๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๒ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันนี้เป็นวันพระ วันธรรมสวณะ เป็นวันที่พสกนิกรชาวพุทธมาให้ทานรักษาศีล ฟังธรรมที่วัด ถือศีลอุโบสถ
ผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์อายุขัยอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี มีโอกาสมีเวลามีบุญมีวาสนาอบรมบ่มอินทรีย์ สร้างบารมี
วัน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ค่ำ ทำธุรกิจหน้าที่การงานพร้อมทั้งปฏิบัติทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน วัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ ไปให้ทานรักษาศีลประพฤติปฏิบัติธรรม รักษาศีลอุโบสถถือเนกขัมมะอยู่ที่วัด วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็ไปให้ทานรักษาศีลประพฤติปฏิบัติธรรม รักษาศีลอุโบสถอยู่ที่วัด พากันไปเดินจงกรมนั่งสมาธิ เจริญสติสัมปชัญญะให้ใจอยู่กับเนื้ออยู่กับตัว สติสัมปชัญญะเป็นสาเหตุให้เข้าถึงความพอดี ความพอเพียงเพียงพอ เพื่อหยุดผัสสะ หยุดอารมณ์ที่เกิดจากผัสสะ ไม่ไปตามผัสสะ จะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม
สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นสิ่งที่มีคุณมีอุปการคุณแก่เราทุก ๆ คน คนที่มีความฟุ้งซ่านย่อมแก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดความฟุ้งซ่านของเราทุก ๆ คน
วันพระวันธรรมสวณะ เป็นวันพสกนิกรชาวพุทธถือเป็นวันสำคัญที่เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติตั้งแต่โบราณนานมานับเป็นเวลาหลายพันปี
วันพระหมายถึงพระธรรมพระวินัยที่เราทุกคนมายกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ทานศีลสมาธิภาวนาเป็นหลักการที่ยกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้ตัวให้ตนนี้จบลงที่ปัจจุบัน เป็นทานศีลสมาธิภาวนา ผู้ที่มารบรรพชาอุปสมบทมีวันพระทุก ๆ วัน คือพระธรรมคือพระวินัย ผู้ที่มาบวชถึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบท ปลงผมนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นผู้ที่ถือแบรนด์เนมแห่งความเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ผู้ที่บรรพชาอุปสมบทคือผู้ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน ถึงจะสมบูรณ์ทั้งอรรถะและพยัญชนะ พร้อมทั้งกายทั้งใจทั้งกิริยามารยาทอาชีพ ยกเลิกตัวตน เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย
พระธรรมพระวินัย สิกขาบทน้อยใหญ่เป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ ให้ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทพากันเข้าใจทุก ๆ ท่านทุก ๆ คนนะ เอาปัจจุบันนี้เป็นการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้แล้ว อนาคตจะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อจะได้เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย พระธรรมพระวินัยจะหยุดจะยกเลิกกรรม ยกเลิกกฎแห่งกรรม ผลของกรรม ที่เป็นความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก กรรมที่ทำให้เกิดภพเกิดชาติ จะได้จบลงด้วยพระธรรมพระวินัย อยู่ที่ปัจจุบันในปัจจุบัน
เราต้องพากันมารู้เรื่องกรรมนะ กรรมทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้มันเป็นกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรมเราต้องมารู้จักกรรม พระธรรมพระวินัยนั้นจะมาหยุดกรรม หยุดแห่งกรรม หยุดผลของกรรม เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้แก้ที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปแก้ที่ปลายเหตุ
เป็นผู้มารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราพากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่านี้มันเป็นสาเหตุให้ยกเลิกความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ถึงเป็นภาระหนักของเราทุกคน ที่มันเป็นความทุกข์ของเราทุกคน มีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยเป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีกับปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต นำการประพฤตินำการปฏิบัติ
เราทุกคนมาเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย พระพุทธเจ้าเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน พระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย
เราทุกคนต้องมารู้พระพุทธเจ้าในความหมายอย่างนี้นะ อย่าพากันเข้าใจพระพุทธเจ้าเป็นนิติบุคคลตัวตน พระพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัย เป็นความรู้เป็นความเข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม
พุทธะเป็นนามธรรม เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ สติสัมปชัญญะนี้เป็นธรรมะที่เราทุกคนมีความจำเป็นที่จะอบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อให้ความดีและปัญญาได้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรต้องให้ติดต่อต่อเนื่องจากความรู้ความเข้าใจ ด้วยทำติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องตามหลักวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ ตามหลักจิตศาสตร์ทางด้านจิตใจ ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะรู้ผลเห็นผล
พุทธะเป็นความรู้ความเข้าใจที่จะต้องทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ธาตุให้ธาตุให้อายตนะที่เกิดในปัจจุบันครอบงำสติครอบงำปัญญา พุทธะต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ สำหรับผู้ที่ยังเป็นเสขบุคคลพึงประพฤติพึงปฏิบัติพึงทำหน้าที่
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าเราทุกคนยังเป็นเสขบุคคล บุคคลที่ยังพึงประพฤติพึงปฏิบัติ ต้องหยุดตัวเองด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าความรู้นี้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ที่มีความรู้นั้นมีมาก แต่ผู้มีความรู้ไม่ได้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ ผู้ที่เป็นคนดีนั้นมีมาก ผู้ที่เป็นคนดีนั้นไม่เสียสละ ผู้ที่เป็นคนดีไม่ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาเป็นส่วนใหญ่
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้มีความรู้มาก ๆ ผู้ที่ฉลาดมาก ๆ ก็ต้องปฏิบัติมาก ๆ เพื่อการปฏิบัติกับความรู้จะได้ไปพร้อม ๆ กัน ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
ผู้ที่มีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อปัญญากับความสงบจะได้ก้าวไป ความสุขความสงบนั้นถึงจะไม่เป็นตัวไม่เป็นตน ถึงจะไม่เป็นเพียงสมาธิไม่เป็นเพียงสมาบัติ ความรู้กับการปฏิบัตินั้นจะได้เป็นอริยมรรคที่ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ
ให้ทุกท่านทุกคนมองดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านผู้เป็นตัวอย่างแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ท่านเป็นผู้เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ ท่านเต็มด้วยบารมีเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด ท่านเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ มีพระนิพพานเป็นบ้านเป็นที่อยู่ที่อาศัย การดำเนินชีวิตของท่านดำเนินด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เป็นผู้มีพระนิพพานเป็นบ้านของจิตใจ เป็นผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ ให้สรีระร่างกายเพื่อให้ร่างกายบรรทมพักผ่อน ๔ ชั่วโมง เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายวันละ ๒๐ ชั่วโมง วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมงพระองค์ท่านมีแต่เสียสละ เป็นผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ มีปิติมีความสุขในการทำพุทธกิจ
ท่านไม่เอาอะไร เป็นแต่ผู้ให้ผู้เสียสละ พุทธะนั้นถึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
เราทุกคนนั้นมีทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป เพราะเราไม่เข้าใจในเรื่องทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์ที่ตั้งอยู่ ทุกข์ที่ดับไป พระธรรมพระวินัยถึงเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติของเราทุก ๆ คน
เราทุกคนต้องพากันอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน
วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพากันพักผ่อนสรีระร่างกายวันละ ๖ ชั่วโมง สำหรับเสขบุคคล บุคคลที่ทำความเพียร อบรมบ่มอินทรีย์
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านพระภิกษุทำความเพียรบำเพ็ญภาวนา นอนพำผ่อนจำวัด ๔ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมงเป็นอย่างมาก ไม่ถึง ๖ ชั่วโมง เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญา เพื่อบำเพ็ญภาวนา มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
เวลานั่งสมาธิก็ให้ตั้งใจดี ๆ ไม่ให้โงกไม่ให้ง่วง เอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็ให้มีความสุข หายใจออกก็ให้มีความสุข เพราะการประพฤติการปฏิบัติธรรมต้องให้มีความสุข ความสุขนี้เป็นชื่อของความเป็นมนุษย์สมบัติ เทวดาสมบัติ พรหมสมบัติ พระนิพพานสมบัติ เราหายใจเข้าให้มีความสุข หายใจออกให้มีความสุข หลวงปู่มั่น ท่านให้ผู้ทำความเพียรพากันทำอย่างนี้ ให้เจริญสมถะอย่างนี้ เพื่อหยุดความฟุ้งซ่าน ชะลอความฟุ้งซ่านลง ผู้ที่จะส่องกระจกเงา ถ้าวิ่งเร็ว ๆ ส่องกระจกเงาไม่ได้ ผู้ที่จะส่องกระจกเงาก็ต้องหยุด้องนิ่งถึงจะเห็นเงาหน้าของตัวเอง
สมถะมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ผู้มีความฟุ้งซ่าน ผู้มีปัญญามาก ๆ นี้ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมถึงต้องอยู่ในสถานที่สงบวิเวก เพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อให้ใจอยู่กับเนื้ออยู่กับตัว ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ไม่อยู่กับสิ่งภายนอก อยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอน
เมื่อใจสงบพอสมควรแล้ว ใจสงบที่สมควรก็ได้แก่ใจที่มีสมถะที่เป็นขณิกสมาธิ เป็นสมาธิอยู่ที่ปัจจุบันเป็นขณะ ๆ ผู้จะมีสมาธิเป็นขณะ ๆ ก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะที่ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ อยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะเป็นขณะ ๆ ไป ด้วยจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน เพื่อให้กาลเวลาของการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง
ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมที่ไม่ให้นอนกลางวันก็เพราะเหตุผลว่า เราจะได้เจริญสติสัมปชัญญะ ถ้าเราไปพูดคุยคลุกคลีกันเราก็ไม่ได้เจริญสติสัมปชัญญะ ถ้าเราไปนอนเราก็ไม่ได้เจริญสติเจริญสัมปชัญญะ ถ้าเราไปนั่งหลับนั่งสัปหงกเราก็ไม่ได้เจริญสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นออกซิเจนไปในตัวนะ เพราะสติสัมปชัญญะนั้นมันเป็นความสุขเป็นความไม่มีทุกข์ ผู้มีสติมีสัมปชัญญะถึงไม่มีตัวเราของเรา ไม่มีตัวกูของกู ไม่มีตัวสูของสู นั้นมันเป็นความสงบ จะว่าควาสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความไม่มีทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้ มันเป็นออกซิเจน มันเป็นการปล่อยวางของเสียของปฏิกูล ปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
ผู้ปฏิบัติธรรมมาปฏิบัติธรรมที่วัดเราต้องพากันเข้าใจนะ เพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ เจริญพระกรรมฐานกัน ถ้าไม่เข้าใจแล้วก็อยู่กับความฟุ้งซ่าน ก็จะอยู่กับการเล่นโทรศัพท์ไลน์โทรศัพท์ ให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะไม่ได้เสียเวลา เรามาอยู่กับสติกับสัมปชัญญะกับการประพฤติการปฏิบัติ พากันตัดปริโพธกังวลในธุรกิจหน้าที่การงาน เราต้องพากันเข้าใจ เพื่อจะได้หยุดความฟุ้งซ่าน เพื่อจะได้หยุดพลังงานแห่งความหลง เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราจะไม่ได้ทุกข์เปล่า ๆ ทุกข์ฟรี ๆ เราคิดดูดี ๆ นะ คติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีแล้วถูกต้องแล้วที่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิมเพราะของมันมีอยู่เท่านั้น เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิมเพราะของมันมีอยู่เท่านั้น เราต้องมาเจริญสติสัมปชัญญะ เอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ
ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทก็ต้องเข้าใจ ผู้มาประพฤติปฏิบัติชั่วครั้งชั่วคราวก็ต้องเข้าใจ ถือเวลานี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นการชิงแชมป์ของปัจจุบันนะ เราต้องรู้เข้าใจปัญหา เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ เราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนจะได้พากันไปเป็นพระ คำว่าพระคือยกเลิกตัวตน ยกเลิกภาระหนักที่มันเป็นภพเป็นชาติเป็นตัวเป็นตน ที่มันเป็นความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก เป็นผู้แบกของหนักพาไป เป็นผู้แบกความหลงพาไป
เราต้องพากันมารู้เข้าใจ เมื่อเรามีลมหายใจมีลมปราณอยู่ก็ถือว่าเราเป็นผู้ที่โชคดี เรามาทำความดีเพื่อความดี เพราะทำความดีมันก็ได้ดีอยู่แล้วอยู่ในตัว เรายกเลิกตัวตน เราไม่ต้องเอาความปรุงแต่งนำชีวิต เอาสติสัมปชัญญะนำชีวิต มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราทำความดีเพื่อความดีนั้นเป็นบริสุทธิคุณ เราทำความดีเพื่อต้องการความดีเพื่อต้องการมนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัติมันเป็นความปรุงแต่ง เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดความปรุงความแต่งของเราทุก ๆ คน
เรามามีความสุขในการทำหน้าที่ การทำความดีที่มีความสุขไม่หวังอะไรตอบแทน การกระทำนั้น ๆ มันจะเป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ จะเป็นนิพพานสมบัติ จะเข้าถึงความดับทุกข์ตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า เราต้องรู้เข้าใจ เพราะปัจจุบันนี้เป็นพื้นเป็นฐาน ถ้าเราไม่มีพื้นมันก็ไม่มีที่ยืน
มีผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีเมตตาตรัสบอกว่าขึ้นอยู่กับเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ให้เราเอาปัจจุบันนี้แหละเป็นการประพฤติการปฏิบัติ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันเป็นพื้นฐาน เราต้องเข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบันนี้อย่าไปรอชาติหน้าที่เป็นอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ
เราทุกคนต้องรู้ความเป็นพระนะ ผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจได้ถามทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระนิพพานมีเฉพาะศาสนาพุทธเท่านั้นเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามีทุก ๆ ศาสนานั้นแหละ ศาสนาเป็นชื่อเฉย ๆ ศาสนามีชื่อต่างกัน ผู้รู้ผู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ มีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีความดับทุกข์เหมือน ๆ กัน เพราะความทุกข์มันเป็นสากล ความแก่เจ็บตายพลัดพราก หนาวร้อนสุขทุกข์มันเป็นสากล นรกสวรรค์พรหมนิพพานมันก็คืออันเดียวกันให้เรารู้ให้เข้าใจ เพราะไม่มีใครสงวนลิขสิทธิ์นะ มันเป็นสากล ทุกคนก็ใช้หลักการเดียวกันใช้ธรรมอันเดียวกันเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจรู้ใจเข้าใจ ไม่ใช่เป็นความจำ เพราะความจำนั้นไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นก็จะลืมเพราะมันเป็นสัญญาขันธ์มันไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ
หลวงปู่ชา สุภัทโทวัดหนองป่าพง ท่านให้พระภิกษุสามเณรทำอะไรตามพระธรรมตามพระวินัย ตามหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เอาความรู้กับการปฏิบัติ ยกเลิกตัวตน ให้มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ให้การประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่อง ความดีและปัญญานั้นจะอบรมบ่มอินทรีย์ อาศัยหมู่อาศัยคณะประพฤติปฏิบัติเป็นกลุ่มเป็นก้อน ถือพระวินัยถือข้อวัตรกิจวัตรให้ประพฤติปฏิบัติเพื่อเป็นนาฬิกาชีวิตทั้งความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน หลวงปู่ชาให้พระฉันมื้อเดียวฉันในบาตร ไม่ให้ฉันในฝาบาตร ต้องไปบิณฑบาตทุกวัน ไม่เอาน้ำปานะไปฉันที่กุฏิ ไม่ให้ใครเอาอาหารไปส่งตามกุฏิ ไม่ให้พระตามใจ เช่นวันนี้เหนื่อยไม่ออกมาทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิ ไม่ให้มีเงินมีสตางค์ ให้พระเอาพระธรรมเอาพระวินัย ยกเลิกเรื่องเงินเรื่องผู้หญิง ท่านไม่ให้พระอยู่สองต่อสองกับผู้หญิงหรือผู้หญิงหลายคนท่านก็ไม่ให้พระอยู่ ให้เกรงใจพระพุทธเจ้ามากกว่าเกรงใจผู้หญิง ให้ถือพระธรรมพระวินัยเป็นหลัก ทำแบบนี้ถึงจะหยุดปัญหาได้
การประพฤติการปฏิบัติต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยอบรมบ่มอินทรีย์
เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเมตตาบอกว่าเราทั้งหลายว่า เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของชาติศาสน์กษัตริย์ที่จะก้าวไปด้วยทานศีลสมาธิภาวนา ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบัน
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุ ดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา