๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑๖ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อการฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความสงบ มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบาย ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อเราทุกคนจะได้เอาไปใช้เอาประพฤติเอาไปปฏิบัติ ทุกอย่างนั้นมันเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราต้องรู้เรื่องของความทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้ทำหน้าที่ของเราเองให้ถูกต้อง
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้ประพฤติจะได้ปฏิบัติ จะได้ทำหน้าที่ของเรา ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ด้วยความตั้งอกตั้งใจ การประพฤติการปฏิบัติ ปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน เราทุกท่านทุกคนต้องพากันปฏิบัติที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญมาก ๆ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มีความสำคัญมั่นหมาย ที่มีความยึดมั่นถือมั่นของตัวเองให้ได้ ด้วยความรู้พร้อมทั้งมีการประพฤติการปฏิบัติ สิ่งเป็นความทุกข์เกิดขึ้น ความดับทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป จะได้จบลงที่ปัจจุบัน สิ่งที่เป็นปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาจะได้เอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติ
เราทุกท่านทุกคนถึงมาหยุดปัญหา ของเราเองด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิที่มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง เราจะหยุดได้ก็เพราะความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในความทุกข์ มีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ความทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ความทุกข์ดับไป ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นวิบากจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ เมื่อรู้เมื่อเข้าใจแล้ว เราต้องเอาความรู้ความเข้าใจนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ให้เราทุกคนทุกท่านพากันเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เรา เป็นเรื่องเฉพาะตน เป็นเรื่องของเรา งานนี้เป็นงานของเรา เป็นหน้าที่ของเรา
สติสัมปชัญญะเป็นธรรมะที่คุณมีอุปการมาก เราทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าอะไรมีคุณมีประโยชน์มีอุปการะมาก สติสัมปชัญญะเป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์มีอุปการะมาก ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอน
เราทุกคนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม การที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมนี้จะตัดเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ใจของเราจะตัดอดีตตัดอนาคตอยู่กับปัจจุบัน เพราะเรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม
ด้วยเหตุผลนี้ สติสัมปชัญญะถึงเป็นพื้นเป็นฐานของการประพฤติการปฏิบัติ อานาปานสติได้แก่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอามาใช้ เอามาประพฤติปฏิบัติ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ฝึกสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่กับลม หายใจเข้าหายใจออก
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นเป็นธรรมะเราต้องรู้ต้องเข้าใจในหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคล เป็นตัวเป็นตน สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ
เรามารู้มาเข้าใจ มาทำความดีเพื่อความดี เพราะมีความรู้ความเข้าใจว่าความดีนั้นเป็นความถูกต้อง ความดีนั้นเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นการยกเลิกความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน เพราะตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย ไม่ได้ทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี ความอยากความไม่อยากนั้นคือความไม่สงบ คือความปรุงแต่ง ทำความดีเห็นว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นหน้าที่ของเราทุกคนจะได้พึงประพฤติพึงปฏิบัติ เพื่อให้ความดีและปัญญาจะได้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องกันอยู่ในปัจจุบัน
การประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการประพฤติเกิดจากการปฏิบัติ ทั้งทางด้านวัตถุก็จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทางด้านจิตใจก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติได้เกิดการติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่หยดน้ำ เป็นความดีและปัญญา ยกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวตน หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เข้าถึงความไม่มีทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน เป็นนิพพานไปชั่วขณะ ๆ ด้วยความรู้ความเข้าใจ จนกว่านิพพานนั้นจะสมบูรณ์ เราทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นไม่ใช่นะ ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีมันเป็นการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน เพื่อมนุษย์สมบัติ เพื่อสวรรค์สมบัติ เพื่อพรหมสมบัติ เพื่อพรหมสมบัติ เรายังมีความต้องการ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าทุกอย่างมีทั้งคุณมีทั้งโทษ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้ทำความดีเพื่อความดีไม่หวังอะไรตอบแทน เราจะได้เข้าถึงความดับไม่เหลือทั้งความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติไม่หวังอะไรตอบแทน การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ
การให้ทานรักษาศีล ทำสมาธิ เจริญวิปัสสนา จะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นอริยมรรค เป็นหนทางที่มีแต่ความสุข มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน และเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า เป็นนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิภาวนาก็จะเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ยกเลิกความทุกข์ ด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยธรรม ที่มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง เป็นสยามเมืองยิ้ม ไม่มีความทุกข์ เป็นการยกเลิกความทุกข์ของตัวเราเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าเธอทั้งหลายจงพากันมาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อหยุดความทุกข์ของตัวเอง ไม่ต้องมีความทุกข์ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ที่เป็นพรหมจรรย์ พรหมจรรย์เบื้องต้น ท่ามกลาง สูงสุด เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องปัญหา เพื่อจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อจะได้เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราจะไม่ได้เสียกาลเสียเวลา เราจะได้ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา ด้วยความรู้ความเข้าใจ
เวลานั้นคือความปรุงแต่งนะ ถ้าเรารู้เข้าใจ เรายกเลิกความปรุงแต่ง เราก็จะหยุดกาลหยุดเวลา ไม่ให้กาลไม่ให้เวลามันครอบงำเรา เผาจิตเผาใจของเรา อย่าให้นรกมันเผาเราอยู่ในปัจจุบัน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องนรก นรกนี้แหละอยู่ไม่ใกล้อยู่ไม่ไกลนะ อยู่ที่ใจของเรานี้เอง ความอยากและความไม่อยากนั้นแหละคือนรกหลุมเล็กหลุมใหญ่ อยากมากก็นรกหลุมใหญ่ อยากน้อยก็นรกหลุมเล็ก ความอยากความไม่อยาก มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ในเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องพรหมโลก เรื่องพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องพรหมโลก เข้าใจเรื่องพระนิพพาน เพื่อเราจะได้ประพฤติจะได้ปฏิบัติ จะได้ทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความเห็นเช่นนี้คือความเห็นยังไม่ถูกต้อง
อย่างเช่น มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นี้ขึ้นอยู่กับเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้เข้าใจในเรื่องของการประพฤติการปฏิบัติ ท่านตรัสว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต เหตุมันเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะได้เป็นประโยชน์ในปัจจุบันและประโยชน์ในอนาคต พากันเข้าถึงพระนิพพาน พระนิพพานนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการทำหน้าที่ที่ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญาอยู่ที่ปัจจุบัน
พระนิพพานนั้นถึงเป็นอริยมรรค เป็นความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติ ที่เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระนิพพานนี้เฉพาะศาสนาพุทธเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า พระนิพพานมีอยู่ทุก ๆ ศาสนา ผู้ใดมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง ความรู้เป็นคู่การประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานไม่ใช่ใครจะสงวนลิขสิทธิ์ เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เป็นการทำความดีที่มีความสุขที่สุดในโลก เป็นสุปฏิปันโน คือผู้ปฏิบัติดี เป็นอุชุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่ออกจากทุกข์ไม่มีทุกข์ มีความสุขที่สุดโลกใน ไม่มีความทุกข์อะไรเลย เป็นผู้สมควรกราบไหว้ควรทำอัญชี ตัวเองก็กราบไหวตัวเองได้ ผู้อื่นก็เคารพกราบไหว้ เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นความสะอาด สว่าง สงบ ที่เกิดจากใจ
เราพากันรู้เข้าใจ ว่าพระนิพพานนี้คือความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เป็นการประมวลความรู้ความเข้าใจเอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ เป็นความบริสุทธิ์ ไม่มีหลอกลวง ไม่เป็นสแกรมเมอร์ ไม่หลอกลวงใคร ไม่หลอกลวงตนเอง ไม่หลอกลวงคนอื่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การที่ปกปิดคนอื่นนั้นพอที่จะปกปิดได้ แต่ปกปิดใจของตัวเองนั้นมันปกปิดใจของตัวเองไม่ได้นะ พระพุทธองค์ได้ประทานโอวาทไว้ว่า “สเจ ภายถ ทุกฺขสฺส สเจ โว ทุกฺขมปฺปิยํ มา กตฺถ ปาปกํ กมฺมํ อาวี วา ยทิ วา รโห. ถ้าเธอทั้งหลายกลัวต่อความทุกข์ ถ้าความทุกข์ไม่เป็นที่พอใจของพวกเธอ ก็อย่าทำบาปกรรมทั้งหลายในที่ลับตาและที่แจ้ง” ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อเข้าถึงบริสุทธิ์ ใจของเราต้องบริสุทธิ์ ใจของเราต้องยกเลิกตัวตน ไม่ปกปิดซ่อนเร้นตัวซ่อนเร้นตน ยกเลิกความหลอกลวง ยกเลิการหลอกลวง เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเราเข้าถึงความบริสุทธิคุณ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา
การประพฤติการปฏิบัติ เบื้องต้นถึงต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะได้เอาถึงต้นเหตุของปัญหา จะได้ยกเลิกปัญหา จะได้รู้เข้าใจในเรื่องพระธรรมเรื่องพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะ สมมติเรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูก ไม่ดีไม่ชั่ว ที่เป็นเรื่องกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรมเราจะได้เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า พระธรรมพระวินัยนั้นจะได้หยุดเวียนว่ายตายเกิดที่เป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยาน เป็นพระนิพพาน เป็นหนทางที่จะต้องประพฤติต้องปฏิบัติต้องทำหน้าที่ เราต้องพากันรู้เข้าใจ เราจะเดินทางไกลก็ต้องอาศัยยาน ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างนี้ ทางอากาศก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะลมหาสมุทรก็อาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดี
พระธรรมพระวินัยเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะไปทิ้งพระธรรมพระวินัยนั้นไม่ได้ จะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย เราต้องพากันเข้าใจ เราต้องพากันเข้าใจพระศาสนา พระศาสนาคือพระธรรมคือพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นธรรมนูญ เป็นการยกเลิกความไม่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง
คำว่าพระนั้นคือพระธรรมพระวินัย เราต้องเข้าใจใจคำศัพท์ที่เรียกว่าพระ พระนั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นสภาวธรรมที่มายกเลิกตัวยกเลิกตน เค้าถึงมีศัพท์ว่าพระศาสนา พระศาสนาที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยมายกเลิกตัวมายกเลิกตน พระศาสนานั้นไม่ใช่นิติบุคคล ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน คำว่าพระนั้นหมายถึงยกเลิกตัวยกเลิกตน ให้เราทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจในเรื่องของพระศาสนา พระศาสนามีความหมายอย่างเดียวกันหมด ศาสนาถึงจะมีหลายชื่อก็ไม่เป็นไร แต่ความหมายของศาสนาคือสิ่งเดียวกัน คือนิพพาน คือยกเลิกตัวตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เอาความดีและปัญญานำชีวิต
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ นักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนาวัตถุที่ก้าวหน้าก็ให้พากันเข้าใจ ผู้ที่บำเพ็ญภาวนาเพื่อพัฒนาจิตใจก็ให้เข้าใจ ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจก็ต้องไปพร้อม ๆ กันเพื่อความสมดุลทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ที่มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะความสุขความดับทุกข์นี้มันอยู่ที่ปัจจุบัน ความสุขนั้นมันเป็นออกซิเจน การปล่อยวางมันเป็นการปล่อยวางของเสียของปฏิกูล ไม่เอาค่าพีเอ็มที่ไม่ดีรับมาใส่ใจ สิ่งที่เป็นอดีตไปแล้วก็ปล่อยวาง เพราะเป็นอดีตไปแล้ว เกษียณไปแล้ว
ให้เอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญของการประพฤติของการปฏิบัติ เรามาทำหน้าที่ของเราดี ๆ ในปัจจุบัน ด้วยการประพฤติการปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม กฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม
วันหนึ่งคืนหนึ่ง คฤหัสถ์ผู้ครองบ้านครองเมือง พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้ ๑๖ ชั่วโมง เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ประมาท ไม่มีข้อแม้ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ จะได้เป็นมนุษย์ผู้รู้เข้าใจ จะได้เป็นเทวดาผู้รู้เข้าใจ จะได้เป็นพระพรหมผู้รู้เข้าใจ จะได้เป็นพระอริยเจ้าผู้รู้เข้าใจ เข้าใจอะไรล่ะ เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
ผู้ที่ออกมาบวชถือศีลประพฤติปฏิบัติ นอนพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง ทำไมถึงนอนน้อยกว่าฆราวาสผู้ครองเรือน เพราะเหตุผลว่านักบวชได้รับสิทธิพิเศษ ไม่ได้ทำธุรกิจหน้าที่การงาน ยกเลิกจากธุรกิจหน้าที่การงานภายนอกที่เป็นวัตถุ มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ ยกเลิกธุรกิจหน้าที่การงานภายนอก ได้รับสิทธิพิเศษจากประชาชนมหาชน บ้านก็ไม่ได้เช่า ข้าวก็ไม่ได้ซื้อ เค้าเอาของมาให้มาถวายมาประเคนแล้วก็ยังมากราบมาไหว้อีก นอนวันละ ๖ ชั่วโมงก็พอเพียงเพียงพอ
พระนี้มีความหมายว่ายกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน มาเอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่อง เราพากันคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลยนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนอนท่านพักผ่อนเพื่อให้พระวรกายได้พักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมง เพราะท่านมีความสุข ยกเลิกตัวแล้วมันมีความสุข
ผู้ที่มาบวชมาถือศีลปฏิบัติธรรมยกเลิกตัวตนแล้วมีความสุข ที่ยกเลิกตัวตน ไม่มีปริโพธิกังวลนั้นมีความสุข ด้วยเหตุผลนี้แหละ นอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมงก็พอเพียงเพียงพอ หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเอาพระธรรมพระวินัยทุกข้อทุกสิกขาบท เน้นที่ใจ เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ยกเลิกตัวตน เพื่อเป็นพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นจะยกเลิกตัวตน ท่านให้พระพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ ให้นอนให้จำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ ทุก ๆ วัน ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น การนอนการพักผ่อนของผู้ปฏิบัติธรรม ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ กลางวันที่ตื่นอยู่นี้ ๑๘ ชั่วโมง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อความเพียรจะได้ติดต่อต่อกัน จะได้เป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่น ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
เราต้องเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงเอาวันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานของฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมือง วันเสาร์วันอาทิตย์วันหยุดทำงาน ไม่ทำงาน การที่มีหลักการอย่างนี้ เพื่อพัฒนาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับใจมันต้องไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งรูปธรรม อันหนึ่งนามธรรม ต้องไปพร้อม ๆ กัน ทำหน้าที่ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญนะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าใจกับวัตถุต้องไปพร้อม ๆ กันเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เราจะได้ทั้ง ๒ อย่าง ได้ทั้งวัตถุกับจิตใจ
ทุก ๆ ท่านต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจไม่ได้นะ มันจะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
การทำงานกับการปฏิบัติมันต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อจะเป็นอริยมรรค จะได้เป็นบริสุทธิคุณ เพื่อที่จะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ การทำงานกับการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่ชาติหน้า ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้ ไม่ให้เข้าใจอย่างอื่น
เราจะไปแยกว่าอันนี้เป็นเรื่องของวัตถุ อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจ กายไปที่ไหนใจก็ไปที่นั่น ใจไปที่ไหนกายก็ไปที่นั่น ๒ อย่างนี้มันแยกกกันไม่ได้ อันหนึ่งความสงบ อันหนึ่งปัญญา มันแยกกันไม่ได้ นี้เป็นปฏิปทาที่เราต้องรู้เข้าใจ ต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
เราจะเอาความรู้สึกที่มันยังเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นไม่ได้ เราต้องยกเลิกความรู้สึกเลิกสัญชาตญาณ เอาธรรมนูญคือพระธรรมพระวินัย ยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกความรู้สึก ยกเลิกความชอบความชัง ยกเลิกความเปรียบเทียบที่มันเป็นขั้วบวกขั้วลบที่เป็นพระเป็นพระวินัย
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดของหมู่มวลมนุษย์เพื่อไปให้ทานรักษาศีล ถือเนกขัมมะ ฟังพระธรรมเทศนา ไปประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง ใช้เวลา ๔๘ ชั่วโมง เราพากันรู้พากันเข้าใจ อายุขัยของเราทุกคนอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี ต้องเอาอายุขัยนี้มาประพฤติมาปฏิบัติ มาทำความดีมาทำหน้าที่ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในสาระที่สำคัญในการเกิดมา คนเก่งคนฉลาดนั้นมีอยู่เป็นส่วนมาก ความเก่งความฉลาด เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้เอาความเก่งความฉลาดนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มาทำความดี เพื่อเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อเป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี เพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ คนเก่งคนฉลาดก็ยังตั้งอยู่ในกฎของธรรมชาติ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎของธรรมชาติไปได้ นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ นักจิตภาวนาก็ต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อจะได้เอาความเก่งความฉลาดและความดีก้าวไป ด้วยความรู้และการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะได้ติดต่อต่อเนื่อง ด้วยการรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้ยกเลิกความทุกข์จากใจของเรา หัวใจของเราจะได้ยิ้ม เราจะได้เข้าถึงสยามเมืองยิ้ม
ความไม่รู้ไม่เข้าใจ ยิ่งแก่ยิ่งเฒ่าก็ยิ่งทุกข์ทั้งกายทุกข์ทั้งใจ ทุกข์ทวีคูณ เป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นการลิดรอนสิทธิในสิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ เราไม่อยากไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก มันเป็นความคิดที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ นี้เป็นความคิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ลิดรอนสิทธิในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พากันมารู้เข้าใจ จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เอาความสุขมาเสียสละ ที่เป็นพระนิพพานอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
สรุปใจความให้เรารู้ให้เข้าใจ ที่มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นพระนิพพานอยู่ในธุรกิจหน้าที่การงาน อยู่ที่ปัจจุบัน อย่างเราทำงาน เรามีความสุขกับการทำงานเราก็ได้พระนิพพาน หน้าที่ของเราก็จะเป็นพระนิพพาน ได้พระนิพพาน
อย่างเรานั่งสมาธิอย่างนี้แหละ เราหายใจเข้าให้สบายอย่างมีความสุข มันก็เป็นพระนิพพานแล้ว เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เรานั่งสมาธิเราก็อยากให้มันสงบ ให้เรารู้เข้าใจ ความอยากความไม่อยากนั้นมันคือความปรุงแต่ง ชื่อว่าความปรุงแต่งทั้งนั้นมีแต่ทุกข์ทั้งสิ้น ให้เรารู้เข้าใจ ทานศีลสมาธิภาวนาจะได้เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐาน
๙ นิสัยของคนมีบุญมาก มีบุญสอนตนเองได้ เพราะมีกำลังบุญที่มากพอ
จิตของผู้มีบุญ๑. ไม่บ่นเมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นปัญญา ทำให้ยอมรับต่อความเป็นจริงของชีวิต ทำให้รู้เห็นและเข้าใจถึงระดับวาสนาของตนและบุคคลอื่น ความเป็น ไปของชีวิตนั้นขึ้นตรงต่ออำนาจบุญกรรมที่ทำไว้ บ่นไปก็แค่นั้นเอง ที่ได้มา ที่มีอยู่ ที่เสียใจ ที่ไม่ได้ดั่งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มันคือ “ผลแห่งกรรม” อันเป็นสมบัติของเราเอง
๒. ไม่กลัวเมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความเข้มแข็ง กล้าหาญ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะมีความมั่นใจในความเป็นผู้บริสุทธิ์ ความเป็นผู้มีบุญของตน เมื่อจะคิด จะทำอะไรลงไป ล้วนมีกำลังบุญมารองรับทั้งหมดทั้งสิ้น
๓. ไม่ทำชั่วเมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นตัวควบคุม บริหารจัดการ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดความกลัว ความละอายต่อบาป ต่อกรรมความผิดน้อยใหญ่ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เห็นถึงความเสียหาย หลายภพหลายชาติ เห็นถึง ผลกระทบต่อครอบครัว ต่อโลกต่อสังคม อย่างมากมายมหาศาล
๔. ไม่คิดมากเมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดพลังแห่งความสงบ แห่งจิตแห่งใจ ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่คิดเป็นทุกข์ ความคิดทุกความคิด ล้วนนำมาซึ่งความเบิกบานกายใจ ไม่คิดเบิกความทุกข์ มาใช้ก่อน
๕. รอได้ คอยได้เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความใจเย็น มีความยืดหยุ่น ตามกำลังของบุญ ไม่ใจร้อน ใจเร็ว เห็นถึงจังหวะ และโอกาสของชีวิต
๖. อดได้ ทนได้เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นพลังงานเข้มแข็ง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้มีความอดทน ที่เป็นหนึ่งเป็นเลิศ มีความคิดที่ไม่หวั่นไหว เห็นความสำเร็จทุกชนิดมาจากความอดทน อดทนอย่างมีความสุข
๗. สงบได้ เย็นได้เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะเป็นสภาพให้เป็นคนที่สงบได้ เย็นได้ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่ร้อนรน กระวน กระวาย สับส่าย วุ่นวาย ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ในสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น แม้จะตกอยู่ใน เหตุการณ์ที่เลวร้าย ก็ทำใจได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
๘. ปล่อยได้ วางได้เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นคนที่รู้จักการละ การวาง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่แบกทุกอย่างที่ขวางหน้า ยึดทุกอย่างที่เกิดขึ้น
๙. รู้ได้ ตื่นได้ และเบิกบานได้เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความรู้ตื่น เบิกบาน ตามกำลังของบุญฤทธิ์ เป็นผู้รู้ ต่อความ เป็นจริงของชีวิต ไม่ปล่อยชีวิตให้ตกไปในกระแสของความโลภ ความโกรธ ความหลง จิตใจมีความอิสระเต็มที่ ทุกวันทุกเวลาทุกนาที
เราท่านทั้งหลายมาระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนที่เป็นบริสุทธิคุณ ที่เป็นหลักการเพื่อดำเนินไปในทางพระนิพพานที่อยู่ที่ปัจจุบัน ที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่าหวังอะไรให้มากนัก จงมองดูชีวิตอย่างผู้ช่ำชอง อย่าวิตกกังวลอะไรล่วงหน้า ชีวิตนี้เหมือนเกลียวคลื่น ซึ่งก่อตัว ขึ้นแล้วม้วนเข้าหาฝั่ง และแตกกระจายเป็นฟองฝอยจงมองดูชีวิตเหมือนคนยืนอยู่บนฝั่ง มองดูเกลียวคลื่นในมหาสมุทรฉนั้น”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายผู้ยังมีอวิชาเป็นฝ้าบังปัญญาจักขุนั้น เป็นเสมือนทารกน้อยผู้หลงเข้าไปในป่าใหญ่อันรกทึบซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายน่าหวาดเสียว และว้าเหว่เงียบเหงา มนุษย์ส่วนใหญ่แม้จะร่าเริงแจ่มใสอยู่ในหมู่ญาติและเพื่อนฝูง แต่ใครเล่าจะทราบว่า ภายในส่วนลึกแห่งหัวใจ เขาจะว้าเหว่และเงียบเหงาสักปานใด ถ้าทุกคนว้าเหว่ไม่แน่ใจว่าจะยึดเอาอะไรเป็นหลักที่แน่นอนของชีวิต”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวีตมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในเพศใดภาวะใด การกระทำที่ที่นึกขึ้นภายหลังแล้วต้องเสียใจนั้นควรเว้นเสียเพราะฉนั้น แม้จะประสบความทุกข์ยากลำบากสักปานใดก็ต้องไม่ทิ้งธรรม มนุษย์ที่ยังมีอาสวะอยู่ในใจนั้น ย่อมจะมีวันพลั้งเผลอประพฤติผิดธรรมไปบ้างเพราะยังมีสติไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อได้สติภายหลังก็ต้องตั้งใจประพฤติธรรมสั่งสมความดีกันใหม่ ยิ่งพวกเรานักบวชด้วยแล้วจำเป็นต้องมีอุดมคติ การตายด้วยอุดมคตินั้นมีค่ากว่าการเป็นอยู่โดยไร้อุดมคติ”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าไม้จันทร์ แม้จะแห้งก็ไม่ที้งกลิ่น อัศวินก้าวลงสู่สงครามก็ไม่ทิ้งลีลา อ้อยแม้เข้าสู่หีบยนต์แล้วก็ไม่ทิ้งรสหวาน บัณฑิตแม้ประสบทุกข์ก็ไม่ทิ้งธรรม”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายได้สละเพศฆราวาสมาแล้ว ซึ่งเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ยากที่ใครๆ จะสละได้ ขอให้เธอเสียสละต่อไปเถิด และสละให้ลึกกว่านั้น คือ ไม่สละแต่เพียงเพศอย่างเดียว แต่จงสละความรู้สึกอันจะเป็นข้าศึกต่อเพศเสียด้วย เธอเคยฟังสุภาษิตอันกินใจยิ่งมาแล้งมิใช่หรือ บุคคลร้อยคนหาคนกล้าได้หนึ่งคน บุคคลพันคนหาคนเป็นบัณฑิตได้หนึ่งคน บุคคลแสนคนหาคนพูดความจริงหาได้เพียงหนึ่งคน ส่วนคนที่สละได้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ทราบว่าจะมีหรือไม่ คือไม่ทราบว่าจะหาในบุคคลจำนวนเท่าไรจึงจะพบได้หนึ่งคน”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยมรรคประกอบด้วยองค์แปดเป็นทางอันประเสริฐ สามารถทำให้บุคคลเดินไปตามทางนี้ถึงซึ่งความสุขสงบเย็นเต็มที่ เป็นทางเดินไปสู่อมตะ ถ้าภิกษุหรือใครๆก็ตามพึงอยู่โดยชอบ ปฏบัติดำเนินตามมรรคอันประเสริฐประกอบด้วยองค์แปดนี้อยู่ โลกก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเคารพหนักแน่นในพระศาสดา และพระธรรม มีความยำเกรงในสงฆ์ มีความเคารพหนักแน่นในสมาธิ มีความเพียรเครื่องเผาบาปเคารพในไตรสิกขาและเคารพในปฏิสันถาร การต้อนรับอาคันตุกะ ผู้เช่นนั้นย่อมไม่เสื่อม ดำรงตนอยู่ใกล้พระนิพพาน”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่พวกเธอยังหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พร้อมเพรียงกันประชุม เคารพในสิกขาบทบัญญัติ ยำเกรงภิกษุผู้เป็นสังฆเถระสังฆบิดร ไม่ยอมตนให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งตัณหาพอใจในการอยู่อาศัยเสนาสนะป่าปรารถนาให้เพื่อนพรหมจารี มาสู่สำนักและอยู่เป็นสุข ตราบนั้นพวกเธอจะไม่เสื่อมเลย มีแต่ความเจริญโดยส่วนเดียว”
และได้ประทานปัจฉิมโอวาทเป็นครั้งสุดท้ายไว้ว่า "หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ท่านสอนว่า “ความไม่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน ความยิ่งใหญ่คือความไม่ยั่งยืน ชีวิตที่ยิ่งใหญ่คือชีวิตที่อยู่ด้วย ทาน ศีล เมตตาและกตัญญู ชีวิตที่มีความดีอาจมิใช่ความยิ่งใหญ่แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น”
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา