๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๙ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้พากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพ เพื่อความรู้เพื่อความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นได้แก่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี
ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราทุกคนมามีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะไปทำอะไรด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นไม่ได้ ต้องรู้ต้องเข้าใจ
เราอาศัยพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้บำเพ็ญพุทธบารมีเป็นเวลาหลายล้านปี ทั้งความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติ ได้ตรัสรู้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติ สมบูรณ์ด้วยอรรถะและพยัญชนะ
เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มารวมลงที่ใจ ที่ใจรู้ใจเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ด้วยการมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง เป็นความรู้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ไม่เอาความสุขจากความหลง เอาความสุขจากความรู้ความเข้าใจ ละการเบียดเบียนทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ใจ มาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ
วันหนึ่งคืนหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบรรทมพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกายวันละ ๔ ชั่วโมง เสียสละเพื่อหมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหม สรรพสัตว์ทั้งหลายวันละ ๒๐ ชั่วโมง
ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ ที่เกิดจากความไม่เบียดเบียน ไม่เอาของใคร เป็นตั้งแต่ผู้ให้ เป็นตั้งแต่ผู้เสียสละ เป็นความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นความดับไม่เหลือของวัฏฏสงสาร เป็นพระนิพพานในปัจจุบันที่ปัจจุบัน
เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดของความทุกข์ ข้อปฏิบัติของความดับทุกข์ พากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ให้เราทุกคนมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความสุขนั้นได้แก่ไม่มีความทุกข์ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ แต่เป็นพระนิพพานชั่วขณะที่เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันที่รู้เข้าใจ ยกเลิกตัวตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
เสขบุคคล บุคคลที่ต้องรู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ที่มาทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่มาทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี ความอยากความไม่อยากนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง มันเป็นการเปรียบเทียบ มันยังมีความปรุงแต่งอยู่
เราทุกท่านทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อให้ความดีนั้นเป็นความดี เพื่อให้สมาเป็นสมาธิ เพื่อให้ปัญญาเป็นปัญญา
เรามาบวชอยู่ที่วัด เราพากันมาพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง วันไหนเวลารัดตัว ไม่ควรจะนอนน้อยกว่า ๕ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่ เราคิดดูแล้วมันเป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง ๑๘ ชั่วโมงนี้เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
หน้าที่นั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ หน้าที่ทางกายวาจากิริยามารยาทที่เป็นอริยมรรค เพื่อให้เป็นเหตุเป็นปัจจัย
เรามามีความสุขในการเจริญสติ เจริญสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะทำให้เราเกิดความสุข ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันเดียวกัน เราทุกคนจะได้หยุดความฟุ้งซ่านลง
ความฟุ้งซ่านเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ สติสัมปชัญญะนี้จะหยุดความฟุ้งซ่าน หยุดความรำคาญ ความลังเลสงสัย จะได้เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอความพอเพียงเพียงพอ สติสัมปชัญญะจะหยุดความฟุ้งซ่าน จะหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน
เราพากันมาบวชพระ ให้เราเข้าใจความหมายคำว่าพระ พระนั้นคือพระธรรมคือพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นคือพระ ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีเรา ยกเลิกเรา เพื่อมาหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เธอทั้งหลายนั้นจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นหมายถึงพระธรรมพระวินัยที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อจะได้ยกเลิกตัวตน การประพฤติการปฏิบัติต้องอาศัยการติดต่อต่อเนื่องเป็นกระบวนการของกระแสปฏิจจสมุปบาท เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี
ถึงมีคำว่า สุปฏิปันโน คือผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เป็นผู้ปฏิบัติเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เป็นผู้ที่สมควรแก่ความเคารพบูชากราบไหว้จากใจบริสุทธิคุณของตนเอง จากมหาชน
เรามาบวชเป็นพระเป็นสมณะ ถือเพศพรหมจรรย์ เพื่อมาเอาพระธรรมพระวินัยมาเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพื่อเป็นวัตร เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ
เรามารวมกันอยู่เป็นหมู่เป็นคณะเป็นกลุ่มเป็นก้อน ประพฤติปฏิบัติไปทางหนึ่งทางเดียวกัน เพื่อความสมัครสมานสามัคคี เน้นที่ตัวเรา เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีปฏิบัติให้กันและกันได้
เราอยู่ที่บ้านอยู่ที่ครอบครัว เราทำทั้งผิดทั้งถูกทั้งดีทั้งชั่วระคนคลุกเคล้าไปมา ถึงมีศัพท์ว่าคน คนนี้หมายถึงตัวถึงตน ทำทั้งผิดทั้งถูกทั้งดีทั้งชั่ว เดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม เค้าถึงมีศัพท์เรียกว่า คน คน
เรามาบวชเป็นพระเป็นสมณะ มายกเลิกตัวยกเลิกตน มาเอาพระธรรมเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ผู้ที่บวชมาในพระศาสนา พระอุปัชฌาย์จึงตั้งฉายาให้ใหม่ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ให้ทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจ จะได้ยกเลิกอดีตที่ผ่านมา อดีตที่ผ่านมาของเราทุกคนนั้นเหมือนกับความฝัน ทำทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งผิดทั้งถูก คลุกเคล้ากันไป ดู ๆ ผลกรรมที่ผ่านมาทำให้เกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ทำให้เราเป็นคนจนคนรวย ทุกอย่างนั้นเนื่องมาจากผลของกรรมทั้งนั้น
เราอยู่ที่บ้านอยู่ที่ครอบครัว อยู่กับการคลุกคลี ทั้งดีทั้งชั่ว นี้เราพากันมาบวชมาประพฤติปฏิบัติธรรม มาทำหน้าที่เพื่อความเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เอามาเป็นอุปกรณ์ของการประพฤติการปฏิบัติ
วันหนึ่งคืนหนึ่ง ถ้าเรานอนวันละ ๖ ชั่วโมง ร่างกายของเราก็จะแข็งแรงสมบูรณ์ เวลาเราตื่นอยู่นี้ ๑๘ ชั่วโมง เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน
เรามาบวชเป็นพระ ยกเลิกสิ่งภายนอกที่เป็นปริโพธกังวลในเรื่องธุรกิจหน้าที่การงานภายนอก มาเน้นงานเฉพาะตน งานเฉพาะตนเป็นงานของจิตของใจ เอากายวาจากิริยามารยาทเพื่อมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับการทำหน้าที่ เราอยู่ที่บ้านอยู่กับการอยู่กับงานอยู่กับสิ่งภายนอก เรามาบวชเป็นพระมาอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ
คำว่าอยู่นี้คือการมาทำหน้าที่ หน้าที่ทั้งทางกายวาจากิริยามารยาท ทำหน้าที่ดี ๆ ให้มีความสุข เป็นหน้าที่ที่มีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ
ปัจจุบันเราต้องโฟกัส ให้ทำหน้าที่ให้มีความสุข เพื่อเราจะได้มีความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ให้เรารู้เข้าใจว่า การประพฤติการปฏิบัติธรรมอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันเราไม่มีการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนั้นก็ย่อมเป็นโมฆะ เกิดความเสียหายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ทำให้ปัจจุบันนั้นพังทลาย เสียหาย
ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคนต้องพากันรู้จักปัญหา ความสงบและปัญญาเราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติที่ปัจจุบัน
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน เป็นตัวอย่างที่ดีของพระสุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านได้เอาพระธรรมเอาพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาใช้มาปฏิบัติเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ ท่านประพฤติท่านปฏิบัติต่อพระธรรมเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้พระธรรมพระวินัยสมบูรณ์ในการประพฤติในการปฏิบัติพรหมจรรย์ ท่านเป็นตัวอย่างแบบอย่างที่ดีมาก ดีพิเศษดีจริง ๆ ท่านนอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๒ ของทุก ๆ วันเป็นปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อทำความเพียรที่เข้มข้น
ท่านหลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านรู้ท่านเข้าใจ ได้เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
ท่านผ่อนปรนการพักผ่อน การจำวัด เพื่อให้สุขภาพของผู้ประพฤติปฏิบัติได้เข้มแข็งแข็งแรง เพื่อมีอาพาธน้อย ท่านให้พระนอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เพื่อไม่ให้พระเซ่อพระเบลอ การนอนการพักผ่อนอย่างน้อย ๕ ชั่วโมง อย่างมาก ๖ ชั่วโมง นี้เป็นปฏิปทาของหลวงปู่ชา ที่ผ่อนปรนให้ผู้ที่ไปบวช ให้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
สมัยหกสิบกว่าปีก่อน ประเทศไทยเรายังไม่เจริญ ยังเป็นป่าเป็นเขาลำเนาไพร ยังไม่มีรถ ยังไม่มีเครื่องบินไม่มีเครื่องจักรที่อำนวยความสะดวก ยังไม่มีวิทยุโทรทัศน์ ยังไม่มีหนังสือพิมพ์ที่ให้รู้ถึงข่าวสาร ยังไม่มีโทรศัพท์บ้านโทรศัพท์มือถือ มีเพียงโทรเลข
เมื่อไม่มีผัสสะก็ย่อมไม่มีอารมณ์ ความสงบวิเวกนั้นก็ย่อมมีมาก เพราะไม่มีผัสสะ
ปัจจุบันนี้ตรงกันข้ามจากสมัยหกสิบกว่าปีก่อน การประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ทันโลกทันสมัย เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เรามารู้จักผัสสะ เรามีตารูปถึงต้องมี เรามีหูเสียงถึงมี เรามีจมูกกลิ่นนั้นถึงต้องมี เรามีลิ้นรสนั้นถึงมี เรามีกายถึงมีสัมผัส เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เพราะมี ๒ อย่าง มีสิ่งภายนอกภายในที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
ถึงมีหลักการเพื่อเราทั้งหลายจะเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ เรามารู้มาเข้าใจเพื่อจะให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจบลงที่ความรู้ความเข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ จะไม่ได้ไปตามผัสสะให้จบลงที่ผัสสะ เพื่อไม่ให้เกิดความปรุงแต่ง จบลงที่ผัสสะด้วยความรู้ความเข้าใจ เรามารู้จักปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เราทั้งหลายจะได้รู้เข้าใจ จะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากความไม่มี เรามาคิดดูดี ๆ นะ ถ้าว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่เราจะมีประโยชน์อะไร คนตายนั้นจะมีประโยชน์อะไรเพราะตายแล้ว ผู้ที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจผู้นั้นจะมีประโยชน์อะไร เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องพากันมารู้เข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะนี้
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องทันโลกทันสมัย มารู้มาเข้าใจในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มารู้เข้าใจเพื่อเป็นพุทธะ ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นสยามเมืองยิ้ม คือรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้จบลงที่ปัจจุบัน ที่ทันโลกทันสมัย จบลงที่ผัสสะ
เรามาบวชเป็นพระ มาอยู่ที่อาราม มาเอาพระธรรมพระวินัยเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ เราอยู่ที่บ้านอยู่กับการงานอยู่กับธุรกิจหน้าที่การงาน อยู่กับความฟุ้งซ่าน กับรูปเสียงกลิ่นรสโผกฐัพพะธรรมารมณ์
เรามาบวชเรามายกเลิกการใช้โทรศัพท์ การมีโทรศัพท์ ให้เรารู้ให้เข้าใจ การมีโทรศัพท์มือถือการใช้โทรศัพท์มือถือนี้ยิ่งกว่ามีภรรยาหลายคน มีสามีหลายคน เพราะสามีภรรยานั้นเอาใส่กระเป๋าเอาใส่ย่ามไม่ได้
เราต้องยกเลิกการมีโทรศัพท์มือถือ การใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ให้เรารู้ให้เข้าใจ เรื่องภายในอย่าให้ออก ภายนอกอย่าให้เข้า
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราสำรวมอินทรีย์สังวร สำรวมทั้งตาหูจมูกลิ้นกายใจเพื่อเกิดความวิเวก เพราะเรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ยังเป็นเสขบุคคลอยู่ ยังเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ เพราะอินทรีย์บารมีของเรายังไม่แข็งแรง เหมือนเด็กเกิดใหม่ ต้องอาศัยพ่ออาศัยแม่เพื่อความเจริญเติบโตของสรีระร่างกาย
พระธรรมพระวินัยให้พวกเราเข้าใจ เราทุกคนมาบวชต้องยกเลิกการใช้โทรศัพท์ การมีโทรศัพท์มือถือ เพื่อเราจะได้ยกเลิกเรื่องกามเรื่องพยาบาท เพื่อจะไม่ได้นำไฟภายในออกไฟภายนอกเข้า
พื้นฐานของเราที่เป็นสัญชาตญาณ ที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เอากามเอาพยาบาทนำชีวิต ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องอาศัยกายนี้หยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาท เรื่องจิตเรื่องใจไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น บุคคลที่ปกปิดคนอื่นนั้นมันปกปิดคนอื่นได้ แต่ปกปิดตนนี้ปกปิดไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราตรึกในกาม ตรึกในพยาบาท เพราะเหตุผลว่ากามพยาบาทนี้เป็นเชื้อเป็นไวรัส เป็นดีเอ็นเอ เป็นเชื้อสายเป็นเส้นสายของการเวียนว่ายตายเกิด
ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป เราทุกคนต้องรู้เข้าใจต้องเห็นภัยในวัฏฏสงสาร ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปนี้จะคุ้มครองเรา
ท่านหลวงปู่ชา ท่านสอนพระว่า ผมนี้มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป มีความรู้สึกว่า การที่จะทำให้มดตัวน้อย ๆ ตาย ก็มีความรู้สึกเหมือนกับมนุษย์ตายหรือว่าช้างตาย ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปมันต้องละเอียดมันต้องประณีต เข้าถึงความลึกซึ้งของการประพฤติการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราตรึกในกามไม่ให้เราตรึกในพยาบาท เป็นผู้ที่มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป เห็นบาปเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นแหละ น้อยหรือใหญ่นั้นคือความปรุงแต่งเช่นเดียวกันมันคือบาปเช่นเดียวกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท การไม่เบียดเบียน การเป็นผู้ให้ การเสียสละ ถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ถึงจะมีการหยุดเปรียบเทียบ ไม่เปรียบเทียบ ไม่เอาความปรุงแต่งนำชีวิต เห็นความประมาทเป็นสิ่งที่เสียหาย เพราะมันพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
พระเก่าพระใหม่ให้รู้เข้าใจ ไม่มีใครอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรมนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีโลกส่วนตัว โลกที่เป็นตัวเป็นตน ให้เอาพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่มาประพฤติมาปฏิบัติ เป็นผู้ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป เป็นผู้ที่มีเมตตาตนเองเมตตาผู้อื่น
เรามาบวชมาปฏิบัติ ให้เคร่งครัดในพระธรรมในพระวินัย มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเหมือนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เหมือนหลวงปู่ชา สุภัทโท ที่เป็นครูบาอาจารย์เป็นตัวอย่างแบบอย่างเป็นโมเดลในการประพฤติการปฏิบัติ
ทุกท่านต้องพากันมาเสียสละถึงจะพากันเป็นพระได้ พระนั้นคือผู้ที่เสียสละ เอาพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ทุกข้อ มาใช้มาปฏิบัติ
เรามาอยู่ร่วมรวมกันทั้งคนในประเทศต่างประเทศ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาข้อวัตรข้อปฏิบัติเพื่อมาทำหน้าที่เพื่อให้เป็นความดีและปัญญา เพื่อยกเลิกอัตตาตัวตน เพื่อจะไม่ได้เสียเวลา ทำอะไรตามเวลา มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ อย่าไปมีโลกส่วนตัว โลกส่วนตัวนั้นคือโรคตัวโรคตน
พระธรรมพระวินัยให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นมันเป็นสิ่งอยู่นอกเหตุเหนือผลของเราทุก ๆ คน
เราอย่าไปมีความเห็นผิดเข้าใจผิด ต้องบังคับตัวเองคอนโทรลตัวเองเหมือนโดรนสมัยใหม่ที่คอนโทรลที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเอามาใช้เอามาปฏิบัติในปัจจุบันนี้
พระต่างชาติต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม เพื่อเราจะได้ละลายพฤติกรรม เพื่อเอาปัญญานั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน อย่าพากันไปคิดเองเออเอง ว่าเราเป็นพระต่างประเทศไม่รู้ไม่เข้าใจภาษา ขณะนี้เวลานี้เค้าฟังเทศน์ภาษาไทย เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ไปนั่งฟังก็ไม่รู้เรื่อง
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นทางสายกลาง อยู่นอกเหตุอยู่นอกผล เพื่อไม่ให้มีช่องโหว่ ให้พระต่างประเทศรู้เข้าใจ ในเรื่องตัวเรื่องตน เรื่องความชอบความไม่ชอบ
หลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ ให้เอาตัวอย่างของหลวงปู่สุเมโธ ที่ท่านไปอยู่กับหลวงปู่ชา สมัยหกสิบกว่าปีก่อนโน้น ท่านไม่รู้ไม่เข้าใจภาษาไทย แต่ท่านก็ทำข้อวัตรข้อปฏิบัติอยู่กับพระไทย
เพราะเหตุผลว่า เราจะได้ละลายพฤติกรรมที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มันเป็นสัญชาตญาณที่ใจมันไม่มีเหตุมีผล จิตใจที่มันมีตัวมีตน เราจะได้หยุดเหตุหยุดผลหยุดตัวหยุดตน เราจะได้อยู่เหนือความชอบเหนือความไม่ชอบ
เราต้องรู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนี้เป็นธรรมนูญอยู่นอกเหตุเหนือผลของเราทุกคน นี้เป็นหลักการเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
เราต้องรู้เข้าใจ จะไม่ได้เสียเวลา เราจะได้ยกเลิกทิฏฐิมานะ อัตตาตัวตน เรามาคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่มีตัวไม่มีตนนั้นความทุกข์มันจะไม่มี ความทุกข์มีก็เพราะเรามีตัวมีตน ตัวตนนั้นถึงมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์ไม่มีเลย
เราทุกคนจะเอาตัวเอาตนมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติไม่ได้ ต้องยกเลิกตัวตน
ผู้มีปัญญามาก ๆ หรือผู้มีความรู้มาก ๆ ต้องเอาความรู้มาใช้มาปฏิบัติ เพื่อหยุดเหตุหยุดผลหยุดตัวหยุดตนด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยข้อวัตรข้อปฏิบัติ อย่าไปทำตนถืออภิสิทธิ์อยู่เหนือพระธรรมพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมี ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้เป็นตัวอย่างในทางที่ดีที่ประกอบด้วยปัญญา เอาใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องยกเลิกตัวตนมาก ๆ หรือผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องไม่ตามใจตัวเองมาก ๆ ให้เอาข้อวัตรข้อปฏิบัติให้มันอยู่นอกเหตุเหนือผลของเราเอง
ผู้ที่บวชอยู่เก่าก็ให้รู้เข้าใจ อย่ามีความเห็นผิดเข้าใจผิด อย่าไปถืออภิสิทธิ์ว่าตัวเองบวชมานาน บวชมานานหรือบวชใหม่นี้ไม่สำคัญ เพราะจิตใจของเราไม่มีเก่าไม่มีใหม่ มีแต่ปัจจุบัน ให้เรารู้ให้เข้าใจ
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ทุกท่านทุกคนต้องประพฤติปฏิบัติเพื่อยกเลิกตัวตน ยกเลิกเหตุยกเลิกผลอย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยความรู้ความเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ
ให้เราทั้งหลายระลึกถึงบริสุทธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นธรรมะที่อยู่นอกเหตุเหนือผล
ท่านได้ตรัสเตือนเราทั้งหลายว่า ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องเอาปัจจุบันมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพราะสิ่งที่ผ่านไปแล้วเกษียณไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้
ท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา