๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๕ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ทานศีลสมาธิภาวนา เป็นหลักการละลายพฤติกรรมของฆราวาสข้าราชการนักการเมืองเกษตรกรพ่อค้าประชาชนที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

ศีลสมาธิปัญญาภาวนา เป็นหลักการละลายพฤติกรรมของสมณะชีพราหมณ์ ที่มีความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

  

ธรรมะนั้นหมายถึงธรรมชาติ ธรรมชาติที่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เพื่อจะได้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยทานศีลสมาธิปัญญา

 

ธรรมะนั้นถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อสร้างเหตุสร้างปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ที่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ฟังพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ได้มีความรู้ความเข้าใจจึงได้เปล่งอุทานจากใจจากความรู้ความเข้าใจว่า จักขุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ญาณเกิดขึ้นแล้วก็เรา แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ที่เรายังไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจมาแต่ก่อน

 

ความรู้ถึงต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

พระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ต้องเกิดจากความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

หน้าที่ของเรา เราทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ เพื่อเอาสมมติสัจจะที่เป็นพระธรรม เพื่อนำสู่มรรคผลพระนิพพาน ได้แก่พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจให้เรารู้เข้าใจนะ มันเป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะไม่ใช่ความรู้จริง ไม่ใช่รู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจให้แจ่มแจ้งในพระรัตนตรัย ไม่มีความลังเลสงสัยในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมคำสั่งสอน ในพระอริยสงฆ์ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นแหละเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระธรรมเป็นธรรมชาติที่มีความเป็นใหญ่เฉพาะตัวเฉพาะตน เป็นกฎแห่งกรรม ที่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ความเกิดความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นคือวิบากแห่งผลของกรรม ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดขึ้น เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพราะเหตุผลว่าธรรมชาติได้เป็นใหญ่เฉพาะตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราพากันเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในธาตุทั้ง ๔ ในขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายในทั้ง ๖ จะหยุดสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องสร้างเหตุสร้างปัจจัย เหตุปัจจัยนั้นคือปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง ที่พากันเรียกว่าสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ นั้นคืออริยสงฆ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระอริยสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม เอาความรู้ความเข้าใจเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ ถึงไม่เกี่ยวข้องกับใครจะเป็นนักบวช หรือเป็นฆราวาสผู้ครองเรือน ความรู้ความเข้าใจนั้นจะเป็นอริยมรรค เพื่อเอาความรู้กับการปฏิบัติมาปฏิบัติ ที่เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

หลักการนี้ใช้ได้ทุก ๆ ศาสนา เป็นสากลของการประพฤติของการปฏิบัติ ไม่ใช่เฉพาะศาสนาพุทธ เป็นสากล เฉกเช่นเดียวกับความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากนี้เป็นสากล กฎแห่งกรรม ผลของกรรมนั้นเป็นสากล ทุกคนมีสามัญลักษณะเสมอกันหมด เพราะอันนี้มันเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้เข้าใจ ให้พากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อละลายพฤติกรรม หรือว่าละลายความยึดมั่นถือมั่นเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด ด้วยความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมว่าพระวินัย ทานศีลสมาธิภาวนานั้นเป็นเหตุผลที่หยุดวัฏฏสงสาร เป็นการละลายพฤติกรรมแห่งความยึดมั่นถือมั่น ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจในพระศาสนาอย่างนี้ จะได้เข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ด้วยความคิด คำพูด การกระทำ กิริยามารยาท อาชีพ ที่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า ทุกคนจะอยู่เหนือธรรมชาติ อยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรมนั้นไม่ได้

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็เริ่มต้นจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราถึงต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ด้วยศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา ที่เป็นอิทัปปัจจยตา ที่เป็นความรู้ความเข้าใจว่าสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี

 

พระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยถึงเป็นสิ่งที่ขลังสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นพระนิพพานที่ดับไม่มีส่วนเหลือ พระรัตนตรัยได้แก่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นสิ่งที่ดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นการทำความดีเพราะเห็นว่าความดีนั้นมันเป็นความดับไม่เหลือแห่งตัวตน  การให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนาเป็นการทำความดีเพื่อความดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณ

 

พุทธะนั้นคือความดับไม่เหลือของความทุกข์ เพราะเป็นผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นความสุขเป็นความดับไม่เหลือเป็นพระนิพพาน เป็นธรรมเป็นสภาวธรรมที่หยุดกาลหยุดเวลา หยุดความทุกข์ หยุดความปรุงแต่ง มีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ไม่หวังอะไรตอบแทน เป็นความดับไม่เหลือ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน สำหรับเสขบุคคล บุคคลที่อยู่ระหว่างการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราพากันมารู้พากันเข้าใจ เพื่อพากันทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เน้นมาที่ตัวของเราเอง คนอื่นก็ให้เป็นเรื่องของคนอื่น ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้

 

ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งมีการประพฤติการปฏิบัติจะเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า

 

มีผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อันนี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เพราะเป็นเรื่องของกรรม เป็นกฎแห่งกรรม

 

ท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เอาปัจจุบันนี้เป็นการประพฤติการปฏิบัติ คำว่าปัจจุบันเป็นวาระสำคัญปัจจุบันถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างจะเกิดอีกต่อไปหรือว่าจะหยุดเกิด

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงต้องให้เน้นที่ปัจจุบัน อดีตกับอนาคตนั้นปฏิบัติไม่ได้ ปัจจุบันถึงประพฤติปฏิบัติได้ ปัจจุบันต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ

 

มีผู้ที่ไม่เข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า การประพฤติการปฏิบัติธรรม ทำไปถึงไหนถึงจะได้หยุด ผู้ที่ถามเช่นนี้คือผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจถึงได้ถามปัญหาอย่างนี้ แสดงถึงผู้ที่ถามนั้นยังไม่รู้ไม่เข้าใจในพระรัตนตรัย ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ จึงได้ถามเช่นนั้น

 

พระรัตนตรัยนั้นเป็นความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์ ผู้ที่เข้าใจแล้วก็ย่อมมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ย่อมมีความสุขในการให้ทานในการรักษาศีลในการเจริญสมาธิในการเจริญภาวนา เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ เป็นความสุขที่เป็นอมตะนิรันดร์ตลอดกาล เป็นการหยุดกาลหยุดเวลา ไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลา ให้เรารู้ให้เข้าใจ ทานศีลสมาธิภาวนาเป็นความสุข ยกเลิกความทุกข์ทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งหลายทั้งปวง

 

เรามองดูในแง่มุมของพระอรหันต์ขีณาสพ มองดูในแง่มุมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านหมดกิเลสท่านสิ้นอาสวะแล้ว ท่านยิ่งมีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำพุทธกิจ

 

มนุษย์เราคือผู้รู้ผู้เข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม เป็นความดีและปัญญาที่มีความสุข ไม่มีความทุกข์อะไร ผู้รู้ผู้เข้าใจอย่างนี้ถึงไม่มีคำถามว่าปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด พระธรรมพระวินัยที่รู้เข้าใจถึงไม่ได้เอามาเพิ่ม ไม่ได้เอามาตัด เป็นความรู้ความเข้าใจที่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากไม่น้อย เป็นความพอดี เป็นความอิ่มความเต็ม เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

จากปัญหาก็จะเป็นปัญญา จากปัญญาก็จะเป็นความสงบ จากความสงบก็จะเป็นการเสียสละ ถึงไม่มีความรู้สึกว่าหยุดหรือว่าไป เพราะมันเป็นความดับทุกข์ เป็นความดับไม่เหลือที่คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ถึงเรียกท่านผู้นั้นว่าเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยความรู้ความเข้าใจ ถึงมีแต่ความสุข

 

เราทุกคนมาเน้นที่ตัวเรา วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง เราต้องนอนต้องพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมงนะ สุขภาพร่างกายของเราถึงจะแข็งแรงสมบูรณ์ ถ้าวันไหนนอนน้อยก็ ๕ ชั่วโมง อย่างมากถ้าไม่เจ็บป่วยก็นอน ๖ ชั่วโมง ๑๘ ชั่วโมงที่ตื่นอยู่เราทุกคนต้องมีความสุขในการเอาธรรมนำชีวิต ด้วยความไม่ประมาท เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะให้สิ่งแวดล้อมมันครอบงำ ครอบงำพุทธะ ครอบงำใจสติปัญญา เพราะความประมาทนั้นคือความเสียหาย มันจะเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึกสตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของประเทศไทย เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม เราทุกคนจะตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ให้เอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ของเราทุก ๆ คน การทำอะไรที่จะได้ผลเห็นผลนั้นต้องประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปการประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล ทั้งทางวิทยาศาสตร์ทั้งทางจิตใจก็ทำอย่างนี้เช่นเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้จักเหตุรู้จักปัจจัย เพื่อไม่ให้เราทุกคนนั้นตั้งอยู่ในความประมาท ไม่ให้หลงไม่ให้เพลิดเพลิน เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะได้เป็นออกซิเจน เพื่อจะได้ปล่อยวางของเสีย ปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสิ่งที่สกปรกออกจากกายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ใจ ที่ใจรู้ใจเข้าใจ

 

๑๘ ชั่วโมงที่ตื่นอยู่ เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เรามีความสุขเราก็มีความสงบ เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขเราก็มีความสงบ เราก็มีความสงบเราก็มีความสุขอย่างนี้แหละ

 

ธรรมะนั้นเป็นหน้าที่ หน้าที่ที่เป็นความดีและปัญญา เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะนี้มันคือออกซิเจน มันเป็นความสุข นี้คือยกเลิกวัฏฏสงสาร ยกเลิกสิ่งที่จะเสียหาย สิ่งที่จะทำให้พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันที่มีความสุขในการทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้จะแยกกันไม่ได้ เพื่อจะได้ทั้งวัตถุ ได้ทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณ เพื่อจะได้ละลายพฤติกรรมที่จะเกิดตัวเกิดตน

 

เราทำความดีเพื่อตัวเพื่อตนก็อย่างหนึ่งนะ เราทำความดีเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนก็อย่างหนึ่งนะ ให้เข้าใจนะ เราทำความดีเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นจะเป็นพระนิพพานนะ ถ้าเราทำความดีเพื่อตัวเพื่อตนนั้นมันจะเป็นวัฏฏสงสารนะ

 

วันเสาร์วันอาทิตย์ให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายทุกเพศทุกวัยให้เข้าใจนะ เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน เพื่อไม่มีปริโพธกังวลในธุรกิจหน้าที่การงาน พากันไปให้ทาน รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา ถือเนกขัมมะบารมี พากันไปเจริญสติสัมปชัญญะติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๒ วัน ๒ คืน เพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่อง ไม่เอาความสุขจากวัตถุ ไม่เอาความสุขจากภายนอก ให้ไปเอาความดับทุกข์กับการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ กับการเจริญวิปัสสนา เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อไปเจริญสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอน เพื่อมารู้มาเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความดับทุกข์ ทุก ๆ คนจะได้รู้เข้าใจ จะได้จบลงได้ที่ปัจจุบัน

 

ให้ทุกท่านทุกคนเจริญสมถะวิปัสสนา ให้พากันมายกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ความสงบและปัญญานี้จะยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ความสงบและปัญญายกเลิก อคติทั้ง ๔ ทุกคนจะได้ฝึกสติสัมปชัญญะ จะได้เอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย จะได้เอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออไป ที่จะได้เข้าถึงความพอดี ความพอเพียงเพียงพอ

 

หลักการในการเจริญสติสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจนในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอนให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมชัดเจน การที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมชัดเจน ความรู้กับการปฏิบัติเราจะได้รับออกซิเจนที่สมบูรณ์จากเหตุจากปัจจัยในการประพฤติการปฏิบัติ  

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาการเจริญสติสัมปชัญญะด้วยอาศัยหลักอานาปานสติ เป็นเครื่องอยู่ของการประพฤติการปฏิบัติเพื่อเป็นนิพพานเป็นบ้านที่อยู่ของจิตของใจ มีความสุขในการหายใจเข้า หายใจเข้าอย่างมีความสุข มีความสุขในการหายใจออก หายใจออกอย่างมีความสุข มีความสุขในการหายใจเข้าก็รู้ว่ามันไม่แน่ไม่เที่ยง มีความสุขในการหายใจออก็รู้ว่ามันไม่แน่ไม่เที่ยง มีความสุขในการหายใจเข้าหายใจออกว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม หาใช่นิติบุคคลตัวตนไม่

 

ลมหายใจนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาไปใช้ทุก ๆ อิริยาบถ ไม่ใช่เอาไปใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธิภาวนานะ ถ้าจะให้ดีจะได้ประโยชน์มากต้องเอาไปใช้ทุกอิริยาบถนั่นแหละดี

 

ผู้ที่ออกบรรพชาอุปสมบทถือเนกขัมมะประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ พระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ทุกอุปัชฌาย์จึงได้บอกกรรมฐาน กรรมฐานหมายถึงการงานที่พึงประพฤติพึงปฏิบัติ เพื่อให้รู้หลักการของการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นภาษาบาลีว่า เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ...ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกศา กลับไปกลับมาเป็นอนุโลมเป็นปฏิโลมไปกลับ เพื่อให้ผู้มาบรรพชาอุปสมบทรู้เข้าใจ เกิดภาวนาวิปัสสนา เพื่อจะได้เกิดปัญญายิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

ผู้ที่บวชมาในศาสนาทุกคนต้องมาพิจาณาแยกแยะร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เพื่อจะให้รู้ให้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัยที่เอามาประกอบกันเป็นชิ้นเป็นส่วนเหมือนรถยนต์คันหนึ่งเท่านั้น เมื่อแยกชิ้นส่วนแล้วก็จะเอาใช้ทำงานไม่ได้ เพื่อละลายความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเราของเรา เป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสู ถ้าเจริญแต่สติสัมปชัญญะ ไม่เจริญวิปัสสนาภาวนา การเจริญสติสัมปชัญญะนั้นก็จะเป็นเพียงสมาธิเพียงสมาบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้มาบรรพชาอุปสมบทต้องพิจารณาสรีระร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วก็ประกอบกันคืน ต้องทำอย่างนี้ทุก ๆ วัน เพื่อเจริญวิปัสสนาภาวนา เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ที่เป็นความดีและปัญญา

 

ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ

 

เพราะเหตุผลว่า ผู้ที่เป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้นต้องรู้ต้องเข้าใจในพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ต้องเข้าสู่หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ จะได้หยุดความยึดมั่นถือมั่น เบื้องต้นต้องละสักกายทิฏฐิ ผู้ที่จะสักกายทิฏฐิได้ก็ต้องพิจารณาร่างกาย รู้จักเหตุรู้จักปัจจัย จะได้ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ผู้มาบรรพชาอุปสมบทต้องรู้เข้าใจ จะได้พิจารณาแยกสรีระร่างกายออกเป็นชิ้นส่วน ปฏิบัติอย่างนี้ทุก ๆ วัน เหมือนตัวอย่างที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์ว่า อานนท์เอย เธอพิจารณาความตายวันละกี่ครั้ง

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อานันทะ..ดูก่อนอานนท์ เธอระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง ?" พระอานนท์ทูลตอบว่า "ประมาณ ๗ ครั้งพระพุทธเจ้าข้า" นั่นพระโสดาบันนะ นึกถึงความตายวันละประมาณ ๗ ครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า"อานันทะ..ดูก่อนอานนท์ ยังห่างมากไป ตถาคตระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก"

 

การพิจารณาร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วประกอบกันนี้ ผู้ออกบรรพชาอุปสมบทต้องพากันพิจารณาทุก ๆ วันนะ ปัญญาถึงจะเกิด วิปัสสนาถึงจะเกิด

 

การพิจารณาร่างกาย ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทส่วนใหญ่นั้นไม่ได้ประพฤติไม่ได้ปฏิบัติกันนะ เพราะเป็นงานที่แก้ไขตัวเอง ส่วนใหญ่เราทุกคนไม่มีความต้องการที่อยากจะแก้ไขตัวเองนะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การที่จะเมตตาคนอื่นมันเป็นไปไม่ได้ เพราะตัวเราเองก็ยังไม่มีความเมตตาแก่ตนเองเลย เมื่อเราไม่แก้ไขตัวเรา เราจะไปแก้ไขคนอื่นได้อย่างไร นี้มันเป็นความเสียหายนะ มันจะเป็นสาเหตุให้พังทลายเฉกเช่นเดียวกันกับตึก สตง.นะ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัตินะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราภาวนาวิปัสสนาเพื่อแยกสรีระร่างกายแล้วก็ประกอบให้เป็นปฏิปทา เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

เรามีปัญญาถึงต้องมีความสงบ ถ้าไม่สงบมันจะเกิดความฟุ้งซ่าน มีความสงบไม่เสียสละมันจะไม่เกิดปัญญา ไม่เกิดวิปัสสนา

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านให้เรารู้เข้าใจในการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทในปัจจุบัน ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องทำหน้าที่ของเราให้ดี ๆ ที่ประกอบด้วย ดังปัจฉิมโอวาทได้ตรัสว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 109,794