๑๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๑๗ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พากันนั่งให้สบาย

 

ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าธรรมทั้งหลายนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ปัจจุบันคือการประพฤติคือการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นการประพฤติการปฏิบัติ เราพากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เรามารู้มาเข้าใจ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เรามายกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขา เราต้องพากันมายกเลิก

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในวัฏฏสงสาร เรามาเข้าใจในเรื่องพระนิพพาน พระนิพพานนั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่ที่ไกลของเรารู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะได้เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน

 

เรามาทำความดีเพื่อความดี เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เป็นผู้รู้เข้าใจ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เป็นผู้ปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เป็นผู้ที่สมควรกับการกราบไหว้ของตัวของเราเองและของผู้อื่น

 

ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ปัจจุบันนี้ถือเป็นไฟต์ของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เราจะได้ทำหน้าที่ของเหตุของปัจจัย เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ความรู้ต้องเป็นคู่การประพฤติการปฏิบัติ

 

เราเป็นคนเก่งเราต้องเป็นคนดี คนเก่งคนฉลาดคนดีต้องมีอยู่กับตัวเรา เราจะเป็นคนดีคนเก่งคนฉลาด เราต้องรู้ต้องเข้าใจ สิ่งที่เป็นสาเหตุให้เราไม่เป็นคนเก่งคนฉลาดไม่ได้เป็นคนดี เพราะเหตุผลว่าเราเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ นี้มาเป็นตัวเรา ความดีความฉลาดนั้นถึงเกิดขึ้นไม่ได้

 

ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องรู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญยิ่ง ๆ ว่าเราต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราจะเป็นคนไม่มีปัญญา เป็นคนมีแต่อวิชชาที่เอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะเป็นเรา เรียกว่าคนไม่มีปัญญา มีแต่อวิชชา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเสียสละ เสียสละวัฏฏสงสารที่พากันท่องเที่ยวมานานนับเป็นเวลาหลายล้านชาติหลายล้านปี เราต้องเสียสละ เราต้องยกเลิก เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องของเหตุเรื่องของปัจจัย มารู้เรื่องปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ธรรมะนั้นถึงจะเป็นทั้งความดีและปัญญา เป็นการไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่หยดน้ำ เป็นสายน้ำ คำว่าหยดนั้นคือไม่ติดต่อต่อเนื่อง คำว่าสายน้ำนั้นคือการติดต่อต่อเนื่อง

 

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จะได้ก้าวไปเหมือนสายน้ำ ไหลสู่ทะเลไหลสู่มหาสมุทร เราต้องรู้เข้าใจเรื่องน้ำเรื่องสายน้ำที่ไหลสู่ทะเลสู่มหาสมุทร เพราะมันเป็นสายน้ำนะไม่ใช้น้ำหยด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ ให้พากันตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะที่ใช้งานได้คือภาชนะที่ตั้ง ถึงทำงานได้ใช้งานได้ สติสัมปชัญญะเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความตั้งมั่น ตั้งมั่นภาชนะ รู้เข้าใจ ไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งแวดล้อม รู้ปัญหา เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะได้ครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา

 

เราต้องพากันรู้เข้าใจสิ่งภายนอกสิ่งภายใน สิ่งภายนอกภายใน ๒ อย่างนี้เราต้องรู้ สิ่งภายนอกภายในนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราต้องรู้จักขั้วบวกขั้วลบ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ จะได้จบลงได้ที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เรามาคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาวิปัสสนา ด้วยเหตุด้วยผล เพราะเรามีตารูปนั้นถึงมี เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เรามีหูเสียงนั้นถึงมี เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามีจมูกกลิ่นนั้นถึงมี เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามีลิ้นรสนั้นถึงมี เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามีกายถึงมีสัมผัสต่าง ๆ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิด เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้เข้าใจ เพื่อสิ่งที่มากระทบมาสัมผัสนั้นจะได้หยุดลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ สิ่งที่เป็นปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา ปัญญานั้นจะเอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ ที่เป็นความดีที่เกิดจากปัญญา

 

ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมะ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้คิดเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนนี้คิดว่าทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่ออยากเป็นคนดี ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ ความอยากความไม่อยากนั้นให้เราเข้าใจ ความอยากความไม่อยากมันคือความปรุงแต่ง มันคือความเปรียบเทียบ มันมีความอยากเป็นตัวนำ มันมีความอยากความต้องการ ความอยากความต้องการนั้นมันยังเป็นความไม่เข้าใจในความดี มันเป็นการทำความดีเพื่อเป็นนิติบุคคลตัวตน ไม่ใช่ความดีที่เป็นบริสุทธิคุณ มันยังต้องการผลประโยชน์ตอบแทน นี้ยังเป็นความไม่อิ่มไม่เต็มเป็นความไม่เพียงพอ มีความบกพร่องอยู่เป็นนิจ เปรียบเสมือนทะลไม่อิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เพื่อดับไม่เหลือ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ถ้าเรายังมีความต้องการ เราจะหยุดกาลหยุดเวลาไม่ได้ กาลเวลายังกลืนกินเราอยู่ เราต้องหยุดกาลหยุดเวลาด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ผู้ที่มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินั้นคือผู้ที่หยุดกาลหยุดเวลา ผู้ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนคือผู้ที่ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อยกเลิกกาลยกเลิกเวลา

 

สติสัมปชัญญะนั้นจะยกเลิกกาลยกเลิกเวลา สติสัมปชัญญะนั้นเป็นธรรมะอยู่เหนือกาลอยู่เหนือเวลา เป็นความดีกับปัญญา ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา สติสัมปชัญญะนั้นจึงเป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ เป็นพระนิพพานชั่วคราวของเสขบุคคล บุคคลผู้รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราพากันมามีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เรามาทำหน้าที่เอาความดีและปัญญา เอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อให้เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงจะได้มี เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรที่จะได้ผลเห็นผลต้องประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง ใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไป คือ ๒๑ วัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล ตามหลักผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ทั้งทางวัตถุทั้งทางจิตใจ ต้องใช้เวลา ๒๑ วัน ๓ อาทิตย์

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราสร้างเหตุสร้างปัจจัยให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่หยดน้ำ เป็นสายน้ำ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเรานอนเราพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงเรานอนพักผ่อนจำวัด วันละ ๖ ชั่วโมง เพื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ร่างกายของเราแข็งแรง ให้เราทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง วันหนึ่งคืนหนึ่งเรานอน ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ ๑๘ ชั่วโสมงนี้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ในการทำหน้าที่ เพื่อให้พระธรรมพระวินัยให้สมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ให้ด่างไม่ให้พร้อยไม่ให้เศร้าหมอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราปกปิดคนอื่นได้ แต่เราปกปิดใจของเราไม่ได้นะ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน ต้องเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่ปกปิดซ่อนเร้น เป็นผู้ที่ทำความดีเพื่อความดี ไม่ทำเพื่ออยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำหน้าที่ของหน้าที่ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เป็นความดับไม่เหลือซึ่งนิติบุคคลตัวตน ด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนถึงเป็นผู้ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ปิด ซ่อนเร้น ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่ปกปิดซ่อนเร้น ใจจะได้สะอาดสว่างสงบ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ปกปิดซ่อนเร้น

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงจะเป็นพระนิพพาน หยุดอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่ยกเลิกตัวตน ไม่มีปกปิดซ่อนเร้น ถึงจะยกเลิกการหลอกลวง ถึงจะเป็นผู้ที่เข้าถึงความเคารพ ความเคารพกับความสงบมันคืออันเดียวกัน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวไม่ยกเลิกตน จะเป็นความไม่เคารพ จะเข้าถึงความสงบไม่ได้ เพราะเราเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ เรายังไม่ยกเลิกตัวตน เรายังเป็นผู้ไม่เคารพในพระธรรมในพระวินัย

 

พระธรรมพระวินัยถึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเคารพต้องบูชา  การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกการตรึกนึกคิดในกาม ยกเลิกตรึกนึกคิดในพยาบาท

 

เราต้องรู้เข้าใจ เพราะใจของเรา เราปกปิดตัวเองนั้นไม่ได้ เราสามารถปกปิดของคนอื่นได้ แต่เราปกปิดใจของตัวเองไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ยกเลิกตัวตน เราจะมีตัวมีตนอยู่ไม่ได้ เราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เรามาบวชมาปฏิบัติธรรม ได้รับสิทธิพิเศษจากมหาชน เรามายกเลิกตัวยกเลิกตน ผู้ที่มาบวชคือผู้ที่มายกเลิกตัวยกเลิกตน  มายกเลิกสัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตน ผู้ที่ยกเลิกตัวตนเป็นผู้ดับไม่เหลือซึ่งตัวซึ่งตน เค้าถึงมีศัพท์เรียกว่าพระ พระนั้นหมายถึงพระธรรมพระวินัยที่เอามาใช้ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราพากันมานอนมาพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ การนอนการพักผ่อน ๖ ชั่วโมงเป็นหน้าที่ที่เราพึงประพฤติพึงปฏิบัติ เราต้องมีความสุขในหน้าที่คือพากันนอนพากันพักผ่อนพากันจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง การนอนการพักผ่อนก็คือการเสียสละ ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่ลิดรอนสิทธิในการนอน เราถึงต้องพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง สำหรับนักบวช

 

ท่านหลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง ท่านให้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ ท่านให้พระพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง ให้นอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น การปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะการประพฤติการปฏิบัติต่อพระธรรมพระวินัยนั้นมันต้องไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ธรรมะนั้นอยู่นอกเหตุเหนือผลของเราทุกคนนะ ถ้าเรามีข้อแม้ก็ไม่ใช่พระธรรมไม่ใช่พระวินัย มันก็ยังมีเรา เป็นการลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติ

 

เราจะไปย้อนศรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามีข้อแม้นั้นคือการย้อนศรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องเอาทางสายกลางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยกเลิกทางสายกลางของเรา

 

วันหนึ่งเราต้องนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เพื่อทำความเพียร เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่เป็นหยดน้ำ

 

เราอย่าเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง คิดว่าปฏิบัติเหมือนพระพุทธเจ้าใครเค้าจะไปประพฤติปฏิบัติได้ ความคิดอย่างนี้มันเป็นความคิดที่ตรึกในกาม ตรึกในตัวในตน ยังเป็นบุคคลเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง ยังเป็นบุคคลที่เอากามเอาพยาบาทเป็นที่ตั้ง ยังเอาอวิชชาเอาความหลงเอาความปรุงแต่งนำชีวิต

 

พระธรรมพระวินัยให้พวกเราเข้าใจ มันเป็นสภาวธรรมที่อยู่นอกเหตุเหนือผล ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เพื่อเราจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยพระธรรมพระวินัย เพื่อธรรมวินัยจะได้ละลายพฤติกรรม ที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เราทุกคนเมื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนแล้ว การยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นมันจะมีความสุขไม่มีความทุกข์ สิ่งที่เป็นความทุกข์มันจะไม่มีความทุกข์เลย มันจะยกเลิกความทุกข์ ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา

 

ผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ทำไปเมื่อไหร่ถึงจะได้หยุด

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นความสุขไม่มีความทุกข์อะไร เป็นพระนิพพานตั้งแต่เบื้องต้นจนอวสาน จะไม่มีคำว่าหยุดหรือไป เป็นความรู้ความเข้าใจที่หยุดกาลหยุดเวลา

 

ความดีและปัญญานั้นเป็นสิ่งที่หยุดกาลหยุดเวลา เป็นอมตะชั่วฟ้าดินสลาย ให้ผู้ยังไม่รู้ไม่เข้าใจให้เข้าใจ

 

เราพากันมาบวช เราพากันมาประพฤติปฏิบัติธรรม เราพากันมารู้มาเข้าใจ ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้กันและกันได้ ปัจจุบันเป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติ ปัจจุบันนั้นถึงไม่ใช่เก่าไม่ใช่ใหม่ ปัจจุบันนั้นคือปัจจุบัน ใจของเรานั้นไม่ใช่เก่าไม่ใช่ใหม่ ใจของเรานั้นต้องเป็นปัจจุบัน เราทุกคนมายกเลิกตัวตนเพื่อเข้าถึงธรรมถึงปัจจุบันธรรม มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ ไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้ อันนี้มันคือสิ่งเดียวกัน

 

เรามาอาศัยทรัพยากรที่ประเสริฐ ที่เราทุกคนได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อายุขัยของเราพัฒนาทางสายกลาง เอาจิตใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ทำหน้าที่ให้มีความสุข อายุขัยของเราก็จะอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปีหรือมากกว่าร้อยปี เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการทำหน้าที่

 

ความสงบกับความเคารพมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสงบมันก็มีความเคารพ เรามีความเคารพก็มีความสงบ เพราะใจของเราทุกคน เราต้องรู้เข้าใจ เราปกปิดคนอื่นได้เราปกปิดใจของตัวเองไม่ได้นะ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้น

 

สติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เราต้องเจริญให้มากปฏิบัติให้มากเพื่อหยุดความฟุ้งซ่านของเราทุกคน เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอน ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อปฏิบัติต่อพระธรรมพระวินัยให้ถูกต้อง เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม

 

ความดีกับความฉลาดต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน คนดีนั้นมีมาก คนฉลาดนั้นมีมาก ความดีความฉลาดไม่ไปพร้อมกันก็ย่อมพังทลาย ก็ย่อมเสียหายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลโน้น อยู่ที่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ร่วม ๆ พันกิโล ตึกสตง.ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ตึก ๓๐ กว่าชั้นสร้างยังไม่เสร็จดีก็พังทลาย เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนไม่ใช่สติสัมปชัญญะจึงเกิดการเสียหายจึงเกิดการพังทลาย

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามีสติสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัยที่ยกเลิกตัวตนที่เป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเจริญสติสัมปชัญญะ เพราะสติสัมปชัญญะนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณมีประโยชน์มากมีอุปการคุณต่อเราอย่างสูงยิ่ง

 

สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นออกซิเจนที่ให้ความสุขแก่เรา จะถ่ายเทของเสียคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

 องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้หลักการในการเจริญสติสัมปชัญญะด้วยอาศัยลมหายใจเข้าหายใจออก เพราะลมหายใจเข้าหายใจออกนี้เป็นคู่ชีวิต เป็นเพื่อนเป็นเกลอของเราตั้งแต่มาจุติจนละธาตุละขันธ์ ให้ใช้อานาปานสติมาใช้เป็นหลักการในการเจริญสติสัมปชัญญะ ให้เรามีความสุขในการหายใจเข้า ให้มีความสุขในการหายใจออก การทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ใช้ได้ทุกกาลทุกเวลาทุกอิริยาบถ ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธิภาวนา ต้องเอาไปใช้ให้มาก เจริญให้มากทุก ๆ กาลทุกเวลา เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ที่เป็นความดีและปัญญา เพื่อจะได้หยุดความฟุ้งซ่าน เพื่อละลายพฤติกรรมที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เราเจริญสติสัมปชัญญะเพื่อให้เกิดความสงบ เกิดความพอเพียงเพียงพอ เพื่อเป็นพื้นเป็นฐานในการเจริญวิปัสสนา

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้มาบวชเป็นพระ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้หลักการให้การให้งานที่เราตื่นอยู่เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง ให้เราทำหน้าที่ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อความสงบและปัญญาจะได้ก้าวไปด้วยปฏิปทาของการประพฤติการปฏิบัติ จะไม่ได้เป็นแค่เพียงสมาธิเพียงสมาบัติเป็นเพียงหินทับหญ้า เพื่อจะได้เป็นอริยมรรคมีองค์แปด เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะได้ครบวงจรทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ เพื่อเป็นอริยมรรค เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม

 

ผู้ที่บวชมาพระอุปัชฌาย์ผู้ที่เป็นประธานในการบวช ถึงได้บอกหน้าที่การงาน เพื่อเอาไปใช้เอาไปประพฤติเอาไปปฏิบัติ ที่ท่านพูดเป็นภาษาบาลีว่า เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกศา พูดกลับไปกลับมาถอยกลับไปกลับมาเป็นอนุโลมปฏิโลม

 

ผู้ที่บวชเป็นพระต้องพิจารณาร่างกายแยกออกเป็นชิ้นส่วน ร่างกายของเรามีทั้งหมด ๓๒ ชิ้นส่วน ต้องแยกกันออกให้หมด แยกออกเป็นชิ้นเป็นชิ้น แล้วประกอบกันเข้าใหม่ เพื่อกลับคืนให้สมบูรณ์เป็นมนุษย์

 

ผู้ที่บวชมาต้องพิจารณาร่างกายแยกชิ้นส่วนอย่างนี้ทุก ๆ วันจนกว่าจะหมดกิเลสสิ้นอาสวะ ทำเรื่องเก่านี้แหละ พิจารณาร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนทุก ๆ วันจนกว่าจะหมดกิเลสสิ้นอาสวะ

 

เหมือนเราทานข้าวทานอาหารพักผ่อนเราก็ทำอย่างนี้ทุกวัน จนกว่าเราจะหมดอายุขัย การพิจารณาสรีระร่างกายด้วยการจินตนาแยกออกเป็นชิ้นส่วนให้เห็นชัดเจน ว่าสิ่งไหนมันเป็นตัวเป็นตน ส่วนไหนมันสวยมันงาม ส่วนไหนมันปฏิกูล พิจารณาที่ไปที่มา พิจารณาอาหารเก่าอาหารใหม่ พิจารณาเรื่องความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก พิจารณาความตาย ตายใหม่ตายหลายชั่วโมง พิจารณาถึงความอืดความเปื่อยความเน่าความเหม็นจนสลายไปในที่สุด ที่ว่างจากตัวว่างจากตน ไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน มีแต่เหตุมีแต่ปัจจัย

 

ถ้าเราเอาตั้งแต่เจริญสติเจริญสัมปชัญญะ ไม่พิจารณาสรีระร่างกาย การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นเพียงหินทับหญ้า เป็นเพียงสมาธิ เป็นเพียงสมาบัติ

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐานของประเทศไทย เมื่อสมัยร่วมร้อยปี ท่านพาพระเอาพระธรรมพระวินัย ยกเลิกตัวตน แล้วพาพระพิจารณาสรีระร่างกายตามพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรากฎว่าผลของการกระทำของการปฏิบัติ ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพมากมายหลายท่าน

 

เป็นสิ่งที่ดีมากดีพิเศษดีจริง ๆ ให้พวกเราพากันรู้เข้าใจ การพิจารณาร่างกายนี้เป็นสิ่งที่ดีมากดีพิเศษดีจริง ๆ เรียกว่าเป็นความดีอย่างยิ่ง

 

เรามาบวชมาปฏิบัติ เรามาเจริญสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เอาความสงบเป็นพื้นฐาน เรายกเลิกตัวตนเราก็มีความสุข เราก็มีความสงบ ความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน

 

เราทุกคนอย่าไปขี้เกียจขี้คร้าน มาเอาการเอางาน เรามาพิจารณาสรีระร่างกายเพื่อแยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เพื่อยกเลิกความเป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อเอาทางวิทยาศาสตร์เอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราจะได้พากันรู้พากันเข้าใจ ว่าเราพากันมาบวชกันทำไม ทำไมเราถึงพากันมาบวช เราพากันมารู้มาเข้าใจในการบวชของเรา

 

เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยเพื่อละลายพฤติกรรม มายกเลิกตัวยกเลิกตน มาพิจารณาร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เรามายกเลิกเหตุยกเลิกผลยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่เอาเหตุเอาผลของเรา มาเอาทางสายกลางที่เป็นพระธรรมพระวินัย

 

เราต้องมารู้พระธรรมพระวินัย สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี การมาบวชการมาปฏิบัติก็จะมีผลใหญ่มีอานิสงส์มาก

 

เป็นผู้มีความเมตตาต่อตัวเองอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ด้วยการยกเลิกตัวยกเลิกตน เมื่อเราช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเราถึงจะช่วยเหลือคนอื่นได้ เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องการมาบวชของเรา เราจะบวชชั่วคราวหรือบวชตลอดชีพก็เอาที่ปัจจุบันนี้แหละ เพราะเราต้องรู้เข้าใจ ไม่มีเก่าไม่มีใหม่หรอก มีแต่ปัจจุบัน เรามาสมัครสมานสามัคคี เราสมัครสมานสามัคคีนี้ไม่ใช่ความคลุกคลี ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตน ทุกหนทุกแห่งก็จะมีแต่ความสงบ ความสงบกับความสุขมันคืออันเดียวกันเราต้องรู้เข้าใจ ความสงบกับความสุขถึงเป็นพระนิพพาน หยุดกาลหยุดเวลา เป็นธรรมที่หยุดโลก หยุดวัฏฏสงสาร

 

เราทุกท่านทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ที่เป็นบริสุทธิคุณเพื่อเป็นสาเหตุที่ยกเลิกตัวตนที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์หาโทษมิได้

 

ท่านถึงเตือนเราทั้งหลายว่า ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญนะ ปัจจุบันนั้นคือการประพฤติการปฏิบัติของเรา เราอย่าได้พากันตั้งอยู่ในความประมาท

 

ท่านถึงกล่าวว่า "หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 109,795