๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๑๐ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
เรามาบวช มาอยู่วัด มาประพฤติมาปฏิบัติธรรม เพื่อมาอาศัยสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ดีที่จะฝึกตัวเรา เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี
ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนพากันตั้งใจให้ดี ๆ การทำอะไรเพื่อจะให้ความดีได้ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นความตั้งมั่นที่ติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไป ถึงจะได้ผลเห็นผล ตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์
สัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่น เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะจะได้โฟกัสลงที่ปัจจุบัน เราต้องตั้งใจมั่น เพื่อโฟกัสในการประพฤติในการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ปกติใจของเราจะสกปรก ใจของเราจะหยาบ ใจของเราจะหมกมุ่นอยู่ในกาม จมอยู่ในกาม จะหมกมุ่นอยู่ในพยาบาท จมอยู่ในพยาบาท
กรรมเก่าของเราทุกคนให้เรารู้ให้เข้าใจ เรามาบวช มาประพฤติมาปฏิบัติธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจในปัญหาของเรา เราจะได้พากันมาแก้ปัญหาของตัวเอง เราปกปิดอวัยวะร่างกายเพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ ไม่ให้คนอื่นเห็น เราปกปิดได้ แต่เราปกปิดใจของเราเองทุกคนย่อมปกปิดไว้ไม่ได้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจนะ
จิตใจของเรามันหยาบ มันสกปรก ใจของเราไม่มีความละอายต่อบาป ไม่เกรงกลัวต่อบาป เราต้องหาวิธีแก้ไขจิตใจของเรานะ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เราได้ แทนเราได้ เราทุกคนต้องพากันเข้าใจนะ
สติสัมปชัญญะของเราทุกคนต้องสมบูรณ์ เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้สติสัมปชัญญะของเรานั้นสมบูรณ์ ต้องเป็นผู้มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อให้จิตใจมีกำลัง
เราทุกคนนั้นจะตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือการเสียหาย มันเป็นการล้มละลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราพากันรู้พากันเข้าใจนะ ว่าไม่มีใครเหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรมนะ เราพากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ด้วยความตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา
ผู้บวชเก่าบวชใหม่ ผู้มาปฏิบัติเก่ามาปฏิบัติใหม่ ใจของเรานั้นเป็นปัจจุบันนะ ไม่มีเก่าไม่มีใหม่ ให้เราทุกคนเข้าใจอย่างนี้ เพื่อเราจะได้หยุดกรรมเก่า ไม่สร้างกรรมใหม่ ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา
พระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ เค้าจะสร้างบ้านสร้างเมืองสร้างประเทศ เค้าต้องมีเครื่องวัด วัดระยะสั้นระยะยาว ระยะสูงระยะต่ำ ระยะใกล้ระยะใกล้ วัดน้ำหนัก ความหนักความเบา พระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ
ความเคารพกับความสงบนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเรามีความเคารพถึงมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบถึงมีความเคารพ ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปเป็นความสงบเป็นความเคารพ
เราทุกคนอย่าเป็นคนหยาบ อย่าเป็นคนสกปรก ต้องมีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ไม่ตรึกในกาม ไม่ตรึกในพยาบาท กามพยาบาทเป็นสิ่งที่เศร้าหมอง ไม่ผ่องใส เป็นสิ่งที่สกปรกเน่าในเปียกแฉะ ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านตรัสว่า กามพยาบาทนั้นเป็นของเน่าของเสียของเหม็นนะ มันเหม็นจริง ๆ เหม็นตั้งหลายแดนโลกธาตุ เหม็นตั้ง ๓ แดนโลกธาตุนะ
การมาบวชมาประพฤติมาปฏิบัติ เน้นความบริสุทธิ เน้นการยกเลิกจากกาม จากพยาบาท ด้วยการประพฤติการปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง เป็นขบวนการแห่งความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ด้วยสัมมาทิฏฐิคือความตั้งใจมั่น ความตั้งใจตั้งเจตนา การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีต่อหน้าและลับหลัง เป็นความสะอาดบริสุทธิ์ ไม่หลอกลวง
วันหนึ่งคืนหนึ่งเรามาบวชมาปฏิบัติธรรม เราพากันนอนพักผ่อนจำวัด วันละ ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ วันไหนมีธุรกิจหน้าที่การงานรัดตัวก็ต้องนอนอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๕ ชั่วโมง เพื่อสุขภาพร่างกายจะได้แข็งแรง สมองจะไม่ได้เซ่อไม่ได้เบลอ
ธรรมวินัยเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ปัจจุบัน เป็นอริยมรรค เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ความดีและปัญญาได้ก้าวไปด้วยการติดต่อต่อเนื่องอยู่กับปัจจุบัน
คำว่าบารมีนั้นหมายถึงความดีและปัญญาที่มีความตั้งมั่นด้วยสัมมาสมาธิ
เรามาทำความดีเพื่อความดี รักษาศีลเพื่อศีล ทำสมาธิเพื่อสมาธิ พัฒนาปัญญาเพื่อปัญญา ได้ก้าวไปด้วยดี ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความดีมาก ๆ ผู้มีความดีมาก ๆ ก็ต้องมีปัญญามาก ๆ เราทำความดีเพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นมนุษย์สมบัติ เป็นสวรรค์สมบัติ เป็นพรหมสมบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อไม่ให้ทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี ความอยากความไม่อยากนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง มันเป็นสิ่งที่เปรียบเทียบ มันมีความได้ความมีความเป็นความเสีย
๑๘ ชั่วโมงที่ตื่นอยู่นี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีความบกพร่อง ให้โฟกัสในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ปัจจุบันเป็นฟอร์มสด เพื่อจะได้โฟกัสจิตใจของเราที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อฟอร์มของเราจะไม่ได้ตก เพื่อปัญญาและความดีจะได้ก้าวไปเป็นวสี เป็นความติดต่อต่อเนื่อง
พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ตลอดข้อวัตรกิจวัตร เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่ามีคุณค่า มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราหมกมุ่นอยู่ในกาม จมอยู่ในกาม ไม่หมกมุ่นอยู่ในพยาบาท จมอยู่ในพยาบาท
เราทุกคนอย่าพากันทำอะไรตามใจ ต้องพากันเน้นที่ปัจจุบัน กายของเราต้องสะอาด วาจาของเราต้องสะอาด กิริยามารยาทของเราต้องสะอาด ใจของเราต้องสะอาด ถ้าใจของเราจมอยู่ในกามจมอยู่ในพยาบาทนั้นคือใจไม่สะอาดนะ
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้ ให้เรารู้ให้เข้าใจ อยู่ที่พระธรรมอยู่ที่พระวินัย อยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัย เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อเราจะได้เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติ มาทำหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ สุขอะไรก็ไม่เท่ากับการประพฤติการปฏิบัติธรรมนะ
ใจของเรามันถูกเผาด้วยกามด้วยพยาบาท สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดกามหยุดพยาบาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีความสุขในการมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อจะบรรเทาทุกข์ หยุดกามหยุดพยาบาท เราทุกคนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ให้มีความสุขในการมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ในการยืนเดินนั่งนอน ให้เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างมีความสุข
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาอานาปานสติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อจะได้หยุดกามหยุดพยาบาท หยุดหมกมุ่นอยู่ในกาม หยุดหมกมุ่นอยู่ในพยาบาท ท่านให้เราเอาลมหายใจนี้แหละ หายใจเข้าก็ให้มีความสุขในการหายใจเข้าให้เต็มที่ หายใจออกก็ให้มีความสุขในการหายใจออกให้เต็มที่ เพื่อจะได้หยุดกามหยุดพยาบาท หายใจเข้าก็รู้ว่าลมเข้ามันก็ไม่แน่ไม่เที่ยง มันเข้าไปแล้วก็ออกมา หายใจออก็รู้ว่าลมหายใจออกมันไม่แน่ไม่เที่ยง มันเข้าไปแล้วก็ออกมา รู้ว่าลมเข้าลมออกนี้เป็นอาคันตุกะชั่วครู่ชั่วยาม เพราะทุกอย่างนั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
การเจริญอานาปานสตินี้เอาไปใช้ได้ทุกๆ อิริยาบถ ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธินะ
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านให้เจริญอานาปานสติทุกอิริยาบถ ด้วยเอาพุทโธกำกับเป็นหลักผูกไว้ เป็นเสาหลัก หายใจเข้าก็ให้พุทธ หายใจออกก็ให้ท่องโธ เพื่อเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติเพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เพื่อไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความปรุงแต่งนำชีวิต
เรามาบวชมาปฏิบัติธรรม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ จะได้ไม่เสียหาย เสียกาลเสียเวลา เพราะเวลานี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนั้นต้องให้เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ต้องรู้เข้าใจ เป็นผู้ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป เห็นภัยในวัฏฏสงสาร
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ เป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นก็จะหายไปเพราะเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่ความเห็นถูกต้องความเข้าใจถูกต้อง เป็นเพียงความจำ
เรามาอยู่ร่วมรวมกันเป็นหมู่เป็นคณะ มีการประพฤติการปฏิบัติไปในทางเดียวกัน มีอุดมการณ์มุ่งหมายในสิ่งเดียวกัน
มีความสมัครสมานสามัคคี เอาความดีที่เป็นพระธรรมพระวินัยข้อวัตรปฏิบัติ มีสติสัมปชัญญะในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อละลายพฤติกรรมด้วยพระธรรมพระวินัย ด้วยข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพื่อเราจะไม่ได้ทำอะไรตามใจ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การมาประพฤติการปฏิบัติธรรมคือการมายกเลิกทำอะไรตามใจ ต้องเอาพระธรรมพระวินัย เอาข้อวัตรข้อปฏิบัต เป็นเครื่องวัดเป็นรังวัด
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราประมาทในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าไปซบเซา อย่าให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา ไม่ให้มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ใจของเราต้องไม่ซบเซา ใจของเราต้องรู้ต้องตื่นต้องเบิกบาน เป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นสยามเมืองยิ้ม
เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ การปฏิบัติที่มีความสุขนั้นมันจะเป็นออกซิเจน มันเป็นการถ่ายเทของเสีย ถ่ายเทของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ให้เรารู้ให้เข้าใจ
อย่างเรามีความสุขในการทำความสะอาด การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นมันก็เป็นพระนิพพานไปในตัว อย่างเรามีความสุขในการกวาดใบไม้ กวาดถนน กวาดลานวัด นั้นก็เป็นพระนิพพานไปในตัว อย่างเรามีความสุขในการทำความสะอาดห้องน้ำห้องสุขา นั้นก็จะเป็นพระนิพพานไปในตัว เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ อยู่ที่เราเสียสละตัวตน เรามีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการเสียสละ เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์เพื่อให้สติสัมปชัญญะของเราจะได้เป็นเบรกเป็นเซฟตี้ จะได้หยุดความปรุงแต่ง
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้เก่าผู้ใหม่คือหัวใจของแต่ละคนก็คือปัจจุบันนั้นแหละ เพราะปัจจุบันนั้นไม่มีเก่าไม่มีใหม่
ด้วยเหตุผลนี้ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อไม่ให้จิตใจของเรากลับกลอก เดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ไม่ให้จิตใจของเรากลับกลอก
สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบเป็นสิ่งที่ครอบคลุมเพื่อให้ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อความตั้งใจมั่นชอบ
รากแก้วที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นตัวเป็นตน มันฝังลึกอย่างลงลึกจนเป็นนิสัย เป็นสันดาน
หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ที่บวชมา พระอุปัชฌาย์ผู้เป็นประธานในการบวช จึงให้ปัญจกัมมัฏฐาน เพื่อเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อถอนรากถอนโคนที่มีความยึดมั่นถือมั่น ที่เอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะมาเป็นเรา ผู้ก่อนที่จะครองผ้ากาสาวพัสตร์ท่านถึงได้บอกกรรมฐานเป็นภาษาบาลี เพื่อจะเอาความรู้นั้นไปใช้ไปประพฤติไปปฏิบัติ เพื่อถอนรากถอนโคนที่ฝังลึก
ท่านได้พูดเป็นภาษาบาลีว่า เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ...ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกศา
งานของผู้ที่มาบวช มาปฏิบัติธรรม เป็นงานที่มายกเลิกภพยกเลิกชาติ เพราะเหตุผลว่า ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นวิบากกรรมของรากเหง้าของอวิชชาของความหลง
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ที่จะสักกายทิฏฐิ ละความยึดมั่นถือมั่นในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ได้ก็ต้องอาศัยเหตุอาศัยปัจจัย ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่อง เป็นขบวนการของความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ถึงจะละสักกายทิฏฐิ
ผู้ที่บวช ผู้ที่ปฏิบัติธรรมต้องพิจารณาร่างกาย แยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วประกอบกันเข้าเป็นอนุโลมปฏิโลม
ถ้าเราเจริญแต่สติสัมปชัญญะอย่างเดียวนั้นก็จะได้เพียงสมาธิเพียงสมาบัติ จะไม่ได้ปัญญา ไม่ได้วิปัสสนา จะได้เพียงสมาธิเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นไม่ใช่พระนิพพาน เป็นเพียงสมาธิเพียงสมาบัติ เป็นเพียงหินทับหญ้า
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ที่บวชมาผู้ที่มาปฏิบัติธรรมต้องพิจารณาร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วประกอบ แยกธาตุทั้ง ๔ มีดินเท่าไหร่ มีน้ำเท่าไหร่ มีลมเท่าไหร่ มีไฟเท่าไหร่ สิ่งไหนสวยงาม สิ่งไหนปฏิกูล ต้องแยกแยะ เกิดมาจากอะไร มีอะไรเป็นอาหาร อาหารเก่าเป็นอย่างไร อาหารใหม่เป็นอย่างไร หมดลมหายใจแล้วเป็นอย่างไร ตายใหม่ตายเก่า ตายหลายวัน สลายไปในที่สุด มีความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
กลางวันเงียบ ๆ หรือว่ากลางคืนเงียบ ๆ หรือว่าเวลาเรานั่งสมาธิอย่างนี้แหละ เราก็พิจารณาร่างกาย ดีกว่าไปนั่งหลับนั่งสัปหงก ฟุ้งซ่านคิดไปเรื่องบ้านเรื่องเมือง เรื่องครอบครัว
การประพฤติการปฏิบัติถ้าเราเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปมันจะเป็นความพอดี เป็นความพอเพียงเพียงพอ จิตใจเราจะหยุดกามหยุดพยาบาท เมื่อเราหยุดกามหยุดพยาบาท จิตใจของเราหยุดความฟุ้งซ่าน เราเอาใจนั้นมาพิจารณาร่างกาย เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อปัญญาวิปัสสนา ถ้าเราเอาแต่ความสงบเอาแต่สติสัมปชัญญะมันก็เป็นเพียงหินทับหญ้า เวลาออกจากสมาธิ เห็นรูปเราก็ร้องโอย ๆ ฟังเสียงก็ร้องโอย ๆ ได้กลิ่นก็ร้องโอย ๆ รับรสก็ร้องโอย ๆ กายสัมผัสก็ร้องโอย ๆ มีแต่โอยกับโอย เพราะอันนั้นเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติเป็นเพียงหินทับหญ้า ผลออกมาก็ร้องโอย ๆ อย่างนี้แหละ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วน ให้เรารู้ให้เข้าใจ การที่เป็นพระอริยเจ้าได้ เบื้องต้นให้ยกเลิกสักกาทิฏฐิที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน ว่าเป็นสัตว์บุคคลตัวตน ว่าเป็นเราเป็นคนอื่น
เบื้องต้นเราต้องยกเลิกสักกายทิฏฐิก่อน เพราะรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้แหละจะได้จบลงที่ผัสสะ จบลงที่ปัจจุบัน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านว่ารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความรู้ความเข้าใจนี้จะมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นความรู้ที่ยกเลิกวัฏฏสงสาร
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านให้เอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาข้อวัตรข้อปฏิบัติ เราเป็นช่างมาตรฐานเราต้องมีเครื่องวัดอย่างนี้ หลวงปู่มั่นท่านถึงให้พระให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาร่างกาย อย่าไปเอาแต่สมาธิเอาแต่สมาบัติอย่างเดียวมันไม่ได้ มันไม่เกิดปัญญา
ยกตัวอย่างอย่างพระผู้เจริญการพิจารณาสรีระร่างกาย ใจนี้นะเข้าถึงนิมิตทางธรรม ยกเลิกนิติบุคคล ใจของเราจะว่างจากตัวตน มีเหมือนไม่มี มีความเข้าใจว่ามีตามันก็มีรูป มีหูก็มีเสียง มีจมูกก็มีกลิ่น มีลิ้นก็มีรส มีกายก็มีสัมผัส นี้ก็เทีบบเท่าที่มีเหมือนไม่มี นี้เป็นการว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี คนตายจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจมันจะมีประโยชน์ คนพิจารณารู้เข้าใจด้วยปัญญา
ยกตัวอย่าง เช่นพระอริยเจ้าที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ท่านเดินผ่านกับสตรีที่สวยงาม มีคนถามท่านว่า ผ่านมานี้เห็นสตรีที่สวยงามผ่านทางมามั๊ย ด้วยใจของท่านที่เป็นใจบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวตน ท่านจะคำตอบว่า มีแต่รูปผ่านไป ไม่ได้ใส่ใจลงรายละเอียด ท่านมองเห็นสักแต่ว่า
ความรู้ความเข้าใจในมวลรวมภาพรวมตั้งแต่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เพราะใจนั้นมันจะว่างจากตัวตน มันเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ นี้มันเป็นอานิสงส์จากการภาวนาวิปัสสนา ที่เราพิจารณากายเวทนาจิตธรรมเป็นกัมมัฏฐาน
เราพากันมาบวชมาปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐเป็นสิ่งที่ดี ตั้งแต่แรก เราเป็นมิจฉาทิฏฐิ คิดว่าการมาบวชมาปฏิบัติธรรมนี้ดี บ้านไม่ได้เช่า ข้าวไม่ได้ซื้อ เค้าเอาของมาให้ก็ยังมากราบมาไหว้อีก เราต้องพากันมาคิดกันใหม่นะ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ มาเห็นคุณเห็นประโยชน์จากการมาบวชมาปฏิบัติ ยกเลิกความคิดอย่างนั้นเสีย พากันมาตั้งอกตั้งใจในการประพฤติในการปฏิบัติ
เราต้องพากันรู้เข้าใจนะ เราหลอกลวงใครนั้นหลอกลวงได้ แต่หลอกลวงตัวเองนั้นมันหลอกลวงไม่ได้ เราต้องมองดูในแง่มุมให้เกิดปัญญา ในครั้งพุทธกาลนั้นบางคนก็บวชเพราะยากจน แต่ท่านมาพิจารณาความจนว่าสาเหตุของความจนนั้นมาจากอะไร อันหนึ่งจนเพราะไม่รู้จักพอ อันหนึ่งจนเพราะไม่มี
ท่านมารู้มาเข้าใจ ตั้งใจทำความเพียร ท่านมาสร้างเหตุสร้างปัจจัย เห็นภัยในความยากความจน เห็นภัยในความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก ที่หาเรื่องหาราวให้กับตนเอง หาเรื่องหาราวให้กับคนอื่น เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่เพียงพอ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ
เราต้องรู้เข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันมีแต่ถึงมีรูป มีหูถึงมีเสียง มีจมูกถึงมีกลิ่น มีรสถึงมีรส มีกายถึงมีสัมผัส เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้จบลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยการประพฤติการปฏิบัติของเราที่ติดต่อต่อเนื่อง ด้วยการไม่หมกมุ่นในกามไม่ตรึกในกาม ไม่หมกมุ่ในพยาบาทไม่ตรึกในพยาบาท
เรามาคิดในแง่มุมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยกเลิกเรื่องกาม ยกเลิกเรื่องพยาบาท ไม่เอาวัตถุ แต่ความไม่รู้ไม่เข้าใจที่ยังไม่สมดุลระหว่างจิตใจกับวัตถุ การประพฤติการปฏิบัติระหว่างจิตใจกับวัตถุต้องสมดุลกัน เมื่อท่านรู้ท่านเข้าใจ การปฏิบัตินั้นก็เป็นเรื่องง่ายเป็นเรื่องสบาย มันเป็นการเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี มันต่างกันนะ
เราทุกคนพากันมามีความสุขในตัวเรา เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของเราทุกคนนะ เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานนะ
เรามาระลึกถึงบริสุทธิทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนี้เป็นบริสุทธิคุณ ด้วยความเข้าอกเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุก ๆ ท่านทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ดังปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาท่านได้ตรัสไว้ในวาระก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา