๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย ฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นธรรมะบริสุทธิคุณ เพื่อเราจะได้ให้เข้าใจ เพื่อเราจะได้เอาไปใช้ เอาไปประพฤติเอาไปปฏิบัติ
เพื่อเอาธรรมะนำชีวิต เพื่อจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง มีความรู้มีความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี
ปัจจุบันเอาความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้ ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญแห่งชาติของการประพฤติของการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันตั้งใจตั้งเจตนา
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง มีความตั้งมั่นในการประพฤติในการปฏิบัติ ความเข้าใจความตั้งมั่นเป็นสิ่งที่สำคัญ
กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นอุปกรณ์ของการประพฤติการปฏิบัติ เมื่อเราเข้าใจ มีความตั้งมั่น กายวาจากิริยามารยาทอาชีพก็จะเป็นอริยมรรค เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม เป็นกระแสของปฏิจจสมุปบาท
ปฏิจจสมุปบาทนี้ได้แก่เหตุได้แก่ปัจจัยที่กายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ที่ใจตั้งใจตั้งเจตนา
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้มีปัญญาก็ต้องมีการประพฤติการปฏิบัติ ความรับผิดชอบถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ผู้มีปัญญามากนั้นมีอยู่เป็นส่วนมากเป็นส่วนใหญ่ แต่มีความประมาท ไม่ได้เอาปัญญานั้นมาใช้มาปฏิบัติ ชีวิตนั้นเลยเสียหายเลยพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ผู้ที่มีปัญญาเป็นคนดีนั้นมีอยู่เป็นส่วนมากส่วนใหญ่ พากันตั้งอยู่ในความประมาท ขาดความรับผิดชอบ เลยก่อเกิดความเสียหาย ชีวิตนี้เลยพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านไม่ให้เราทุกท่านทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท ต้องพากันตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนาไว้ให้ดี ๆ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์
ใจของเราต้องอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ สติคือตัวผู้รู้ สัมปชัญญะนั้นคือตัวปัญญา สติกับสัมปชัญญะนั้นจะแยกกันไม่ได้ ความสงบกับปัญญานั้นจะแยกจากกันไม่ได้ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมีปัญญามาก ๆ จะแยกจากกันไม่ได้ ถ้าแยกกันเมื่อไหร่ก็ย่อมเกิดคาวมเสียหาย เกิดการพังลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การประพฤติการปฏิบัติธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจ เราทุกคนต้องประพฤติปฏิบัติ ปฏิบัติเอง ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เรา ทดแทนเราได้ งานนี้เราอาศัยใครไม่ได้ อาศัยความรู้ อาศัยการปฏิบัติของเรา
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องรับผิดชอบ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีศรัทธามีความเชื่อ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ ความเข้าใจนี้ถึงไม่ใช่ความจำ เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ นี้เป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ
ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นก็หลงลืมเพราะเป็นสัญญาขันธ์
ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ จะไม่มีลืม ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นทานศีลสมาธิภาวนา จะเป็นพระนิพพานเป็นขณะ ๆ ไป เป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิตามลำดับ เพราะเกิดจากความรู้ความเข้าใจ
เป็นความรู้ความเข้าใจ ทำความดีก็เพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพราะมีความอยากจะเป็นคนดี อยากจะเป็นพระดี อยากเป็นข้าราชการดี นักการเมืองดี
ความอยากนั้นให้เรารู้ให้เข้าใจ ความอยากนั้นคือความปรุงแต่ง ความอยากความไม่อยากนั้นเป็นความเปรียบเทียบ ความปรุงแต่งนั้นคือความไม่สงบ ความสงบไม่สงบนั้นคือความไม่เพียงพอพอเพียง เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ
เปรียบเสมือนน้ำทะลมหาสมุทรที่ไม่อิ่มน้ำด้วย เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันมีความขาดตกบกพร่องอยู่เป็นนิจนิรันดร์
เราต้องรู้เข้าใจ ทุกอย่างนั้นมีทั้งคุณมีทั้งโทษ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ให้เข้าใจ การให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ
เราทุกท่านทุกคนได้รับทรัพยากรที่ประเสริฐที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อายุขัยของเราอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี
เราพากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ คำว่าสุขก็หมายถึงไม่มีความทุกข์ เป็นสยามเมืองยิ้ม ไม่มีความทุกข์
วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง สำหรับฆราวาสผู้อยู่ครองบ้านครองเมืองครองโลก พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เราทุกคนต้องรับผิดชอบในการนอน อย่าใจอ่อนกับสิ่งแวดล้อม เราต้องนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เราอย่าเพลิดเพลินกับหมู่กับคณะกับการเล่นโทรศัพท์มือถือ ดูหนังฟังเพลงคอนเสิร์ตต่าง ๆ เราต้องรับผิดชอบในเรื่องการนอนการพักผ่อน เพื่อร่างกาย สุขภาพจะได้แข็งแรง สมองของเราจะไม่ได้เซ่อไม่ได้เบลอ เวลาตื่นอยู่ของฆราวาสผู้ครองเรือนเป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมง
ผู้ที่มาบวช ผู้ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง
หลวงปู่ชา สุภัทโท ท่านให้พระนอนจำวัดวันะล ๖ ชั่วโมง นอนจำวัด ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เวลาตื่นอยู่นี้แหละ ๑๘ ชั่วโมง เวลาที่ตื่นอยู่นี้ ทุกท่านทุกคนต้องรู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้รู้เข้าใจ เอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อจะไม่ได้เสียกาลเสียเวลาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท
สติสัมปชัญญะของเราต้องสมบูรณ์มาก ๆ สมบูรณ์พิเศษ ต้องโฟกัสสติสัมปชัญญะ เราต้องรู้กายของเรา เพื่อให้กายกับใจอยู่ด้วยกัน ไม่แยกจากกัน กายอยู่ไหนใจก็อยู่นั่น ต้องอยู่ด้วยกันไม่แยกกัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เพื่อกายกับใจจะไม่ได้แยกจากกัน ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อปัญญากับความสงบจะได้ไปพร้อม ๆ กัน เป็นเพื่อนกันเป็นเกลอกัน อันหนึ่งสงบอันหนึ่งปัญญา สติสัมปชัญญะนี้ ถึงมีคุณมีประโยชน์มาก
เราเดินอยู่ก็ต้องอยู่กับการเดิน เรานั่งอยู่ก็ต้องอยู่กับการนั่ง เรานอนอยู่ก็ต้องอยู่กับการนอน เราทำงานก็อยู๋กับการทำงาน คำว่าอยู่คือไม่ได้ไป คำว่าไปไม่ได้อยู่
สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นความดีที่อบรมบ่มอินทรีย์ การประพฤติการปฏิบัติที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ถึงต้องอาศัยความรับผิดชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่องกันทั้งทางเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทั้งฝ่ายนามธรรมรูปธรรมต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผล
การประพฤติการปฏิบัตินี้จึงอาศัยสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง ด้วยสัมมาสมาธิ
มีผู้มีความสงสัยถามปัญหาว่า ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้จะไม่เกิดความเครียดเหรอ ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้แหละไม่มีความเครียด เพราะเราทำความดีเพื่อความดี มีความสุขกับการทำความดี จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะของเสขบุคคล บุคคลที่พึงประพฤติพึงปฏิบัติ ความเครียดนั้นจะไม่มี
ความเครียดของเรามี เพราะเรายังไม่รู้ไม่เข้าใจ ถ้าเรารู้เข้าใจแล้วเราจะมีความรู้สึกว่า ทำไมเรามีความสุขแท้ ไม่มีความทุกข์เลย ยิ่งประพฤติปฏิบัติติดต่อกันก็ยิ่งมีความสุข
ที่มีปัญหาถามว่า ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเมื่อไหร่เราจะได้หยุด
ให้เรารู้ให้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติมันเป็นความสุข ถ้าเราหยุดเมื่อไหร่ความทุกข์มันก็ต้องมี การคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ ยกเลิกตัวตน มันเป็นความสุข ความสุขนี้มันยกเลิกาลยกเลิกเวลา ความทุกข์คือกาลคือเวลา มันเป็นสิ่งที่เปรียบเทียบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เองแล้วท่านทำพุทธกิจ ท่านเสียสละ ยกเลิกตัวตน หยุดกาลหยุดเวลา เป็นผู้ให้ผู้เสียสละ วันหนึ่งคืนหนึ่งทรงพักผ่อนบรรทม ๔ ชั่วโมง เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลาย ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วเป็น ๒๔ ชั่วโมง
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่า ทานศีลสมาธิภาวนาเป็นหลักการที่ประเสริฐ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี
การประพฤติการปฏิบัติให้เรารู้ให้เข้าใจ เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นประธาน ต้องตั้งใจตั้งเจตนา การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีต่อหน้าและลับหลัง การประพฤติการปฏิบัติเป็นการยกเลิกการหลอกลวง
เบื้องต้นรู้เข้าใจ ตั้งใจตั้งเจตนา การที่ปกปิดคนอื่นน่ะปกปิดได้ แต่ปกปิดใจของตัวเราเองนั้นไม่ได้ การประพฤติการปฏิบัติถึงเข้าถึงความตั้งใจตั้งเจตนา ถึงจะเป็นบริสุทธิทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจที่ความตั้งใจ
การปฏิบัติเริ่มต้นถึงต้องยกเลิกตัวตน เพราะรากเหง้าของความทุกข์ของวัฏฏสงสารคือตัวคือตน ทุกท่านทุกคนถึงต้องเข้าใจ เราถึงไปตรึกในกามไม่ได้ไปตรึกในพยาบาทไม่ได้
ทุกท่านทุกคนต้องเห็นภัยในวัฏฏสงสาร มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป
ท่านหลวงปู่ชา สุภัทโท ท่านบอกกับพระบอกกับผู้ปฏิบัติธรรมว่า ความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวต่อบาป อาศัยพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เพื่อหยุดพฤติกรรม ละลายพฤติกรรม ต้องเป็นคนละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป
ท่านปรารภให้ฟังว่า ท่านมีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาท เพราะเป็นเบื้องต้นของการประพฤติพรหมจรรย์
พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ต้องตั้งอกตั้งใจเพื่อให้ใจนั้นบริสุทธิ์ไม่ด่างไม่พร้อยไม่เศร้าหมอง เพราะปกปิดใครนั้นปกปิดได้ แต่ปกปิดตัวเองนั้นไม่ได้ เราต้องเอาใจใส่ในพระวินัยอย่างละเอียด มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ไม่ประมาทไม่มองข้ามพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ บาปใหญ่บาปน้อยนั้นก็คือบาปเช่นเดียวกัน ผิดน้อยผิดใหญ่ก็ความผิดเหมือนกัน มดปลวกตัวเล็ก ๆ เกือบจะมองไม่เห็นนั้นก็คือความตายเช่นเดียวกัน ช้างตัวใหญ่ ๆ ก็ความตายเช่นเดียวกัน ความละอายต่อบาปเกรงตัวต่อบาปต้องมีอยู่ในใจของเรา เราต้องไม่ประมาท
เราทุกคนต้องว่างจากตัวว่างจากตน ไม่ใช่ทำความผิดแล้วไม่ยึดมั่นถือมั่น ศีลสมาธิปัญญาที่เป็นยานที่จะมาหยุดความยึดมั่นถือมั่น เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะเดินทางไกลก็ต้องมียานสำหรับเดินทาง ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่อย่างดี พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้แหละคือยาน เพื่อหยุดสัญชาตญาณ ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปเป็นยานที่จะหยุดสัญชาตญาณที่จะไม่ให้เราตรึกในกาม ไม่ให้เราตรึกในพยาบาท
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างควบคู่กันไป สำหรับฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมืองครองโลก เพื่อเป็นธรรมนูญในการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เพื่อให้ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราถึงเอาธรรมนูญเพื่อยกเลิกตัวตน
ฆราวาสผู้ครองเรือนประพฤติพรหมจรรย์เบื้องต้น ท่ามกลาง ด้วยความรู้ความเข้าใจ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ชีวิตนี้จะได้ก้าวไปด้วยธรรมนูญด้วยความรู้ความเข้าใจ
ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะไม่ได้ทำทั้งดีทั้งชั่วทั้งผิดทั้งถูก ระคนกันไปมา เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิม ที่เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้จึงมีศัพท์เรียกว่าคน คนคือวกวน เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เดิมถึงมีศัพท์เรียกว่าคน
ฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมืองครองโลก จึงได้มีหลักการเพื่อพัฒนาใจกับพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดจากการทำธุรกิจหน้าที่การงาน มีคำถามว่า มีเหตุผลอะไร หยุดเพื่อให้ไปพัฒนาจิตใจ ไปให้ทานรักษาศีลฟังธรรม ถือเนกขัมมะบารมี เอาพระศาสนานำชีวิต ยกเลิกตัวตน ไม่เอาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ลาภยศสรรเสริญ
หยุดเพื่อให้อบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อพัฒนาสติสัมปชัญญะ ใช้เวลาติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๔๘ ชั่วโมง
ศาสนาทุกศาสนานั้นมีความหมายอันเดียวกัน เป็นความดีและปัญญา มีความหมายอันเดียวกัน ศาสนานั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน ศาสนาคือศาสนาที่เป็นความดีและปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
ทุกท่านทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจศาสนาอย่างนี้ ศาสนาไม่ใช่นิติบุคคลตัว ศาสนานั้นยกเลิกตัวตน ศาสนานั้นเป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ นิพพานสมบัติ ผู้ใดรู้ผู้ใดเข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติก็จะมีมรรคผลมีพระนิพพานทุก ๆ ศาสนา
เราทุกท่านทุกคนต้องให้พากันเข้าใจเรื่องพระศาสนา พระศาสนานี้จะไม่มีแบ่งแยกจะไม่มีแตกแยก จะไม่มีสงคราม เป็นความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกความทุกข์ ไม่มีความทุกข์ ศาสนานั้นเป็นความสุข เป็นความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วก็จะเป็นเหมือนพระวินัยธรกับธรรมกถึกในศาสนาพุทธ เอาเรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่วไปทะเลาะกัน ทั้งที่ผิดถูกนั้นมันเป็นการเปรียบเทียบ มันเป็นความปรุงแต่ง มันมีขั้วบวกขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกให้ยกเลิกตัวยกเลิกตนถ้าไม่เชื่อไม่ฟัง เพราะปัญญานั้นเป็นตัวเป็นตน เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ปัญญานั้นไม่ได้เป็นปัญญา ปัญญานั้นเป็นอัตตาที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นเค้ามีความเปรียบเทียบ มันเป็นมานะทิฏฐิ เรียกว่ามันก้าวไปด้วยมานะ ก้าวไปด้วยทิฏฐิ
พระศาสนานั้นเราต้องรู้เข้าใจ เราจะไม่ได้เอาพระศาสนานั้นเป็นตัวเป็นตน เป็นพรรคเป็นพวกเป็นแก๊งค์ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วมันจะเป็นสังฆเภท มันจะเป็นความโง่เป็นอวิชชา จะเป็นอัตตาตัวตน มันจะสำคัญตัวสำคัญตน มันจะยกหูชูงวง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เราจะได้คืนอธิปไตยเพื่อเป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุขที่สุดในโลกที่รู้เข้าใจ เราจะได้เป็นมนุษย์เทวดาพรหม รู้เข้าใจในเรื่องพระศาสนา ศาสนานั้นต้องมีหลายชื่อเพื่อเป็นจิ๊กซอว์เชื่อมต่อ
สมมติสัจจะมีความจำเป็นที่จะต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเข้าใจเรื่องสมมติสัจจะ เพื่อเราจะเอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน สมมติสัจจะเราต้องเอามาใช้เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน อันหนึ่งความสงบอันหนึ่งปัญญา เราจะได้ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญาด้วยสมมติสัจจะ เราจะมองข้ามสมมติสัจจะนั้นไม่ได้ การมองข้ามนั้นคือความฟุ้งซ่าน คือความไม่สงบ ความสงบมันก็ต้องเกิดจากเราเคารพต่อสมมติสัจจะ เคารพต่อสิทธิที่เป็นสมมติสัจจะ
ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ตรัสไว้ ผู้ที่จะก้าวหน้าต้องอาศัยปฏิปทาคารวธรรม ๖ อย่าง ๖ ประการ
๖ อย่าง ๖ ประการมีอะไรเล่า
คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา
หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม
สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา
สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
- รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
- นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
- วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
- อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
- นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
- คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
- โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
- ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
- โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
- เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
- สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
- เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
- โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
- ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
- มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
- คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
- ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)
เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ
เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ
ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง
ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม
ความเคารพกับความสงบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ความเคารพกับความสงบมันคืออันเดียวกันนั้นคือทานศีลสมาธิภาวนาเป็นการคารวะต้องสมมติสัจจะ เราต้องรู้เข้าใจ จะไม่ลิดรอนสิทธิ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราคิดดูดี ๆ นะ เราอยากให้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิมเพราะมันมีเท่านั้น เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิมเพราะมันมีเท่านี้ การลิดรอนสิทธิเสรีภาพถึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องคืนอธิปไตยด้วยธรรมาธิปไตยที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราไปอยากให้มันไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่พลัดพราก นี้คือการลิดรอนสิทธิ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้คืนอธิปไตยให้กับความบริสุทธิ์ที่เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้นท่ามกลางสูงสุด
เราทุกท่านทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขด้วยเอาพระนิพพานนำชีวิต ยกเลิกความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นสยามเมืองยิ้ม ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
พากันระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรม ความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบัน ไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
การบรรยายโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ก็เห็นสมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้
บุญกุศลที่เราได้สมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ขอมอบให้ส่งให้คุณแม่อารีย์ ฤกษ์หร่าย ที่ได้ละสังขารวายชนม์ไปตามอายุขัย จงได้รับอานิสงส์เป็นสวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ณ โอกาสนี้ด้วยเทอญ
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา