๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
มีคนถามหลวงพ่อว่า เค้าจะอยู่ที่ไหนน่ะ
หลวงพ่อว่า อยู่ที่พระนิพพานน่ะ
เค้าจะอยู่บ้านหรือจะอยู่วัดน่ะ
หลวงพ่อบอกว่า อยู่ที่พระนิพานน่ะ
ที่อยู่ของเราต้องเป็นพระนิพพานนะ
เราจะได้รู้ว่า ที่อยู่เราอยู่ที่ไหน
พระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันนะ
นรกก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้แหละ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ….นรก นิพพาน
เราจะได้ยกเลิก แคนเซิลนรกเสียทีนะ
มีความรวยน่ะ โยมก็ยังแก่อยู่นะ
เราต้องรู้เข้าใจ
ความสุขนี้ แปลว่า นิพพานนะ
ความทุกข์ คือ นรกนะ
เราเกิดมาเพื่อมารู้มาเข้าใจ
เพื่อหยุดก่อน ลาก่อนน่ะ
ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก มันผลของวิบากกรรมนะ
ช่างหัวเผือก ช่างหัวมัน
ให้เข้าใจอย่างนี้
เรามามีความสุขในหน้าที่
เรามามีความสุขในนิพพานน่ะ
นี่คือ ที่อยู่ของเรานะ
. . .
ยิ่งหนาวยิ่งใจสบายนะ
เราอยู่ที่ไหน เราไม่มีทุกข์ใจ
นั่นแหละ คือความดับทุกข์นะ
เราเป็นคนมีปัญญามาก เราต้องสงบมากๆ
เรามีความสงบมาก เราต้องมาเสียสละนะ
จะก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ
นิพพานต้องเป็นความสุขของเราในปัจจุบันอย่างนี้นะ
ถ้าอนาคตมันใช้งานไม่ได้
พระพุทธเจ้าบอกว่า เอาปัจจุบันนี้
เพราะปัจจุบันมันเป็นพื้นเป็นฐานของพรุ่งนี้
เรามีความสุขในการปฏิบัติ
เราก็มีนิพพานเป็นขณะๆ ไป
เป็นความพอดี พอเพียงเพียงพอ
เป็นความสุขมาก ไม่มีความทุกข์อะไร
เป็นความพอดี พอเพียงเพียงพอ
เป็นคนที่ใจดีใจสบายมากอย่างนี้นะ
. . .
เวลา คือ การโคจรของดวงอาทิตย์
เวลาเป็นการหมุนของโลกน่ะ
ถ้าเรารู้แล้วมันเป็นเรื่องของปัจจุบันนะ
พระนิพพานถึงต้องเป็นเรื่องของปัจจุบัน
เป็นขณะๆ ไป
พระนิพพานก็เป็นเรื่องของปัจจุบันนะ
นรกก็เป็นเรื่องของปัจจุบัน
เห็นด้วยมั้ยๆ
เพราะว่าปัจจุบันมันก็จะเลื่อนเป็นอนาคตเองเนาะ
เพื่อการปฎิบัติของเรามันจะได้กระชับเข้านะ
เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญาเป็นเรื่องของปัจจุบัน
การประพฤติการปฎิบัติเราก็เน้นที่ตัวเรานี่แหละ
ตั้งใจตั้งเจตนา
มีความสุขกับการประพฤติการปฎิบัติ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
เราต้องมีความสุข เพราะความสุขนั้นเป็นนิพพาน
เรามีความสุขในการทำงาน
เราก็ได้นิพพานด้วย
เห็นด้วยมั้ยๆ
เราขี้เกียจในการทำงาน เราก็ได้ความทุกข์น่ะ
มนุษย์เราถ้ามีความสุข มันจะมีออกซิเจนไปในตัวนะ
เห็นด้วยมั้ย
การรู้การเข้าใจไม่เอาความทุกข์นำชีวิต
มันคือไม่การบริโภคของเสียนะ
การปล่อยวางเป็นการปล่อยวางสิ่งที่เป็นความทุกข์น่ะ
เห็นด้วยมั้ยๆ
เราต้องทำความเข้าใจอย่างนี้นะ
เราทำความดีอย่างนี้มันก็ดีอยู่แล้ว
เราจะไปเอาอะไรอีก
เพียงแต่มีความสุขกับความดีก็พอ
การให้ทานก็ดีอยู่แล้ว เพราะมันดีน่ะ
มีความสุขกับการให้ทานก็พอ
เราทำสมาธิมันก็ดีอยู่แล้ว
เราไม่ต้องไปเอาอะไร
เรามีความสุขในสมาธิก็พอใจ
ผู้มีความสงบต้องเสียสละ
ไม่เสียสละมันก็เป็นได้แค่สมาธิสมาบัติน่ะ
. . .
เจ้านั้นถามหลวงพ่อว่า
เค้าจะอยู่วัดทรัพย์ทวีฯ หรืออยู่วัดที่ไหน
หลวงพ่อว่าเราก็อยู่กับพระนิพพานนะ
อยู่กับความฟุ้งซ่าน มันก็ไม่สงบน่ะ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
เราต้องอยู่กับปัจจุบันที่มีความสุข
ทานถึงเป็นความสุข เพราะเรายกเลิก
ศีลถึงเป็นความสุข เพราะยกเลิก
สมาธิถึงมีความสุข เพราะยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ไม่เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิตน่ะ
เอาความพอเพียงเพียงพอ เอาความพอดีน่ะ
ต้องรู้อริยสัจ ๔ อย่างนี้
ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญนะ
ปัจจุบันต้องคิดดีๆ เพื่อยกเลิกตัวตน
เพราะตัวตนมันจะคิดไม่ดี
มันจะตรึกในกาม มันจะตรึกในพยาบาทน่ะ
หลวงตามหาบัวบอกอาตมาว่า
ตัวตนมันคนผีบ้านะ บักผีบ้านะ
เราต้องมายกเลิกความเป็นบ้าของเรานะ
ปัจจุบันน่ะศีล สมาธิ ภาวนา
การยกเลิกตัวตน มันเป็นที่อยู่ของเรานะ
เราไม่รู้ไม่เข้าใจ
เราก็เป็นพวกอพยพ…วุ่นวาย
พลัดถิ่นไปหากินต่างแดนเลยนะ
เป็นคนโฮมเลสนะ เป็นคนไม่มีบ้านนะ
เราเข้าใจง่ายๆ อย่างนี้นะ
ความสุขอยู่กับเราทั้งวัน ให้เรารู้เข้าใจ
เราจะไปเอาความทุกข์ทำไม
เรายกเลิกวิ่ง มันก็หยุดเท่านั้นเอง
ปัจจุบันนี้น่ะเป็นสิ่งที่สำคัญนะ
เราอย่าไปวุ่นวายนะ
เรามาคิดดูดีๆ
ประเทศพวกประเทศพม่า มหาสี สยาดอว์
เค้าทำอะไรช้าๆ ยกแข้งยกขาช้าๆ น่ะ
เพื่อสติสัมปชัญญะ
หลวงปู่มั่นบอกว่า
ทำช้าๆ อย่างนี้ไม่ไหวยุงมันกัดเหลือเกิน
เราต้องรู้เข้าใจทำอะไรให้มีความสข มันก็ใช้ได้
เรามีความสุข อย่าไปหลงในความสุข
เหมือนหลวงตามหาบัวหลงในความสุขนะ
หลวงปู่มั่นบอกว่า
ไปติดอยู่ตรงนั้นไม่ได้นะ เราต้องก้าวไป
ผู้มีความสุขความสงบมากๆ
ต้องเสียสละ ยกเลิกตัวตน
เดี๋ยวมันบนโลกส่วนตัวนะ
มันจะเอาความว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นะ
มันจะเอาว่างจาก ตาไม่เห็นรูป หูไม่ได้ยินเสียง
เรามีความสงบ มีความสุข เราต้องเสียสละ
มีความสุขในการเสียสละ มันจะก้าวไปได้
เรามาคิดดูนะ
พระพุทธเจ้าน่ะ เสียสละจนหมดลมหายใจน่ะ
คนใหญ่ๆ (ผู้สูงอายุ) อย่างนี้น่ะ
ลูกหลานจับให้อยู่เฉยๆ ไม่ให้ทำอะไร
ไม่เสียสละ เดี๋ยวก็เป็นอัลไซเมอร์
เค้าต้องเสียสละอย่างนี้
เห็นด้วยมั้ยๆ
เราได้อยู่กับศีล สมาธิ ปัญญา
จะไม่อยู่กับอัตตาตัวตนน่ะ
. . .
ผลประโยชน์ คือ ตัวตนนะ
ไม่มีมิตรแท้สหายจริงอะไรหรอก
มันตัวตนทั้งนั้นน่ะ
บทบาท คือละคร คือตัวตนนะ
เห็นด้วยกับหลวงพ่อมั้ย
เราต้องเข้าใจใหม่น่ะ
ช่างหัวเผือก ช่างหัวมัน เหมือนมหาภูมิพลฯ ว่า
เราเอาที่เรานี่แหละ
เอาปัญหานี้มาเป็นปัญญา
เอาปัญญามาเป็นความสงบ
เอาความสงบมาเสียสละ
เจ้าเสือร้ายอยู่ที่ไหนน่ะ
อยู่ที่เรามีความเห็นไม่ถูกต้อง เข้าใจไม่ถูกต้องปฏิบัติไม่ถูกต้อง
. . .
เราต้องมาเสียสละ มันจะมีความสุข
ปัญหาจะได้เป็นปัญญา
ปัญญาจะได้เป็นความสงบ
ความสงบจะเป็นความเสียสละ
เห็นด้วยมั้ย
. . .
เอาปัจจุบันนี้น่ะ
ปัจจุบันเราทำหน้าที่ของเราให้มีความสุขน่ะ
การปฎิบัติธรรม เราอย่าไปเอาอะไรนะ
เรามีหน้าที่ทำให้มีความสุขน่ะ
เอาอย่างนี้นะ
คนเราน่ะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ
เรื่องปัญหาก็หมดแล้ว
สิ่งที่สำคัญน่ะ ผู้มีความสุขความสงบแล้วต้องเสียสละน่ะ
พวกที่นอนไม่หลับน่ะ เพราะไม่มีมีความสุขนะ
เห็นด้วยมั้ยๆ
พวกนั้นมีปัญญามาก แต่ไม่มีความสงบ
คนไม่มีความสงบ คือ คนไม่มีความสุขน่ะ
เราต้องมีความสุขในการทำงาน อย่าไปนั่งหลับนะ
. . .
ผู้ปฏิบัติธรรมมันต้องมีสติสัมปชัญญะ
ไม่มีสติสัมปชัญญะน่ะ
สตางค์แบงค์ใบละพันน่ะ
ให้นับไม่ได้ เดี๋ยวมันลืม
พวกนั้นสติสัมปชัญญะมันน้อย
เค้าเลยทำเครื่องวิทยาศาตร์มาให้นับเงิน
พวกนั้นฟุ้งซ่านมาก
เอาปัจจุบันทำหน้าที่ให้มีความสุขนะ
แสดงว่าความสุขยังไม่พอใจ
นิพพานยังไม่พอใจ
ยังทำงานไม่ได้พระนิพพานนะ
หลวงพ่อพูดอย่างนี้ พอจะเอาไปทำได้มั้ย
เขาสอนกันว่าจะได้โน่นจะได้นี่
เค้าไม่เข้าใจว่า
พระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
ที่มีความสุขในการทำหน้าที่
. . .
พระนิพพาน คือความสุข
ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะในหน้าที่
เราต้องเข้าใจเรื่องพระนิพพานใหม่
. . .
ความสุขมันอยู่ที่ยกเลิกตัวตน มันอยู่ที่ทำงานน่ะ
เห็นด้วยมั้ย
เราเข้าใจอย่างนี้
เดี๋ยวมันเพิ่มความสุขให้นะ
ความสุขกับความสงบมันอันเดียวกัน
คิดดูสิ ถ้าเรามีความสุข มันก็สงบน่ะ
จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้
เราไม่รู้ไม่เข้าใจ
เราคิดว่า พระนิพพานอยู่เบื้องหน้าโน้นเทอญน่ะ
มันทิ้งปัจจุบันไป
ความไม่รู้ไม่เข้าใจ อีกหลายชาติก็แก้ปัญหาไม่ได้
หลวงพ่อคิดดูน่ะ
พระพุทธเจ้าน่ะเค้าพัฒนาทางวิทยาศาสตร์
มันแก้ปัญหาไม่ได้ เค้าไปเอาทางใจนะ
ต้องไปพร้อมๆ กันกับทางวิทยาศาตร์ถึงแก้ปัญหาได้
แต่พวกเราไม่รู้ไม่เข้าใจน่ะ อยากรวยกัน
ความอยาก มันคือความปรุงแต่งใช่มั้ย
มันไม่สงบน่ะ
มาอยู่วัดน่ะ สองวันสามวัน หน้าก็หน้าตายังดีอยู่
อยู่เกินเจ็ดวัน หน้าตาเหมือนปวดท้องเลย
เพราะว่ามันไปหาของที่ไม่มี มันก็ไม่เจอ
เห็นด้วยมั้ยๆ
เราเอาอะไรก็ได้ ภาวนาอะไรก็ได้
หน้าที่ของเราอยู่ที่ปัจจุบันนะ
ให้เข้าใจว่า ปัญหาคือปัญญา
อย่าไปคิดว่าปัญหาเยอะ
เราต้องเข้าใจว่า ปัญหาน่ะคือปัญญา
เรายกเลิกความไม่ถูกต้อง มันก็ถูกต้องน่ะ
เราถึงจะแก้ปัญหาได้
เราต้องขอบใจปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนะ
เห็นด้วยมั้ยๆ
เราไม่รู้ไม่เข้าใจ
คนไหนเราชอบ เราก็ไปคุยกันแต่คนที่เราชอบ
คนที่ไม่ชอบ เราไม่ยอมคุยด้วย
ใครก็ช่างหัวมันเถอะ
เพื่อเอาปัญหาเป็นปัญญา
-----------------
หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
วันพุธที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๙
ธรรมะ@กุฏิหลวงพ่อ


