจ เป็นความสุขในการประพฤติการปฏิบัติที่หยุดความฟุ้งซ่าน หยุดความปรุงแต่ง หยุดความบกพร่องที่ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเต็ม ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักความพอเพียงเพียงพอ
เราพากันมารู้มาเข้าใจในอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ด้วยความรู้ความเข้าใจเราจะได้ยกเลิกความไม่ถูกต้อง ความไม่ถูกต้องคือความผิดคือทุจริตคือความเสียหาย มันเป็นการพังทลายล้มละลายอย่างเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้น สร้างยังไม่เสร็จดี แผ่นดินอยู่ตั้งไกลอยู่ที่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ห่างจากกรุงเทพมหานครร่วมพันกิโลเมตร ด้วยความไม่ถูกต้อง ด้วยความผิด ด้วยการทุจริตโกงกินคอร์รัปชั่นทำให้เกิดความเสียหาย เกิดการพังทลายของตึก สตง.
เราทุกคนมารู้มาเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำ เป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เรามาทำหน้าที่ของเราดี ๆ ให้มีความสุข วันหนึ่งคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง การนอนการพักผ่อนของเรากับการทำงานก็ต้องสมดุลกัน เอาวัตถุกับใจไปพร้อม ๆ กันอย่างมีความสุข เราจะได้เอาทั้งกายและใจเดินทางพร้อม ๆ กัน ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เราพากันนอนพักผ่อน นอนหลับสนิทวันละ ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ เวลาเราตื่นอยู่นี้ ๑๘ ชั่วโมงนะ เราเอาเวลา ๑๘ ชั่วโมงมาทำหน้าที่ ทำหน้าที่ของเราให้มีความสุข ให้เรารู้ให้เข้าใจ ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะในตัวของมันเอง ความสงบและปัญญานั้นก็จะก้าวไปเหมือนเจ้าหน้าที่ธนาคารที่กำลังนับแบงค์นับธนบัตร การนับแบงค์นับธนบัตรนั้นจะไม่หลงไม่ลืม เพราะใจมีความสุข ใจอยู่กับเนื้อกับตัวอยู่กับหน้าที่ เวลา ๑๘ ชั่วโมงที่ตื่นอยู่นี้ก็จะมีประโยชน์ ไม่เสียเวลาในการฟุ้งซ่าน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงในปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะด้วยความรู้ความเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมเรื่องพระวินัย ๒ อย่างนี้ให้เราเข้าใจนะ อันหนึ่งความรู้ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ อันหนึ่งประพฤติอันหนึ่งปฏิบัติ เหมือนเจ้าหน้าที่พนักงานกำลังนับแบงค์ที่มีสติมีสัมปชัญญะไม่ฟุ้งซ่าน ความรู้กับการปฏิบัติจะเป็นความสงบและปัญญา
ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะมีความฟุ้งซ่านนั้นไม่ได้ ต้องไม่มีปริโพธกังวลกับเรื่องอดีตในเรื่องอนาคต ปัจจุบันต้องยกเลิกเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ต้องมีความสุขอยู่กับหน้าที่มีความสุขอยู่กับปัจจุบันเพื่อทำหน้าที่ เพื่อระบบของสมองกับลมหายใจจะได้อยู่กับปัจจุบัน ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะเป็นออกซิเจนแห่งชีวิต จะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นความรู้ความเข้าใจที่ปล่อยวางเรื่องอดีต ไม่มีปริโพธกังวล เข้าใจเรื่องอนาคตอย่างแจ่มแจ้งว่าปัจจุบันนี้แหละเป็นฐาน เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ปัจจุบันเป็นอย่างไร อนาคตก็ย่อมเป็นอย่างนั้น ปัจจุบันเรายกเลิกความฟุ้งซ่าน ก็เป็นฐานของความสงบของอนาคต
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้จักการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่ปล่อยโอกาสเวลาผ่านไป ไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ ไม่รู้จักการทำหน้าที่ สติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าให้มีความสุขเพื่อเอาออกซิเจนหล่อเลี้ยงร่างกาย หายใจออก็เอาของเสียเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย การดำเนินชีวิตของเราด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะเป็นออกซิเจน จะเป็นการปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ของเสียของปฏิกูลด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีความสุขในการทำหน้าที่
เราพากันนอนพากันพักผ่อน ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอพอเพียง ถ้าเด็กเล็กคนป่วยคนชราก็ให้นอนให้พักผ่อนมากกว่านั้น เพื่อจะได้ซ่อมแซมสรีระร่างกาย การดำเนินชีวิตของเราให้เรารู้เข้าใจ ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบมาก ๆ ถ้าไม่สงบแล้วมันจะฟุ้งซ่าน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้เข้าใจ ปัญญานั้นแหละจะเป็นตัวทำลายปัญญาของเรา ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ เพื่อไม่ให้ปัญญามันทำลายปัญญาเอง ผู้มีความสงบมาก ๆ ต้องพากันมาเสียสละมาก ๆ เพื่อไม่ให้ความสงบทำลายความสงบเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้ผ่านด่านของธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ที่เป็นโลกธรรมครอบงำใจของเรา สติปัญญาของเรา เราทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจ เมื่อมีปัญญาแล้วก็ต้องสงบ เมื่อสงบแล้วต้องเสียสละ เพื่อเราจะได้มีความสุขในการทำหน้าที่ สมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เป็นอุปกรณ์ที่เราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติในการทำหน้าที่ เรามีความสุขในการทำหน้าที่
เราอยู่กันเป็นครอบครัวเป็นบ้านเป็นสังคมประเทศชาติ ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้กันและกันได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจนะ ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้กันและกันได้ การประพฤติการปฏิบัตินี้เป็นการชิงแชมป์เพียงครั้งเดียวนะ ไม่มีโอกาสแก้ตัว ใจของเราต้องพร้อมนะ กายของเราต้องพร้อมนะ อยู่ที่ปัจจุบันนะ จิตวาระสุดท้ายก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว จิตที่จะเป็นอนาคตก็อยู่ที่ปัจจุบันแล้ว ด้วยเหตุผลนี้เราถึงมองเห็นปัจจุบันเป็นหน้าที่ของเราต้องประพฤติต้องปฏิบัติให้มีความสุข
เราจะเอาความปรุงแต่งนำชีวิตไม่ได้ เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิตไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนี้เป็นไฟต์ใหญ่เป็นไฟต์ที่สำคัญนะ มีโอกาสเพียงครั้งเดียว จะไปประมาทไม่ได้ ความประมาทนี้คือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินนะ
เราต้องยกเลิกปริโพธิกังวลเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันเป็นไฟต์ที่สำคัญ อย่าให้ความปรุงแต่งนำชีวิต อย่าเอาความปรุงแต่งนำชีวิต ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ อริยมรรคที่มันเกิดกับเราอยู่กับปัจจุบันให้เราทำหน้าที่ของเราในปัจจุบันนะ ให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันมีเพียงครั้งเดียวนะ
ด้วยเหตุผลนี้แหละ เราถึงยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกด้วยการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิภาวนาที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะที่ปัจจุบัน ในอริยมรรคที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทเป็นอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นถึงเป็นเรื่องของปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องอดีต ไม่ใช่เรื่องอนาคต เป็นเรื่องของปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นการชิงแชมป์ เราต้องรู้เข้าใจ เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
การประพฤติการปฏิบัติของเรา เพื่อให้ระบบสมองและลมหายใจจะได้ติดต่อต่อเนื่องที่เกิดจากอริยมรรคในความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งเอาความรู้ความเข้าใจนั้นมาใช้มาปฏิบัติ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง การทำงานของสมองและลมหายใจต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์เป็นเวลา ๒๑ วันขึ้นไปถึงจะเปลี่ยนแปลงเรื่องกรรม เรื่องกฎกรรม เรื่องผลของกรรมได้ การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องมันจะเป็นชิฟเป็นเมมโมรี่ฝังอยู่ในขันธ์สัญญาขันธ์ ทั้งทางวิทยาศาสตรก์เป็นอย่างนี้ ทั้งฝ่ายจิตใจก็เป็นอย่างนี้ ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม
ต้องอาศัยการประพฤติการปฏิบัติของเราให้ติดต่อต่อเนื่อง ในหลักการในการบริหารประเทศของนักการเมืองถึงมีหลักการเพื่อให้หลักการนั้นติดต่อต่อเนื่อง เพื่อปัญญากับความดีจะได้ก้าวไปเป็นปฏิปทา ๔ ปีถึงมีการเลือกตั้งนักการเมือง ถ้าความดีและปัญญาใช้เวลา ๔ ปี จะทำให้ประเทศชาติก้าวไปด้วยความดีและปัญญา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจนะว่าทำไมเค้าถึงมีการเลือกตั้ง ๔ ปีแล้วให้ยกเลิก เลือกตั้งใหม่ ก็เพื่อจะให้ความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน การกระทำทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพถึงต้องเอาปัญญากับความดี ผู้ที่จะทำความดีนั้นถึงต้องมีปัญญา ผู้ที่มีปัญญาถึงต้องเป็นคนดี ความดีและปัญญาจะต้องก้าวไปอย่างนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ พากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะทุกอย่างนั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม ที่เราแก่เจ็บตายพลัดพรากนี้มันเป็นวิบากของกรรมจากอดีตนะ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม สิ่งที่มันผ่านมามันเกษียณแล้วมันแก้ไขไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามาเน้นที่ปัจจุบัน
มนุษย์เราทุกคนในโลกนี้ก็ใช้หลักการอย่างเดียวกันนี้ทั้งหมด อริยมรรคนั้นเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม เป็นสากล เช่น ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ความสุขความทุกข์ เสียใจดีใจเฉย ๆ นี้เป็นสากล ด้วยเหตุผลนี้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ก็เป็นสากลเช่นเดียวกัน นรกก็อย่างเดียวกัน นรกคือความทุกข์ ใครมีความทุกข์คนนั้นก็มีนรก ใครมีความสุขผู้นั้นก็ย่อมมีสวรรค์ ใครมีความสงบผู้นั้นก็มีพรหมวิหาร ใครรู้ใครเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ถือเอาหน้าที่นั้นมาประพฤติปฏิบัติ เพราะผู้ที่มีความรู้มาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ถ้าไม่เสียสละมันก็จะเป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการมีความสุขในการทำหน้าที่ที่เป็นทานศีลสมาธิภาวนา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นความพอเพียงเพียงพอเป็นความพอดี
ปัจจุบันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราเข้าใจในอริยสัจ ๔ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เมื่อเรายกเลิกด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ ภาวนา เราทุกท่านทุกคนก็จะเข้าถึงพระนิพพานตามหลักการของการประพฤติการปฏิบัติเพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมีด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การนับเงินนับแบงค์นับธนบัตรต้องมีความสงบและมีปัญญาถึงจะไม่ผิดพลาด
สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นออกซิเจน ความรู้ความเข้าใจยกเลิกตัวตนนั้นถึงเป็นการปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ปล่อยวางของเสีย เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำความดีเพื่อความดีด้วยปัญญา เราพากันเข้าใจนะ ทำความดีเพื่อความดีนั้นเป็นบริสุทธิคุณ กับการทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นมันคนละอย่างนะ ความอยากความไม่อยากมันคือขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นการเปรียบเทียบนะ นั้นคือความไม่สงบนะ มันเป็นความบกพร่องในตัวของตัวมันเอง
ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ทำความดีไม่ได้หวังอะไรตอบแทน นี้คือความดับไม่เหลือของวัฏฏสงสารนะ เป็นการให้ทานรักษาศีลเสียสละ เจริญสมาธิภาวนา ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ด้วยความรู้ความเข้าใจ
เราทุกท่านทุกท่านมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเตือนพวกเราทั้งหลายว่า ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่าได้ปล่อยโอกาสปล่อยเวลาไปให้เสียกาลเสียเวลา ท่านได้ตรัสโอวาทไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา