๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งฟังการบรรยายโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้พากันนั่งให้สบาย เพื่อให้มีสติให้มีสัมปชัญญะ เพื่อใจจะได้อยู่กับเนื้ออยู่กับตัว ไม่ฟุ้งซ่าน จะได้ฟังโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นสัจธรรมเป็นความจริง เราทุกท่านทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจในสัจธรรมตามความเป็นจริง

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เป็นหลักการที่เราจะเอามาใช้ เอามาประพฤติ เอามาปฏิบัติ จากความรู้ความเข้าใจ เพื่อเราจะได้เอาพระธรรมพระวินัยนั้นมามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักการในการดำเนินชีวิตด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เราจะได้เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต เราจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นหลักการ เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม เราจะได้ยกเลิกตัวเราของเรา เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ให้เราเข้าใจว่าเป็นอุปกรณ์ของจิตใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องมารู้มาเข้าใจในพระธรรมในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางหลักการเพื่อมรรคเพื่อผลเพื่อพระนิพพาน ให้เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้แล้ว ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยเราทุกคนต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อให้เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม เพื่อเป็นหลักการเข้าถึงพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่เอาชาติหน้า ปัจจุบันเราไม่มีพื้นมีฐานของพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องพากันมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะได้จบลงที่ปัจจุบันนี้ จบลงที่ผัสสะนี้ เสขบุคคล บุคคลพึงประพฤติพึงปฏิบัติ พึงทำหน้าที่ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อเอาปัญญาประดิษฐ์นำชีวิต ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องปฏิบัติมาก ๆ เท่ากับปัญญานั่นแหละ ปัญญามีเท่าไหร่ก็พึงปฏิบัติเท่านั้น ถ้าสิ่งไหนไม่รู้ไม่เข้าใจ ต้องหยุดตัวเองไว้ก่อน เบรกตัวเองไว้ก่อน เซฟตี้ตัวเองไว้ก่อน พึงประพฤติปฏิบัติตามปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง เพื่อจะไม่ได้มีความลังเลสงสัยในการประพฤติการปฏิบัติว่าสิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

 

ถ้าเรายังไม่รู้ไม่เข้าใจว่าสิ่งไหนเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ให้เราเอาธรรมวิจัย มาวิจัยมาตัดสินเพื่อให้เกิดความสงบเกิดปัญญา เกิดสติเกิดสัมปชัญญะ ธรรมะตัดสินพระธรรมพระวินัยนั้นมีอยู่ ๘ อย่าง ๘ ประการ

 

ลักษณะตัดสินธรรมวินัยที่เราเอามาพิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เป็นธรรมตัดสิน ๘ ประการ

 

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
      ๑. วิราคะ คือ ความคลายกำหนัดยินดี เราต้องรู้จักความกำหนัดยินดี มันเป็นความติดพัน การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงใช้หญ้าคามาเป็นบัลลังก์ในการตรัสรู้ เราต้องรู้กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท เราถึงจะได้ยกเลิกความกำหนัดยินดี ถ้าเรามีความกำหนัดยินดีเราก็ย่อมมีปฏิฆะ มีพยาบาท เราคิดดูดี  ๆ นะ กามและพยาบาทมันคือนิติบุคคลตัวตน มันยึดมั่นถือมั่น มันติดพันเพราะความยึดมั่นถือมั่นมันเป็นสัญชาตญาณ เป็นนิติบุคคลตัวตน ความติดพัน ไม่เป็นอิสระ เราต้องรู้เข้าใจเรื่องกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทเราทั้งหลายจะได้คลายความกำหนัด ความยินดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราเอาสัญชาตญาณนำชีวิตที่มันเป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทไม่เอาความยินดียินร้ายนำชีวิต เพราะความยินดียินร้ายนี้เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นวัฏฏสงสาร


       ๒. วิสังโยค คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์ เราจะมาทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ เราจะได้เอาตัวรอดในทางที่รอดปลอดภัยด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘


       ๓. อปจยะ คือ ความไม่พอกพูนไม่เพิ่มพูนกิเลส มิใช่เพื่อความพอกพูนกิเลสอวิชชาความหลง เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องเหตุปัจจัยในเรื่องปฏิจจสมุปบาท


       ๔. อัปปิจฉตา คือ ความอยากอันน้อย ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ ความมักใหญ่ เป็นผู้มักมากอยากใหญ่ เราต้องรู้เข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นเป็นธรรมชาติเป็นประภัสสร เช่น ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก นี้เป็นประภัสสรทุกอย่างเป็นธรรมชาติเป็นตัวของธรรมชาติหาใช่นิติบุคคลตัวตนไม่ เราทั้งหลายต้องรู้จักเรื่องปฏิจจสมุปบาท เราจะได้เอาความสงบและปัญญาที่เป็นพื้นฐานเป็นกรรมฐาน เพื่อเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องที่ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราคิดดูดี ๆ นะ เราอยากให้มันมากมันก็ไม่มากอยากให้มันน้อยมันก็ไม่น้อย อยากให้มันแก่มันก็แก่อยากให้ไม่เจ็บมันก็เจ็บ อยากให้ไม่ตายมันก็ตาย เพราะธรรมชาติมันเป็นประภัสสร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้มาจากปลายจากกิ่งจากลำต้นไปถึงโคนถึงราก รากนั้นคือความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้แหละทำให้เราเวียนว่ายตายเกิด อริยสัจสี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงพูดเรื่องทุกข์ก่อน ว่าทุกข์มันมาจากไหน ให้มาจากยอดกิ่งก้านสาขามาถึงโคนต้นไม้มาถึงรากใหญ่รากเล็กรากฝอยของต้นไม้ที่เป็นอาหารของต้นไม้


       ๕. สันตุฏฐี คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ ความสันโดษนี้จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นพื้นฐาน มันจะเป็นกรรมเป็นกฎของกรรมด้วยความรู้เรื่องอริยสัจสี่ เราทั้งหลายต้องเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เพื่อเอาอริยมรรคมีองค์ ๘ มาใช้มาปฏิบัติเพื่อเป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม


       ๖. ปวิเวก คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่ เราต้องรู้เรื่องความวิเวก ความสงัด ความไม่คลุกคลี เราจะเข้าถึงความวิเวกได้เราก็อาศัยเหตุปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ให้เราปฏิบัติให้สมบูรณ์ ทั้งกายวาจากิริยามารยาท สมบูรณ์ทั้งใจในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อจะเป็นมรรคเป็นอริยมรรต้องสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะว่าพระธรรมพระวินัยเป็นทั้งคำสั่ง เป็นทั้งคำสอน เป็นทั้งสมถะ เป็นทั้งวิปัสสนา ปัจจุบันนี้เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา เอาความคารวธรรมนำชีวิต

 

๗. วิริยารัมภะ คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน ความสงบและปัญญาเราต้องรู้เข้าใจ เมื่อเรามีความสงบเราต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไม่มีศีลไม่มีสมาธิไม่มีปัญญา ศีลสมาธิปัญญานั้นถึงเป็นพื้นเป็นฐาน เป็นอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะพากันเกียจคร้านไม่ได้ เพราะความเกียจคร้านนั้นเป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องขอบใจความขี้เกียจขี้คร้านเพื่อให้เราได้ทำความเพียร ศีลสมาธิปัญญาถึงต้องไปพร้อมกัน ผู้มีปัญญามากต้องมีความสงบมาก ผู้มีความสงบมากต้องเสียสละ ถึงมีศีลมีสมาธิมีปัญญา


      ๘. สุภรตา คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก นิติบุคคลตัวตนมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มีเลย เป็นบุคคลที่ไม่มีความสงบไม่มีปัญญา ไม่รู้เรื่องพระไตรลักษณ์ ไม่รู้เรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ธรรมะที่เป็นไปเพื่อเป็นความเลี้ยงยาก เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจ เราเอาความหลงนำชีวิตนั้นไม่ได้ เอาความอยากความต้องการนำชีวิตนั้นไม่ได้ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญา


      ธรรมตัดสิน ๘ ประการ เมื่อให้เรามีความสงสัยให้เอาธรรม ๘ ประการมาเป็นหลักการ ให้เป็นอุดมการณ์อุดมธรรม ถึงจะเป็นพระธรรมพระวินัย เป็นสัตถุสาสน์ เป็นคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราจะประพฤติปฏิบัติอะไร เราต้องรู้ต้องเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัตินั้น

 

เรามาเน้นที่ใจ ใจที่บริสุทธิ ใจที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อจะเป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อต้องการที่จะเป็นคนดี อย่าไปหวังสิ่งใดตอบแทน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ทำความดีมันก็ดีอยู่แล้ว การให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนาก็เป็นความดีอยู่แล้ว เราต้องมีปัญญา ให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติก็เพียงพอพอเพียง

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งนักบวชนอนพักผ่อนให้หลับสนิทวันละ ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ หากมีเหตุมีปัจจัยไม่มีโอกาสที่จะนอนพักผ่อนได้ถึง ๖ ชั่วโมง อย่างน้อยก็ไม่ควรจะนอนหลับสนิทมากกว่า ๖ ชั่วโมง

 

ฆราวาสผู้ครองเรือนที่เป็นประชาชนเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองพากันนอนพากันพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกายให้แข็งแรง ให้พากันนอนพากันพักผ่อนให้เพียงพอ ต้องพากันนอน ๘ ชั่วโมง เพื่อสุขภาพร่างกายจะได้แข็งแรง จะได้เอาไปทำธุรกิจหน้าที่การงาน

 

ผู้มาบวชผู้มาประพฤติมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด นอนหลับจาก ๓ ทุ่ม ไปตื่นจากการนอนเวลาตี ๓ นี้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติของท่านหลวงปู่ชา แห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี นี้เป็นกติกาที่ท่านใช้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

หลักการของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ข้อวัตรข้อปฏิบัติของหลวงปู่มั่น ท่านพักผ่อนท่านจำวัดเวลา ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๒ ทุก ๆ วัน นี้เป็นกติกาในการประพฤติการปฏิบัติของหลวงปู่มั่น

 

พระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ เป็นกติกาตกลงในการประพฤติการปฏิบัติ

 

พระธรรมพระวินัยนี้เป็นกติกาของการประพฤติการปฏิบัติ เป็นสมมติสัจจะที่เป็นกฎแห่งกรรมของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ผู้ที่มาบวชเป็นพระที่มีสิทธิพิเศษจากมหาชนทุก ๆ คน ที่บ้านไม่ได้เช่า ข้าวไม่ได้ซื้อ ที่นอนที่พักผ่อนฟรีหมด

 

การประพฤติการปฏิบัติจึงได้เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นธรรมนูญ เป็นกติกาของชีวิตที่อาศัยพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

ผู้ที่บรรพชาอุปสมบทเค้าต้องเรียกท่านผู้นั้นว่าพระ พระนั้นหมายถึงพระธรรมพระวินัย ไม่ให้ใครทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย ถ้าทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยบุคคลนั้นก็ไม่ใช่พระธรรมพระวินัย เพราะยังทำตามใจตามอัธยาศัย

 

ผู้ที่บรรพชาอุปสมบททุก ๆ คนนั้นต้องไม่ทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย ต้องเอาพระธรรมพระวินัยเป็นหลักการอุดมการณ์ เพื่อเข้าถึงอุดมธรรม ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เราจบตัวเองลงด้วยพระธรรมพระวินัย มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

เราพากันนอนพากันพักผ่อนให้พอให้เพียงพอ เวลาเราตื่นอยู่นี้สำหรับผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทเป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง เวลา ๑๘ ชั่วโมงเป็นเวลาที่เราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่ประกอบด้วยปัญญา มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ตรึกนึกคิดในกาม ไม่ตรึกนึกคิดในพยาบาท รู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติว่าศีลสมาธิปัญญานั้นเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยที่มายกเลิกนิติบุคคลตัวตน ผู้ที่จะยกเลิกนิติบุคคลตัวตนย่อมไม่ตรึกในกาม ย่อมไม่ตรึกในพยาบาท

 

เราจะหยุดได้ก็เพราะเหตุเพราะปัจจัย อาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องหยุด เราต้องหยุด ถ้าเราไม่หยุดใครจะมาหยุดให้เรา เราจะหยุดได้ก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะมีเบรกมีเซฟตี้อยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีความสุขในพระธรรมในพระวินัย พระธรรมพระวินัยท่านไม่ให้เราตรึกในกาม ไม่ให้เราตรึกในพยาบาท เราก็มีความสุขในการหยุดตรึกในกามหยุดตรึกในพยาบาท เราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราทุกท่านทุกคนต้องไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท ความสงบนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยจากความรู้ความเข้าใจ จากการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในพระธรรมในพระวินัยกับสิกขาบทน้อยใหญ่ ที่เราจะต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยเป็นความสุขของเราทุก ๆ คน ให้เรารู้ให้เข้าใจ

 

ที่มีคำถามว่าการประพฤติการปฏิบัติธรรมน่ะ ปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด ความคิดอย่างนี้จะไม่มีอยู่ในใจของผู้ประพฤติของผู้ปฏิบัติธรรมนะ เพราะการประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นคือความสุข มันเป็นเหตุแห่งความสุข การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นการหยุดกาลหยุดเวลา ความสุขที่สมบูรณ์ที่เกิดจากพระธรรมพระวินัยที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทมันเป็นความสุขอยู่ตลอดกาลอยู่ตลอดเวลาด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยที่จะเป็นพระนิพพานบ้านของเรา

 

เรายังไม่รู้ไม่เข้าใจเราเลยพากันคิดว่าปฏิบัติธรรมไปถึงไหนถึงจะได้หยุด ความคิดอย่างนี้เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นความคิดมีแต่ทุกข์เกิดทุกข์ มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป เป็นความคิดที่ไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอ เปรียบเสมือนทะเลมหาสุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ มีความพร่องอยู่ตลอดนิจนิรันด์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัย ทานศีลสมาธิภาวนานั้นเป็นความสุข เราต้องยกเลิกความคิดอย่างนั้นดำริอย่างนั้น ความเปรียบเทียบคือความปรุงแต่ง

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเราไม่เข้าใจเราจะเอาพระนิพพานเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ความคิดของเรามันจะเป็นความคิดจากความว่างที่ไม่มีอยู่ มันจะเป็นความว่างจากตาไม่ได้เห็นรูป หูไม่ได้ยินเสียง จมูกไม่ได้ดมกลิ่น ลิ้นไม่ได้ลิ้มรส กายไม่ได้สัมผัส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ คนตายนั้นตายแล้วเกษียณแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจมันจะมีประโยชน์อะไร ท่านให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย ที่เอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อให้เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ

 

ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นยานเพื่อมาหยุดสัญชาตญาณในการหยุดการเวียนว่ายตายเกิด ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นวิบากกรรมของเหตุของปัจจัยที่ไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ไม่ได้ปฏิบัติให้เข้าถึงความดับทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมต้องเน้นมาที่ตัวเรา เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้ นี้เป็นเรื่องของเรานะ ไม่ใช่เรื่องของคนอื่นนะ ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยเท่านั้นมาประพฤติมาปฏิบัติ

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่จะเกิดได้ก็ต้องเกิดจากพระธรรมเกิดจากพระวินัย ที่เป็นสาเหตุที่ให้เกิดสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔

 

ผู้ปฏิบัติธรมทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจในพระธรรมพระวินัยนั้นมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่ให้ใครทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย

 

ทุกคนต้องไม่ตรึกนึกคิดในกาม ไม่ตรึกนึกคิดในพยาบาท เราใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ประดับประดานั้นเพื่อปกปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้คนอื่นเห็น เพื่อคนอื่นไม่ให้รู้ไม่ให้เข้าใจนั้นปิดได้ แต่เราปกปิดใจตัวเองนั้นไม่ได้นะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

เบื้องต้นเราต้องมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง ทุกคนต้องไม่มีการตรึกในกาม ไม่มีการตรึกในพยาบาท เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะ

 

เราจะได้แก้ที่ต้นเหตุ เราจะไม่ได้แก้ที่ปลายเหตุ ต้องเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เห็นภัยในการตรึกในกามตรึกในพยาบาท

 

เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเรามันติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรนั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง ต้องใช้เวลาเพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การกระทำนั้น ๆ ถึงจะได้ผลเห็นผล ทั้งรูปธรรมนามธรรม นี้เป็นหลักการของเหตุผลของกฎอิทัปปัจจยตา เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้ประพฤติปฏิบัติให้มันติดต่อต่อเนื่อง เราจะไม่ได้เดินไปข้างหน้าถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิม เดินช้าก็ไม่ต้องถอยกลับ เดินปานกลางก็ไม่ต้องถอยกลับ เดินเร็วก็ไม่ต้องถอยกลับ ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปด้วยพระธรรมพระวินัย มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธรรมะนั้นเป็นหลักสากล พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นหลักสากล ทุกคนก็ต้องเอากติกาอันเดียวกัน ให้เรารู้ให้เข้าใจแล้วก็เน้นที่ตัวของเรา ทุกคนนั้นให้เข้าใจนะ ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎแห่งกรรม เราต้องรู้กรรมในการกระทำ เพราะการกระทำมันเป็นกฎของกรรม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสกับสงฆ์สาวกของท่านว่า หลังจากนี้สรีระสังขารขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้นิพพานทางธาตุขันธ์อายตนะ แต่พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นตัวแทนในการประพฤติในการปฏิบัติ จะเป็นอมตะธรรมเป็นที่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่สิกขาบทหลัก ที่จะเป็นสาเหตุขัดกับกาลกับเวลา ก็ให้เพิกถอนสิกขาบทนั้นได้

 

พระธรรมพระวินัยที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เป็นกฎแห่งกรรมของการประพฤติการปฏิบัติที่ยกเลิกวัฏฏสงสาร ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน นั้นเป็นความพอดีนั้นเป็นความพอเพียงเป็นความเต็ม ไม่มากไม่น้อย เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับใจที่ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เป็นความพอดี ไม่ต้องเพิ่มไม่ต้องตัด มีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจในพระธรรมพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ที่พระสุเมโธคนอเมริกา ที่เป็นคนเก่งคนฉลาด พัฒนาเหตุผลพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาวัตถุ ได้รับการอำนวยความสะดวกความสบาย การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ทางวัตถุนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อให้วัตถุกับทางวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไป ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ มันจะแก้ปัญหานั้นไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์ก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าไม่เอาใจไปพร้อม ๆ กัน

 

มิสเตอร์โรเบิร์ต คาร์ แจ็คแมน หนึ่งในกระบวนการของทางวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะผู้ฉลาดมาก ๆ ก็ย่อมฟุ้งซ่านมาก ๆ เป็นเงาตามตัว ไปที่ไหนก็มีเงาไปที่นั่นเป็นเงาตามตัว ได้คิดหาทางออกว่าต้องเอาเรื่องจิตเรื่องใจไปพร้อม ๆ กันแล้ว ได้เดินทางไปที่ประเทศอินเดียเนปาล ศรีลังกา พม่า มาที่ประเทศไทย ได้มาบรรพชาอุปสมบท ได้นามว่าสุเมโธ ได้ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์ชาแห่งวัดหนองป่าพง ไปอยู่วัดหนองป่าพงใหม่ ๆ ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย

 

ท่านพระอาจารย์ชารู้เข้าใจ เพราะผู้ที่อยู่ที่สูงกว่าก็ย่อมมองเห็นผู้ที่อยู่ต่ำ ท่านถึงให้คติธรรมเพื่อให้เกิดปัญญาแก่ท่านพระสุเมโธว่า วัดหนองป่าพงเป็นทุกข์ หรือว่าพระสุเมโธเป็นทุกข์

 

การประพฤติการปฏิบัติ หมู่มวลมนุษย์ต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติเพื่ออบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาด้วยการไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่บุญแต่กุศลถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ปฏิบัติให้มีความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเราทำหน้าที่ ทำความดีและปัญญาอย่างมีความสุข เราจะไปทุกข์ทำไม เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก อยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม ผู้มีปัญญามาก ๆ มีปัญญาเท่าไหร่ก็ปฏิบัติเท่านั้น มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน ให้อบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญา

 

ท่านพระสุเมโธรู้เข้าใจปฏิบัติอบรมบ่มอินทรีย์ใช้เวลา ๑๐ ปี ติดต่อต่อเนื่องยกเลิกตัวตน หัวใจของพระสุเมโธถึงได้เย็นเป็นแอร์คอนดิชั่น ที่ไม่ต้องติดมิเตอร์

 

 

ท่านพระอาจารย์ชาถึงได้ส่งพระสุเมโธไปเผยแผ่ธรรมะให้ชาวยุโรปรู้เข้าใจ เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันถึงจะแก้ปัญหาได้ดับทุกข์ได้ ขณะนี้เวลานี้ ท่านอายุก็แก่เฒ่าชราแล้ว อายุแปดสิบกว่าปีแล้ว เปลี่ยนจากพระสุเมโธเป็นหลวงปู่สุเมโธแล้ว เป็นพระซุปเปอร์สตาร์ของพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่เอาทางสายกลางระหว่างวิทยาศาสตร์กับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

ถ้าเป็นฆราวาสก็ได้แก่ทานศีลสมาธิภาวนา ถ้าเป็นผู้มาบรรพชาอุปสมบทก็ได้แก่ ศีลสมาธิปัญญา ที่เป็นปฏิปทาเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจว่าการให้ทานรักษาศีลประพฤติปฏิบัตินี้เป็นความสุขที่สุดในโลก สุขอะไรก็ไม่สุขเท่ากับการทำหน้าที่ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา

 

ทุกท่านทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ครั้งสุดท้ายว่า"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 109,794