๑๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๓ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณ เพื่อเราจะได้เอาไปใช้เอาไปประพฤติเอาไปปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยนี้ไม่ใช่ความจำ เป็นความรู้ความเข้าใจ ความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะเป็นสัญญาขันธ์ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีลืม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดของความทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติที่ไม่ให้เกิดความทุกข์ เป็นข้อประพฤติข้อปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความดับทุกข์ เพื่อจะได้เอาความรู้นั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงต้องประพฤติปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตที่ผ่านมาก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ให้เข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ ไม่ให้เราประมาท ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง มีความตั้งมั่นในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ก้าวไปด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติด้วยความตั้งมั่น เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อจะได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง มีความตั้งมั่น มีความรับผิดชอบ

 

เราทุกคนเป็นมนุษย์ ได้รับทรัพยากรที่ประเสริฐได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เราถึงต้องมารู้มาเข้าใจ ถึงมองเห็นคุณเห็นประโยชน์ในปัจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ธาตุขันธ์อายตนะเป็นอุปกรณ์ที่เราจะต้องเอามาใช้ชั่วครู่ชั่วยาม เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ เป็นผลของกรรม ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นวิบากของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงพากันมารู้มาเข้าใจในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน นั้นเกิดมาจากเหตุมาจากปัจจัย

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ในเรื่องขั้วบวกขั้วลบ ความรู้ความเข้าใจนี้เราจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

พระนิพพานนั้นถึงเป็นเรื่องปัจจุบัน เป็นปัจจุบันขณะที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ สำหรับเสขบุคคล รู้เข้าใจ ประพฤติปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ผู้รู้ผู้เข้าใจ ถึงเอาความรู้ความเข้าใจนั้นมาใช้มาประพฤติปฏิบัติ ผู้มีความรู้ความเข้าใจนั้น เมื่อมีความรู้ความเข้าใจก็ย่อมมีการปฏิบัติมาก ๆ เพราะความรู้นั้นเป็นพระนิพพาน เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นพระนิพพาน เป็นความดีและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบนั้นคืออันเดียวกัน ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งมีการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความไม่มีทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ

 

พระนิพพานนั้นถึงเป็นเรื่องปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องชาติหน้า มีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ นั้นคือพระนิพพานชั่วขณะ จนกว่าจะได้พระนิพพานที่สมบูรณ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลักจากท่านได้ตรัสรู้อรหันตสัมมาสัมโพธิญาณ ได้เสวยวิมุติสุข ท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปประกาศ ไปบรรยายให้มหาชนได้รู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย มีเหตุมีปัจจัย

 

 จะได้มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง เป็นการดำเนินชีวิตของมหาชนทุก ๆ คน จะได้พัฒนาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจเพื่อให้เป็นทางสายกลาง เพื่อจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ การดำเนินชีวิตนั้นก็จะมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ให้เป็นผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ จะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ จะได้เอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะนั้นมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์

 

ให้มีความรู้ความเข้าใจว่าเราเกิดมาที่ได้รับทรัพยากรในความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด เพื่อจะได้ทรัพยากรที่มีคุณค่าทรงคุณค่า

 

จะไม่ต้องไปทำทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งผิดทั้งถูก ทำทั้งดีทั้งชั่วทั้งผิดทั้งถูกระคนกันไป ถึงมีศัพท์เรียกว่า คำว่าคนทำทั้งดีทั้งชั่วทั้งผิดทั้งถูกระคนกันไป เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาย๊ำต๊อกอยู่ที่เดิม ถึงมีศัพท์เรียกว่าคน

 

ธรรมะถึงเป็นหน้าที่ที่สูงสุด เราทุกคนถึงต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ ปัจจุบันเราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ เราจะได้เป็นมนุษย์ผู้รู้ผู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นเรื่องปัจจุบัน ไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต เป็นเรื่องปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในเรื่องปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นหน้าที่ ปัจจุบันถึงไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีการเปรียบเทียบ ปัจจุบันนี้จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจในการทำหน้าที่เพื่อจะได้ทำหน้าที่อย่างมีความสุข ต้องไม่ปรุงแต่ง ไม่เปรียบเทียบ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี การทำความดีเพื่อความดีนั้นไม่มีความปรุงแต่ง การทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นคือความปรุงแต่ง เป็นการเปรียบเทียบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความปรุงแต่งนั้นมันคือความทุกข์ มันเป็นความไม่สงบ เป็นคนไร้บ้าน เป็นคนพลัดถิ่น เป็นคนโฮมเลส เป็นคนไม่มีบ้าน

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าความปรุงแต่งนั้นคือความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ มันขาดตกบกพร่อง มันบกพร่องอยู่เป็นนิจ เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอเพียงเพียงพอ

 

เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เรารู้เราเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เราให้ทานก็เพื่อมีความสุขในการให้ทาน เรารักษาศีลก็เพื่อมีความสุขในการรักษาศีล เราทำสมาธิก็เพื่อมีความสุขในการทำสมาธิไม่หวังอะไรตอบแทน

 

ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นการทำความดีไม่หวังอะไรตอบแทน

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นสมบัติของมนุษย์ผู้รู้เข้าใจ เป็นสมบัติของเทวดาผู้รู้เข้าใจ เป็นสมบัติของพระพรหมผู้รู้เข้าใจ เป็นสมบัติของพระอริยเจ้าผู้รู้เข้าใจ เป็นปัจจุบันที่มีความสุข การยกเลิกตัวตนมันมีความสุขอย่างนี้ เราจะมีความรู้สึกว่าทำไมถึงมีความสุขอย่างนี้ ก็เพราะว่าเรายกเลิกความไม่ถูกต้อง ความไม่ถูกต้องเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ที่เราไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก เราอยากจะเป็นคนรวย เราอยากจะมีอำนาจ มียศมีตำแหน่ง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อันนี้แหละมันคือความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ที่มันเป็นกรรมเป็นผลของกรรมเป็นวิบากของกรรม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติที่ไม่หวังอะไรตอบแทน เพราะความหวังนั้นคือความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่รู้จักเพียงพอพอเพียง

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ของเมืองไทยประเทศ ท่านถึงให้คติธรรมเตือนใจว่า ท่านให้เรารู้เข้าใจ ว่าของทุกอย่างมันเป็นประภัสสรของสิ่งเหล่านั้น เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม มันจะเป็นทุกข์เปล่า ๆ ทุกข์ฟรี ๆ ความคิดอย่างนั้นมันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นประภัสสร เพราะทุกอย่างนั้นเป็นใหญ่เฉพาะตน มันเป็นความลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ความคิดอย่างนั้นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เราเป็นทุกข์เปล่า ๆ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้คืนอธิปไตยให้ธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติบริสุทธิคุณในสิ่งนั้น ๆ

 

เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เราจะได้เอาปัญญานั้นมาประพฤติปฏิบัติให้มีความสุขในการทำหน้าที่ที่เป็นความดีเพื่อความดี เราจะได้ฉลาด ไม่โง่เขลาเบาปัญญา ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมชาติ เราจะได้คืนอธิปไตยด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบันนี้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เราเข้าใจ ให้เราทุกคนมีเมตตาตนเองด้วยความรู้คู่กับการประพฤติกับการปฏิบัติ เพราะงานนี้ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เราได้ นี้เป็นเรื่องของเรา ความรู้ความเข้าใจในปัจจุบันความตั้งใจมั่นชอบ

 

คนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจกันเป็นส่วนมากแต่ขาดความรับผิดชอบ เพราะผู้รู้ผู้เข้าใจผู้มีปัญญานั้นไม่มีความสงบ ผู้รู้ผู้เข้าใจนั้นฟุ้งซ่าน

 

เราต้องรู้จักปัญหา ผู้รู้ผู้เข้าใจนั้นมีความฟุ้งซ่าน สมถะกับวิปัสสนาถึงมีควบคู่กันไป เพื่อหยุดความฟุ้งซ่าน เราจะเอาความฟุ้งซ่านนั้นนำชีวิตไม่ได้ เราต้องมีทั้งความรู้มีทั้งความสงบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อเราจะได้มีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อเราจะได้หยุดความฟุ้งซ่าน ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันเดียวกัน ให้เรามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่อย่างมาก ๆ อย่างยิ่ง เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติของเรามันก็จะเป็นออกซิเจน จะยกเลิกความฟุ้งซ่านที่เป็นพีเอ็มที่เสียหายที่มันพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พัง พังตึกเดียวเฉพาะตึก สตง. ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้นสร้างยังไม่เสร็จดี แผ่นดินไหวอยู่ห่างไกลเป็นพันกิโล ที่ประเทศพม่าศูนย์กลางอยู่เมืองมัณฑะเลย์ ด้วยความไม่ถูกต้องด้วยการทุจริตถึงการความเสียหายถึงการเกิดพังทลายของตึก สตง.

 

เราทำหน้าที่ที่เราได้รับโอกาสได้รับหน้าที่ให้มีความสุข ความสุขนั้นเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่ธุรกิจหน้าที่การงาน พระนิพพานนั้นถึงเป็นเรื่องปัจจุบัน เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ ไป เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

มีผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิดหรือว่าตายแล้วสูญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาตรัสให้เข้าใจว่า ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

ท่านแนะแนวทางการประพฤติการปฏิบัติ ท่านให้เอาปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจเพื่อจะเป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เราจะไม่ได้สงสัยเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ

 

เพราะปัจจุบันนี้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจที่มีความสุขในการทำงานในการทำหน้านี้จะหยุดความปรุงแต่ง หยุดกาลหยุดเวลา มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์อะไร หยุดกาลหยุดเวลา

 

สิ่งที่ว่าเกิดหรือไม่เกิด เราต้องรู้เข้าใจ มันเป็นการเปรียบเทียบเป็นการปรุงแต่ง การปรุงแต่งการเปรียบเทียบนี้แหละมันเป็นความทุกข์ของเราทุกคน มันมีช้ามีเร็ว มีได้มีเสีย นี้มันถึงเป็นกาลเป็นเวลา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงท่านให้เรารู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เราจะได้รู้จักปัญหาเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพากันพักผ่อน สำหรับฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมืองครองโลก พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้แหละ ๑๖ ชั่วโมง ให้มีความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขที่เราได้รู้ได้เข้าใจที่เราได้ทำหน้าที่ ทุกคนก็จะมีพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

มีคำถามว่า พระพุทธเจ้า พระอรหันต์นั้นมีความสุขอยู่ตลอดกาลตลอดเวลานั้นจะเป็นไปได้อย่างไร

 

ความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ยกเลิกความทุกข์ทางจิตใจ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมชาติตามความเป็นจริง เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เอาปัญหาจากธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาเป็นปัญญา

 

รู้จักธาตุ รู้จักขันธ์ รู้จักอายตนะที่เป็นวิบากแห่งกรรม เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่เข้าไปปรุงไปแต่ง เพราะความปรุงแต่งมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การดำเนินชีวิตของเราต้องอาศัยธรรมนูญ ยกเลิกตัวยกเลิกตนเอาธรรมนูญนำชีวิต ประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่เสียงส่วนมากก็ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกพรรคพยกเลิกพวกเพื่อเอาธรรมนูญนำชีวิต  สังคมนิยมชมชอบก็ต้องปรับใจเข้าหาธรรมนูญ ยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกความไม่ถูกต้อง เพื่อเอาพระนิพพานนำชีวิต พระนิพพานคือทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ ผู้บำเพ็ญจิตภาวนาก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อเอาทั้งวิทยาศาสตร์เอาทั้งใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง เพื่อให้ปฏิปทาที่เป็นความดีและปัญญาได้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องต้องใช้เวลา เปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลสู่ทะเลสู่มหาสมุทร

 

ตามหลักเหตุผลตามหลักทางวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไป ทางวิทยาศาสตร์ก็ ๓ อาทิตย์ขึ้นไป ทางจิตใจก็ ๓ อาทิตย์ขึ้นไป มันเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นกฎของอิทัปปัจจยตาทั้งภายดีและภายไม่ดีต้อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไป

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ ให้เราเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพื่อทำหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบในหน้าที่

 

หลักการถึงต้องมีข้าราชการนักการเมืองนักบวช เพื่อเป็นธรรมนูญชีวิต ยกเลิกตัวยกเลิกตน เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาความดีและปัญญา ที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่ได้มาตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านถึงได้ตรัสโอวาทพระปาฏิโมกข์เหมือนกันทุก ๆ พระองค์ว่า ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่บุญแต่กุศลถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชเป็นโครงสร้างเป็นธรรมนูญ เป็นหน้าที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พากันมารู้มาเข้าใจ เพื่อทำหน้าที่ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของข้าราชการนักการเมืองนักบวช เพราะนี้มันเป็นโครงสร้างของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นสถาบันหลักของธรรมนูญ

 

ข้าราชการก็ต้องมีความสุขกับการทำงานเพื่อการงานนั้นจะได้เป็นพระนิพพาน นักการเมืองก็มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นจะได้เป็นพระนิพพาน นักบวชก็ต้องทำหน้าที่ของการเป็นนักบวช หน้าที่นั้นก็จะเป็นพระนิพพาน

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ทำไม ๔ ปีถึงมีการเลือกตั้งนักการเมืองครั้งหนึ่ง เพราะเหตุผลว่า จะได้เปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ไม่ดีให้ดี สิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง สิ่งที่ดีแล้วให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องใช้เวลา ๔ ปี จะเป็นการเปลี่ยนแปลง ต้องอาศัยเวลา เป็นเวลา ๔ ปี ถึงจะแก้ปัญหาได้เปลี่ยนแปลงปัญหาได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เราเข้าใจในเรื่องปัญหา ให้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา

 

เราต้องรู้เข้าใจปัญหามารู้จักปัญหา เราอย่าไปท้อใจ อย่าเอาความท้อใจ อย่าเอาความปรุงแต่ง อย่าเอาความเปรียบเทียบ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราอย่าพากันท้อใจ เราต้องขอบใจปัญหา ปัญหานั้นแหละคือปัญญา

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 109,795