๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๕ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดของข้าราชการ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงาน เพื่อเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องเหตุในเรื่องปัจจัย เพื่อจะได้พัฒนาทั้งทางวัตถุทั้งจิตใจเป็นทางสายกลาง พัฒนาทั้งใจและพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน

พระนิพพานนั้นเป็นความสุข ไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสุข เพราะเกิดจากความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นก็จะลืม ความเข้าใจแล้วจะไม่ลืม เป็นความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความรู้นี้จะเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจเป็นผู้รู้ ใจเป็นผู้ตื่น ใจเป็นผู้ที่เบิกบาน มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์เป็นพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เป็นพระนิพพานในปัจจุบัน

ถ้าเรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ เราเป็นเสขบุคคล บุคคลที่ยังต้องพึงประพฤติปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราประมาท เพราะความประมาทนั้นเป็นความเสียหาย มันเป็นการพังทลายล้มละลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

ความรู้กับการปฏิบัติต้องไปพร้อม ๆ กัน เปรียบเสมือนเท้า ๒ เท้า เท้าซ้ายเท้าขวาในการก้าวไป ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเอาความสงบและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน ที่เป็นปฏิปทาของเราทุก ๆ คน เพื่อไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

การประพฤติการปฏิบัติของเรานี้เป็นการชิงแชมป์เปี้ยนระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของเราทุก ๆ คน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้กับการปฏิบัติถึงไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นกระบวนการของเหตุของปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

พระนิพพานคือความสุข คือความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องพระนิพพาน รู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท รู้จักรู้แจ้งในสิ่งภายนอกภายในที่เป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะ ด้วยความรู้ความเข้าใจ

ความรู้ความเข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเสียหาย มองเห็นเหตุที่มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ไม่ปล่อยโอกาสเวลาของปัจจุบันได้ผ่านไปด้วยการไม่มีการประพฤติไม่มีการปฏิบัติ ลงรายละเอียดทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ รวมลงที่ปัจจุบัน ที่ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ไม่ตั้งอยู่ในความหลงด้วยความประมาท

มีความสุขในการทำหน้าที่ ด้วยความรู้ความเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยความรู้ความเข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องผ่านด่านของธาตุของขันธ์ของอายตนะ ผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะเรียกว่าความสุขก็ได้ จะเรียกว่าความสงบก็ได้ จะเรียกว่าความไม่มีทุกข์ก็ได้ จะเรียกว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้ ที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิพร้อมการประพฤติการปฏิบัติ จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะเป็นความไม่มีทุกข์ จะเป็นความสุข จะเป็นพระนิพพานในปัจจุบันไม่ใช่อยู่เบื้องหน้า อยู่ที่ปัจจุบัน

เราทุกคนต้องพากันมารู้เรื่องพระนิพพานนะ มารู้เรื่องนรกในปัจจุบันนะ มารู้เรื่องสวรรค์ในปัจจุบันนะ มารู้เรื่องพรหมโลกในปัจจุบันนะ เพื่อทุกคนจะได้เข้าใจในเรื่องวัตถุ จะได้เข้าใจในเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อได้เข้าถึงความเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม พระอริยเจ้าในปัจจุบันนี้ เพื่อเราจะได้เข้าถึงความดับทุกข์อยู่ในปัจจุบันนี้

การประพฤติการปฏิบัติมันคือการชิงแชมป์ในปัจจุบันนี้ เราทุกคนจะได้เอาสรีระร่างกายที่เป็นทรัพยากรที่ประเสริฐ ที่เราได้เกิดมาเพื่อให้ได้รับสาระทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทด้วยความรู้ความเข้าใจ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ถือเอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ มีผู้ที่มีความหลงสงสัยว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิด ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ขึ้นอยู่ที่เหตุ ขึ้นอยู่ที่ปัจจัย ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข

ให้เราพากันรู้ให้เราพากันเข้าใจ เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้ อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้แหละเราทุกคนต้องพากันเข้าใจ เข้าใจในเรื่องความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขนั้นมันคือความไม่มีทุกข์ ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติรู้เข้าใจ ให้เอาปัจจุบันนี้แหละเป็นการประพฤติการปฏิบัติ เราทุกคนพากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับการปฏิบัติพร้อมกันไปทั้ง ๒ อย่างเลย อย่าไปแยกจากกัน เพื่อให้ได้ทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อให้ ๒ วันนี้มีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องกัน เป็นเวลา ๔๘ ชั่วโมง ครั้งพุทธกาลเอาวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ข้าราชการรัฐวิสาหกิจเกษตรกรพ่อค้าประชาชนนี้หยุดทำงานเพื่อปฏิบัติทางจิตใจ เพื่อความเข้มข้นของการประพฤติการปฏิบัติ

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพากันพักผ่อน ๖ ชั่วโมง เป็นการนอนพอดี นอนพอเพียงเพียงพอ เด็กกับผู้ที่ป่วยอาพาธให้นอนมากกว่า ๖ ชั่วโมง

ความสุขความไม่มีทุกข์ของมนุษย์อยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ อยู่ที่เรารู้เข้าใจ ยกเลิกความผิด ยกเลิกความเสียหายที่มันพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. กฎหมายบ้านเมืองที่เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ ที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่น ที่ไม่ให้ทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท เป็นสมมติสัจจะที่บ่งบอกชี้บอกว่าอันนี้ผิดอันนี้ถูกอันนี้อันนี้ชั่ว อันนี้ไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว ให้ทุกคนรู้เข้าใจ เพื่อจะได้เอาสมมติสัจจะนั้นมาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี ผู้ที่มีปัญญาก็ต้องเป็นคนดี ที่เป็นคนดีก็ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญา ๒ คนนี้ต้องรวมกันเป็นหนึ่งคือเอกัคคตา เอาทั้งความดีเอาทั้งปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เรารู้เราเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เราอาศัยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุ เหตุมันก็อยู่ที่ปัจจุบัน เหตุอย่างไรผลมันก็เป็นอย่างนั้น ที่เราเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากนี้ก็เนื่องมาจากเหตุจากปัจจัย

เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องความเกิด เราต้องรู้เข้าใจมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่  เราต้องรู้เข้าใจ งานนี้แหละไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติทดแทนกันได้ ตนแลต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน พึ่งใครนั้นไม่ได้ ต้องประพฤติต้องปฏิบัติเอาเอง ให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ เราต้องมาเข้าใจสมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมพระวินัย นี้เป็นหลักการเป็นอุปกรณ์ของการประพฤติของการปฏิบัติ เราจะทำธุรกิจหน้าที่การงาน เราก็ต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้กับการทำงาน สมมติสัจจะทั้งหลายเป็นอุปกรณ์ที่เอามาใช้กับการทำงาน

เราต้องรู้เราต้องเข้าใจเราจะเดินทางไกลเราก็ต้องมียานพาหนะ อย่างเราจะเดินทางทางบกในการเดินทางไกล เราก็ต้องอาศัยรถในการเดินทาง ถ้าเราจะเดินทางไกลทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบิน ถ้าเราจะเดินทางไกลทางทะเลมหาสมุทร เราก็ต้องอาศัยเรือยนต์ เรือขนานยนต์ขนาดใหญ่ เพราะทะเลมหาสมุทรมันกว้างใหญ่ไพศาล ในโลกนี้มีดินอยู่ ๑ ส่วน มีน้ำอยู่ ๓ ส่วน เราจะเดินทางไกลถ้าไม่มียานไม่มีอุปกรณ์นั้นมันย่อมไม่ถึงจุดหมายปลายทางได้

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเห็นพระธรรมเห็นพระวินัย เห็นสมมติสัจจะที่มีคุณมีค่ามีประโยชน์อย่างมหาศาล

เราต้องมารู้มาเข้าใจ การให้ทาน การรักษาศีล การทำสมาธิ การเจริญปัญญาเป็นยาน สมมติสัจจะเป็นทั้งคำสั่งและคำสอน เป็นอุปกรณ์สำหรับให้หมู่มวลมนุษย์ผู้มีปัญญาทั้งหลายเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติให้มีความสุข

เราทั้งหลายต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มาทำความดีเพื่อความดีด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ทำความดีไม่หวังอะไรตอบแทน ทำความดีที่หวังอะไรตอบแทนนั้นมันยังเป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ ผู้ที่รู้เข้าใจการทำหน้าที่การทำงานไม่หวังผลอะไรตอบแทนถึงจะเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

เราทำความดีเราต้องรู้เข้าใจนะ เราทำความดีมันก็ได้ดีอยู่แล้วไม่ต้องหวังอะไรตอบแทน เราเสียสละให้ทานมันก็มีความสุขอยู่แล้ว เราจะไปเอาอะไรอีก เรารักษาศีลมันก็มีความสุขอยู่แล้วเพราะยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราทำสมาธิมันก็มีความสุขอยู่แล้ว อย่างเราหายใจเข้ามันมีความสุข หายใจออกมีความสุข หายใจเข้าสบายออกสบายมันก็มีความสุขอยู่แล้ว

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ การให้ทานของเรานั้นก็จะเป็นพระนิพพาน การรักษาศีลก็จะเป็นพระนิพพาน การเจริญภาวนาก็จะเป็นพระนิพพาน ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ สติสัมปชัญญะที่เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เพื่อเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เพื่อให้มีความสุขในการทำหน้าที่ จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้ ให้เรารู้เข้าใจ ทานศีลสมาธิภาวนาจะเป็นพระนิพพานในปัจจุบันนะ ถ้าเรารู้เราเข้าใจ

เราทุกคนพากันประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ เพราะทุกท่านทุกคนต้องทำเหมือนกันประพฤติปฏิบัติเหมือนกัน เพราะพระนิพพานมันเป็นสากล ความดับทุกข์มันเป็นสากล เช่นความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้มันเป็นสากล ความสุขความทุกข์ความไม่สุขไม่ทุกข์นั้นมันเป็นสากล

มีผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจได้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระนิพพานมีเฉพาะศาสนาพุทธเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า พระนิพพานมีทุก ๆ ศาสนา เพราะศาสนามันเป็นชื่อเฉย ๆ พระนิพพานมีอยู่ที่รู้เข้าใจเรื่องอริยสัจสี่ รู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานมีอยู่ได้ของทุกเพศทุกวัยทุกศาสนา ผู้ใดมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง มีความสุขใจการประพฤติการปฏิบัติ โลกนี้จะไม่ว่างจากพระนิพพาน เพราะนิพพานมันเป็นความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานเป็นสากลนะ ไม่มีใครสงวนลิขสิทธิ์พระนิพพานนะ

นรกเป็นชื่อของความทุกข์ ถ้าใครมีความทุกข์ใจความไม่สบายใจนั้นแหละนรก ให้เราพากันเข้าใจง่าย ๆ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงไม่ต้องมีความทุกข์ ให้เรารู้ให้เข้าใจ สิ่งที่มันเป็นปัญหาเนื่องมาจากธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราจะได้มีปัญญา เราจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาความทุกข์มาเป็นความสุขด้วยความรู้ความเข้าใจ

เราต้องรู้เข้าใจ ต้องขอบใจความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก เพื่อปัญหานั้นจะได้เกิดปัญญากับเราทุก ๆ คน เพื่อเราจะได้ผ่านด่านไป ผ่านด่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ด้วยความรู้ความเข้าใจ

เราทุกคนมามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้มากที่สุดของมากที่สุด มาหายใจเข้าให้มีความสุขที่สุดในโลก หายใจออกให้มีความสุขที่สุดในโลกเพื่อเราจะมีความสุขรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าสบายออกสบายให้มีความสุขที่สุดนี้ใช้ได้ทุกอิริยาบถไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธินะ เพื่อเราจะได้อบรมบ่มอินทรีย์เพื่อเราจะได้มีสติสัมปชัญญะ จะไม่ได้ไปตามธาตุตามขันธ์ตามสิ่งแวดล้อม

หลักการเจริญสติสัมปชัญญะของลมหายใจนี้ดีมาก เพราะลมหายใจอยู่กับเราตั้งแต่เกิดมาจนลาละสังขาร นี้เป็นหลักการที่ดีมาก พระอริยเจ้าหรือสามัญชนก็ต้องอยู่กับสติสัมปชัญญะ อยู่กับลมหายใจนี้แหละ จะทำให้สติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์

เราพากันเข้าใจเรามาทำงานเพื่องานให้มีความสุข เพราะความสุขของเราอยู่ที่การทำงาน เรามามีความสุขในการพูด พูดดี ๆ พูดให้มีความสุขประกอบด้วยปัญญา เพราะคำพูดเป็นฑูตแห่งความสงบ เป็นความรู้ความเข้าใจระหว่างเรากับคนอื่น รถเค้าก็ยังมีเบรก เครื่องบินก็ยังมีเบรก เรือก็ยังมีเบรก ผู้ที่จะพูดต้องรู้ต้องเข้าใจในสมมติสัจจะในเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก ต้องมีสติมีสัมปชัญญะในการพูด

ให้ถือหลักมีสติมีสัมปชัญญะ มีความสงบและปัญญา มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่

เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าให้มีความสุขไว้ก่อน หายใจออกให้มีความสุขไว้ก่อน ยกเลิกตัวยกเลิกตนไว้ก่อน อย่าไปพูดอะไรตามความเคยชินที่ผ่านมา ต้องพูดจาเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ปากติดระเบิด ติดอาร์พีจี ติดอาก้า เราต้องยกเลิกปากสารพิษอย่างนี้ เราต้องยกเลิก เพื่ออริยมรรคทางวาจาของเราจะได้สมบูรณ์ เพื่อสมมติสัจจะได้สมบูรณ์ จะได้เป็นเบรกเป็นเซฟตี้ ปัจจุบันเราต้องทำหน้าที่ของวาจาของเราให้ถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจ อย่าเป็นคนไม่มีเบรก เป็นคนไม่มีเซฟตี้ เราอย่าเอาความอยาก เอาความไม่อยาก อย่าเอาความถูกใจอยู่เหนือความถูกต้อง

เราต้องรู้จักกรรม รู้กฎแห่งกรรม รู้ผลของกรรม ความไม่รู้ไม่เข้าใจทำให้เสียหาย ทำให้พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.นะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยทำให้เสียหาย ทำให้เน่าให้เสียทำให้เหม็นหลายแดนโลกธาตุ ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านตรัสว่า ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้มันเหม็นหลายแดนโลกธาตุนะ เพื่อความดีของเราและปัญญาของเราสมบูรณ์ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มีความสุขในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ

เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ มรรคในข้ออื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน เราต้องรู้เข้าใจในมรรคเพื่อจะได้เป็นอริยมรรค จะได้เป็นขณะ ๆ เป็นขณิกสมาธิไปด้วยอุปจารสมาธิ เข้าใจเรื่องความสงบและปัญญา เพื่อขณิกสมาธิกับอุปจารสมาธิจะได้ทำงานควบคู่กันไปในปัจจุบัน เพื่อยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยยกเลิกอคติด้วยความรู้ความเข้าใจ จะได้ก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะไม่ได้ก้าวด้วยทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน มานะทิฏฐิตัวตนนั้นเป็นสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนั้นมีความหมายว่ามีความยึดมั่นถือมั่นในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ว่าเป็นตัวเราเป็นคนอื่น เราต้องมารู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้มาหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะมาหยุดสัญชาตญาณ

ประเทศไทยเราเป็นสยามเมืองยิ้ม หมายถึง ไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสุขที่เอาพระนิพพานนำชีวิต ไม่เอาความทุกข์นำชีวิต นี้เรียกว่าสยามเมืองยิ้ม เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นการพัฒนาใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เอาพุทธะนำชีวิต ไม่ใช่เอาอวิชชาเอาความหลงนำชีวิต เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นวัฏฏสงสารที่มันเป็นตัวเป็นตน มีความสุขที่สุดในการทำหน้าที่ หน้าที่นั้นจึงเป็นความสุข

มนุษย์เราผู้ที่เกิดมาอายุขัยปัจจุบันนี้มีการพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาใจไปพร้อมๆ กัน อายุขัยของมนุษย์ในปัจจุบันอยู่ร่วม ๆ ร้อยปีนะ หรือจะมากกว่าร้อยปีก็ยังดี เพราะเราเอาพระนิพพานนำชีวิต มีความสงบและปัญญาที่เป็นสมถะวิปัสสนานำชีวิต

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ใหม่ ๆ พรรษาแรกท่านได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ให้มหาชนรู้เข้าใจในอริยสัจ ๔ ไปบอกเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

นิโรธมันเป็นผลของการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเรายกเลิกความผิดมันก็ถูกต้อง ถ้าเรายกเลิกความทุกข์มันก็เป็นความสุข เพื่อให้มหาชนรู้เข้าใจในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน

ต้องพากันรู้เข้าใจ ทุกท่านทุกคนต้องพากันปฏิบัติเอาเอง ไม่ต้องอาศัยใคร ตนแลเป็นที่พึ่งของตน เพราะเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติมันก็ไม่มีความทุกข์อยู่แล้ว เพราะมันเป็นความสุข

สิ่งที่มันเป็นอดีตนั้นมันแก้ไขไม่ได้นะ เช่น ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นมันเป็นอดีตแล้ว มันแก้ไขไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจว่าสิ่งไหนมันแก้ไขไม่ได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจมันจะเป็นทุกข์เปล่า ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราลิดรอนสิทธิในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ เช่นเราไม่อยากให้แก่ให้เจ็บให้ตายให้พลัดพราก อย่างนี้แหละอย่าได้ไปตรึกไปนึกไปคิดเลย เราต้องคืนอธิปไตยให้กับความจริง ต้องคืนอธิปไตยให้กับปวงชน ปวงชนนี้หมายถึงความจริง

ให้เรารู้เข้าใจ ให้เราทุกคนระลึกถึงคติธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ของเมืองไทย ท่านตรัสคติธรรมให้กับปวงชนทั้งหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าเราต้องรู้เข้าใจในความเป็นจริง เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย ไม่อยากให้แก่ไม่อยากให้เจ็บไม่อยากให้ตายไม่อยากให้พลัดพรากนี้มันคือความไม่รู้ไม่เข้าใจ มันเป็นความไม่รู้จักพอไม่รู้จักเพียงพอ มันเป็นทุกข์เปล่า ๆ

เราต้องรู้เข้าใจเรื่องอริยสัจ ๔ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียง คติธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตรัสไว้นี้ใช้ดีมาก เป็นอมตะ ใช้ได้ตลอดกาลตลอดเวลา คติธรรมที่ท่านตรัสว่าช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เป็นคำที่จากผู้รู้ผู้เข้าใจ สิ่งไหนมันแก้ไขไม่ได้ก็ช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เพราะเราไม่มีสิทธิที่จะไปตรึกไปนึกคิดอย่างนั้น เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ จึงจะเข้าถึงหัวใจที่มีลักยิ้ม หัวใจที่มีความสุข

อายุขัยของเรา เราต้องเอามาใช้เอามาทำประโยชน์ ประโยชน์ตนและประโยชน์ถึงพร้อมด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยความไม่ประมาท เราทุกคนจะได้เป็นมนุษย์ผู้รู้เข้าใจผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เราจะได้เป็นเทวดาผู้รู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เราจะได้เป็นพระพรหมผู้รู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เพื่อผ่านด่านความทุกข์ด้วยความรู้ความเข้าใจ

ต้องขอบใจปัญหาที่ทำให้เราเกิดปัญญา ต้องขอบใจความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากที่ทำให้เราเกิดปัญญา เราทั้งหลายจะได้รู้เข้าใจ จะได้พากันว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งไม่มีอยู่มันจะมีประโยชน์อะไร เช่นคนตายจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมฃูกลิ้นกายใจจะมีประโยชน์อะไร

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในอริยสัจ  ๔ ในเรื่องทุกข์เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เราต้องเข้าใจว่าทุกอย่างมันเกิดจากเหตุจากปัจจัย ถ้าเราไม่มีตารูปมันจะมีได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีหูเสียงมันจะมีได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีจมูกมันจะมีกลิ่นได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีลิ้นจะมีรสได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีกายมันจะมีสัมผัสได้อย่างเรา ถ้าเราไม่มีใจมันจะมีจิตมีเจตสิกได้อย่างไร เราต้องว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เพื่อเราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เราจะไม่ได้ไปตามผัสสะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม สิ่งต่าง ๆ นั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องเป็นขบวนการด้วยการให้ทานรักษาศีลทำสมาธิเจริญภาวนาในปัจจุบัน

การทำอย่างนี้แหละตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยา การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่องกัน ๓ อาทิตย์ขึ้นไปมันจะเป็นชิฟที่ฝังอยู่ในธาตุในขันธ์ในอายตนะ ที่เป็นกฎแห่งกรรม ที่เป็นกรรมทางกายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ใจ

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ให้ถือเอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์โลกครั้งที่ยิ่งใหญ่ของวัฏฏสงสารนะ มีพระนิพพานเป็นเป้าหมาย

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก โอกาสของเรามีเพียงครั้งเดียวคือปัจจุบัน ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ท่านถึงกล่าวเป็นภาษาบาลีว่า

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 108,098