๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๖ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมของเราทุก ๆ คน เราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาท ตั้งอยู่ในความประมาท ต้องพากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นมรรค เป็นอริยมรรค ต้องมีความตั้งมั่นตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา เน้นมาที่ใจของเราทุก ๆ คน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทนั้นคือความผิดพลาด คือความเสียหาย โอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่บุญแต่กุศลถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกท่านทุกคนต้องพากันตั้งใจตั้งเจตนา ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ยกเลิกโลกธรรม เพื่อเอาธรรมนำชีวิต เอาบริสุทธิคุณทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมอยู่ที่ใจ ใจบริสุทธิคุณ ไม่ตรึกนึกคิดในกาม ไม่ตรึกนึกคิดในพยาบาท มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ทำความดีเพื่อความดี ไม่หวังอะไรตอบแทน เป็นความดับไม่เหลือแห่งวัฏฏสงสารจากการประพฤติการปฏิบัติ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เอาทานศีลสมาธิปัญญามาใช้มาปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราถือเอาปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งการประพฤติการปฏิบัติของเรา ปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นการชิงแชมป์ เป็นไฟต์สำคัญของเราทุก ๆ คนนะ ปัจจุบันเราต้องตั้งใจตั้งเจตนา รวบรวมทานศีลสมาธิภาวนาเป็นพลัง เป็นสติเป็นสัมปชัญญะในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ทุกท่านทุกคนนั้นต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้มีความสุข ความสุขกับความสงบนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกันนะ ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจในวัฏฏสงสาร ความเข้าใจในเรื่องพระนิพพาน เน้นการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ในปัจจุบันนนี้ให้ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา จะเป็นมนุษย์สมบัติ จะเป็นสวรรค์สมบัติ จะเป็นพรหมสมบัติ เป็นพระนิพพานสมบัติอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เบื้องหน้าโน้นเทอญมันไกลเหลือเกิน มันไม่ใช่ปัจจุบันนะ

 

ปัจจุบันเราทุกคนต้องพากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่อย่างดี อย่างสูงสุด เสขบุคคล บุคคลที่พึงประพฤติพึงปฏิบัติในปัจจุบันที่มีความสุข ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ปัจจุบันเราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องชัดเจน ไม่มีความฟุ้งซ่าน ต้องชัดเจน มีความสุขในการทำหน้าที่อย่างชัดเจน

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง กลางวัน ๑๒ ชั่วโมง กลางคืน ๑๒ ชั่วโมง เป็นเวลาที่เสียสละที่ต้องเอาธรรมะนำชีวิต ยกเลิกตัวตน ให้ทุก ๆ ท่านทุกคนพากันมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนวันละ ๖ ชั่วโมง เพื่อสรีระร่างกายของเราจะได้แข็งแรงสมบูรณ์ เวลา ๑๘ ชั่วโมงที่ตื่นอยู่ เป็นเวลาที่มีความสุขในการเสียสละ ในการทำหน้าที่ เพราะความสุขนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อโฟกัสในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ เวลานั้นดูเหมือนมันผ่านไปรวดเร็ว เหมือนเวลาของเทวดาที่มีความสุข ผู้มีความสุขก็ย่อมหยุดกาลหยุดเวลา เพราะอรหันต์ขีณาสพผู้เข้าสู่บรมสุขถึงยกเลิกกาลยกเลิกเวลา ไม่มีกาลไม่มีเวลา ไม่มีสิ่งที่เปรียบเทียบ

 

เรามาเอาหน้าที่ทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ความดีและปัญญาได้อบรมบ่มอินทรีย์ของเราทุก ๆ คน

 

เราทุกคนต้องโฟกัสตัวเอง เพราะเหตุผลว่างานนี้เป็นงานเรา ไม่มีใครมาประพฤติมาปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้ เราทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเราเอง ตนแลเป็นที่พึ่งของตน เรามาพึ่งความรู้ความเข้าใจ มาพึ่งการประพฤติการปฏิบัติทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มาเน้นลงที่ใจที่เจตนาที่มีความตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนาให้ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้ลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติ พระรัตนตรัยเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ที่ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่บุญแต่กุศล เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ มีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ใจอ่อน

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะไปใจอ่อนไม่ได้ สัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่น ทุกท่านทุกคนต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มันจะเหนื่อยมันจะยากมันจะลำบาก มันจะมีความทุกข์ทรมาน มันจะตายก็ช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เราทุกคนต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เราต้องผ่านด่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อาตนะ ๑๒ ไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะปัจจุบันนี้เป็นไฟต์ของการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรวมพลังในทานศีลสมาธิภาวนาด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

หลักการในการดำเนินชีวิตของหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายใช้หลักการเดียวกันนี้หมดทุกท่านทุกคน เพราะธรรมชาตินั้นเป็นสากล ความเกิดแก่เจ็บตายนี้เป็นเรื่องสากล มนุษย์เทวดาพรหมพระนิพพานนี้เป็นเรื่องสากล ให้ทุกคนเข้าใจ

 

หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายเราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดข้อ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ผ่านด่านความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก เราต้องผ่านด่านนี้ไปด้วยความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน

 

เราต้องมีความสุขในการทำความดี เพราะเราเห็นว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราต้องประพฤติเราต้องปฏิบัติ มีความตั้งมั่นที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อให้ความดีเป็นบารมีที่อบรมบ่มอินทรีย์ ที่เป็นบารมีเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุดของเสขบุคคล บุคคลที่กำลังเดินทาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกเลิกสัญชาตญาณที่ทำให้เกิดวัฏฏสงสาร เกิดเป็นตัวเป็นตน

 

เราต้องรู้เราต้องเข้าใจว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี ความรู้ความเข้าใจเราจะได้ก้าวไปด้วยความไม่อาลัยอาวรณ์

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ หรือว่าผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องปฏิบัติมาก ๆ เพื่อให้ปัญญากับความสงบมันเดินควบคู่กันไป อันหนึ่งเป็นสมถะ อันหนึ่งเป็นวิปัสสนา เพื่อเดินทางควบคู่กันไป เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ลูบคลำในทานศีลสมาธิภาวนา ด้วยอาศัยปัญญาอาศัยการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อผ่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พวกเราทุกคนเข้าใจนะ เราจะไปลูบคลำในศีลในพรต ในข้อวัตรปฏิบัตินั้นไม่ได้ ถึงกาลถึงเวลาแล้ว เราต้องพากันพึงประพฤติพึงปฏิบัติ มีความรู้ไม่เอามาปฏิบัติมันจะมีประโยชน์อะไร

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับเป็นวันปฏิบัติธรรม ๒ อย่างควบคู่กันไปอย่างมีความสุข ความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ นิพพานสมบัติ เป็นตัวปฏิบัติที่มีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้ เราต้องเข้าใจนะ ใจที่บริสุทธิใจที่ยกเลิกตัวตน ใจที่ไม่ลูบคลำในศีลข้อวัตรปฏิบัติ จะหยุดความเศร้าหมอง หยุดความด่างพร้อยของใจ ใจเมื่อรู้เมื่อเข้าใจแล้วต้องมีการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติ ถือปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ ให้เราทุกคนรู้เข้าใจว่าความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราต้องตั้งใจตั้งเจตนาลงรายละเอียดเพื่อเป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพื่อใจของเราจะไม่ได้เศร้าหมอง ใจของเราจะไม่ได้ลูบคลำในศีลข้อวัตรข้อปฏิบัติ จะได้เสียสละเต็มที่ จะได้เอาความดีและปัญญา ผู้ที่มีความสุขมาก ๆ หรือว่าผู้มีความสงบมาก ๆ ต้องมาเสียสละ ถ้าไม่เสียสละก็จะกลายเป็นนิติบุคคลตัวตน ตัวตนนั้นไม่ใช่พระนิพพานนะ พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจในอริยมรรค ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจทางการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเรามีความสุขมีความสงบแล้วเราไม่เสียสละ สติสัมปชัญญะของเรามันจะก้าวไปไม่ได้ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้จะเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ ไม่ใช่พระนิพพาน เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ

 

เราพากันคิดดูดี ๆ สิว่าพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายคือท่านผู้ที่เสียสละ พระพุทธเจ้าทั้งหลายคือผู้ที่เสียสละ ไม่ติดในความสุขความสะดวกความสบาย การเสียสละนั้นจะเป็นทานศีลสมาธิภาวนา

 

เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่เสียสละเราจะมีความสุขได้อย่างไร เราจะมีความสุขได้ก็เพราะเราเสียสละ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการทำความดีที่มีความสุขในความดี ผู้รู้ผู้เข้าใจผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิถึงมีชีวิตอยู่ด้วยการเสียสละ ถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เป็นบริสุทธิคุณ ไม่มัวหมอง ไม่เศร้าหมอง เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยธรรม ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่หยุดทำธุรกิจหน้าที่การงานเพื่อพัฒนาใจ เพื่อให้ใจมีความสงบและปัญญา เพื่อเจริญวิปัสสนา ผู้ที่บวชมา พระอุปัชฌาย์ถึงได้บอกธุรกิจหน้าที่การงานเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตของการบวช ผู้ที่บวชคือผู้ที่มายกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน พระอุปัชฌาย์จึงได้บอกธุรกิจหน้าที่การงานในการประพฤติการปฏิบัติ จึงได้บอกปัญจกัมมัฏฐานที่เป็นภาษาบาลีว่า เกศ โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกศา เป็นอนุโลมปฏิโลม

 

ธุรกิจหลักในหน้าที่ก็ได้แก่พิจารณาสรีระร่างกาย แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เหมือนแยกอะไหล่รถยนต์ รถยนต์จะเป็นรถยนต์ได้ก็ต้องมีชิ้นส่วน กายของมนุษย์นี้ที่จะเป็นมนุษย์ได้ก็เพราะประกอบด้วยหลาย ๆ ชิ้นส่วน

 

งานหลักผู้ที่มาบวชต้องพิจารณาแยกร่างกายออกเป็นชิ้นส่วนแล้วเอามาประกอบกันเข้า ต้องทำอย่างนี้ วันหนึ่งต้องพิจารณาหลายรอบ พิจารณาทำไม เพราะเหตุใดถึงต้องพิจารณา เพื่อให้เกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะไม่ได้มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่น การประพฤติการปฏิบัติถ้าติดต่อต่อเนื่อง ถึงจะได้ผลเห็นผล

 

การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไป ตามหลักเหตุผลตามหลักทางวิทยาศาสตร์จะเป็นชิฟฝังอยู่ในธาตุในขันธ์ในอายตนะ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เพื่อให้ความรู้กับการปฏิบัตินั้นจะได้สมบูรณ์ขึ้นเป็นรูปธรรมนามธรรม เราต้องพากันรู้เข้าใจว่าทำไมถึงต้องพิจารณาร่างกายทุกวัน

 

ถ้าเราพิจารณาบ่อย ๆ ติดต่อต่อเนื่องปัญญาสัมมาทิฏฐิได้ติดต่อต่อเนื่อง ด้วยหลักที่ว่า ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผล เราทำอย่างนี้แหละ ทานศีลสมาธิภาวนาที่เป็นเสขบุคคล บุคคลที่พึงประพฤติพึงปฏิบัติจะก้าวไปด้วยความดีเป็นการอบรมบ่มปัญญา ให้เรารู้เข้าใจว่าทำไมถึงต้องพิจารณาร่างกาย

 

การพิจารณาที่ติดต่อต่อเนื่องต้องอาศัยความสงบ ต้องอาศัยความวิเวก ต้องอาศัยเจริญสติสัมปชัญญะ เอาสมถะกับวิปัสสนาควบคู่กันไป

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เรานอนกลางวัน ไม่ให้เรานั่งสมาธิสัปหงก ให้เราเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป เพื่อให้สมถะวิปัสสนาควบคู่กันไป

 

การประพฤติการปฏิบัติการทำความเพียรเราต้องมีจุดมุ่งหมาย เราจะได้ผ่านด่านของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราจะได้รู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรามามีความสุขในการทำความเพียรในการทำหน้าที่ เพื่อให้เป็นพระนิพพานในปัจจุบันที่ความดีและปัญญาที่ก้าวไป ความดีและปัญญาจะเป็นออกซิเจน มันจะเป็นการปล่อยวางของเสียหรือว่ายกเลิกของเสียไป จะไม่ได้มีพีเอ็ม (PM) ที่เป็นมลทินทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

วันเสาร์วันอาทิตย์นั้นเป็นวันหยุดของฆราวาสเพื่อประพฤติปฏิบัติพระกรรมฐาน เพราะการมีสติมีสัมปชัญญะในการทำธุรกิจหน้าที่การงานอย่างเดียวยังไม่พอ ยังไม่เพียงพอ เราเข้าวัดปฏิบัติหาที่วิเวก เพื่อเราจะได้พิจารณาแยกแยะสรีระร่างกายออกไปเป็นชิ้นส่วนแล้วเอามาประกอบ เพื่อปัญญาสัมมาทิฏฐิของเราจะได้ชัดเจนยิ่ง ๆ ขึ้นไป เวลาตาเรามองเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายใจได้สัมผัส ใจของเราจะได้มีปัญญา เพราะเรารู้เรื่องอนัตตาว่าทุกอย่างนั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ตาของเราจะไม่เกิดอันตราย หูจะไม่ได้เกิดอันตราย จมูกลิ้นกายใจ จะไม่ได้เกิดอันตราย เพราะว่าใจรู้ปัญหา ใจมีปัญญา

 

เช่นเดียวกันกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินทางไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง หลังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ความรู้ความเข้าใจให้กับมหาชน ไปบรรยายให้รู้ให้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ให้ไปทางละรูป ไม่ให้ไปหลายรูป เพราะทรัพยากรของความเป็นพระอรหันต์ตอนนั้นยังมีไม่มาก ส่วนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสด็จไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้องที่เค้าพากันบูชาไฟ เอาประทีปมาจุดให้เป็นกระสิณเป็นความสงบ ใจของเราอยู่กับอะไรมันก็สงบอยู่กับสิ่งนั้น ๆ อย่างนั้นเค้าเรียกว่ากสิณ เช่น เรามองดูน้ำนาน ๆ ใจของเราก็จะสงบ เรามองดูแสงเทียนนาน ๆ ใจของเราก็สงบ อย่างนี้เรียกว่ากสิณ การที่เราทำงานใจอยู่กับอย่างนี้แหละเค้าเรียกว่ากสิณเพราะใจของเราสงบไม่ฟุ้งซ่าน อย่างนี้เรียกว่ากสิณนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง

 

พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกมาถึงตำบลอุรุเวลา ซึ่งมี ชฎิล ๓ คนพี่น้องอาศัยอยู่ คือ อุรุเวลกัสสป นทีกัสสปและคยากัสสป โดยอุรุเวลกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๕๐๐ คน นทีกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๓๐๐ คน ส่วนคยากัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๒๐๐ คน 

 

พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของอุรุเวลกัสสป เพื่อขอพักอาศัยในโรงบูชาเพลิงซึ่งมีพญานาคที่ดุร้ายอาศัยอยู่ ทรงเข้ากสิณสมาบัติ มีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ครอบงำเดช ของพญานาคที่ดุร้าย มีฤทธิ์ แล้วทรงขดพญานาคไว้ในบาตร

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่  ชฏิลอุเวลกัสสปเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหารย์ของพระพุทธเจ้า จึงนิมนต์พระองค์ให้อยู่ในที่นั้น โดยตนจะบำรุงภัตตาหารให้ประจำ

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ในแต่ละคืนเมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อฟังธรรมตามลำดับ เปล่งรัศมีงาม ทำให้ไพรสณฑ์ทั้งสิ้นสว่างไสว

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ต่อมา ชฏิลอุรุเวลกัสสปเตรียมการบูชายัญใหญ่ แล้วคิดในใจว่าถ้าพระพุทธเจ้าแสดงอิธิปาฏิหาริย์ มหาชนจะต้องถวายลาภสักการะให้แก่พระผู้มีพระภาค ลาภสักการะของตนก็จะลดลง  จะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงไม่มาฉัน

 

พระผู้มีพระภาคทราบความคิดของชฎิลอุรุเวลกัสสปแล้ว จึงเสด็จไปอุตตรกุรุทวีปเพื่อบิณฑบาต แล้วนำกลับมาเสวยที่สระอโนดาด

 

วันรุ่งขึ้น ชฏิลอุรุเวลกัสสปถามพระพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มารับอาหารเมื่อวานนี้ พระพุทธเจ้าตอบว่าเพราะชฏิลคิดไม่ใช่หรือว่าทำอย่างไรจึงไม่ให้พระองค์มาฉัน

 

ชฏิลอุรุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงทราบความคิดด้วยใจได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่าจะทรงซัก ขยำ พาด และผึ่งผ้าบังสุกุลไว้ที่ใด เมื่อนั้นท้าวสักกะจอมทวยเทพจึงขุดสระโบกขรณีเพื่อให้ทรงซักผ้า ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวาง เพื่อให้ทรงขยำผ้า เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบกได้น้อมกิ่งกุ่มลงมาเพื่อให้ทรงพาดผ้า และท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ยกแผ่นศิลาแผ่นใหญ่เพื่อให้ทรงผึ่งผ้า

 

วันรุ่งขึ้น ชฎิลได้ถามพระพุทธเจ้าว่าสระ แผ่นศิลา และกิ่งกุ่มที่น้อมลง เกิดขึ้นได้อย่างไร  พระพุทธเจ้าจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวสักกะยังได้ทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ในวันต่อๆ มา ชฎิลอรุเวลกัสสปได้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าภัตตาหารเสร็จแล้ว ทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปกลับไปก่อน ส่วนพระองค์ทรงไปเก็บผลหว้าจากชมพูทวีปวันหนึ่ง  อีกวันหนึ่งก็ทรงไปเก็บผลมะม่วง ผลมะขามป้อม ผลสมอ แล้วเสด็จไปสู่ภพดาวดึงส์ เก็บดอกปาริฉัตตกะ แต่ก็ทรงกลับมาถึงโรงบูชาเพลิงก่อนอุรุเวลกัสสป

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ เพราะส่งตนก่อนแล้วยังไปสู่ชมพูทวีปและภพดาวดึงส์แล้วยังมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อนตน แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ แต่ไม่อาจจะผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์โดย ตรัสบอกให้พวกชฎิลผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟ 

 

ชฎิลทั้งหลายสามารถผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อน  ก่อไฟทั้ง ๕๐๐ กอง และดับไฟได้ในคราวเดียวเท่านั้น

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับให้พวกชฏิฏผ่าฟืน ก่อไฟ และดับไฟได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

และครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์ นิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง เพื่อให้ชฎิลเมื่อขึ้นจากน้ำแล้วผิงไฟได้

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับนิรมิตกองไฟได้มากมากยถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่งเกิดฝนตกนอกฤดู จนทำให้เกิดน้ำท่วม พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ แล้วทรงจงกรมอยู่บนพื้น

 

เมื่อชฏิลมารับพระพุทธเจ้า ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าจงกรมอยู่บนพื้นที่มีน้ำล้อมโดยรอบ

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับบัลดาลไม่ให้น้ำไหลได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคดำริว่าจะพึงทำให้ชฏิลนี้สลดใจ จึงตรัสกับอุรุเวลกัสสปว่า อุเวลกัสสปไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีแม้ปฏิปทาที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์

 

อุรุเวลกัสสปเกิดความสลดใจ ซบหัวตนที่พระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วขออุปสมบท 

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุรุเวลกัสสปะเป็นผู้นำ เป็นผู้สอน เป็นหัวหน้า เป็นประธานของชฏิล 500 คน ควรบอกคนเหล่านั้นก่อนเพื่อให้คนเหล่านั้นตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

 

เมื่อชฏิล 500 คนทราบว่าอุรุเวลกัสสปผู้เป็นอาจารย์จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้า พวกชฎิลเหล่านั้นซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามานานแล้วก็จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน

 

ชฎิลเหล่านั้นก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และอุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

ชฎิลนทีกัสสปผู้เป็นน้องชาย เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายตน จึงไปพร้อมชฎิล ๓๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ  

 

ชฎิลนทีกัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

เมื่อชฎิลลคยากัสสป เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิง ลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายทั้งสองของตน จึงไปพร้อมชฎิล ๒๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ   ชฎิลคยากัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปที่ล้วนเป็นปุราณชฎิลดังนี้ว่า

 

จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ เป็นของร้อน


-  รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน

-  วิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ เป็นของร้อน

 

-  สัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ เป็นของร้อน

 

-  ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ก็เป็นของร้อน

 

ร้อนเพราะไฟ คือราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความรำพัน เพราะทุกข์กาย ทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น

 

อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้


-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ

 

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลาย

 

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ

 

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ

 

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย

 

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี

 

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสจบ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น บรรลุพระอรหัตผล

 

การพิจารณาสรีระร่างกายที่แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน แยกออกแล้วประกอบเข้านี้ทำให้เราเกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ ผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นจะเกิดปัญญา ตาที่เห็นรูป หูได้ฟังเสียง ลิ้นได้ลิ้มรส กายที่ได้สัมผัส ที่มันร้องในใจโอย ๆ ๆ ความรู้สึกนั้นก็จะจบไป เพราะการพิจารณาสรีระร่างกายแล้วประกอบนั้นมันเป็นการละลายอุปทานละลายความยึดมั่นถือมั่น ใจของเราจะมีปัญญา จะเห็นความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ใจของเรานั้นจะยกเลิกตัวตน ใจของเราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ว่างจากสิ่งที่ไม่มีมันจะมีประโยชน์อะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต สมัยท่านยังทรงธาตุทรงขันธ์ ท่านบรรยายให้ผู้รู้ผู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้เราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติทุกข้อทุกสิกขาบทด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นมันคือพระนิพพาน ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนามันจะเป็นพระนิพพาน การพิจารณาสรีระร่างกายนั้นจะทำให้ละอุปทาน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นเราเป็นเขา

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ที่บวชมาถึงต้องพิจารณาสรีระร่างกาย เอาแต่เจริญสติสัมปชัญญะอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ ถึงมีวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำเป็นวันหยุดของประชาชนเมื่อสมัยครั้งพุทธกาล วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำเป็นวันหยุดของประชาชน ปัจจุบันนี้ได้เอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดก็เช่นเดียวกันอย่างเดียวกันนั้นแหละ

 

มนุษย์เราต้องพากันรู้เข้าใจเพื่อเอาทางสายกลางนำชีวิต ในปัจจุบัน ต้องเข้าถึงที่สุดแห่งความดับทุกข์ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเช้าวันศุกร์นี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา จึงได้จบพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

Visitors: 109,794